คลังนิยายสัตย์สาบานแห่งดวงดาวอ่านล่าสุด

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 182 เช่นนั้นข้ายกเลิกการเดิมพันก็ได้8,694 ตัวอักษร

ตอนที่ 182 เช่นนั้นข้ายกเลิกการเดิมพันก็ได้

ยูรันถอนหายใจ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงราวกับตนเองเสียสละอย่างใหญ่หลวง

“และดูเหมือนว่าคนซึ่งเสียประโยชน์ที่สุดจะเป็นข้าเสียด้วย”

“ทั้งวิชา ผนึก ตุ๊กตา และหงส์ฟ้า ล้วนต้องให้ข้าเป็นคนสร้างทั้งหมด แต่ข้าเป็นคนใจกว้าง จึงไม่ถือสาเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้”

ผู้อาวุโสซูคิ้วกระตุก

“เจ้าพูดราวกับโอสถระดับเจ็ดของข้าไม่มีค่าเลยนะ”

“ก็ไม่มีจริงๆ นั่นแหละ”

ยูรันหรี่ตามองนางอย่างมีเลศนัย

“เพราะดูเหมือนว่าผู้อาวุโสจะได้รับผลประโยชน์อย่างอื่นเพิ่มเติมไปแล้วด้วยนี่”

ร่างของผู้อาวุโสซูแข็งค้าง ก่อนใบหน้าจะค่อย ๆ แดงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นางรีบยกมือปิดใบหน้า

[เจ้าเด็กนี่...จมูกไวชะมัด!]

เซียวซินเยวี่ยมองอาจารย์ของตนสลับกับยูรันด้วยความสงสัย

“ผลประโยชน์อะไรหรือเจ้าคะ?”

“ไม่มีอะไร!”

ผู้อาวุโสซูรีบตอบเสียงดังผิดปกติ

ยูรันพยักหน้าช้า ๆ

“อืม ไม่มีอะไรก็ไม่มีอะไร”

ทว่ารอยยิ้มตรงมุมปากของเขากลับชัดเจนว่าไม่เชื่อแม้แต่น้อย

เซียวซินเยวี่ยยิ่งมองอาจารย์ของตนด้วยความสงสัยมากกว่าเดิม

“ท่านอาจารย์ เหตุใดหน้าท่านถึงแดงขนาดนั้น?”

“ข้าบอกว่าไม่มีอะไรก็คือไม่มีอะไร!”

หลานชิงอวี้เบิกตากว้าง ก่อนรีบยกมือปิดปากตัวเอง

สายตาของนางสลับไปมาระหว่างยูรันกับผู้อาวุโสซู

[หรือว่า...ผู้อาวุโสซูก็ด้วย?!]

ยูรันยิ้มเล็กน้อย

“อืม เอาเถอะ แม้ว่าผู้อาวุโสซูจะไม่ยอมมอบโอสถให้ ข้าก็ไม่ถือสา”

เขายื่นมือออกไปตรงหน้า

“ขอเพียงสูตรกับวิธีปรุงก็พอ เดี๋ยวข้าหลอมเอง”

ผู้อาวุโสซูมองเขาด้วยความประหลาดใจ

“เจ้าหลอมโอสถเป็นด้วยหรือ?”

หลานชิงอวี้ถอนหายใจ ก่อนช่วยแก้คำถาม

“ผู้อาวุโสซูถามผิดแล้วเจ้าค่ะ”

“ท่านควรถามว่า มีสิ่งใดที่ศิษย์พี่ยูทำไม่เป็นบ้างจะดีกว่า”

ผู้อาวุโสซูมองหลานชิงอวี้ ก่อนหันกลับมามองยูรัน

ผู้อาวุโสซูนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวอย่างจริงจัง

“ข้ารู้แล้ว มีสิ่งหนึ่งที่เจ้าทำไม่เป็นแน่นอน”

ยูรันเลิกคิ้ว

“อะไร?”

“ถ่อมตัว”

“ข้าทำเป็น”

ยูรันตอบทันที

“แต่การแกล้งทำเป็นอ่อนแอทั้งที่เก่งอยู่แล้วก็คือการโกหก ข้าเป็นคนซื่อตรง จึงไม่ชอบทำเช่นนั้น”

ผู้อาวุโสซูยกมือกุมหน้าผาก

“บางครั้งความซื่อตรงของเจ้าก็น่าหมั่นไส้เหลือเกิน”

ยูรันยื่นมือออกไปอีกครั้ง

“เช่นนั้นขอสูตรโอสถระดับเจ็ดได้หรือยัง?”

“เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าเพียงมีสูตรแล้วจะสามารถหลอมโอสถระดับเจ็ดออกมาได้?”

“อืม”

ยูรันพยักหน้าอย่างไม่ลังเล

“พนันกันไหมเล่า? ข้าไม่เคยแพ้พนันผู้ใดนะ”

เขาครุ่นคิดเล็กน้อย

“ท่านก็เห็นสภาพผู้อาวุโสจากสำนักอะไรสักอย่างในแดนลับแล้วมิใช่หรือ? คนที่พนันกับข้านั่นแหละ สุดท้ายมีสภาพเป็นอย่างไร”

ผู้อาวุโสซูแค่นเสียง

“หึ ข้าไม่เชื่อว่าเพียงมีสูตรโอสถแล้วเจ้าจะหลอมโอสถระดับเจ็ดสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรก”

นางเชิดหน้าขึ้น

“พนันก็พนัน!”

ยูรันลูบคาง

“เช่นนั้นท่านอยากพนันอะไร?”

เขาชะงัก ก่อนส่ายหน้า

“ไม่สิ ไม่ว่าจะพนันสิ่งใด ดูเหมือนข้าจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่ดี”

ผู้อาวุโสซูยกมุมปากขึ้นอย่างมีเลศนัย

“หากเจ้าหลอมสำเร็จ เจ้าอยากได้สิ่งใด?”

“ไม่มี”

ยูรันตอบทันทีโดยไม่แม้แต่จะหยุดคิด

“ข้าไม่ได้อยากได้อะไร”

ผู้อาวุโสซูนิ่งไปเล็กน้อย

[เจ้าเด็กนี่ไม่สนใจสิ่งใดจริง ๆ สินะ...]

[แถมยังตอบออกมาโดยไม่ต้องคิดแม้แต่น้อย หากเป็นบุรุษอื่นคงฉวยโอกาสขอให้ข้าร่วมหลับนอนไปแล้ว]

นางมองใบหน้าเฉยชาของยูรัน ก่อนหัวใจจะเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย

[ข้าชอบเจ้าเด็กนี่จริง ๆ เสียแล้วสิ]

[ในเมื่อเขาไม่คิดจะลงมือ เช่นนั้นข้าจู่โจมเองก็แล้วกัน!]

ผู้อาวุโสซูยิ้ม

“ตกลง หากเจ้าหลอมโอสถไม่ได้ คืนนี้เจ้าต้องมาที่ห้องข้า”

ยูรันกำลังยกถ้วยชาขึ้นจิบ

“แต่หากเจ้าหลอมสำเร็จ...”

นางโน้มตัวเข้าไปใกล้

“คืนนี้ข้าจะไปที่ห้องเจ้าแทน”

พรูด!

ชาทั้งคำพุ่งใส่หน้าผู้อาวุโสซูเต็ม ๆ

“อะไรนะ?!”

เซียวซินเยวี่ยนิ่งค้าง ส่วนหลานชิงอวี้เบิกตากว้างก่อนยกมือปิดปาก

[มาอีกคนแล้ว!]

ผู้อาวุโสซูหลับตาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำชาออกจากใบหน้าอย่างใจเย็น

ยูรันวางถ้วยชาลง ก่อนมองนางด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ

“ดูเหมือนข้าจะประเมินท่านสูงเกินไปหน่อย”

“ไม่คิดเลยว่าท่านจะจู่โจมรวดเร็วถึงเพียงนี้ ข้านึกว่าท่านจะเหมือนอาจารย์ของข้า คอยเฝ้าดูสถานการณ์ไปเรื่อย ๆ เสียอีก”

ผู้อาวุโสซูแค่นเสียง

“หึ เหมือนดังที่องค์รัชทายาทเคยพูดเอาไว้ หากมัวแต่รอ แล้วเมื่อไรจะได้กิน?”

นางเหลือบมองยูรันตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า

“หากชักช้า ไม่กลัวถูกผู้อื่นคาบไปกินก่อนหรืออย่างไร?”

เซียวซินเยวี่ยซึ่งนั่งฟังอยู่ข้าง ๆ เริ่มรู้สึกว่าบทสนทนากำลังไปในทิศทางแปลกประหลาด

“อะ เอ่อ...ท่านอาจารย์หมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ?”

ผู้อาวุโสซูหันไปมองศิษย์ของตน

“หมายความว่าอาจารย์ของเจ้าชอบศิษย์น้องผู้นี้ และคิดจะลงมือก่อนถูกสตรีคนอื่นแย่งไป เข้าใจหรือยัง?”

เซียวซินเยวี่ยนิ่งค้างไปทั้งตัว

หลานชิงอวี้รีบกอดแขนยูรันเอาไว้แน่น

“ผู้อาวุโสซูเจ้าคะ ท่านพูดราวกับศิษย์พี่เป็นอาหารเลยนะเจ้าคะ!”

ยูรันถอนหายใจ ก่อนโบกมือยุติเรื่อง

“ช่างเถอะ กินข้าวกันก่อนดีกว่า”

เขาลุกขึ้นจากที่นั่ง

“เดี๋ยวข้าทำอาหารให้ ส่วนระหว่างนั้นขอดูสูตรโอสถระดับเจ็ดของท่านด้วย เอามาหลาย ๆ แบบก็ดี ข้าจะได้เลือกสูตรซึ่งใช้วัตถุดิบไม่ยุ่งยากเกินไป”

ผู้อาวุโสซูพยักหน้า

“ได้ เดี๋ยวข้าจะนำมาให้”

ไม่นาน อาหารหลายจานก็ถูกยกมาวางเต็มโต๊ะ ขณะเดียวกันผู้อาวุโสซูก็นำม้วนตำราและแผ่นหยกซึ่งบันทึกสูตรโอสถระดับเจ็ดออกมาหลายชุด

เซียวซินเยวี่ยมองอาหารตรงหน้าด้วยความตกตะลึง

กลิ่นหอมของเนื้อย่าง น้ำซุป และสมุนไพรเจือจางผสมผสานกันอย่างสมบูรณ์ แม้ยังไม่ได้ชิม เพียงสูดกลิ่นก็รู้สึกว่าพลังปราณภายในร่างหมุนเวียนคล่องขึ้น

[นี่คืออาหารแน่หรือ?]

[มิใช่ของวิเศษปลอมตัวมาเป็นอาหารหรอกนะ กลิ่นหอมนี้ช่าง...]

ขณะที่ทุกคนเริ่มกิน ยูรันกลับถือแผ่นหยกขึ้นมาตรวจสอบทีละแผ่น

ยิ่งอ่าน คิ้วของเขาก็ยิ่งขมวดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ

[มีแต่ขยะ...]

[นี่คือสูตรโอสถระดับเจ็ดจริงหรือ?]

เขาเปลี่ยนไปอ่านอีกสูตรหนึ่ง

[ปกติต้องเตรียมวัตถุดิบ แยกส่วนซึ่งต้องการ และปรับสภาพก่อนนำลงเตาหลอมมิใช่หรือ?]

[แต่นี่กลับโยนสมุนไพรลงไปทั้งต้น ไอ้โง่คนใดเป็นผู้คิดวิธีนี้ขึ้นมา แล้วส่วนที่ไม่ต้องการจะไม่ทำให้สรรพคุณของโอสถปนเปื้อนหรืออย่างไร?]

ยูรันเปิดสูตรถัดไป

[ต้นนี้มีพิษอยู่ในราก เหตุใดไม่ต้มแยกหรือสกัดพิษออกก่อน? กลับใช้ไฟในเตาหลอมเผาทุกอย่างพร้อมกัน แล้วหวังว่าพิษจะระเหยออกไปเอง...]

[มันจะได้โอสถจริงหรือ?]

ผู้อาวุโสซูสังเกตเห็นสีหน้าของเขา จึงวางตะเกียบลง

“เจ้าขมวดคิ้วตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว มีปัญหาอะไรกับสูตรเหล่านั้น?”

ยูรันวางแผ่นหยกลง ก่อนถามอย่างจริงจัง

“ผู้อาวุโส สูตรพวกนี้ผู้ใดเป็นคนคิด?”

“ส่วนใหญ่ตกทอดมาจากปรมาจารย์โอสถในอดีต บางสูตรมีประวัติยาวนานหลายพันปี”

“คนเหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่?”

“ส่วนใหญ่เสียชีวิตไปนานแล้ว เหตุใดจึงถาม?”

ยูรันถอนหายใจอย่างโล่งอก

“ดีแล้ว”

“ไม่เช่นนั้นข้าคงอดไม่ได้ที่จะไปถามว่า พวกเขาใช้ส่วนใดของร่างกายคิดสูตรเหล่านี้ขึ้นมา”

หลานชิงอวี้มองแผ่นหยกบนโต๊ะด้วยความสงสัย

“มันแย่ถึงเพียงนั้นเลยหรือเจ้าคะ?”

ยูรันพยักหน้า

“อืม เจ้าลองเดาดูสิว่าข้าคิดอย่างไร”

หลานชิงอวี้ครุ่นคิด ก่อนนึกถึงสีหน้าของเขาเมื่อครู่

“จากท่าทางของศิษย์พี่...ท่านคงพูดว่าสูตรพวกนี้คือ...”

นางเว้นจังหวะเล็กน้อย

“ขยะ!”

ยูรันตบมือหนึ่งครั้ง

“ถูกต้อง”

“……”

ผู้อาวุโสซูคิ้วกระตุก ขณะที่เซียวซินเยวี่ยสำลักอาหารทันที

“แค่ก ๆ!”

ยูรันหยิบแผ่นหยกขึ้นมาเขย่า

“ไม่ใช่ขยะธรรมดาด้วยนะ แต่เป็นขยะซึ่งถูกส่งต่อกันมาหลายพันปี จนทุกคนคิดว่ามันคือสมบัติล้ำค่า”

ผู้อาวุโสซูวางตะเกียบลงดังปัง

“เจ้าเด็กน้อย สูตรเหล่านั้นคือรากฐานของวิถีโอสถซึ่งปรมาจารย์หลายรุ่นร่วมกันปรับปรุง!”

“แล้วอัตราหลอมสำเร็จเท่าไร?”

“อย่างมากสามส่วน”

“เห็นไหม ขยะ”

“โอสถระดับเจ็ดมีอัตราสำเร็จสามส่วนก็นับว่าสูงมากแล้ว!”

ยูรันชี้ไปยังสูตร

“แต่หากเตรียมวัตถุดิบให้ถูกต้อง แยกพิษ แยกส่วนเกิน แล้วค่อยหลอมเฉพาะสิ่งที่จำเป็น อัตราสำเร็จควรเกินแปดส่วนต่างหาก”

ผู้อาวุโสซูกับเซียวซินเยวี่ยนิ่งค้างพร้อมกัน

“แปดส่วน?!”

ยูรันพยักหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ

“อืม และนั่นยังไม่นับว่าข้าจะปรับสูตรใหม่อีกนะ”

“เอาเถอะ เดี๋ยวข้าหลอมเอง ท่านยืนดูเฉย ๆ ก็พอ”

ยูรันวางแผ่นหยกลง ก่อนคีบอาหารเข้าปาก

“รีบกินข้าวเสีย พอกินเสร็จแล้วพวกเราจะไปห้องหลอมโอสถ”

เขาครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนยกมุมปากขึ้น

“แล้วก็เรียกคนของตำหนักโอสถมาดูให้มากที่สุดด้วย”

ผู้อาวุโสซูขมวดคิ้ว

“เจ้าจะหลอมโอสถระดับเจ็ดต่อหน้าทุกคนหรือ?”

“ใช่”

“หากล้มเหลว เตาหลอมอาจระเบิดจนคนดูได้รับบาดเจ็บได้”

“ไม่ล้มเหลวหรอก”

ยูรันตอบอย่างมั่นใจ

“ยิ่งมีคนมาดูมากเท่าไรก็ยิ่งดี จะได้เพิ่มจำนวนเหยื่อ...”

เขาชะงัก ก่อนรีบแก้คำ

“เอ๊ย ลูกค้าในอนาคต”

“……”

หลานชิงอวี้หันไปมองเขา

“สุดท้ายศิษย์พี่ก็คิดจะใช้การหลอมโอสถเป็นโฆษณาอีกแล้วหรือเจ้าคะ?”

“การแสดงฝีมือให้ทุกคนเห็นเรียกว่าเผยแพร่ความรู้”

ยูรันตอบอย่างจริงจัง

“ส่วนการที่พวกเขาจะนำเหรียญวิญญาณมาจ่ายให้ข้าภายหลัง เป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น”

ผู้อาวุโสซูมองรอยยิ้มของเขา ก่อนเริ่มรู้สึกว่าตำหนักโอสถของตนกำลังจะกลายเป็นตลาดขายสินค้าอีกแห่งหนึ่งในไม่ช้า

“ข้าเริ่มเสียใจแล้วที่ปล่อยเจ้าเข้ามา...”

ยูรันเลิกคิ้ว

“ท่านจะเสียใจทำไม?”

เขายกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสบายใจ

“หลานอิงยังบอกเลยว่าข้าเก่งมาก ท่านก็ควรภูมิใจนะที่คืนนี้จะได้มีสามีเก่งกาจถึงเพียงนี้”

“แค่ก ๆๆๆๆ!”

หลานชิงอวี้สำลักอาหารจนไอออกมาไม่หยุด

เซียวซินเยวี่ยอ้าปากค้าง ก่อนหันขวับไปหาอาจารย์ของตน

“ท่านอาจารย์เอาจริงหรือเจ้าคะ?!”

ใบหน้าของผู้อาวุโสซูแดงขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงเชิดหน้าตอบ

“แน่นอน ข้าพูดคำไหนย่อมเป็นคำนั้น”

“แต่พวกท่านเพิ่งรู้จักกันได้ไม่กี่วันเองนะเจ้าคะ!”

“องค์รัชทายาทยังลงมือได้ เหตุใดข้าจะทำไม่ได้?”

เซียวซินเยวี่ยนิ่งค้าง

ผู้อาวุโสซูหันกลับมามองยูรัน

“แล้วผู้ใดอนุญาตให้เจ้าเรียกตัวเองว่าสามีของข้าแล้ว?”

ยูรันชี้ไปทางนาง

“ท่านเป็นคนบอกเองว่าคืนนี้ ไม่ว่าข้าจะแพ้หรือชนะ พวกเราก็ต้องไปห้องของอีกฝ่าย”

“เพียงไปห้องเดียวกันไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะกลายเป็นสามีของข้าเสียหน่อย”

“อ้อ เช่นนั้นข้ายกเลิกการเดิมพันก็ได้”

“ไม่ได้!”

ผู้อาวุโสซูรีบปฏิเสธทันที