คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 1768,043 ตัวอักษร

ตอนที่ 176

ช่วงเที่ยง ยูรันกลับมายังดาดฟ้าพร้อมกล่องไม้ขนาดใหญ่หนึ่งใบ

เมื่อทุกคนมารวมตัวกัน เขาจึงรายงานความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว

“โรงฟักไข่เตรียมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ระบบควบคุมอุณหภูมิ พลังปราณ และค่ายกลแยกมิติก็ใช้งานได้ทั้งหมด”

“ข้ายังสร้างโรงทอผ้ากับคลังสินค้าเพิ่มให้ด้วย หลังจากนี้พวกเจ้าสามารถผลิตเสื้อผ้า เครื่องนอน และเก็บสินค้าซึ่งทำเสร็จแล้วไว้ในคลังได้เลย”

ไป๋หลิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“เช่นนั้นสิ่งปลูกสร้างสำคัญก็เสร็จไปอีกสามแห่ง”

“อืม ส่วนช่วงบ่ายข้าจะไปเลือกภารกิจของสำนัก”

ยูรันวางกล่องไม้ลงกลางโต๊ะ ก่อนยกมุมปากขึ้น

“แต่หัวข้อหลักของวันนี้คือสิ่งนี้ต่างหาก”

เขาเปิดฝากล่องออก

ภายในมีตุ๊กตาร่างมนุษย์ตัวเล็กจำนวนมากวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ ทุกตัวมีศีรษะใหญ่กว่าปกติ ลำตัวกับแขนขาสั้น และใช้ใบหน้าของยูรันเป็นต้นแบบ

“เอ้า ดูนี่”

ยูรันหยิบตุ๊กตาตัวหนึ่งขึ้นมา

“ตุ๊กตาตัวเล็กหรือจิบิของข้าเอง”

“รุ่นนี้พ่นเปลวเพลิงเป็นรูปมังกร”

เขาหยิบอีกตัวขึ้นมา

“ตัวนี้ควบคุมมังกรไม้ ส่วนตัวนี้เรียกกิเลนสายฟ้า”

ตุ๊กตาแต่ละตัวถูกสร้างขึ้นตามเหตุการณ์สำคัญ มีทั้งยูรันนอนเอื่อยเฉื่อย ยูรันยืนรับทัณฑ์สวรรค์ และยูรันปัดฝุ่นบนหัวไหล่ด้วยสีหน้าเย่อหยิ่ง

นอกจากนี้ยังมีรุ่นเล่นกีตาร์ รุ่นเป่าเครื่องดนตรี รุ่นทำอาหาร และรุ่นกำลังกระทืบงูสองตัวอยู่ใต้ฝ่าเท้า

ทุกคนมองตุ๊กตาภายในกล่องด้วยสีหน้าตกตะลึง

ยูรันกางแขนออก ก่อนประกาศอย่างภาคภูมิใจ

“นี่แหละเหตุผลที่ข้าสร้างโรงทอผ้ากับคลังสินค้าเพิ่ม!”

“แน่นอนว่าข้าทำสินค้าต้นแบบเตรียมไว้มากมายจนแทบล้นคลังแล้ว”

เขาหยิบตุ๊กตารุ่นกิเลนสายฟ้าขึ้นมาวางกลางโต๊ะ

“โครงการสำคัญซึ่งพวกเราปล่อยค้างเอาไว้นานแสนนาน ในที่สุดก็พร้อมเริ่มต้นเสียที”

ยูรันเว้นจังหวะ ก่อนยกมุมปากเป็นรอยยิ้มชั่วร้าย

“นั่นก็คือ...หาเงิน!”

“……”

“ที่ผ่านมาข้าพยายามทำตัวเท่ทุกครั้งที่มีโอกาสก็เพื่อวันนี้แหละ!”

“ทั้งศิษย์ชายและศิษย์หญิงต่างถูกข้าต้มจนเปื่อยหมดแล้ว ตอนนี้ไม่ว่าข้าจะทำอะไร พวกเขาก็มองว่าเท่ไปเสียทุกอย่าง”

ไป๋หลิงมองตุ๊กตารุ่นปัดฝุ่นในมือตัวเอง ก่อนหันกลับไปมองเขาช้า ๆ

“หมายความว่าตอนเจ้ายืนปัดฝุ่นหลังรับทัณฑ์สวรรค์ก็ทำเพื่อขายตุ๊กตาหรือ?”

“ส่วนหนึ่ง”

“แล้วตอนประลองที่เจ้าทำมุทราพร้อมตะโกนชื่อวิชาล่ะ?”

“โฆษณาล่วงหน้า”

“……”

ยูรันยิ่งพูดยิ่งตื่นเต้น

“อีกไม่นานชื่อเสียงของข้าจะไม่หยุดอยู่แค่ในสำนักแน่นอน เมื่อถึงตอนนั้นเพียงส่งสินค้าไปให้ท่านแม่ลู่กับท่านแม่ไป๋ช่วยขาย เงินก็จะไหลเข้ามาเอง!”

“พวกเรายังสามารถสร้างรุ่นจำกัดจำนวน ใส่ค่ายกลป้องกันเล็ก ๆ ลงไป แล้วประกาศว่าเป็นเครื่องรางซึ่งสร้างโดยข้าเอง”

“ทั้งเป็นของสะสม ทั้งใช้ป้องกันอันตรายได้ แถมมีจำนวนจำกัด ต่อให้ตั้งราคาแพงเพียงใดก็ต้องมีคนแย่งกันซื้อ!”

ยูรันกำหมัดแน่น ดวงตาราวกับมองเห็นกองเหรียญวิญญาณตั้งอยู่ตรงหน้า

“เงินกำลังจะไหลมา!”

“ฮ่า ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!”

เสียงหัวเราะชั่วร้ายดังไปทั่วดาดฟ้าอย่างต่อเนื่อง

“……”

ทุกคนมองเขาราวกับเพิ่งได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงเป็นครั้งแรก

หลานชิงอวี้ก้มมองตุ๊กตาในมือ

[ที่แท้ความเท่ทั้งหมดซึ่งข้าหลงใหล...เป็นแผนขายสินค้าหรือ?!]

หนานอวี้อดถามไม่ได้

“ศิษย์น้อง แล้วมีเหตุการณ์ใดบ้างที่เจ้าไม่ได้ตั้งใจทำเพื่อโฆษณา?”

ยูรันหยุดหัวเราะ ก่อนครุ่นคิดอย่างจริงจัง

“อืม...น่าจะมีอยู่บ้าง”

“เจ้าต้องคิดนานขนาดนั้นเลยหรือ?!”

เฮยหลงกับเยว่หลินกลับมองตุ๊กตารุ่นกระทืบงูสองตัวด้วยสีหน้าซีดเผือด

“นายท่านคงไม่คิดจะผลิตรุ่นนี้ออกขายจริง ๆ ใช่หรือไม่ขอรับ?”

“ผลิตสิ”

ยูรันพยักหน้า

“ข้าคิดว่ารุ่นนี้น่าจะขายดีที่สุดด้วย”

“เหตุใดกัน?!”

“เพราะสีหน้าพวกแกตลกดี”

ยูรันตบไหล่เฮยหลงกับเยว่หลิน ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“พวกแกก็จงเข้าร่วมเสีย”

“ถึงข้าจะมีเงินมากจนใช้ไม่หมด แต่ผู้ใต้บังคับบัญชาของข้าจะต้องไม่ยากจน จำใส่กะโหลกเอาไว้”

งูทั้งสองชะงัก ก่อนมองเขาด้วยความรู้สึกซับซ้อน

ยูรันชี้ไปยังตุ๊กตารุ่นกระทืบงู

“อีกอย่าง ไม่มีใครรู้จักพวกแกอยู่แล้ว จึงไม่มีชื่อเสียงอะไรให้เสียตั้งแต่แรก”

ฉึก!

“ผู้คนภายนอกก็ไม่มีใครจำได้ว่าพวกแกคือสัตว์อสูรจากแดนลับ”

ฉึก!

“ไม่ต้องเสียชื่อเสียง แถมยังได้รับส่วนแบ่งจากยอดขาย มีแต่ได้กับได้”

ฉึก!

เฮยหลงกับเยว่หลินถูกแทงใจดำติดต่อกันถึงสามครั้ง จนแทบกระอักเลือด

ยูรันกอดอก ก่อนกล่าวด้วยท่าทีลึกล้ำ

“มีประโยคหนึ่งซึ่งคุณย่าของข้าเคยกล่าวเอาไว้”

ทุกคนตั้งใจฟังโดยไม่รู้ตัว

ยูรันยกมุมปากขึ้น

“เมื่อต่อต้านไม่ได้ ก็จงเข้าร่วมเสีย!”

“ฮ่า ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!”

เสียงหัวเราะชั่วร้ายดังก้องไปทั่วดาดฟ้าอีกครั้ง

เยว่หลินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามอย่างระมัดระวัง

“นายท่านเจ้าคะ พวกเราจะได้รับส่วนแบ่งจากยอดขายจริงหรือ?”

“แน่นอน”

“ได้กี่ส่วนเจ้าคะ?”

“หนึ่งส่วนจากกำไรของสินค้ารุ่นนี้”

ดวงตาของเฮยหลงกับเยว่หลินสว่างขึ้นทันที

เฮยหลงหยิบตุ๊กตาขึ้นมาพิจารณา

“นายท่านขอรับ ข้าคิดว่าท่าทางของงูตัวนี้ยังตลกไม่พอ ควรทำให้ลิ้นห้อยออกมาอีกหน่อย”

เยว่หลินพยักหน้าเห็นด้วย

“เพิ่มน้ำตาอีกสักสองหยดน่าจะขายดีขึ้นนะเจ้าคะ”

ทุกคนมองงูสองตัวซึ่งเปลี่ยนฝ่ายอย่างรวดเร็วด้วยสีหน้าพูดไม่ออก

ยูรันกลับพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“อืม สมแล้วที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของข้า เรียนรู้เร็วดี”

ยูรันตบมือเรียกสติทุกคน

“เอาละ กินข้าวกันก่อน”

เขาปิดฝากล่องสินค้าอีกใบซึ่งเตรียมไว้สำหรับนำออกไปด้านนอก

“ช่วงบ่ายข้าจะเอาตุ๊กตาพวกนี้ไปล่อซื้อ เอ๊ย ไปทดลองขายให้คนด้านนอกดูสักหน่อย จะได้รู้ว่ารุ่นใดได้รับความนิยมมากที่สุด”

ไป๋หลิงหรี่ตามองเขา

“เมื่อครู่เจ้าพูดว่าล่อซื้อมิใช่หรือ?”

“ฟังผิดแล้ว ข้าบอกว่าทดลองตลาด”

“……”

ยูรันชี้ไปยังกล่องตุ๊กตาบนโต๊ะ

“ส่วนพวกเจ้าอยากได้ตัวไหนก็หยิบไปได้เลย คนในครอบครัวไม่ต้องจ่ายอยู่แล้ว”

สิ้นเสียง ทุกคนก็รีบยื่นมือเข้าหากล่องทันที

หลานชิงอวี้คว้ารุ่นรับทัณฑ์สวรรค์กับรุ่นปัดฝุ่นเอาไว้ หนานอวี้หยิบรุ่นทำอาหาร ส่วนไป๋หลิงเก็บรุ่นเป่าเครื่องดนตรีอย่างเงียบ ๆ

เซี่ยหลานอิงกลับยกกล่องทั้งใบขึ้น

“ข้าเอาทั้งหมด”

“ไม่ต้องแย่งกัน ในคลังยังมีอีกเพียบ”

เขาหยิบสมุดบัญชีออกมาวางบนโต๊ะ

“อยากได้รุ่นไหนก็จดชื่อกับจำนวนเอาไว้ จะได้รู้ว่าใครขโมย...เอ๊ย ใครหยิบอะไรไปบ้าง”

เซี่ยหลานอิงหรี่ตามองเขา

“ข้าเป็นภรรยาในอนาคตของเจ้า การหยิบของสามีจะเรียกว่าขโมยได้อย่างไร?”

“ยังไม่ได้แต่ง”

“เจ้าบอกเองว่าจะไม่จัดงานแต่ง เช่นนั้นข้าก็นับว่าเป็นภรรยาได้ตั้งแต่ตอนนี้”

“……”

ยูรันนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนชี้ไปยังสมุดบัญชี

“ยิ่งเป็นคนในครอบครัวยิ่งต้องจด ไม่เช่นนั้นคลังสินค้าจะว่างโดยไม่มีผู้ใดยอมรับว่าเอาไป”

ไป๋หลิงพยักหน้าเห็นด้วย

“ข้าเห็นด้วยกับเรื่องนี้”

หนานอวี้กับหลานชิงอวี้ซึ่งกำลังแอบหยิบเพิ่มคนละสองตัวชะงักพร้อมกัน ก่อนค่อย ๆ นำตุ๊กตากลับไปวางอย่างเงียบเชียบ

ยูรันเหลือบมองทั้งสองคน

“ไม่ต้องเอาคืนแล้ว จดจำนวนไว้ด้วย”

“เจ้าค่ะ...”

“ข้าต้องหยิบติดมือไปฝากผู้อาวุโสซูกับศิษย์พี่สี่ด้วย”

เขาครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนนึกถึงอีกหลายคนขึ้นมาได้

“ไม่สิ หากมีโอกาสต้องแวะเมืองหลอมศิลา นำไปให้ท่านแม่ลู่ ท่านแม่ไป๋ และชิงถานด้วย”

“แล้วฝากพวกนางวางขายที่เมืองหลอมศิลาไปเลยน่าจะดีกว่า เมืองนั้นมีผู้คนเดินทางผ่านจำนวนมาก กระจายข่าวได้เร็วกว่าขายในสำนักเพียงแห่งเดียว”

ไป๋หลิงวางตุ๊กตาในมือลง ก่อนถามอย่างไม่แน่ใจ

“ช่วงบ่ายเจ้าไม่ได้จะไปเลือกภารกิจหรือ?”

“ก็ไปเลือกภารกิจพร้อมขายของไง”

ยูรันตอบอย่างเป็นธรรมชาติ

“ออกจากยอดเขาทั้งทีต้องทำหลายอย่างพร้อมกัน จะเสียเที่ยวไปทำไม?”

เฮยหลงพยักหน้าอย่างเลื่อมใส

“นายท่านไม่เคยปล่อยโอกาสหาเงินให้หลุดมือจริง ๆ ขอรับ”

“ถูกต้อง”

ยูรันยกชามข้าวขึ้น

“เอาละ รีบกิน อีกเดี๋ยวข้าต้องไปหาเหยื่อเอ้ย ลูกค้ากลุ่มแรกกันแล้ว”

ช่วงบ่าย ยูรันเดินทางมายังหอภารกิจพร้อมหลานชิงอวี้

ทันทีที่ทั้งสองก้าวเข้าไปภายใน เสียงพูดคุยอันเจี๊ยวจ๊าวก็ดังขึ้นจากรอบด้าน

“ดูนั่นสิ นั่นยูรันหรือเปล่า?”

“เป็นเขาจริง ๆ ด้วย!”

“คนที่รับทัณฑ์สวรรค์สามชั้นเมื่อเช้านี้ใช่หรือไม่?”

ศิษย์ชายคนหนึ่งรีบเบียดฝูงชนเข้ามาด้านหน้า

“หลีกไป! ข้ารอต่อไปไม่ไหวแล้ว วันนี้ข้าต้องขอให้เขาสอนวิชาให้ได้!”

สหายข้างกายรีบดึงแขนเขาไว้

“แล้วอาจารย์ของเจ้าเล่า?”

“ช่างหัวอาจารย์แล้ว! ข้าไม่สน!”

เหล่าศิษย์หญิงเองก็รีบเข้ามารุมล้อม

“ท่านพี่เจ้าคะ ท่านมาทำอะไรที่หอภารกิจหรือ?”

“ท่านมารับภารกิจหรือเจ้าคะ? ให้ข้าไปด้วยนะ!”

“ท่านพี่ ข้าใช้กระบี่เก่งมาก พาข้าไปด้วยเถอะเจ้าค่ะ!”

ข่าวการปรากฏตัวของยูรันแพร่กระจายรวดเร็วจนน่าเหลือเชื่อ

เพียงไม่นาน ศิษย์ซึ่งอยู่บริเวณใกล้เคียงก็แห่กันเข้ามาจนหอภารกิจแทบไม่มีที่ยืน บางคนถึงขั้นกระโดดเกาะหน้าต่างหรือยืนเบียดกันอยู่ตรงระเบียงชั้นบน

หลานชิงอวี้มองฝูงชนรอบด้านด้วยสีหน้าตื่นตะลึง

“ข่าวแพร่เร็วเกินไปแล้วนะเจ้าคะ พวกเราเพิ่งมาถึงเอง”

ยูรันกลับยกมุมปากขึ้น ก่อนตบกล่องสินค้าซึ่งถืออยู่ในมือเบา ๆ

“ยิ่งมากยิ่งดี”

หลานชิงอวี้หันมามองเขา ก่อนเข้าใจทุกอย่างทันที

“ศิษย์พี่รู้อยู่แล้วว่าพวกเขาจะตามมาหรือเจ้าคะ?”

“แน่นอน”

ยูรันกวาดตามองเหล่าศิษย์ซึ่งกำลังเบียดเข้าหากัน

“เหยื่อมากันครบแล้ว จะได้ไม่ต้องเดินโฆษณาทีละยอดเขา”

“……”

จากนั้นเขาก็เดินไปถึงโต๊ะกลางหอภารกิจ ก่อนวางกล่องไม้ลงดังปัง

เสียงรอบด้านค่อย ๆ เงียบลง ทุกสายตาจับจ้องมาทางเขา

ยูรันยิ้มอย่างเป็นมิตร

“ข้ามาเลือกภารกิจ”

เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนเปิดฝากล่องออก

“แต่ระหว่างรอ พวกเจ้าสนใจดูของดีสักหน่อยหรือไม่?”