ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 178 คนงานในสวนของข้าแต่ละตัวมีค่าทั้งนั้น
ยูรันรวบป้ายหยกทั้งสามแผ่นไว้ในมือ
“เอาละ เช่นนั้นพวกเราออกเดินทางกันเลย”
หลานชิงอวี้ชะงัก
“เจ้าค่ะ...ตอนนี้เลยหรือ?”
“ใช่ ตอนนี้แหละ”
ยูรันนำป้ายทั้งสามไปลงทะเบียนกับผู้ดูแลหอภารกิจ ก่อนเก็บตรารับรองไว้ในช่องเก็บของ
“พวกเรากลับไปบอกทุกคนบนยอดเขาก่อน แล้วออกเดินทางทันที”
เขาเริ่มวางลำดับงานระหว่างเดินออกจากหอภารกิจ
“ไปดูนกแก้วก่อน จากนั้นค่อยจับราชินีผึ้ง แล้วปิดท้ายด้วยการขุดเมนเดรกสามร้อยต้น”
หลานชิงอวี้ถอนหายใจ
“นกปีศาจลิ้นมนุษย์กับรากครวญวิญญาณเจ้าค่ะ”
“เรียกแบบเดิมนั่นแหละ เข้าใจง่ายดี”
ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน พวกเราน่าจะจัดการภารกิจทั้งหมดเสร็จก่อนค่ำ แล้วค่อยแวะตำหนักโอสถเพื่อส่งมอบภารกิจและพบผู้อาวุโสซู”
“ตามนี้ ไปกันเถอะ”
พรึ่บ!
ยูรันหายวับไปจากหน้าหอภารกิจทันที
หลานชิงอวี้มองตำแหน่งซึ่งว่างเปล่า ก่อนรีบตามไป
“ศิษย์พี่ รอข้าด้วยเจ้าค่ะ!”
หลังจากกลับไปแจ้งทุกคนบนยอดเขา ยูรันกับหลานชิงอวี้ก็ออกเดินทางไปยังภารกิจแรกทันที
หมู่บ้านหุบเขาเสียงสะท้อนอยู่ห่างจากสำนักเมฆาจันทร์ประมาณหนึ่งพันห้าร้อยลี้ แต่ด้วยก้าวพริบตากับเหยียบเวหา ทั้งสองใช้เวลาเดินทางไม่นานนัก
เมื่อมาถึง พวกเขาพบหมู่บ้านขนาดเล็กตั้งอยู่ระหว่างหน้าผาสองด้าน เสียงทุกชนิดซึ่งเกิดขึ้นภายในหุบเขาจะสะท้อนไปมาหลายครั้งกว่าจะจางหาย
หัวหน้าหมู่บ้านรีบออกมาต้อนรับ
“คารวะท่านเซียนทั้งสองขอรับ”
ยูรันหยิบป้ายภารกิจออกมา
“พวกข้ามาจัดการเรื่องนกปีศาจ เล่ามาสิว่ามันเริ่มปรากฏตัวตั้งแต่เมื่อไร?”
“ประมาณหนึ่งเดือนก่อนขอรับ”
หัวหน้าหมู่บ้านตอบด้วยสีหน้าหวาดกลัว
“ตอนแรกมันเพียงขโมยธัญพืชกับสิ่งของแวววาว แต่หลังจากนั้นกลับเริ่มเลียนเสียงชาวบ้าน บางครั้งยังเรียกชื่อผู้คนด้วยเสียงของญาติซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว”
“มีผู้หลงตามเสียงเข้าไปในป่าหลายคน โชคดีที่ส่วนใหญ่กลับมาได้ เพียงแต่จำสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ขอรับ”
หลานชิงอวี้ถามต่อ
“แล้วศิษย์ของสำนักซึ่งเคยมาทำภารกิจเล่า?”
“พวกเขาหลงอยู่ในป่าหลายวัน ก่อนกลับออกมาด้วยสภาพอ่อนแรง ทุกคนยืนยันว่าเจ้านกสามารถปลอมแปลงได้แม้กระทั่งกลิ่นอายขอรับ”
ยูรันลูบคาง
“นกแก้วตัวนี้มีความสามารถเยอะจริง ๆ”
หลานชิงอวี้ถอนหายใจ
“ศิษย์พี่ ยังยืนยันว่าเป็นนกแก้วอยู่อีกหรือเจ้าคะ?”
“จนกว่าจะเห็นด้วยตาตัวเอง”
หลังสอบถามอยู่พักหนึ่ง ชายตัดฟืนวัยกลางคนชื่อหลัวซานก็อาสานำทางให้
“ข้าเคยเห็นมันบินกลับไปทางหน้าผาด้านตะวันตกขอรับ คิดว่าน่าจะสร้างรังอยู่ในป่าบริเวณนั้น”
ทั้งสามเดินลึกเข้าไปในป่า จนกระทั่งได้ยินเสียงร้องดังมาจากยอดไม้
“ช่วยด้วย...ช่วยข้าด้วย...”
หลานชิงอวี้เงยหน้าขึ้นทันที
บนกิ่งไม้สูงมีนกสีเขียวตัวหนึ่งเกาะอยู่ รอบคอของมันมีขนสีแดงสดเป็นวง มองอย่างไรก็แทบไม่ต่างจากนกแก้วธรรมดา
เจ้านกเอียงคอ ก่อนเปลี่ยนมาใช้เสียงของหลานชิงอวี้
“ศิษย์พี่ ช่วยข้าด้วยเจ้าค่ะ!”
“……”
ยูรันกอดอกอย่างภาคภูมิใจ
“เห็นไหม ข้าบอกแล้วว่านกแก้ว”
หลานชิงอวี้ปล่อยสัมผัสตรวจสอบ
“แต่มันไม่มีกลิ่นอายปีศาจจริง ๆ ด้วย...”
“ก็เพราะมันเป็นนกแก้วไง”
ทันใดนั้น หลัวซานซึ่งยืนอยู่ด้านหลังพลันยกมุมปากขึ้น
เงาดำจำนวนมากไหลออกจากร่างของเขา เล็บทั้งสิบยืดยาว ขณะที่กลิ่นอายระดับแก่นทองคำระเบิดออกมาอย่างรุนแรง
“พวกเจ้าเข้าใจถูกเพียงครึ่งเดียว”
“นกตัวนั้นเป็นเพียงเหยื่อล่อ ส่วนปีศาจตัวจริง...คือข้า!”
หลานชิงอวี้หันกลับไปตั้งท่า ทว่ายูรันกลับสะบัดหลังมือโดยไม่แม้แต่จะหันมอง
เพียะ!
ตู้มมมมม!
ร่างของหลัวซานหมุนคว้าง ก่อนกระแทกผ่านต้นไม้หลายสิบต้นแล้วฝังลงในหน้าผา
“……”
ปีศาจพยายามคลานออกมา แต่ยูรันหายวับไปปรากฏตรงหน้า ก่อนเหยียบศีรษะมันกลับลงไปในหลุม
“พูดมาก”
เมื่อร่างจำแลงแตกสลาย รูปลักษณ์แท้จริงของมันจึงปรากฏออกมา เป็นปีศาจผิวดำรูปร่างผอมสูง ใบหน้ามีปากหลายปากเรียงซ้อนกันอยู่
หลานชิงอวี้มองมัน ก่อนหันกลับไปมองนกบนต้นไม้
“หมายความว่ากลิ่นอายปลอมกับเสียงซึ่งทำให้ผู้คนสับสนเป็นฝีมือของปีศาจตนนี้ ส่วนนกมีหน้าที่เลียนเสียงเพื่อล่อคนมาเท่านั้นหรือเจ้าคะ?”
“อืม”
ยูรันพยักหน้า
“สรุปแล้วมันก็เป็นนกแก้วจริง ๆ ข้าพูดถูกตั้งแต่แรก”
“ประเด็นสำคัญควรเป็นเรื่องปีศาจมิใช่หรือเจ้าคะ?”
“การพิสูจน์ว่าข้าพูดถูกก็สำคัญเหมือนกัน”
ยูรันใช้พลังผนึกปีศาจ ก่อนเรียกนกแก้วลงมาแล้วนำตราปีศาจสีดำออกจากร่างของมัน
จากนั้นเขาก็วางป้ายภารกิจไว้บนตัวปีศาจ พร้อมเขียนข้อความสั้น ๆ แนบไปด้วย
นกเป็นนกแก้วธรรมดา ตัวการคือปีศาจตนนี้
ตรวจสอบหมู่บ้านเพิ่มเติมด้วย
ยูรัน
เขาดีดนิ้วเบา ๆ
“เทพส่งสวรรค์”
พรึ่บ!
ปีศาจ นกแก้ว และป้ายภารกิจหายวับไปพร้อมกัน
ณ หอภารกิจของสำนักเมฆาจันทร์
ตู้ม!
ปีศาจร่างดำตกลงมากระแทกโต๊ะรับภารกิจ ตามมาด้วยกรงนกและป้ายหยกซึ่งลอยลงอย่างนุ่มนวล
ผู้ดูแลหอภารกิจมองข้อความบนกระดาษ ก่อนเงยหน้ามองปีศาจระดับแก่นทองคำซึ่งถูกตบจนหมดสติ
“นี่พวกเขาเพิ่งออกจากสำนักไปไม่ใช่หรือ?”
กลับมาทางป่าหุบเขาเสียงสะท้อน หลานชิงอวี้มองพื้นที่ว่างตรงหน้า
“เสร็จแล้วหรือเจ้าคะ?”
“อืม ไปจับผึ้งกันต่อ”
“ภารกิจแรกจบง่ายเกินไปแล้วนะเจ้าคะ”
ยูรันหันมามองนาง
“ชิงอวี้ ข้าจะสอนเจ้าอีกเรื่องหนึ่งนะ”
หลานชิงอวี้ชะงัก ก่อนตั้งใจฟัง
“เจ้าค่ะ?”
“สาเหตุที่คนอื่นทำภารกิจนี้ยาก เพราะพวกเขาเชื่อตั้งแต่แรกว่าเป้าหมายคือนกปีศาจ”
ยูรันชี้ไปยังป้ายภารกิจซึ่งเพิ่งส่งกลับสำนัก
“เมื่อป้ายเขียนว่านกปีศาจ ทุกคนจึงเอาแต่จดจ่อกับนก พอได้ยินเสียงมนุษย์ก็คิดว่าเป็นฝีมือของมัน พอสัมผัสกลิ่นอายผู้บำเพ็ญได้ก็ยังโยนความสามารถทั้งหมดให้นกตัวเดิม”
“แต่ข้าเริ่มจากแยกข้อมูลแต่ละอย่างออกจากกัน”
เขายกนิ้วขึ้นทีละนิ้ว
“ข้อแรก มันเลียนเสียงมนุษย์ได้ เรื่องนี้นกแก้วธรรมดาก็ทำได้อยู่แล้ว”
“ข้อสอง ไม่มีรายงานใดระบุว่าเคยเห็นนกลงมือสังหารหรือทำร้ายผู้คนโดยตรง มีเพียงผู้เสียหายได้ยินเสียง ถูกล่อเข้าไปในป่า แล้วหมดสติจากการถูกโจมตีด้านหลัง”
“ข้อสาม หากนกตัวนั้นสามารถปลอมแปลงกลิ่นอายของผู้บำเพ็ญได้จริง ระดับพลังหรือความสามารถของมันย่อมต้องสูงมาก”
ยูรันหันมาถาม
“เจ้าเคยเห็นอาจารย์ซึ่งอยู่ขอบเขตหลอมสุญญตาปลอมกลิ่นอายของตนเองให้เหมือนผู้อื่นทุกอย่างหรือไม่?”
หลานชิงอวี้ครุ่นคิด ก่อนส่ายหน้า
“ไม่เคยเจ้าค่ะ อย่างมากก็เพียงซ่อนหรือเปลี่ยนระดับกลิ่นอายของตนเอง”
“ถูกต้อง”
ยูรันพยักหน้า
“หากนกมีความสามารถสูงถึงขั้นเลียนแบบกลิ่นอายของผู้อื่นได้อย่างสมบูรณ์ มันจะเสียเวลาขโมยธัญพืชกับเครื่องประดับราคาถูก หรือหลอกผู้บำเพ็ญสร้างรากฐานเล่นทำไม?”
“เพราะฉะนั้นจึงเหลือความเป็นไปได้ง่ายที่สุด”
“นกมีหน้าที่เลียนเสียงและล่อเหยื่อ ส่วนกลิ่นอาย ค่ายกล และการโจมตีเป็นฝีมือของตัวการอีกตนหนึ่ง”
หลานชิงอวี้เริ่มเข้าใจ
“ส่วนปีศาจจำแลงเป็นหลัวซาน เพราะต้องการพาพวกเราเข้าไปยังพื้นที่ซึ่งเตรียมเอาไว้?”
“อืม รองเท้าของมันสะอาดเกินไปสำหรับคนตัดฟืน แถมเมื่อข้าทำลายค่ายกล สีหน้าของมันยังเปลี่ยนไปด้วย”
“แต่ต่อให้ผู้นำทางไม่ใช่ตัวการ พวกเราก็เพียงตามร่องรอยกลิ่นอายปีศาจต่อไป สุดท้ายย่อมหาตัวจริงพบอยู่ดี”
ยูรันยกมือขยี้ศีรษะนางเบา ๆ
“จำเอาไว้ อย่าปล่อยให้ชื่อภารกิจหรือข้อสรุปของผู้อื่นกำหนดสิ่งที่เจ้าเห็น”
“ข้อมูลทุกอย่างในรายงานอาจเป็นความจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะเกิดจากตัวการเดียวกัน”
หลานชิงอวี้พยักหน้าอย่างจริงจัง
“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
ยูรันยกมุมปากขึ้น
“ดีมาก”
“สรุปก็คือ มันเป็นนกแก้วตั้งแต่แรก”
“……”
หลานชิงอวี้ถอนหายใจ
“สุดท้ายศิษย์พี่ก็ยังกลับมาเรื่องนี้อยู่ดีนะเจ้าคะ”
หลังจัดการภารกิจแรกเรียบร้อย ยูรันกับหลานชิงอวี้ก็ออกเดินทางไปยังริมป่าหมอกครามทันที
ทั้งสองไม่นานก็มาถึงสวนผลไม้วิญญาณร้างตามตำแหน่งบนป้ายภารกิจ
หมอกสีขาวบางปกคลุมพื้นที่โดยรอบ ต้นผลไม้นับร้อยขึ้นกระจัดกระจาย กิ่งก้านส่วนใหญ่แห้งเหี่ยว แต่บางต้นกลับออกดอกหนาแน่นอย่างผิดธรรมชาติ
ยูรันเดินสำรวจรอยกัดบนผลไม้ ก่อนใช้นิ้วแตะคราบสีทองซึ่งติดอยู่บนเปลือกไม้
“มีน้ำผึ้งติดอยู่ ยังสดอยู่ด้วย พวกมันน่าจะอยู่ไม่ไกล”
ทั้งสองเดินลึกเข้าไปในสวนอยู่พักหนึ่ง เสียงหึ่งเบา ๆ จึงเริ่มดังแว่วมาจากภายในหมอก
หลานชิงอวี้หยุดฝีเท้า
“ศิษย์พี่ ได้ยินหรือไม่เจ้าคะ?”
“อืม อยู่ด้านหน้า”
เมื่อพวกเขาผ่านแนวต้นไม้ไป ก็พบผึ้งตัวหนึ่งกำลังเก็บละอองเกสรอยู่บนดอกไม้
ลำตัวของมันใหญ่เกือบเท่ากำปั้น เปลือกภายนอกโปร่งใสราวกับหยกสีเขียว บนปีกทั้งสองมีลวดลายพระจันทร์เสี้ยวสีเงิน
หลานชิงอวี้ลดเสียงลง
“ผึ้งหยกจันทรา...พวกเราเจอแล้วเจ้าค่ะ”
ยูรันกลับไม่ได้รีบลงมือ เขากวาดสัมผัสออกไปตามทิศทางซึ่งผึ้งบินกลับ
“ตัวนี้เป็นเพียงผึ้งงาน ราชินีน่าจะอยู่ลึกเข้าไปอีก”
ทันใดนั้น ผึ้งหยกจันทราพลันหยุดเก็บเกสร ก่อนหันศีรษะมาทางทั้งสอง
หนวดบนศีรษะของมันสั่นเบา ๆ
หึ่งงงงงงง!
เสียงกระพือปีกจำนวนมหาศาลดังขึ้นจากส่วนลึกของหมอก
เงาสีเขียวนับร้อยค่อย ๆ ปรากฏขึ้นระหว่างต้นไม้ ล้อมยูรันกับหลานชิงอวี้เอาไว้จากทุกทิศทาง
หลานชิงอวี้วางมือบนด้ามกระบี่
“ดูเหมือนพวกมันจะพบเราก่อนนะเจ้าคะ”
ยูรันมองฝูงผึ้งซึ่งเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนยกมือห้ามนาง
“อย่าเพิ่งโจมตี”
“คนงานในสวนของข้าแต่ละตัวมีค่าทั้งนั้น”