ตอนที่ 182 เช่นนั้นข้ายกเลิกการเดิมพันก็ได้
ยูรันถอนหายใจ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงราวกับตนเองเสียสละอย่างใหญ่หลวง
“และดูเหมือนว่าคนซึ่งเสียประโยชน์ที่สุดจะเป็นข้าเสียด้วย”
“ทั้งวิชา ผนึก ตุ๊กตา และหงส์ฟ้า ล้วนต้องให้ข้าเป็นคนสร้างทั้งหมด แต่ข้าเป็นคนใจกว้าง จึงไม่ถือสาเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้”
ผู้อาวุโสซูคิ้วกระตุก
“เจ้าพูดราวกับโอสถระดับเจ็ดของข้าไม่มีค่าเลยนะ”
“ก็ไม่มีจริงๆ นั่นแหละ”
ยูรันหรี่ตามองนางอย่างมีเลศนัย
“เพราะดูเหมือนว่าผู้อาวุโสจะได้รับผลประโยชน์อย่างอื่นเพิ่มเติมไปแล้วด้วยนี่”
ร่างของผู้อาวุโสซูแข็งค้าง ก่อนใบหน้าจะค่อย ๆ แดงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
นางรีบยกมือปิดใบหน้า
[เจ้าเด็กนี่...จมูกไวชะมัด!]
เซียวซินเยวี่ยมองอาจารย์ของตนสลับกับยูรันด้วยความสงสัย
“ผลประโยชน์อะไรหรือเจ้าคะ?”
“ไม่มีอะไร!”
ผู้อาวุโสซูรีบตอบเสียงดังผิดปกติ
ยูรันพยักหน้าช้า ๆ
“อืม ไม่มีอะไรก็ไม่มีอะไร”
ทว่ารอยยิ้มตรงมุมปากของเขากลับชัดเจนว่าไม่เชื่อแม้แต่น้อย
เซียวซินเยวี่ยยิ่งมองอาจารย์ของตนด้วยความสงสัยมากกว่าเดิม
“ท่านอาจารย์ เหตุใดหน้าท่านถึงแดงขนาดนั้น?”
“ข้าบอกว่าไม่มีอะไรก็คือไม่มีอะไร!”
หลานชิงอวี้เบิกตากว้าง ก่อนรีบยกมือปิดปากตัวเอง
สายตาของนางสลับไปมาระหว่างยูรันกับผู้อาวุโสซู
[หรือว่า...ผู้อาวุโสซูก็ด้วย?!]
ยูรันยิ้มเล็กน้อย
“อืม เอาเถอะ แม้ว่าผู้อาวุโสซูจะไม่ยอมมอบโอสถให้ ข้าก็ไม่ถือสา”
เขายื่นมือออกไปตรงหน้า
“ขอเพียงสูตรกับวิธีปรุงก็พอ เดี๋ยวข้าหลอมเอง”
ผู้อาวุโสซูมองเขาด้วยความประหลาดใจ
“เจ้าหลอมโอสถเป็นด้วยหรือ?”
หลานชิงอวี้ถอนหายใจ ก่อนช่วยแก้คำถาม
“ผู้อาวุโสซูถามผิดแล้วเจ้าค่ะ”
“ท่านควรถามว่า มีสิ่งใดที่ศิษย์พี่ยูทำไม่เป็นบ้างจะดีกว่า”
ผู้อาวุโสซูมองหลานชิงอวี้ ก่อนหันกลับมามองยูรัน
ผู้อาวุโสซูนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวอย่างจริงจัง
“ข้ารู้แล้ว มีสิ่งหนึ่งที่เจ้าทำไม่เป็นแน่นอน”
ยูรันเลิกคิ้ว
“อะไร?”
“ถ่อมตัว”
“ข้าทำเป็น”
ยูรันตอบทันที
“แต่การแกล้งทำเป็นอ่อนแอทั้งที่เก่งอยู่แล้วก็คือการโกหก ข้าเป็นคนซื่อตรง จึงไม่ชอบทำเช่นนั้น”
ผู้อาวุโสซูยกมือกุมหน้าผาก
“บางครั้งความซื่อตรงของเจ้าก็น่าหมั่นไส้เหลือเกิน”
ยูรันยื่นมือออกไปอีกครั้ง
“เช่นนั้นขอสูตรโอสถระดับเจ็ดได้หรือยัง?”
“เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าเพียงมีสูตรแล้วจะสามารถหลอมโอสถระดับเจ็ดออกมาได้?”
“อืม”
ยูรันพยักหน้าอย่างไม่ลังเล
“พนันกันไหมเล่า? ข้าไม่เคยแพ้พนันผู้ใดนะ”
เขาครุ่นคิดเล็กน้อย
“ท่านก็เห็นสภาพผู้อาวุโสจากสำนักอะไรสักอย่างในแดนลับแล้วมิใช่หรือ? คนที่พนันกับข้านั่นแหละ สุดท้ายมีสภาพเป็นอย่างไร”
ผู้อาวุโสซูแค่นเสียง
“หึ ข้าไม่เชื่อว่าเพียงมีสูตรโอสถแล้วเจ้าจะหลอมโอสถระดับเจ็ดสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรก”
นางเชิดหน้าขึ้น
“พนันก็พนัน!”
ยูรันลูบคาง
“เช่นนั้นท่านอยากพนันอะไร?”
เขาชะงัก ก่อนส่ายหน้า
“ไม่สิ ไม่ว่าจะพนันสิ่งใด ดูเหมือนข้าจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่ดี”
ผู้อาวุโสซูยกมุมปากขึ้นอย่างมีเลศนัย
“หากเจ้าหลอมสำเร็จ เจ้าอยากได้สิ่งใด?”
“ไม่มี”
ยูรันตอบทันทีโดยไม่แม้แต่จะหยุดคิด
“ข้าไม่ได้อยากได้อะไร”
ผู้อาวุโสซูนิ่งไปเล็กน้อย
[เจ้าเด็กนี่ไม่สนใจสิ่งใดจริง ๆ สินะ...]
[แถมยังตอบออกมาโดยไม่ต้องคิดแม้แต่น้อย หากเป็นบุรุษอื่นคงฉวยโอกาสขอให้ข้าร่วมหลับนอนไปแล้ว]
นางมองใบหน้าเฉยชาของยูรัน ก่อนหัวใจจะเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย
[ข้าชอบเจ้าเด็กนี่จริง ๆ เสียแล้วสิ]
[ในเมื่อเขาไม่คิดจะลงมือ เช่นนั้นข้าจู่โจมเองก็แล้วกัน!]
ผู้อาวุโสซูยิ้ม
“ตกลง หากเจ้าหลอมโอสถไม่ได้ คืนนี้เจ้าต้องมาที่ห้องข้า”
ยูรันกำลังยกถ้วยชาขึ้นจิบ
“แต่หากเจ้าหลอมสำเร็จ...”
นางโน้มตัวเข้าไปใกล้
“คืนนี้ข้าจะไปที่ห้องเจ้าแทน”
พรูด!
ชาทั้งคำพุ่งใส่หน้าผู้อาวุโสซูเต็ม ๆ
“อะไรนะ?!”
เซียวซินเยวี่ยนิ่งค้าง ส่วนหลานชิงอวี้เบิกตากว้างก่อนยกมือปิดปาก
[มาอีกคนแล้ว!]
ผู้อาวุโสซูหลับตาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำชาออกจากใบหน้าอย่างใจเย็น
ยูรันวางถ้วยชาลง ก่อนมองนางด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
“ดูเหมือนข้าจะประเมินท่านสูงเกินไปหน่อย”
“ไม่คิดเลยว่าท่านจะจู่โจมรวดเร็วถึงเพียงนี้ ข้านึกว่าท่านจะเหมือนอาจารย์ของข้า คอยเฝ้าดูสถานการณ์ไปเรื่อย ๆ เสียอีก”
ผู้อาวุโสซูแค่นเสียง
“หึ เหมือนดังที่องค์รัชทายาทเคยพูดเอาไว้ หากมัวแต่รอ แล้วเมื่อไรจะได้กิน?”
นางเหลือบมองยูรันตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
“หากชักช้า ไม่กลัวถูกผู้อื่นคาบไปกินก่อนหรืออย่างไร?”
เซียวซินเยวี่ยซึ่งนั่งฟังอยู่ข้าง ๆ เริ่มรู้สึกว่าบทสนทนากำลังไปในทิศทางแปลกประหลาด
“อะ เอ่อ...ท่านอาจารย์หมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ?”
ผู้อาวุโสซูหันไปมองศิษย์ของตน
“หมายความว่าอาจารย์ของเจ้าชอบศิษย์น้องผู้นี้ และคิดจะลงมือก่อนถูกสตรีคนอื่นแย่งไป เข้าใจหรือยัง?”
เซียวซินเยวี่ยนิ่งค้างไปทั้งตัว
หลานชิงอวี้รีบกอดแขนยูรันเอาไว้แน่น
“ผู้อาวุโสซูเจ้าคะ ท่านพูดราวกับศิษย์พี่เป็นอาหารเลยนะเจ้าคะ!”
ยูรันถอนหายใจ ก่อนโบกมือยุติเรื่อง
“ช่างเถอะ กินข้าวกันก่อนดีกว่า”
เขาลุกขึ้นจากที่นั่ง
“เดี๋ยวข้าทำอาหารให้ ส่วนระหว่างนั้นขอดูสูตรโอสถระดับเจ็ดของท่านด้วย เอามาหลาย ๆ แบบก็ดี ข้าจะได้เลือกสูตรซึ่งใช้วัตถุดิบไม่ยุ่งยากเกินไป”
ผู้อาวุโสซูพยักหน้า
“ได้ เดี๋ยวข้าจะนำมาให้”
ไม่นาน อาหารหลายจานก็ถูกยกมาวางเต็มโต๊ะ ขณะเดียวกันผู้อาวุโสซูก็นำม้วนตำราและแผ่นหยกซึ่งบันทึกสูตรโอสถระดับเจ็ดออกมาหลายชุด
เซียวซินเยวี่ยมองอาหารตรงหน้าด้วยความตกตะลึง
กลิ่นหอมของเนื้อย่าง น้ำซุป และสมุนไพรเจือจางผสมผสานกันอย่างสมบูรณ์ แม้ยังไม่ได้ชิม เพียงสูดกลิ่นก็รู้สึกว่าพลังปราณภายในร่างหมุนเวียนคล่องขึ้น
[นี่คืออาหารแน่หรือ?]
[มิใช่ของวิเศษปลอมตัวมาเป็นอาหารหรอกนะ กลิ่นหอมนี้ช่าง...]
ขณะที่ทุกคนเริ่มกิน ยูรันกลับถือแผ่นหยกขึ้นมาตรวจสอบทีละแผ่น
ยิ่งอ่าน คิ้วของเขาก็ยิ่งขมวดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
[มีแต่ขยะ...]
[นี่คือสูตรโอสถระดับเจ็ดจริงหรือ?]
เขาเปลี่ยนไปอ่านอีกสูตรหนึ่ง
[ปกติต้องเตรียมวัตถุดิบ แยกส่วนซึ่งต้องการ และปรับสภาพก่อนนำลงเตาหลอมมิใช่หรือ?]
[แต่นี่กลับโยนสมุนไพรลงไปทั้งต้น ไอ้โง่คนใดเป็นผู้คิดวิธีนี้ขึ้นมา แล้วส่วนที่ไม่ต้องการจะไม่ทำให้สรรพคุณของโอสถปนเปื้อนหรืออย่างไร?]
ยูรันเปิดสูตรถัดไป
[ต้นนี้มีพิษอยู่ในราก เหตุใดไม่ต้มแยกหรือสกัดพิษออกก่อน? กลับใช้ไฟในเตาหลอมเผาทุกอย่างพร้อมกัน แล้วหวังว่าพิษจะระเหยออกไปเอง...]
[มันจะได้โอสถจริงหรือ?]
ผู้อาวุโสซูสังเกตเห็นสีหน้าของเขา จึงวางตะเกียบลง
“เจ้าขมวดคิ้วตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว มีปัญหาอะไรกับสูตรเหล่านั้น?”
ยูรันวางแผ่นหยกลง ก่อนถามอย่างจริงจัง
“ผู้อาวุโส สูตรพวกนี้ผู้ใดเป็นคนคิด?”
“ส่วนใหญ่ตกทอดมาจากปรมาจารย์โอสถในอดีต บางสูตรมีประวัติยาวนานหลายพันปี”
“คนเหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่?”
“ส่วนใหญ่เสียชีวิตไปนานแล้ว เหตุใดจึงถาม?”
ยูรันถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ดีแล้ว”
“ไม่เช่นนั้นข้าคงอดไม่ได้ที่จะไปถามว่า พวกเขาใช้ส่วนใดของร่างกายคิดสูตรเหล่านี้ขึ้นมา”
หลานชิงอวี้มองแผ่นหยกบนโต๊ะด้วยความสงสัย
“มันแย่ถึงเพียงนั้นเลยหรือเจ้าคะ?”
ยูรันพยักหน้า
“อืม เจ้าลองเดาดูสิว่าข้าคิดอย่างไร”
หลานชิงอวี้ครุ่นคิด ก่อนนึกถึงสีหน้าของเขาเมื่อครู่
“จากท่าทางของศิษย์พี่...ท่านคงพูดว่าสูตรพวกนี้คือ...”
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย
“ขยะ!”
ยูรันตบมือหนึ่งครั้ง
“ถูกต้อง”
“……”
ผู้อาวุโสซูคิ้วกระตุก ขณะที่เซียวซินเยวี่ยสำลักอาหารทันที
“แค่ก ๆ!”
ยูรันหยิบแผ่นหยกขึ้นมาเขย่า
“ไม่ใช่ขยะธรรมดาด้วยนะ แต่เป็นขยะซึ่งถูกส่งต่อกันมาหลายพันปี จนทุกคนคิดว่ามันคือสมบัติล้ำค่า”
ผู้อาวุโสซูวางตะเกียบลงดังปัง
“เจ้าเด็กน้อย สูตรเหล่านั้นคือรากฐานของวิถีโอสถซึ่งปรมาจารย์หลายรุ่นร่วมกันปรับปรุง!”
“แล้วอัตราหลอมสำเร็จเท่าไร?”
“อย่างมากสามส่วน”
“เห็นไหม ขยะ”
“โอสถระดับเจ็ดมีอัตราสำเร็จสามส่วนก็นับว่าสูงมากแล้ว!”
ยูรันชี้ไปยังสูตร
“แต่หากเตรียมวัตถุดิบให้ถูกต้อง แยกพิษ แยกส่วนเกิน แล้วค่อยหลอมเฉพาะสิ่งที่จำเป็น อัตราสำเร็จควรเกินแปดส่วนต่างหาก”
ผู้อาวุโสซูกับเซียวซินเยวี่ยนิ่งค้างพร้อมกัน
“แปดส่วน?!”
ยูรันพยักหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ
“อืม และนั่นยังไม่นับว่าข้าจะปรับสูตรใหม่อีกนะ”
“เอาเถอะ เดี๋ยวข้าหลอมเอง ท่านยืนดูเฉย ๆ ก็พอ”
ยูรันวางแผ่นหยกลง ก่อนคีบอาหารเข้าปาก
“รีบกินข้าวเสีย พอกินเสร็จแล้วพวกเราจะไปห้องหลอมโอสถ”
เขาครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนยกมุมปากขึ้น
“แล้วก็เรียกคนของตำหนักโอสถมาดูให้มากที่สุดด้วย”
ผู้อาวุโสซูขมวดคิ้ว
“เจ้าจะหลอมโอสถระดับเจ็ดต่อหน้าทุกคนหรือ?”
“ใช่”
“หากล้มเหลว เตาหลอมอาจระเบิดจนคนดูได้รับบาดเจ็บได้”
“ไม่ล้มเหลวหรอก”
ยูรันตอบอย่างมั่นใจ
“ยิ่งมีคนมาดูมากเท่าไรก็ยิ่งดี จะได้เพิ่มจำนวนเหยื่อ...”
เขาชะงัก ก่อนรีบแก้คำ
“เอ๊ย ลูกค้าในอนาคต”
“……”
หลานชิงอวี้หันไปมองเขา
“สุดท้ายศิษย์พี่ก็คิดจะใช้การหลอมโอสถเป็นโฆษณาอีกแล้วหรือเจ้าคะ?”
“การแสดงฝีมือให้ทุกคนเห็นเรียกว่าเผยแพร่ความรู้”
ยูรันตอบอย่างจริงจัง
“ส่วนการที่พวกเขาจะนำเหรียญวิญญาณมาจ่ายให้ข้าภายหลัง เป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น”
ผู้อาวุโสซูมองรอยยิ้มของเขา ก่อนเริ่มรู้สึกว่าตำหนักโอสถของตนกำลังจะกลายเป็นตลาดขายสินค้าอีกแห่งหนึ่งในไม่ช้า
“ข้าเริ่มเสียใจแล้วที่ปล่อยเจ้าเข้ามา...”
ยูรันเลิกคิ้ว
“ท่านจะเสียใจทำไม?”
เขายกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสบายใจ
“หลานอิงยังบอกเลยว่าข้าเก่งมาก ท่านก็ควรภูมิใจนะที่คืนนี้จะได้มีสามีเก่งกาจถึงเพียงนี้”
“แค่ก ๆๆๆๆ!”
หลานชิงอวี้สำลักอาหารจนไอออกมาไม่หยุด
เซียวซินเยวี่ยอ้าปากค้าง ก่อนหันขวับไปหาอาจารย์ของตน
“ท่านอาจารย์เอาจริงหรือเจ้าคะ?!”
ใบหน้าของผู้อาวุโสซูแดงขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงเชิดหน้าตอบ
“แน่นอน ข้าพูดคำไหนย่อมเป็นคำนั้น”
“แต่พวกท่านเพิ่งรู้จักกันได้ไม่กี่วันเองนะเจ้าคะ!”
“องค์รัชทายาทยังลงมือได้ เหตุใดข้าจะทำไม่ได้?”
เซียวซินเยวี่ยนิ่งค้าง
ผู้อาวุโสซูหันกลับมามองยูรัน
“แล้วผู้ใดอนุญาตให้เจ้าเรียกตัวเองว่าสามีของข้าแล้ว?”
ยูรันชี้ไปทางนาง
“ท่านเป็นคนบอกเองว่าคืนนี้ ไม่ว่าข้าจะแพ้หรือชนะ พวกเราก็ต้องไปห้องของอีกฝ่าย”
“เพียงไปห้องเดียวกันไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะกลายเป็นสามีของข้าเสียหน่อย”
“อ้อ เช่นนั้นข้ายกเลิกการเดิมพันก็ได้”
“ไม่ได้!”
ผู้อาวุโสซูรีบปฏิเสธทันที