ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 185 ข้าไม่ได้ใจง่ายนะ
เพียงไม่กี่อึดใจ เมฆทัณฑ์บนท้องฟ้าก็รวมตัวจนถึงขีดสุด
เปรี้ยงงงงงงงงงงงง!
สายฟ้าสีม่วงขาวผ่าลงมากลางร่างของยูรันโดยตรง แสงสว่างเจิดจ้าปกคลุมไปทั่วตำหนักโอสถจนทุกคนต้องยกมือขึ้นบังดวงตา
ทว่ายังไม่ทันที่พวกเขาจะตั้งตัว แสงสายฟ้าก็ถูกดูดกลืนจนหมดสิ้น เมฆทัณฑ์ด้านบนสลายหายไปราวกับไม่เคยปรากฏมาก่อน
ยูรันยังคงยืนอยู่กลางอากาศในท่าเดิม แม้แต่เสื้อผ้าก็ไม่ปรากฏรอยไหม้สักแห่ง
เขาตรวจสอบดาราจักรภายในหัวใจ ก่อนถอนหายใจอย่างผิดหวัง
“อืม น้อยกว่าที่คิดอีก”
“ไม่เพิ่มแม้แต่อายุของทารก ดูเหมือนทัณฑ์สวรรค์คงคิดว่าเพียงผ่าเปรี้ยงเดียว โอสถทั้งหมดก็จะแตกสลายแล้วสินะ”
ยูรันส่ายหน้าอย่างดูแคลน
“เฮ้อ สมกับเป็นวิถีของพวกชอบเสพยา แม้แต่ทัณฑ์สวรรค์ยังขี้ปะติ๋ว”
เหล่านักหลอมโอสถด้านล่างคิ้วกระตุกพร้อมกัน
[ผู้ใดเสพยากัน?!]
[พวกเราเรียกว่าการใช้โอสถช่วยบำเพ็ญต่างหาก!]
ทันใดนั้น ศิษย์ผู้หนึ่งก็เหมือนเพิ่งสังเกตเห็นเรื่องสำคัญ เขาชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยมือสั่นเทา
“เดี๋ยวก่อน!”
“ข้าสัมผัสได้ชัดเจนว่าเขาอยู่เพียงขอบเขตสร้างรากฐานมิใช่หรือ?!”
ทุกคนชะงัก ก่อนเงยหน้ามองยูรันพร้อมกัน
“จริงด้วย...”
“ผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานยังไม่สามารถเหาะเหินได้มิใช่หรือ?”
“ถ้าเช่นนั้นเขายืนอยู่กลางอากาศได้อย่างไร?!”
หลานชิงอวี้ถอนหายใจเบา ๆ
“ศิษย์พี่ยูไม่ได้เหาะเจ้าค่ะ”
เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสหันมามองนางเป็นตาเดียว
“ไม่ได้เหาะแล้วเขากำลังทำอะไรอยู่?!”
หลานชิงอวี้เงยหน้ามองยูรัน ก่อนตอบอย่างภาคภูมิใจ
“เขากำลังเดินอยู่บนท้องฟ้าเจ้าค่ะ”
ยูรันมองฝูงชน ก่อนยกมุมปากขึ้นช้า ๆ
[อืม คนพวกนี้ล้วนเป็นเหยื่อชั้นดีทั้งนั้น]
[ฮี่ ๆ ๆ เงินกำลังจะไหลมาแล้ว!]
เขาค่อย ๆ ก้าวลงมาจากท้องฟ้า ทุกย่างก้าวราวกับมีพื้นโปร่งใสรองรับอยู่ใต้ฝ่าเท้า ยิ่งทำให้สายตาของเหล่าศิษย์เปล่งประกายกว่าเดิม
เมื่อกลับมาถึงพื้น ยูรันจึงกางแขนแล้วตะโกนเสียงดัง
“ทุกคนอยากรู้หรือไม่ว่าข้าขึ้นไปยืนอยู่บนนั้นได้อย่างไร?!”
“อยาก!”
“โปรดบอกพวกเราด้วย!”
“นั่นเป็นวิชาเหาะเหินชนิดใดกันแน่?!”
ยูรันยกนิ้วขึ้นส่ายไปมา
“มันไม่ใช่วิชาเหาะเหิน แต่เป็นวิชาเหยียบเวหา!”
“และข้าสามารถสอนพวกเจ้าได้!”
ดวงตาของทุกคนสว่างวาบขึ้นทันที
“จริงหรือ?!”
“ท่านยินดีสอนพวกเราจริง ๆ หรือ?”
ยูรันพยักหน้าด้วยรอยยิ้มจริงใจ
“แน่นอน แต่มีเงื่อนไขเล็กน้อย”
บรรยากาศรอบด้านเงียบลงในทันใด ทุกคนตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อ
“อย่าลืมอุดหนุนเครื่องรางของข้าด้วยก็พอ!”
ยูรันหยิบตุ๊กตาตัวจิ๋วซึ่งมีรูปลักษณ์เหมือนตนเองออกมาจากช่องเก็บของ ก่อนยื่นให้ศิษย์หญิงที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุด
“ส่วนตัวนี้ให้ฟรี ถือว่าเป็นของทดลอง”
ศิษย์หญิงรับตุ๊กตาไปด้วยมือสั่น ๆ นางใช้สัมผัสจิตตรวจสอบเพียงครู่เดียวก็ดวงตาเบิกกว้าง
“มันช่วยรวบรวมปราณได้ด้วย!”
เสียงฮือฮาระเบิดขึ้นทั่วลานทันที
“อะไรนะ?! นอกจากน่ารักแล้วยังช่วยรวบรวมปราณได้ด้วยหรือ?”
“ข้าต้องการหนึ่งตัว!”
“ข้าจะเอามาให้ข้าดูหน่อย!”
“ข้าอยากได้เหมือนกัน!”
“ข้าซื้อสิบตัว ท่านสอนข้าก่อนได้หรือไม่?!”
ยูรันมองฝูงชนซึ่งเริ่มเบียดกันเข้ามาด้วยความพึงพอใจ
[ติดกับเรียบร้อย]
ด้านหลัง ผู้อาวุโสซูยกมือกุมหน้าผาก
“ที่แท้เจ้าจงใจแสดงท่าทางเท่มาตลอดก็เพื่อขายตุ๊กตาจริง ๆ สินะ...”
ยูรันยกมือห้ามฝูงชนซึ่งกำลังเบียดเข้ามาหา
“เอาละ ๆ ใจเย็นกันก่อน งานของข้ายังมีอีกมาก”
“ส่วนเรื่องสอนวิชา คงต้องรอจนกว่าข้าจะหาเวลาว่างได้ ข้ารับรองว่าหากมีโอกาสจะมาสอนให้แน่นอน”
เหล่าศิษย์รีบตะโกนถามทันที
“แล้วเครื่องรางจะเริ่มขายเมื่อใด?”
“จะหาซื้อได้จากที่ไหน?”
“ข้าจองรุ่นรับทัณฑ์สวรรค์ก่อนได้หรือไม่?!”
ยูรันโบกมืออย่างสบาย ๆ
“อีกไม่นานพวกเจ้าก็รู้เอง ของมีจำนวนจำกัด เตรียมเงินเอาไว้ให้ดีก็พอ”
ดวงตาของเหล่าศิษย์เปล่งประกายขึ้นมาทันที หลายคนถึงขั้นรีบตรวจสอบเหรียญวิญญาณในถุงเก็บของของตนเอง
ยูรันพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนหันกลับไปทางผู้อาวุโสซูกับเซียวซินเยวี่ย
“ข้าขอตัวก่อน ยังมีเรื่องต้องคุยกับผู้อาวุโสซูและศิษย์พี่อีก”
กล่าวจบ เขาก็พาหลานชิงอวี้เดินกลับเข้าไปด้านใน ทิ้งเหล่าศิษย์ไว้กับความตื่นเต้นและคำถามมากมาย
ผู้อาวุโสซูเดินตามหลังพลางหลี่ตามองเขา
“เจ้ามาหลอมโอสถ หรือมาหาลูกค้ากันแน่?”
ยูรันตอบโดยไม่หันกลับมา
“ทำพร้อมกันสองอย่างย่อมประหยัดเวลากว่า”
เมื่อทั้งสี่กลับมาถึงห้องส่วนตัว ยูรันทิ้งตัวลงนั่ง ก่อนรินชาให้ตนเองอย่างสบายใจ
“สรุปแล้วโอสถเป็นอย่างไรบ้าง?”
เขายกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนหันไปมองผู้อาวุโสซู
“ถูกใจผู้อาวุโสซูหรือไม่?”
ผู้อาวุโสซูเก็บโอสถทั้งเก้าเม็ดอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“เม่ยเหยา”
ยูรันชะงัก
“หืม?”
“เรียกข้าว่าเม่ยเหยาก็พอ”
พรูด!
ยูรันพ่นชาพรวดออกมาทันที โชคดีที่ผู้อาวุโสซูเตรียมตัวเอาไว้แล้วจึงเอียงศีรษะหลบได้ทัน
“อะไรนะ?!”
เขาวางถ้วยชาลง ก่อนมองนางด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
“นี่เร็วยิ่งกว่าหลานอิงอีกนะ!”
หลานชิงอวี้เบิกตากว้าง ส่วนเซียวซินเยวี่ยถึงกับทำถ้วยชาในมือสั่น
“ทะ...ท่านอาจารย์?”
ผู้อาวุโสซู หรือซูเม่ยเหยา ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“รวดเร็วตรงไหน? ข้ากับเจ้าพนันกันเรียบร้อยแล้ว และไม่ว่าผลจะออกมาเช่นไร คืนนี้พวกเราก็ต้องอยู่ด้วยกันมิใช่หรือ?”
ยูรันนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างจำใจ
“อืม ฟังดูมีเหตุผลอย่างน่าหงุดหงิด”
หลานชิงอวี้รีบกอดแขนเขาแน่นกว่าเดิม
“แต่ผู้อาวุโสซูเจ้าคะ ท่านข้ามขั้นตอนมากเกินไปหรือไม่?”
ซูเม่ยเหยาเหลือบมองนาง ก่อนตอบอย่างสงบนิ่ง
“หากมัวแต่เดินทีละขั้น เจ้าก็คงถูกผู้อื่นแซงไปเรื่อย ๆ”
หลานชิงอวี้พลันรู้สึกราวกับถูกแทงเข้ากลางอก
ฉึก!
เซียวซินเยวี่ยมองอาจารย์ของตนเองด้วยสีหน้าซับซ้อน
[ท่านอาจารย์ไม่ได้คิดจะเปิดโอกาสให้ผู้อื่นเลยแม้แต่น้อยสินะ...]
ยูรันยกมือห้าม ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังขึ้นเล็กน้อย
“เอาละ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านก็ควรรู้เอาไว้ก่อนว่าตอนนี้มีใครบ้าง”
เม่ยเหยาพยักหน้าอย่างตั้งใจ
ยูรันจึงเริ่มนับนิ้วทีละคน
“ไป๋หลิง หนานอวี้ ชิงอวี้ ท่าน แล้วก็หลานอิง”
“……”
สายตาของซูเม่ยเหยากับเซียวซินเยวี่ยหันไปทางหลานชิงอวี้พร้อมกัน
หลานชิงอวี้หน้าแดงก่ำ แต่ยังกอดแขนยูรันไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
“ขะ...ข้าเพิ่งสมหวังเมื่อคืนเจ้าค่ะ”
เซียวซินเยวี่ยแทบสำลักชา
“เมื่อคืน?!”
ยูรันพยักหน้า
“อืม พวกนางตกลงกันได้ ทุกอย่างก็จบ”
เม่ยเหยาครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนถามต่อ
“แล้วในบรรดาพวกนาง ผู้ใดเป็นภรรยาหลวง?”
“ไม่มี”
ยูรันตอบทันที
“ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่มีหลวง ไม่มีรอง และห้ามใช้อำนาจหรือตบะข่มกัน หากรับไม่ได้ก็จบกันตั้งแต่ตรงนี้”
ซูเม่ยเหยามองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มออกมา
“ข้ารับได้”
ยูรันพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
“ดี เช่นนั้นก็เหลือเพียงเรื่องเดียว”
“เรื่องใด?”
“ท่านต้องเตรียมใจเอาไว้หน่อย”
ยูรันเหลือบมองประตูราวกับมองเห็นเหตุการณ์ในอนาคต
“หากพวกนางรู้ว่าท่านจู่โจมรวดเร็วถึงเพียงนี้ ยอดเขาจันทราคงวุ่นวายไปอีกหลายวัน”
หลานชิงอวี้พยักหน้าอย่างจริงจัง
“โดยเฉพาะศิษย์พี่รองเจ้าค่ะ”
ซูเม่ยเหยายกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบนิ่ง
“ไม่เป็นไร ข้าเตรียมใจมาตั้งแต่เสนอเดิมพันแล้ว”
เซียวซินเยวี่ยมองอาจารย์ของตน ก่อนยกมือกุมหน้าผาก
[ท่านอาจารย์เตรียมใจจะไปเป็นภรรยาเขาตั้งแต่แรกแล้วต่างหาก...]
ซูเม่ยเหยาเหลือบมองเซียวซินเยวี่ยซึ่งนั่งเงียบมาตลอด ก่อนเอ่ยถามอย่างกะทันหัน
“แล้วเจ้าล่ะ?”
เซียวซินเยวี่ยชะงัก
“ข้าหรือเจ้าคะ?”
“ถูกใจศิษย์น้องผู้นี้หรือไม่?”
พรูด!
ยูรันพ่นชาออกมาอีกครั้ง ก่อนรีบวางถ้วยลงให้ห่างจากตัว
“ท่านกำลังหาแนวร่วมรึ?!”
เขามองอาจารย์กับศิษย์สลับกันด้วยความระแวง
“นี่จะไม่กลายเป็นการแบ่งฝ่ายกันหรือ? ฝ่ายตำหนักโอสถ ฝ่ายยอดเขาจันทรา แล้วก็ฝ่ายราชวงศ์อะไรทำนองนั้น?”
ซูเม่ยเหยายกมือปิดปากหัวเราะ
“เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว ข้าเพียงถามความรู้สึกของศิษย์ข้าเท่านั้น”
“นั่นแหละจุดเริ่มต้นของการตั้งฝ่ายเลย!”
ยูรันชี้นิ้วมาทางนาง
“เริ่มจากอาจารย์หนึ่งคน ศิษย์หนึ่งคน ต่อไปก็ชวนศิษย์คนอื่นเข้ามาเพิ่ม แล้วพวกท่านก็จะยึดห้องครัวกับห้องหลอมโอสถเป็นฐานที่มั่น!”
หลานชิงอวี้พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“มีเหตุผลเจ้าค่ะ ตำหนักโอสถได้เปรียบเรื่องยากับสมุนไพรมากเกินไป”
“……”
เซียวซินเยวี่ยหน้าแดงก่ำ รีบกล่าวขัดขึ้น
“เดี๋ยวก่อน! เหตุใดพวกเจ้าจึงพูดกันราวกับว่าข้าตอบตกลงไปแล้วเล่า?!”
ซูเม่ยเหยายิ้มมองศิษย์ของตน
“เช่นนั้นเจ้าก็ปฏิเสธเสียสิ”
“ขะ...ข้า...”
เซียวซินเยวี่ยอ้าปากอยู่หลายครั้ง แต่กลับไม่มีคำปฏิเสธหลุดออกมาแม้แต่คำเดียว
ยูรันมองเซียวซินเยวี่ยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลูบคางอย่างใช้ความคิด
“อืม ดูเหมือนศิษย์พี่สี่ของข้าจะใจง่ายยิ่งกว่าหลานอิงเสียอีกนะ”
เซียวซินเยวี่ยสะดุ้ง
“ขะ...ข้าไม่ได้ใจง่ายนะ!”
ยูรันชี้ไปทางกล่องโอสถในมือของซูเม่ยเหยา
“ข้าเพียงหลอมโอสถขยะ ๆ ออกมาสิบเม็ดเท่านั้น มันดีถึงเพียงนั้นเลยหรือ?”
“……”
ซูเม่ยเหยากับเซียวซินเยวี่ยมองเขาด้วยสีหน้าพูดไม่ออก
หลานชิงอวี้ถอนหายใจ ก่อนช่วยอธิบายอย่างเหนื่อยใจ
“ศิษย์พี่ยูเจ้าคะ นั่นคือโอสถระดับแปดสมบูรณ์แบบจำนวนสิบเม็ด แถมยังเรียกทัณฑ์สวรรค์ลงมาได้ด้วย”
“สำหรับคนอื่น เพียงเม็ดเดียวก็เพียงพอให้เอาชีวิตเข้าแลกแล้วเจ้าค่ะ”
ยูรันขมวดคิ้ว
“แต่ข้าหลอมครั้งแรกก็ได้สิบเม็ดแล้วนี่ แล้วมันจะมีค่าสักเท่าไรกัน?”
ฉึก!
คำพูดนั้นแทงเข้ากลางหัวใจของนักหลอมโอสถทั้งสองอย่างแม่นยำ
ซูเม่ยเหยาสูดลมหายใจลึก ก่อนถามเสียงเย็น
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าตลอดชีวิตของข้า ข้าเคยเห็นโอสถระดับแปดด้วยตาตนเองมากี่ครั้ง?”
“กี่ครั้ง?”
“ครั้งนี้เป็นครั้งแรก!”
ยูรันกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนหันไปมองเซียวซินเยวี่ย
“อ้อ เช่นนั้นศิษย์พี่สี่ก็ถูกใจข้าเพราะโอสถจริง ๆ สินะ”
เซียวซินเยวี่ยหน้าแดงจัด รีบโต้แย้งจนแทบกัดลิ้นตนเอง
“ไม่ใช่เพราะโอสถ!”
ภายในห้องเงียบลงทันที
ซูเม่ยเหยายกมุมปากขึ้น ส่วนหลานชิงอวี้หรี่ตามองนางอย่างระแวดระวัง
ยูรันเอียงคอเล็กน้อย
“ถ้าไม่ใช่เพราะโอสถ แล้วเป็นเพราะอะไร?”
“ขะ...ข้า...”
เซียวซินเยวี่ยนิ่งค้าง ก่อนยกมือปิดใบหน้าที่แดงก่ำของตนเอง
[เหตุใดข้าจึงต้องเผลอพูดออกไปด้วย!]