ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 183 เช่นนั้นข้ายกเลิกการเดิมพันก็ได้
ยูรันยิ้มเล็กน้อย
“อืม เอาเถอะ แม้ว่าผู้อาวุโสซูจะไม่ยอมมอบโอสถให้ ข้าก็ไม่ถือสา”
เขายื่นมือออกไปตรงหน้า
“ขอเพียงสูตรกับวิธีปรุงก็พอ เดี๋ยวข้าหลอมเอง”
ผู้อาวุโสซูมองเขาด้วยความประหลาดใจ
“เจ้าหลอมโอสถเป็นด้วยหรือ?”
หลานชิงอวี้ถอนหายใจ ก่อนช่วยแก้คำถาม
“ผู้อาวุโสซูถามผิดแล้วเจ้าค่ะ”
“ท่านควรถามว่า มีสิ่งใดที่ศิษย์พี่ยูทำไม่เป็นบ้างจะดีกว่า”
ผู้อาวุโสซูมองหลานชิงอวี้ ก่อนหันกลับมามองยูรัน
ผู้อาวุโสซูนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวอย่างจริงจัง
“ข้ารู้แล้ว มีสิ่งหนึ่งที่เจ้าทำไม่เป็นแน่นอน”
ยูรันเลิกคิ้ว
“อะไร?”
“ถ่อมตัว”
“ข้าทำเป็น”
ยูรันตอบทันที
“แต่การแกล้งทำเป็นอ่อนแอทั้งที่เก่งอยู่แล้วก็คือการโกหก ข้าเป็นคนซื่อตรง จึงไม่ชอบทำเช่นนั้น”
ผู้อาวุโสซูยกมือกุมหน้าผาก
“บางครั้งความซื่อตรงของเจ้าก็น่าหมั่นไส้เหลือเกิน”
ยูรันยื่นมือออกไปอีกครั้ง
“เช่นนั้นขอสูตรโอสถระดับเจ็ดได้หรือยัง?”
“เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าเพียงมีสูตรแล้วจะสามารถหลอมโอสถระดับเจ็ดออกมาได้?”
“อืม”
ยูรันพยักหน้าอย่างไม่ลังเล
“พนันกันไหมเล่า? ข้าไม่เคยแพ้พนันผู้ใดนะ”
เขาครุ่นคิดเล็กน้อย
“ท่านก็เห็นสภาพผู้อาวุโสจากสำนักอะไรสักอย่างในแดนลับแล้วมิใช่หรือ? คนที่พนันกับข้านั่นแหละ สุดท้ายมีสภาพเป็นอย่างไร”
ผู้อาวุโสซูแค่นเสียง
“หึ ข้าไม่เชื่อว่าเพียงมีสูตรโอสถแล้วเจ้าจะหลอมโอสถระดับเจ็ดสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรก”
นางเชิดหน้าขึ้น
“พนันก็พนัน!”
ยูรันลูบคาง
“เช่นนั้นท่านอยากพนันอะไร?”
เขาชะงัก ก่อนส่ายหน้า
“ไม่สิ ไม่ว่าจะพนันสิ่งใด ดูเหมือนข้าจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่ดี”
ผู้อาวุโสซูยกมุมปากขึ้นอย่างมีเลศนัย
“หากเจ้าหลอมสำเร็จ เจ้าอยากได้สิ่งใด?”
“ไม่มี”
ยูรันตอบทันทีโดยไม่แม้แต่จะหยุดคิด
“ข้าไม่ได้อยากได้อะไร”
ผู้อาวุโสซูนิ่งไปเล็กน้อย
[เจ้าเด็กนี่ไม่สนใจสิ่งใดจริง ๆ สินะ...]
[แถมยังตอบออกมาโดยไม่ต้องคิดแม้แต่น้อย หากเป็นบุรุษอื่นคงฉวยโอกาสขอให้ข้าร่วมหลับนอนไปแล้ว]
นางมองใบหน้าเฉยชาของยูรัน ก่อนหัวใจจะเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย
[ข้าชอบเจ้าเด็กนี่จริง ๆ เสียแล้วสิ]
[ในเมื่อเขาไม่คิดจะลงมือ เช่นนั้นข้าจู่โจมเองก็แล้วกัน!]
ผู้อาวุโสซูยิ้ม
“ตกลง หากเจ้าหลอมโอสถไม่ได้ คืนนี้เจ้าต้องมาที่ห้องข้า”
ยูรันกำลังยกถ้วยชาขึ้นจิบ
“แต่หากเจ้าหลอมสำเร็จ...”
นางโน้มตัวเข้าไปใกล้
“คืนนี้ข้าจะไปที่ห้องเจ้าแทน”
พรูด!
ชาทั้งคำพุ่งใส่หน้าผู้อาวุโสซูเต็ม ๆ
“อะไรนะ?!”
เซียวซินเยวี่ยนิ่งค้าง ส่วนหลานชิงอวี้เบิกตากว้างก่อนยกมือปิดปาก
[มาอีกคนแล้ว!]
ผู้อาวุโสซูหลับตาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำชาออกจากใบหน้าอย่างใจเย็น
ยูรันวางถ้วยชาลง ก่อนมองนางด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
“ดูเหมือนข้าจะประเมินท่านสูงเกินไปหน่อย”
“ไม่คิดเลยว่าท่านจะจู่โจมรวดเร็วถึงเพียงนี้ ข้านึกว่าท่านจะเหมือนอาจารย์ของข้า คอยเฝ้าดูสถานการณ์ไปเรื่อย ๆ เสียอีก”
ผู้อาวุโสซูแค่นเสียง
“หึ เหมือนดังที่องค์รัชทายาทเคยพูดเอาไว้ หากมัวแต่รอ แล้วเมื่อไรจะได้กิน?”
นางเหลือบมองยูรันตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
“หากชักช้า ไม่กลัวถูกผู้อื่นคาบไปกินก่อนหรืออย่างไร?”
เซียวซินเยวี่ยซึ่งนั่งฟังอยู่ข้าง ๆ เริ่มรู้สึกว่าบทสนทนากำลังไปในทิศทางแปลกประหลาด
“อะ เอ่อ...ท่านอาจารย์หมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ?”
ผู้อาวุโสซูหันไปมองศิษย์ของตน
“หมายความว่าอาจารย์ของเจ้าชอบศิษย์น้องผู้นี้ และคิดจะลงมือก่อนถูกสตรีคนอื่นแย่งไป เข้าใจหรือยัง?”
เซียวซินเยวี่ยนิ่งค้างไปทั้งตัว
หลานชิงอวี้รีบกอดแขนยูรันเอาไว้แน่น
“ผู้อาวุโสซูเจ้าคะ ท่านพูดราวกับศิษย์พี่เป็นอาหารเลยนะเจ้าคะ!”
ยูรันถอนหายใจ ก่อนโบกมือยุติเรื่อง
“ช่างเถอะ กินข้าวกันก่อนดีกว่า”
เขาลุกขึ้นจากที่นั่ง
“เดี๋ยวข้าทำอาหารให้ ส่วนระหว่างนั้นขอดูสูตรโอสถระดับเจ็ดของท่านด้วย เอามาหลาย ๆ แบบก็ดี ข้าจะได้เลือกสูตรซึ่งใช้วัตถุดิบไม่ยุ่งยากเกินไป”
ผู้อาวุโสซูพยักหน้า
“ได้ เดี๋ยวข้าจะนำมาให้”
ไม่นาน อาหารหลายจานก็ถูกยกมาวางเต็มโต๊ะ ขณะเดียวกันผู้อาวุโสซูก็นำม้วนตำราและแผ่นหยกซึ่งบันทึกสูตรโอสถระดับเจ็ดออกมาหลายชุด
เซียวซินเยวี่ยมองอาหารตรงหน้าด้วยความตกตะลึง
กลิ่นหอมของเนื้อย่าง น้ำซุป และสมุนไพรเจือจางผสมผสานกันอย่างสมบูรณ์ แม้ยังไม่ได้ชิม เพียงสูดกลิ่นก็รู้สึกว่าพลังปราณภายในร่างหมุนเวียนคล่องขึ้น
[นี่คืออาหารแน่หรือ?]
[มิใช่ของวิเศษปลอมตัวมาเป็นอาหารหรอกนะ กลิ่นหอมนี้ช่าง...]
ขณะที่ทุกคนเริ่มกิน ยูรันกลับถือแผ่นหยกขึ้นมาตรวจสอบทีละแผ่น
ยิ่งอ่าน คิ้วของเขาก็ยิ่งขมวดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
[มีแต่ขยะ...]
[นี่คือสูตรโอสถระดับเจ็ดจริงหรือ?]
เขาเปลี่ยนไปอ่านอีกสูตรหนึ่ง
[ปกติต้องเตรียมวัตถุดิบ แยกส่วนซึ่งต้องการ และปรับสภาพก่อนนำลงเตาหลอมมิใช่หรือ?]
[แต่นี่กลับโยนสมุนไพรลงไปทั้งต้น ไอ้โง่คนใดเป็นผู้คิดวิธีนี้ขึ้นมา แล้วส่วนที่ไม่ต้องการจะไม่ทำให้สรรพคุณของโอสถปนเปื้อนหรืออย่างไร?]
ยูรันเปิดสูตรถัดไป
[ต้นนี้มีพิษอยู่ในราก เหตุใดไม่ต้มแยกหรือสกัดพิษออกก่อน? กลับใช้ไฟในเตาหลอมเผาทุกอย่างพร้อมกัน แล้วหวังว่าพิษจะระเหยออกไปเอง...]
[มันจะได้โอสถจริงหรือ?]
ผู้อาวุโสซูสังเกตเห็นสีหน้าของเขา จึงวางตะเกียบลง
“เจ้าขมวดคิ้วตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว มีปัญหาอะไรกับสูตรเหล่านั้น?”
ยูรันวางแผ่นหยกลง ก่อนถามอย่างจริงจัง
“ผู้อาวุโส สูตรพวกนี้ผู้ใดเป็นคนคิด?”
“ส่วนใหญ่ตกทอดมาจากปรมาจารย์โอสถในอดีต บางสูตรมีประวัติยาวนานหลายพันปี”
“คนเหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่?”
“ส่วนใหญ่เสียชีวิตไปนานแล้ว เหตุใดจึงถาม?”
ยูรันถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ดีแล้ว”
“ไม่เช่นนั้นข้าคงอดไม่ได้ที่จะไปถามว่า พวกเขาใช้ส่วนใดของร่างกายคิดสูตรเหล่านี้ขึ้นมา”
หลานชิงอวี้มองแผ่นหยกบนโต๊ะด้วยความสงสัย
“มันแย่ถึงเพียงนั้นเลยหรือเจ้าคะ?”
ยูรันพยักหน้า
“อืม เจ้าลองเดาดูสิว่าข้าคิดอย่างไร”
หลานชิงอวี้ครุ่นคิด ก่อนนึกถึงสีหน้าของเขาเมื่อครู่
“จากท่าทางของศิษย์พี่...ท่านคงพูดว่าสูตรพวกนี้คือ...”
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย
“ขยะ!”
ยูรันตบมือหนึ่งครั้ง
“ถูกต้อง”
“……”
ผู้อาวุโสซูคิ้วกระตุก ขณะที่เซียวซินเยวี่ยสำลักอาหารทันที
“แค่ก ๆ!”
ยูรันหยิบแผ่นหยกขึ้นมาเขย่า
“ไม่ใช่ขยะธรรมดาด้วยนะ แต่เป็นขยะซึ่งถูกส่งต่อกันมาหลายพันปี จนทุกคนคิดว่ามันคือสมบัติล้ำค่า”
ผู้อาวุโสซูวางตะเกียบลงดังปัง
“เจ้าเด็กน้อย สูตรเหล่านั้นคือรากฐานของวิถีโอสถซึ่งปรมาจารย์หลายรุ่นร่วมกันปรับปรุง!”
“แล้วอัตราหลอมสำเร็จเท่าไร?”
“อย่างมากสามส่วน”
“เห็นไหม ขยะ”
“โอสถระดับเจ็ดมีอัตราสำเร็จสามส่วนก็นับว่าสูงมากแล้ว!”
ยูรันชี้ไปยังสูตร
“แต่หากเตรียมวัตถุดิบให้ถูกต้อง แยกพิษ แยกส่วนเกิน แล้วค่อยหลอมเฉพาะสิ่งที่จำเป็น อัตราสำเร็จควรเกินแปดส่วนต่างหาก”
ผู้อาวุโสซูกับเซียวซินเยวี่ยนิ่งค้างพร้อมกัน
“แปดส่วน?!”
ยูรันพยักหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ
“อืม และนั่นยังไม่นับว่าข้าจะปรับสูตรใหม่อีกนะ”
ผู้อาวุโสซูตอบอย่างไม่เต็มใจ
“อย่างมากสามส่วน”
ยูรันนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้าอย่างรังเกียจ
“สามส่วน...โคตรขยะ”
“เจ้า!”
“เอาเถอะ เดี๋ยวข้าหลอมเอง ท่านยืนดูเฉย ๆ ก็พอ”
ยูรันวางแผ่นหยกลง ก่อนคีบอาหารเข้าปาก
“รีบกินข้าวเสีย พอกินเสร็จแล้วพวกเราจะไปห้องหลอมโอสถ”
เขาครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนยกมุมปากขึ้น
“แล้วก็เรียกคนของตำหนักโอสถมาดูให้มากที่สุดด้วย”
ผู้อาวุโสซูขมวดคิ้ว
“เจ้าจะหลอมโอสถระดับเจ็ดต่อหน้าทุกคนหรือ?”
“ใช่”
“หากล้มเหลว เตาหลอมอาจระเบิดจนคนดูได้รับบาดเจ็บได้”
“ไม่ล้มเหลวหรอก”
ยูรันตอบอย่างมั่นใจ
“ยิ่งมีคนมาดูมากเท่าไรก็ยิ่งดี จะได้เพิ่มจำนวนเหยื่อ...”
เขาชะงัก ก่อนรีบแก้คำ
“เอ๊ย ลูกค้าในอนาคต”
“……”
หลานชิงอวี้หันไปมองเขา
“สุดท้ายศิษย์พี่ก็คิดจะใช้การหลอมโอสถเป็นโฆษณาอีกแล้วหรือเจ้าคะ?”
“การแสดงฝีมือให้ทุกคนเห็นเรียกว่าเผยแพร่ความรู้”
ยูรันตอบอย่างจริงจัง
“ส่วนการที่พวกเขาจะนำเหรียญวิญญาณมาจ่ายให้ข้าภายหลัง เป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น”
ผู้อาวุโสซูมองรอยยิ้มของเขา ก่อนเริ่มรู้สึกว่าตำหนักโอสถของตนกำลังจะกลายเป็นตลาดขายสินค้าอีกแห่งหนึ่งในไม่ช้า
“ข้าเริ่มเสียใจแล้วที่ปล่อยเจ้าเข้ามา...”
ยูรันเลิกคิ้ว
“ท่านจะเสียใจทำไม?”
เขายกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสบายใจ
“หลานอิงยังบอกเลยว่าข้าเก่งมาก ท่านก็ควรภูมิใจนะที่คืนนี้จะได้มีสามีเก่งกาจถึงเพียงนี้”
“แค่ก ๆๆๆๆ!”
หลานชิงอวี้สำลักอาหารจนไอออกมาไม่หยุด
เซียวซินเยวี่ยอ้าปากค้าง ก่อนหันขวับไปหาอาจารย์ของตน
“ท่านอาจารย์เอาจริงหรือเจ้าคะ?!”
ใบหน้าของผู้อาวุโสซูแดงขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงเชิดหน้าตอบ
“แน่นอน ข้าพูดคำไหนย่อมเป็นคำนั้น”
“แต่พวกท่านเพิ่งรู้จักกันได้ไม่กี่วันเองนะเจ้าคะ!”
“องค์รัชทายาทยังลงมือได้ เหตุใดข้าจะทำไม่ได้?”
เซียวซินเยวี่ยนิ่งค้าง
ผู้อาวุโสซูหันกลับมามองยูรัน
“แล้วผู้ใดอนุญาตให้เจ้าเรียกตัวเองว่าสามีของข้าแล้ว?”
ยูรันชี้ไปทางนาง
“ท่านเป็นคนบอกเองว่าคืนนี้ ไม่ว่าข้าจะแพ้หรือชนะ พวกเราก็ต้องไปห้องของอีกฝ่าย”
“เพียงไปห้องเดียวกันไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะกลายเป็นสามีของข้าเสียหน่อย”
“อ้อ เช่นนั้นข้ายกเลิกการเดิมพันก็ได้”
“ไม่ได้!”
ผู้อาวุโสซูรีบปฏิเสธทันที