คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 181 ช่วงนี้เกิดเรื่องเยอะเกินไป8,005 ตัวอักษร

ตอนที่ 181 ช่วงนี้เกิดเรื่องเยอะเกินไป

ภาพจากศิลาบันทึกดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ

ตั้งแต่เส้นทางดารา ดาราจักรภายในหัวใจ การแลกเปลี่ยนตบะ กายเทพดาราสวรรค์ ครรภ์แห่งดวงดาว ทารกสวรรค์แรกกำเนิด ไปจนถึงวิธีหล่อเลี้ยงกายาด้วยทัณฑ์สวรรค์และภัยพิบัติธรรมชาติ

หลังจากนั้นยังมีเปลวเพลิงแห่งภูมิปัญญา พิธีกรรมอิกดราซิล สุริยุปราคาเทียม ก้าวพริบตา เหยียบเวหา เทพนภาเหิน และเทพส่งสวรรค์

ข้อมูลแต่ละเรื่องมากพอให้ผู้บำเพ็ญทั่วไปใช้เวลาศึกษาหลายปี แต่กลับถูกอัดแน่นอยู่ภายในศิลาบันทึกภาพก้อนเดียว

ในช่วงแรก ผู้อาวุโสซูกับเซียวซินเยวี่ยยังถามคำถามออกมาเป็นระยะ

“เดี๋ยวก่อน การสร้างดาราจักรแทนตันเถียนทำได้จริงหรือ?”

“ทารกนั่นสามารถกลืนกินทัณฑ์สวรรค์ได้อย่างไร?”

“เหตุใดการเปลี่ยนวิถีจึงทำให้เกิดระเบิดภายในหัวใจ?!”

ทว่ายูรันตอบเพียงไม่กี่คำ ก่อนเอนหลังพิงเก้าอี้แล้วหลับไปตั้งแต่เมื่อใดไม่มีผู้ใดรู้

หลานชิงอวี้เองก็หยิบขนมออกมานั่งกินอยู่ข้าง ๆ ปล่อยให้ทั้งสองรับข้อมูลทั้งหมดด้วยตนเอง

ยิ่งดูนาน สีหน้าของผู้อาวุโสซูกับเซียวซินเยวี่ยก็ยิ่งว่างเปล่า

“ช้าก่อน...ข้ายังทำความเข้าใจเรื่องก่อนหน้าไม่เสร็จเลย”

เซียวซินเยวี่ยพึมพำ

“ข้าเองยังติดอยู่ตรงวิธีสร้างดาราจักรในหัวใจเจ้าค่ะ...”

ทว่าศิลาบันทึกภาพยังคงฉายต่อไปโดยไม่สนใจว่าทั้งสองจะตามทันหรือไม่

เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ภายในห้องค่อย ๆ มืดลง ขณะที่ข้อมูลจำนวนมหาศาลยังหลั่งไหลเข้าสู่สมองของทั้งสองอย่างต่อเนื่อง

สุดท้ายผู้อาวุโสซูกับเซียวซินเยวี่ยได้นั่งนิ่งด้วยสีหน้าเลื่อนลอย ราวกับจิตวิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้วครึ่งหนึ่ง

ส่วนยูรันผู้เป็นต้นเหตุยังคงหลับสนิทอยู่บนเก้าอี้

“ครอก...”

หลานชิงอวี้มองภาพสุดท้ายจากศิลาบันทึกซึ่งค่อย ๆ จางหาย ก่อนเอื้อมมือเขย่าแขนเขา

“ศิษย์พี่ยู จบแล้วเจ้าค่ะ”

ยูรันสะดุ้งตื่น ก่อนรีบยกศีรษะขึ้น

“หืม? อ้อ...อืม โทษที”

เขาหาวออกมาครั้งหนึ่ง

“พอดีข้าดูเรื่องพวกนี้ซ้ำหลายรอบแล้ว มันก็เลยน่าเบื่อจนเผลอหลับไป เมื่อไม่กี่วันก่อนข้าก็เพิ่งเปิดให้หลานอิงดู”

ผู้อาวุโสซูซึ่งกำลังจัดระเบียบข้อมูลในหัวพลันชะงัก

“หลานอิง?”

นางหันมามองเขาทันที

“เจ้าเรียกองค์รัชทายาทว่าหลานอิงอย่างนั้นหรือ?”

“ใช่ นางบอกให้ข้าเรียกเอง”

ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนยกมือแตะมุมปากตัวเอง

เมื่อสัมผัสพบรอยน้ำลาย เขาก็หันขวับไปมองหลานชิงอวี้

“เรื่องนั้นไม่สำคัญ”

“เรื่องสำคัญคือชิงอวี้ เหตุใดเจ้าถึงปล่อยให้ข้านอนน้ำลายยืดอยู่เช่นนี้?”

เขารีบเช็ดมุมปาก ก่อนจัดเสื้อผ้าและเส้นผมให้เรียบร้อย

“ภาพลักษณ์ของข้าป่นปี้หมดแล้ว!”

หลานชิงอวี้กะพริบตาปริบ ๆ

“ข้าเห็นศิษย์พี่หลับสบาย จึงไม่อยากรบกวนเจ้าค่ะ”

“อย่างน้อยก็ควรเช็ดน้ำลายให้ข้าสิ”

“ข้าคิดว่าปล่อยไว้ดูน่ารักดีนะเจ้าคะ”

“น่ารักไม่ใช่ภาพลักษณ์ซึ่งข้าต้องการ ข้าต้องดูเท่ต่างหาก!”

เซียวซินเยวี่ยหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ

ส่วนผู้อาวุโสซูยังคงติดอยู่กับเรื่องเดิม

“เดี๋ยวก่อน เรื่ององค์รัชทายาทสำคัญกว่า นางสนิทกับเจ้าถึงขั้นให้เรียกชื่อได้อย่างไร?”

ยูรันถอนหายใจ

“เรื่องนั้นอธิบายยาว”

“สั้น ๆ ก็คือนางอยากแต่งงานกับข้า”

ผู้อาวุโสซูพยักหน้าอย่างไม่ประหลาดใจนัก

“อืม ข้าก็คิดเอาไว้แล้ว”

ยูรันเลิกคิ้ว

“ท่านรู้อยู่แล้วหรือ?”

“วันนั้นหลังจากเจ้ากลับไป นางพูดกับข้าตรง ๆ ว่าอยากแต่งงานกับเจ้า”

ผู้อาวุโสซูยกถ้วยชาขึ้นจิบ

“ข้าเพียงไม่คิดว่านางจะลงมือรวดเร็วถึงเพียงนี้”

เซียวซินเยวี่ยหันมองอาจารย์ของตนด้วยความตกตะลึง

“องค์รัชทายาทพูดเช่นนั้นจริงหรือเจ้าคะ?”

“จริง”

ยูรันถอนหายใจ

“นางถึงขั้นไปขอพระราชโองการจากจักรพรรดินี แล้วรีบมาหาข้าที่สำนักทันทีเมื่อรู้ว่าการประลองถูกเลื่อน”

หลานชิงอวี้พึมพำอย่างขุ่นเคือง

“ลงมือเร็วยิ่งกว่าโจรปล้นบ้านเสียอีกเจ้าค่ะ”

ผู้อาวุโสซูมองยูรันอย่างสนใจ

“แล้วเจ้าตอบตกลงหรือยัง?”

“ยังไม่มีงานแต่ง และข้าก็ไม่คิดจะจัดด้วย”

ยูรันยักไหล่

“แต่นางยอมรับเงื่อนไขทั้งหมดของข้า ดังนั้นคงนับเป็นภรรยาในอนาคตได้กระมัง”

เซียวซินเยวี่ยมองเขาด้วยสีหน้าซับซ้อน

“ศิษย์น้อง เพียงไม่กี่วันที่ข้าไม่ได้กลับสำนัก เจ้าถึงขั้นมีภรรยาในอนาคตเป็นองค์รัชทายาทแล้วหรือ?”

“อืม ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเรื่องมันมาถึงจุดนี้ได้อย่างไรเหมือนกัน”

ยูรันโบกมือยุติเรื่องการแต่งงาน

“อืม เรื่องนั้นไม่สำคัญ”

“สิ่งสำคัญคือ หากผู้อาวุโสต้องการเรียนผนึกร้อยชีวิต ความสามารถในการควบคุมพลังของท่านต้องละเอียดมาก”

เขาชี้ไปทางหลานชิงอวี้

“พวกเราจะอยู่ที่นี่ประมาณเจ็ดวัน ระหว่างนี้ข้าจะให้ชิงอวี้สอนก้าวพริบตากับเหยียบเวหาแก่ท่าน”

หลานชิงอวี้ชะงัก ก่อนชี้เข้าหาตัวเอง

“อ้าว เหตุใดศิษย์พี่ไม่สอนเองเล่าเจ้าคะ?”

“จำเอาไว้ คนเราจะรู้ว่าตนเองเข้าใจสิ่งใดอย่างแท้จริงหรือไม่ ก็ต่อเมื่อสามารถสอนให้ผู้อื่นเข้าใจได้”

ยูรันตบไหล่นางเบา ๆ

“เจ้าเพิ่งฝึกสำเร็จมิใช่หรือ? เช่นนั้นก็ลองถ่ายทอดให้ผู้อื่นดูเสีย”

หลานชิงอวี้เริ่มรู้สึกถึงภาระอันหนักอึ้ง

“แต่คนที่ข้าต้องสอนเป็นถึงผู้อาวุโสซูเลยนะเจ้าคะ...”

“ยิ่งดี หากเจ้าสอนนางเข้าใจได้ก็แสดงว่าเจ้าผ่าน”

ผู้อาวุโสซูพยักหน้า

“ข้าไม่มีปัญหา ขอเพียงเรียนผนึกร้อยชีวิตได้ จะให้เริ่มจากสิ่งใดก็ว่ามา”

ยูรันจึงกล่าวต่อ

“ส่วนเรื่องเปลี่ยนวิถี ท่านลองนำกลับไปคิดดูเองแล้วกัน”

“ข้อดีมีมาก แต่ความเสี่ยงก็สูงเช่นกัน อย่างไรก็ตาม มีประโยคหนึ่งกล่าวเอาไว้ว่า ยิ่งความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนก็ยิ่งมาก”

เขายกนิ้วขึ้นนับทีละข้อ

“เส้นทางนี้เข้าสู่ได้ยาก แต่เมื่อเข้าแล้วกลับบำเพ็ญง่าย พลังมากกว่าวิถีเดิมมหาศาล และต่อให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บ ตราบใดที่ต้นกำเนิดดาราจักรยังอยู่ ตบะก็จะไม่สูญหาย”

“ข้อเสียสำคัญคือทัณฑ์สวรรค์รุนแรง จำนวนของมันเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ และหากควบคุมพลังผิดพลาดระหว่างเปลี่ยนวิถี ดาราจักรอาจระเบิดจนเสียชีวิตได้”

“แต่หากเดินไปถึงปลายทาง ผู้บำเพ็ญจะจุติเป็นเทพ ได้รับความเป็นอมตะอย่างแท้จริง ต่อให้เข้าสู่วัฏจักรเวียนว่ายตายเกิด ก็ยังถูกกำหนดให้กลับคืนสู่เส้นทางเทพอีกครั้ง”

ยูรันชี้ไปยังภาพกายเทพดาราสวรรค์บนศิลาบันทึก

“ระหว่างทาง กายาพิเศษจะพัฒนาไปจนถึงขีดสุดของสายนั้นด้วยตัวเอง”

“หากเดิมไม่มีแม้แต่กายาพิเศษ เส้นทางนี้ก็จะสร้างกายาเทพซึ่งเหมาะกับความถนัดของเจ้าของร่างขึ้นมาให้เอง”

ผู้อาวุโสซูกับเซียวซินเยวี่ยตกอยู่ในความเงียบ

ข้อดีของวิถีนี้มากจนน่าหวาดหวั่น แต่ความเสี่ยงซึ่งต้องแลกก็สามารถทำให้ผู้บำเพ็ญดับสูญได้ทุกเมื่อเช่นกัน

ยูรันเอนหลังพิงเก้าอี้

“พวกท่านไม่ต้องรีบตอบ ค่อย ๆ คิดไปก่อน”

“ส่วนเหตุผลที่ข้ามาวันนี้ ความจริงก็ไม่มีอะไรมาก”

เขากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ

“ตอนการประลอง ข้าไปขอให้เจ้าสำนักเปลี่ยนสนามสร้างรากฐานเป็นการต่อสู้แบบหนึ่งต่อร้อย”

ผู้อาวุโสซูขมวดคิ้ว

“หนึ่งต่อร้อย?”

“อืม ข้าระเบิดสนามจนกระจุยกระจาย แล้วเรียกกิเลนสายฟ้าลงมาถล่มศิษย์พี่เย่ของข้าจนดำเมี่ยม”

“……”

“เพื่อแลกกับการที่เจ้าสำนักยอมเปลี่ยนกฎ ข้าสัญญาว่าจะมอบโอสถระดับเจ็ดหนึ่งเม็ดกับหงส์ฟ้าหนึ่งตัวให้เขา”

ยูรันยกนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว

“หงส์ฟ้ากำลังจะถือกำเนิดในอีกเจ็ดวัน เรื่องนั้นไม่มีปัญหา”

จากนั้นเขาก็มองผู้อาวุโสซูด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร

“ส่วนโอสถระดับเจ็ด...ข้าว่าจะมาขอจากท่าน”

“……”

ผู้อาวุโสซูนิ่งค้างไปหลายอึดใจ ก่อนตบโต๊ะดังปัง

“เจ้ากล้าเอาโอสถของข้าไปสัญญากับผู้อื่น ทั้งที่ยังไม่เคยถามข้าสักคำอย่างนั้นหรือ?!”

ยูรันมองนางด้วยสีหน้าสงสัย

“ทำไมเล่า?”

“ท่านเพียงมอบขยะให้ข้าหนึ่งเม็ด แต่กลับได้รับของตอบแทนตั้งมากมาย ไม่ดีตรงไหน?”

เส้นเลือดบนหน้าผากผู้อาวุโสซูปูดขึ้นทันที

“นั่นคือโอสถระดับเจ็ด ไม่ใช่ขยะ!”

“สำหรับท่านมันก็แค่วัตถุชิ้นหนึ่ง แต่สิ่งที่ข้ามอบให้ใช้ได้ตลอดชีวิตนะ”

ยูรันยกนิ้วขึ้นสองนิ้ว

“อย่างแรก วิชาเคลื่อนไหวสองวิชา ข้าให้เรียนฟรี”

เขาชะงัก ก่อนนึกบางอย่างขึ้นมาได้

“เอ๊ะ ดูเหมือนข้าจะลืมอธิบายเรื่องนั้นสินะ”

หลานชิงอวี้ถอนหายใจ

“เจ้าค่ะ ข้าอธิบายเอง”

นางเริ่มเล่าตั้งแต่หลักการของก้าวพริบตากับเหยียบเวหา ก่อนอธิบายการใช้สัมผัสวิญญาณหรือสัญลักษณ์เป็นจุดหมาย

หลานชิงอวี้อธิบายต่อว่า หากฝึกจนถึงระดับสูง ผู้ใช้สามารถก้าวข้ามระยะทาง มิติ และค่ายกลได้โดยแทบไม่สิ้นเปลืองพลัง

ผู้อาวุโสซูกับเซียวซินเยวี่ยฟังจนตกตะลึง

“ก้าวข้ามมิติโดยไม่ต้องฉีกเปิดประตูมิติ?”

“แถมยังใช้พลังน้อยกว่าวิชาเคลื่อนย้ายทั่วไปหลายเท่า...”

ยูรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“เห็นไหม ท่านแทบไม่เสียอะไรเลย”

“แลกโอสถระดับเจ็ดเพียงเม็ดเดียว แต่ได้รับวิชาระดับเทพซึ่งสามารถก้าวข้ามมิติและเวลาโดยแทบไม่เสียพลัง”

เขายกนิ้วขึ้นอีกนิ้ว

“นอกจากนี้ยังมีผนึกร้อยชีวิตเป็นหลักประกันความเป็นอมตะ ต่อให้เสียชีวิตก็สามารถฟื้นคืนกลับมาได้”

ยูรันครุ่นคิด ก่อนตบหน้าผาก

“โอ๊ะ ยังมีอีกอย่างหนึ่ง”

เขาหยิบกล่องไม้ออกมาวางบนโต๊ะ

“ข้านำตุ๊กตามาฝากท่านด้วย เผื่ออยากได้”

ภายในกล่องมีตุ๊กตายูรันตัวเล็กหลายรุ่น ทั้งรุ่นหลอมโอสถ รุ่นทำอาหาร รุ่นเป่าเครื่องดนตรี และรุ่นยืนรับทัณฑ์สวรรค์

เซียวซินเยวี่ยหยิบรุ่นหลอมโอสถขึ้นมาทันที

“น่ารักมาก...”

ผู้อาวุโสซูปล่อยสัมผัสตรวจสอบ ก่อนพบค่ายกลรวบรวมพลังปราณซ่อนอยู่ภายใน

นางเงียบไปหลายอึดใจ

โอสถระดับเจ็ดหนึ่งเม็ด แลกกับเทพนภาเหิน ผนึกร้อยชีวิต และเครื่องรางค่ายกลหนึ่งชิ้น

ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็เป็นนางที่ได้รับประโยชน์มากกว่า

ผู้อาวุโสซูหรี่ตามองยูรัน

“เจ้าคำนวณทุกอย่างเอาไว้ตั้งแต่ก่อนมาถึงแล้วสินะ?”

ยูรันยิ้มอย่างไร้เดียงสา

“ข้าเพียงชอบทำการค้าที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์เท่านั้น”