ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 180 ช่วงนี้เกิดเรื่องเยอะเกินไป
ก่อนเข้าสู่ช่วงเย็น ยูรันกับหลานชิงอวี้ก็มาถึงตำหนักโอสถ
อาคารขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางกลิ่นสมุนไพรเข้มข้น ด้านหน้ามีผู้บำเพ็ญสองคนในชุดของตำหนักโอสถยืนเฝ้าประตู
ทันทีที่ทั้งสองเดินเข้าไปใกล้ คนเฝ้าประตูก็ยกมือขวาง
“หยุดก่อน พวกเจ้าเป็นใคร?”
ยูรันประสานมืออย่างสุภาพ
“คารวะ ข้าชื่อยูรัน เป็นศิษย์น้องของเซียวซินเยวี่ย และรู้จักกับผู้อาวุโสซูอยู่เล็กน้อย”
“วันนี้ข้ามาเยี่ยมผู้อาวุโสซู”
คนเฝ้าประตูขมวดคิ้ว ก่อนมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
“ยูรัน? ไม่เห็นเคยได้ยินชื่อ”
ยูรันนิ่งไปครู่หนึ่ง
“หากเคยได้ยินสิแปลก”
“ว่าอย่างไรนะ?”
“ข้าเพิ่งรู้จักผู้อาวุโสซูได้ไม่กี่วัน”
ยูรันชี้เข้าหาตัวเอง
“อีกอย่าง ข้าเข้าสำนักหลังจากศิษย์พี่สี่ออกมาทำงานกับตำหนักโอสถแล้ว พวกท่านจะเคยได้ยินชื่อข้าได้อย่างไร?”
เขามองคนเฝ้าประตูด้วยสีหน้าสงสัย
“หรือพวกท่านเป็นเทพพยากรณ์ สามารถรู้จักคนที่ไม่เคยพบและไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนได้?”
“……”
คนเฝ้าประตูคนแรกอ้าปากค้าง ส่วนอีกคนรีบหันหน้าหนีเพื่อซ่อนรอยยิ้ม
หลานชิงอวี้ยกมือกุมหน้าผาก
“ศิษย์พี่ ท่านกำลังมาขอพบผู้อาวุโสนะเจ้าคะ อย่าเพิ่งหาเรื่องคนเฝ้าประตูสิ”
“ข้าไม่ได้หาเรื่อง เพียงอธิบายตามหลักเหตุและผล”
คนเฝ้าประตูสูดลมหายใจลึกเพื่อระงับอารมณ์
“ต่อให้เจ้ารู้จักผู้อาวุโสซู พวกเราก็ไม่อาจปล่อยให้เข้าไปโดยไม่มีหลักฐานได้”
“เข้าใจได้”
ยูรันหยิบป้ายภารกิจออกมา
“เช่นนั้นช่วยเข้าไปรายงานว่า ยูรันนำรากครวญวิญญาณสามร้อยต้นมาส่งภารกิจ และมีธุระเรื่องสวนสมุนไพรต้องการปรึกษา”
เขาครุ่นคิด ก่อนกล่าวเสริม
“หากผู้อาวุโสซูบอกว่าไม่รู้จักข้า พวกเราจะกลับทันที”
คนเฝ้าประตูรับป้ายไปตรวจสอบ เมื่อเห็นว่าภารกิจซึ่งไม่มีผู้ใดยอมรับมานานถูกประทับว่าสำเร็จแล้ว สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
“รออยู่ตรงนี้”
“ข้าจะเข้าไปรายงานให้”
หลานชิงอวี้มองประตูตำหนัก ก่อนถามอย่างไม่แน่ใจ
“ผู้อาวุโสซูจะออกมาพบพวกเราหรือเจ้าคะ?”
ยูรันพิงเสาประตูอย่างสบายใจ
“นางจะวิ่งหน้าตั้งออกมาเลยแหละ รอสักหน่อยแล้วกัน”
“ถึงขั้นนั้นเลยหรือเจ้าคะ?”
“เดี๋ยวก็เห็นเอง”
ภายในตำหนักโอสถ
ผู้อาวุโสซูกำลังตรวจสอบสมุนไพรชุดหนึ่งอยู่หน้าเตาหลอม เมื่อศิษย์เฝ้าประตูรีบเข้ามาประสานมือรายงาน
“เรียนผู้อาวุโสซู มีคนมาส่งภารกิจรากครวญวิญญาณสามร้อยต้น และต้องการพบผู้อาวุโสเป็นการส่วนตัวขอรับ”
มือของผู้อาวุโสซูหยุดชะงัก
“รากครวญวิญญาณสามร้อยต้น?”
นางขมวดคิ้วอย่างประหลาดใจ
“ผู้ใดเป็นคนทำภารกิจนั้นสำเร็จ?”
“เขากล่าวว่ารู้จักกับผู้อาวุโสซูด้วยขอรับ”
“รู้จักข้า?”
“ขอรับ เขาบอกว่าตนเองชื่อยูรัน”
ผู้อาวุโสซูเงยหน้าขึ้นทันที
“ใครนะ?!”
“ยูรันขอรับ”
ปัง!
นางลุกพรวดขึ้นจนเก้าอี้ด้านหลังล้มกระแทกพื้น ฝาเตาหลอมซึ่งถืออยู่ในมือถูกวางทิ้งไว้บนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจ
“เหตุใดเจ้าไม่รีบบอกตั้งแต่แรกว่าเป็นเขา?!”
“อะ เอ่อ...”
ศิษย์ผู้นั้นยังไม่ทันตอบ ผู้อาวุโสซูก็พุ่งผ่านร่างเขาไปแล้ว
พรึ่บ!
กระแสลมรุนแรงพัดกระดาษกับสมุนไพรภายในห้องกระจายไปทั่ว
เซียวซินเยวี่ยซึ่งกำลังคัดแยกโอสถอยู่ในห้องด้านข้างได้ยินเสียงดังจึงรีบเดินออกมา
“ท่านอาจารย์ เกิดเรื่องใดขึ้นหรือเจ้าคะ?”
“ยูรันมาแล้ว!”
สิ้นเสียง ผู้อาวุโสซูก็หายไปจากโถงทางเดิน
เซียวซินเยวี่ยชะงัก ก่อนดวงตาจะสว่างขึ้น
“ศิษย์น้องมาหรือ?”
นางรีบวางงานในมือแล้วตามออกไปทันที
หน้าประตูตำหนักโอสถ
เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังออกมาจากด้านใน ก่อนผู้อาวุโสซูจะพุ่งผ่านประตูมาด้วยความเร็วสูง เสื้อคลุมสะบัดตามแรงลมจนแทบหลุดจากไหล่
คนเฝ้าประตูทั้งสองมองตามด้วยสีหน้าตกตะลึง
หลานชิงอวี้เองก็อ้าปากค้าง
ยูรันกลับพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“เห็นไหม?”
“ข้าบอกแล้วว่านางจะวิ่งหน้าตั้งออกมา”
ยูรันยืนตัวตรง ก่อนประสานมือคารวะอย่างเรียบร้อย
“คารวะผู้อาวุโสซู คารวะศิษย์พี่สี่”
จากนั้นเขาก็ชี้ไปยังหลานชิงอวี้ข้างกาย
“ส่วนยัยนี่คือศิษย์น้องเล็กของพวกเรา หลานชิงอวี้”
หลานชิงอวี้คิ้วกระตุกเล็กน้อยกับคำว่า “ยัยนี่” แต่ยังรีบประสานมือคารวะอย่างสุภาพ
“หลานชิงอวี้คารวะผู้อาวุโสซูและศิษย์พี่สี่เจ้าค่ะ”
ผู้อาวุโสซูพยักหน้ารับ
“ไม่ต้องมากพิธี”
เซียวซินเยวี่ยมองหลานชิงอวี้ ก่อนยิ้มให้อย่างอ่อนโยน
“ในที่สุดข้าก็ได้พบศิษย์น้องเล็กเสียที ข้าได้ยินเรื่องของเจ้าจากท่านอาจารย์อยู่บ้าง”
หลานชิงอวี้หันไปมองยูรันเล็กน้อย
“ส่วนเรื่องของศิษย์พี่ยู ข้าคิดว่าท่านคงได้ยินเยอะกว่าเรื่องของข้าหลายเท่านะเจ้าคะ”
เซียวซินเยวี่ยหลุดหัวเราะ
“เรื่องนั้นย่อมแน่นอน”
ผู้อาวุโสซูไม่ได้สนใจการสนทนาของทั้งสอง นางมองยูรันตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ก่อนถามทันที
“เจ้าเด็กน้อย ได้ข่าวว่าเจ้านำรากครวญวิญญาณมาส่งถึงสามร้อยต้น?”
“อืม มีมากกว่านั้นอีก”
ยูรันยกมุมปากขึ้น
“แต่พวกเราเข้าไปคุยด้านในก่อนดีกว่า ข้ามีของน่าสนใจมาให้ดูหลายอย่าง”
ผู้อาวุโสซูดวงตาสว่างขึ้นทันที
“เช่นนั้นยังยืนอยู่ตรงนี้ทำไม รีบเข้ามา!”
ภายในห้องรับรองส่วนตัว มีเพียงยูรัน หลานชิงอวี้ ผู้อาวุโสซู และเซียวซินเยวี่ยอยู่ด้วยกันสี่คน
ยูรันเรียกกระจกออกมา ก่อนเปิดทางเข้าสู่มิติด้านใน
“เอาละ พวกแกเดินออกมาเรียงแถวกัน”
เขายกนิ้วเตือน
“ออกมาเพียงสามร้อยต้นนะ ห้ามเกิน”
ไม่นาน เมนเดรกตัวอ้วนกลมก็เริ่มเดินออกจากกระจกทีละต้น พวกมันเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ ไม่มีต้นใดส่งเสียงแม้แต่น้อย
หนึ่งต้น สองต้น สามต้น...
จนกระทั่งครบสามร้อยต้นพอดี
ในแถวหน้ามีเมนเดรกใบแดงต้นหนึ่งซึ่งใบหน้ายังคงบวมปูด ดวงตาแทบลืมไม่ขึ้น น้ำตาไหลอาบแก้มไม่หยุด แต่กลับไม่กล้าส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่แอะเดียว
เซียวซินเยวี่ยย่อตัวลงมองมัน ก่อนหันมาถามด้วยความสงสัย
“ศิษย์น้อง เหตุใดต้นนี้ถึงร้องไห้ แถมใบหน้ายังบวมขนาดนั้น?”
ผู้อาวุโสซูกลับไม่ได้สนใจเพียงต้นเดียว นางกวาดตามองเมนเดรกทั้งสามร้อยต้นด้วยสีหน้าตกตะลึง
“ไม่สิ สิ่งสำคัญคือเหตุใดพวกมันถึงไม่กรีดร้องเลยสักแอะ?”
“รากครวญวิญญาณจะส่งเสียงทันทีที่ถูกถอนออกจากดิน นั่นเป็นสัญชาตญาณซึ่งไม่สามารถควบคุมได้มิใช่หรือ?”
นางมองแถวซึ่งเป็นระเบียบยิ่งกว่าศิษย์ของตำหนักโอสถ
“แล้วเหตุใดพวกมันถึงเชื่อฟังเจ้าขนาดนี้?”
ยูรันกอดอกอย่างภาคภูมิใจ
“ข้าอบรมมารยาทให้พวกมันนิดหน่อย”
หลานชิงอวี้รีบกล่าวเสริม
“ศิษย์พี่ถอนพวกมันขึ้นมาพร้อมกันทั้งหมด แล้วตบต้นใบแดงอยู่หนึ่งเค่อเจ้าค่ะ”
ผู้อาวุโสซูกับเซียวซินเยวี่ยหันไปมองเมนเดรกใบแดงพร้อมกัน
มันสะดุ้ง ก่อนยกมือสั้นป้อมขึ้นปิดแก้มทั้งสองข้าง น้ำตายิ่งไหลหนักกว่าเดิม
เมนเดรกต้นอื่นรีบยืนตัวตรง ไม่มีผู้ใดกล้าขยับเขยื้อน
ยูรันพยักหน้าไปทางพวกมัน
“เห็นไหม ตอนนี้มารยาทดีทุกต้น”
ผู้อาวุโสซูมองเขาด้วยสีหน้าซับซ้อน
“เจ้าไม่ได้อบรมมารยาท”
“เจ้าทำให้พวกมันหวาดกลัวจนไม่กล้าร้องต่างหาก”
“ผลลัพธ์เหมือนกันก็พอ”
ยูรันตอบหน้าตาย
“ภารกิจต้องการรากครวญวิญญาณซึ่งยังมีชีวิตสามร้อยต้น ตอนนี้จำนวนครบ ทุกต้นแข็งแรง และไม่มีเสียงรบกวนด้วย”
เขาชี้ไปยังต้นใบแดง
“ยกเว้นต้นนั้นหน้าบวมนิดหน่อย แต่ไม่ส่งผลต่อสรรพคุณทางยาแน่นอน”
เมนเดรกใบแดงได้ยินดังนั้นก็ร้องไห้หนักกว่าเดิม แต่ยังคงสะอื้นโดยไม่ยอมเปล่งเสียงออกมา
เซียวซินเยวี่ยลูบศีรษะมันอย่างสงสาร
“ศิษย์น้อง เจ้าช่างโหดร้ายกับสมุนไพรได้ลงคอจริง ๆ”
ยูรันเลิกคิ้ว ก่อนโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“เอาน่า เรื่องนั้นไม่สำคัญ ท่านเก็บพวกมันไปก่อนเถอะ”
เขามองเซียวซินเยวี่ยซึ่งกำลังลูบศีรษะเมนเดรกใบแดง
“แล้วก็อย่าโอ๋มันมากเกินไป เดี๋ยวได้ใจแล้วกลับมากรีดร้องอีก”
เมนเดรกใบแดงสะดุ้ง ก่อนรีบยกมือปิดปากตัวเองแน่นกว่าเดิม
ผู้อาวุโสซูเรียกศิษย์ด้านนอกเข้ามารับรากครวญวิญญาณทั้งสามร้อยต้นไปเก็บในสวนเฉพาะ เมื่อห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง ยูรันจึงหันมาหานาง
“เอาละ เรื่องต่อไป”
เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ ก่อนถามอย่างสบาย ๆ
“ผู้อาวุโสมีเรื่องใดอยากรู้จากข้าหรือไม่?”
“อย่างเช่น...ข้าจะสอนผนึกร้อยชีวิตให้ท่านได้อย่างไร?”
มือของผู้อาวุโสซูซึ่งกำลังยกถ้วยชาหยุดชะงักกลางอากาศ
เซียวซินเยวี่ยเองก็เงยหน้าขึ้นทันที
“เจ้าหาวิธีได้แล้วหรือ?!”
ยูรันพยักหน้า
“อืม ข้าคิดวิธีถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้แล้ว ถึงขั้นตอนจะยุ่งยากอยู่บ้างก็เถอะ”
ผู้อาวุโสซูวางถ้วยชาลงอย่างรวดเร็ว ก่อนขยับเข้ามาใกล้
“เจ้าเด็กน้อย รีบอธิบายมาเดี๋ยวนี้!”
ยูรันยกมือขึ้นดันหน้าผากผู้อาวุโสซูให้ออกห่าง
“ใกล้เกินไปแล้ว”
“แล้วข้าคิดว่าตอนนี้ยังไม่เหมาะจะอธิบายเรื่องผนึกร้อยชีวิตเท่าไร เรื่องนั้นยังไม่ใช่เรื่องน่าสนใจที่สุดด้วยซ้ำ”
ผู้อาวุโสซูขมวดคิ้ว
“จะมีเรื่องใดสำคัญกว่าผนึกร้อยชีวิตอีก?”
หลานชิงอวี้ตอบทันที
“เยอะแยะเลยเจ้าค่ะ”
ผู้อาวุโสซูหันไปมองนางด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ
ยูรันหยิบศิลาบันทึกภาพออกมาวางบนโต๊ะ ก่อนพลิกดูไปมา
“เดี๋ยวก่อนนะ เฮยหลงบันทึกช่วงสุดท้ายลงไปด้วยหรือเปล่า?”
หลานชิงอวี้ครุ่นคิด
“ข้าเห็นเขาถือศิลาบันทึกภาพอยู่ตลอด น่าจะบันทึกไว้นะเจ้าคะ”
“อ่า ช่างมันเถอะ”
ยูรันส่งพลังเข้าไปในศิลา
“หากดูจบแล้วพบว่าขาดเรื่องใด เดี๋ยวข้านึกออกก็ค่อยเล่าเพิ่มเอง”
ผู้อาวุโสซูเริ่มรู้สึกไม่ดีขึ้นมาเล็กน้อย
“เจ้าจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามีเรื่องอะไรบ้างหรือ?”
“ช่วงนี้เกิดเรื่องเยอะเกินไป”