คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 186 เจ้าถามเพราะเป็นห่วงข้า หรือเพราะอยากตามไปด้วย7,415 ตัวอักษร

ตอนที่ 186 เจ้าถามเพราะเป็นห่วงข้า หรือเพราะอยากตามไปด้วย

ยูรันมองเซียวซินเยวี่ยซึ่งหน้าแดงจนแทบมีควันออกจากศีรษะ ก่อนโบกมือเลิกแกล้ง

“อืม เอาเถอะ แกล้งผู้อื่นมากเกินไปก็ไม่ดี”

เขาหันกลับไปมองโอสถในมือของซูเม่ยเหยา

“สรุปแล้วโอสถนั่นมีชื่อว่าอะไรนะ?”

ยูรันนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“อ้อ โอสถเกราะสวรรค์หนุนเต๋า...ชื่อโคตรปัญญาอ่อน”

“……”

ซูเม่ยเหยาคิ้วกระตุก แต่ยูรันยังคงอธิบายต่อไปโดยไม่สนใจ

“สรรพคุณของมันคือ หนึ่งเม็ดสามารถเพิ่มโอกาสทะลวงเข้าสู่ขอบเขตหลอมสุญญตาได้อย่างมาก และสร้างเกราะพลังช่วยต้านทัณฑ์สวรรค์หนึ่งขั้น ลดความเสียหายลงได้ประมาณครึ่งหนึ่ง”

“ส่วนผู้ที่มีตบะต่ำกว่านั้น ผลลัพธ์ก็จะยิ่งดีขึ้นตามลำดับ”

เขาเริ่มนับนิ้ว

“แปลงเทพใช้แล้วมีโอกาสทะลวงประมาณแปดส่วน วิญญาณทารกสามารถทะลวงสู่แปลงเทพได้โดยแทบไม่มีอันตราย ส่วนแก่นทองคำใช้เพียงครึ่งเม็ดก็ก่อกำเนิดวิญญาณทารกได้ทันที”

“หากอยู่ขอบเขตสร้างรากฐาน กินแค่หนึ่งในห้าส่วนก็สร้างแก่นทองคำไร้ตำหนิได้แล้ว”

“ส่วนหลอมรวมปราณ...กินเพียงหนึ่งในสิบส่วนก็ทะลวงเข้าสู่สร้างรากฐานได้ทันที รากฐานยังมั่นคงโดยไม่ต้องเสียเวลาขัดเกลา”

ภายในห้องเงียบกริบ

ซูเม่ยเหยาก้มมองโอสถทั้งเก้าเม็ดในมือ ก่อนรีบเก็บพวกมันเข้าช่องเก็บของด้วยความระมัดระวังยิ่งกว่าเดิม

เซียวซินเยวี่ยถามด้วยเสียงสั่น

“โอสถหนึ่งเม็ดสามารถสร้างผู้บำเพ็ญระดับสูงขึ้นมาได้หลายคนเช่นนี้ เจ้ากลับเรียกมันว่าขยะหรือ?”

“ใช่”

ยูรันตอบทันที

“สำหรับวิถีเดิมมันก็เป็นของดีอยู่หรอก แต่สำหรับพวกเราที่เดินบนเส้นทางดารา มันไม่มีประโยชน์เท่าไร”

“พวกเราต้องกลืนกินทัณฑ์สวรรค์เพื่อนำพลังไปหล่อเลี้ยงสายเลือดและกายเทพอยู่แล้ว หากกินโอสถเพื่อลดความรุนแรงของทัณฑ์สวรรค์ลงครึ่งหนึ่ง ก็เท่ากับว่าได้รับพลังน้อยลงครึ่งหนึ่งมิใช่หรือ?”

ยูรันยักไหล่

“ทั้งช่วยทะลวงคอขวดที่พวกเราแทบไม่มี และยังลดอาหารของกายเทพอีก”

“สำหรับพวกเราแล้ว มันก็เป็นขยะดี ๆ นี่เอง ข้าจึงไม่จำเป็นต้องสนใจมันมากนัก”

ซูเม่ยเหยานิ่งไปหลายอึดใจ ก่อนกล่าวออกมาช้า ๆ

“ขยะที่เจ้าว่า...เพียงเม็ดเดียวก็สามารถทำให้ตำหนักโอสถทั้งแห่งคลุ้มคลั่งได้แล้ว”

“อืม เพราะแบบนั้นมันถึงเหมาะเอาไว้ขายให้พวกชอบเสพยาไง”

ยูรันเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างสบายใจ

“สำหรับพวกเรา โอสถพวกนี้ก็มีไว้หลอกขายผู้อื่นเท่านั้นแหละ”

“ไม่ว่าจะเป็นระดับเก้า ระดับสิบ เมื่อรู้หลักการแล้วก็ไม่ได้ยากอะไร”

ซูเม่ยเหยากับเซียวซินเยวี่ยนิ่งค้างไปพร้อมกัน

“โอสถระดับสิบ...ไม่ได้ยาก?”

ยูรันพยักหน้า

“ใช่ พวกท่านเพียงต้องทำอาหารให้อร่อยเท่าข้าก่อน ทุกอย่างก็ง่ายแล้ว”

ซูเม่ยเหยากุมหน้าผาก

“การหลอมโอสถเกี่ยวอะไรกับการทำอาหาร?”

“เกี่ยวโดยตรงเลยต่างหาก”

ยูรันยกนิ้วขึ้นอธิบาย

“ไม่ว่าจะปรุงอาหารหรือหลอมโอสถ สิ่งที่ต้องทำก็เหมือนกัน คัดเลือกวัตถุดิบ ขจัดสิ่งเจือปน ควบคุมไฟ ดึงรสชาติหรือสรรพคุณออกมา แล้วทำให้ทุกอย่างประสานกันโดยไม่ขัดแย้ง”

“ความแตกต่างมีเพียงอย่างเดียว อาหารเน้นรสชาติกับการดูดซึม ส่วนโอสถเน้นผลของพลังยา”

เขาหยุดคิดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ

“อีกไม่นานคงเกิดวิถีแห่งการปรุงอาหารขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ เพราะสัตว์น้ำในบ่อเพาะเริ่มวิวัฒนาการ พวกมันไม่เพียงตัวใหญ่ขึ้น แต่ยังสามารถดูดซับและใช้พลังปราณได้แล้ว”

“เมื่อวัตถุดิบมีพลังปราณ หากนำมาปรุงด้วยวิธีธรรมดา พลังส่วนใหญ่ก็จะสลายไปพร้อมกับความร้อน”

“เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องมีวิธีปรุงซึ่งกักเก็บพลังเอาไว้ ขจัดส่วนที่เป็นอันตราย และช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ง่ายขึ้น”

ยูรันกางมือออก

“พอมองเช่นนี้ การปรุงอาหารกับการปรุงโอสถก็แทบไม่ต่างกันเลย”

ซูเม่ยเหยาครุ่นคิดตาม ก่อนสีหน้าจะค่อย ๆ เปลี่ยนไป

“หมายความว่าวิธีจัดเตรียมสมุนไพรเมื่อครู่ เจ้าประยุกต์มาจากการทำอาหารหรือ?”

“ถูกต้อง”

“แล้วสูตรโอสถระดับแปด...”

“ข้าก็มองมันเป็นสูตรอาหารที่เขียนได้ห่วยมาก จึงแก้ใหม่ทั้งหมด”

ฉึก!

สองอาจารย์ศิษย์แห่งตำหนักโอสถรู้สึกราวกับหัวใจถูกแทงพร้อมกัน

หลานชิงอวี้กลับพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“มิน่าอาหารของศิษย์พี่ถึงช่วยฟื้นฟูพลังและเพิ่มตบะได้ตลอด ที่แท้ท่านก็ปรุงมันเหมือนโอสถอยู่แล้ว”

ยูรันส่ายหน้า

“กลับกันต่างหาก”

“ข้าหลอมโอสถเหมือนกำลังทำอาหาร”

“……”

เขายกมือขึ้นนวดหว่างคิ้ว พลางบ่นด้วยความหงุดหงิด

“แถมการหลอมโอสถยังน่ารำคาญอีกต่างหาก”

“ตอนใกล้สำเร็จก็ดันมีแสงห่าอะไรไม่รู้ระเบิดออกมา แยงตาชิบหาย ขนาดข้าตาบอดแล้วยังต้องยกมือขึ้นปิด”

ยูรันถอนหายใจยาว

“ข้าละเกลียดวิถีโอสถจริง ๆ”

“แต่หลัก ๆ แล้ว ข้าเกลียดพวกชอบเสพยามากกว่า”

“……”

ซูเม่ยเหยาหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วพยายามเตือนตนเองซ้ำ ๆ

[ใจเย็นเอาไว้...]

[เขากำลังจะเป็นสามีของข้า...]

[ห้ามทุบตีเขาตั้งแต่วันแรก...]

เซียวซินเยวี่ยมองยูรันด้วยสีหน้าพูดไม่ออก

“เจ้ากำลังกล่าวดูถูกวิถีโอสถอยู่กลางตำหนักโอสถ ต่อหน้าผู้อาวุโสผู้เชี่ยวชาญด้านโอสถเชียวนะ”

ยูรันพยักหน้าอย่างไม่สะทกสะท้าน

“อืม หากเม่ยเหยาสามารถหลอมโอสถระดับแปดสมบูรณ์แบบออกมาได้สิบเม็ดเหมือนข้า แล้วขึ้นไปรับทัณฑ์สวรรค์โง่ ๆ นั่นได้โดยไม่มีบาดแผลเหมือนกัน ข้าจะไม่พูดอะไรอีกเลย”

ฉึก!

คำพูดของเขาแทงเข้าใส่ซูเม่ยเหยาอย่างแม่นยำ

นางยกมือขึ้นกุมหน้าอก สีหน้าเต็มไปด้วยความคับข้องใจ แต่ใบหูกลับแดงระเรื่อเพราะเขาเรียกชื่อนางอย่างเป็นธรรมชาติ

[เหตุใดข้าจึงรู้สึกทั้งเขินทั้งอยากทุบตีเขาในเวลาเดียวกัน?!]

เซียวซินเยวี่ยอ้าปากเหมือนอยากโต้แย้งแทนอาจารย์ ทว่านึกถึงโอสถระดับแปดจำนวนสิบเม็ดกับภาพที่ยูรันยืนรับทัณฑ์สวรรค์ได้อย่างสบาย ๆ แล้วกลับพูดไม่ออก

หลานชิงอวี้ถอนหายใจ ก่อนตบบ่าซูเม่ยเหยาเบา ๆ

“ทำใจเถอะเจ้าค่ะ”

“พวกข้าเองก็ถูกศิษย์พี่แทงใจดำเช่นนี้ทุกวัน”

ซูเม่ยเหยากัดฟันถาม

“เจ้าพูดกับผู้ที่กำลังจะเป็นภรรยาด้วยถ้อยคำอ่อนโยนกว่านี้ไม่ได้หรือ?”

ยูรันเอียงคอ

“ข้าก็เรียกท่านว่าเม่ยเหยาแล้วมิใช่หรือ?”

ฉึก!

คราวนี้ไม่รู้ว่าถูกแทงซ้ำ หรือถูกจู่โจมเข้ากลางหัวใจกันแน่ ซูเม่ยเหยาจึงได้แต่นั่งนิ่ง หน้าแดง และหาคำตอบไม่พบอยู่เช่นนั้น

ยูรันเงียบลงเล็กน้อย ก่อนมองซูเม่ยเหยาด้วยสีหน้าจริงจังกว่าเดิม

“มีเรื่องหนึ่งที่ข้าจะสอนเจ้าในฐานะสามี”

ซูเม่ยเหยาชะงัก ความขุ่นเคืองเมื่อครู่ค่อย ๆ จางหายไป ก่อนตั้งใจฟัง

“ความเป็นจริงนั้นโหดร้ายเสมอ”

“มีเพียงคนฉลาดเท่านั้นที่สามารถยอมรับมัน แม้ความจริงนั้นจะทำให้เจ็บปวด แล้วก้าวเดินต่อไปเพื่อแก้ไขสิ่งที่ตนยังขาด”

ยูรันเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบา ๆ

“ส่วนคนโง่มักปฏิเสธทุกสิ่งที่ขัดกับความเชื่อของตน พยายามหาข้ออ้างปกป้องศักดิ์ศรี แล้วหยุดอยู่ที่เดิมตลอดไป”

“และข้าเกลียดคนโง่ที่สุด”

ภายในห้องเงียบลงทันที

ยูรันเหลือบมองกล่องโอสถซึ่งซูเม่ยเหยาเก็บเอาไว้

“หากวิถีโอสถมีข้อบกพร่อง ก็ยอมรับว่ามันมีข้อบกพร่อง หากวิธีของข้าดีกว่า ก็เรียนรู้มันแล้วทำให้ดีกว่าข้าเสีย”

“เจ้าจะโกรธ จะไม่พอใจ หรือจะทุบตีข้าสักสองสามครั้งก็ได้ ข้าไม่ถือ”

“แต่อย่าหลอกตัวเองเพียงเพราะคำพูดของข้าทำร้ายศักดิ์ศรีเจ้า”

ซูเม่ยเหยามองเขาเงียบ ๆ อยู่หลายอึดใจ ก่อนถามขึ้น

“แล้วเจ้าคิดว่าข้าเป็นคนฉลาดหรือคนโง่?”

ยูรันยักไหล่

“ยังไม่รู้”

“ต้องดูว่าเจ้าจะนำสิ่งที่เห็นวันนี้ไปเปลี่ยนแปลงตัวเอง หรือเพียงเก็บโอสถเก้าเม็ดไว้แล้วหลงดีใจกับมัน”

ซูเม่ยเหยาสูดลมหายใจลึก ก่อนพยักหน้าช้า ๆ

“ข้าเข้าใจแล้ว”

ยูรันยิ้มออกมาเล็กน้อย

“อืม เช่นนี้ค่อยสมกับเป็นภรรยาของข้าหน่อย”

ยูรันตบมือเบา ๆ เป็นสัญญาณจบการสนทนา

“เอาละ ถ้าเช่นนั้นก็เริ่มฝึกกันได้แล้ว”

เขาหันไปทางหลานชิงอวี้

“ชิงอวี้ เจ้าเป็นคนสอน ระหว่างนั้นก็ฝึกของตนเองไปด้วย พยายามยกระดับทั้งสองวิชาให้ถึงระดับสาม จะได้เริ่มหลอมรวมเป็นเทพนภาเหิน”

หลานชิงอวี้ชี้หน้าตนเองอย่างไม่มั่นใจ

“ให้ข้าสอนผู้อาวุโสซูกับศิษย์พี่สี่หรือเจ้าคะ?”

“ใช่สิ ส่วนข้าจะไปนอนรอ”

“ส่วนอาหาร ข้าจะทำให้ครบทุกมื้อเหมือนเดิม หากอยากดูดวงดาวหรืออยากทำสิ่งใดก็มาบอกข้าได้”

เขาหันไปมองซูเม่ยเหยา ก่อนกล่าวด้วยท่าทีสบาย ๆ

“ส่วนเรื่องคืนนี้ พวกเจ้าคุยกันเองแล้วกัน ข้าไม่ได้สนใจมากนัก เจ้าจะมาหรือไม่มาก็ได้”

“ในเมื่อเจ้าตกลงแล้ว จะเป็นวันนี้หรือวันอื่นก็ไม่ต่างกัน”

ซูเม่ยเหยานิ่งค้างไปเล็กน้อย นางไม่คิดว่าเขาจะไม่เร่งรัดหรือใช้การเดิมพันบังคับตนแม้แต่น้อย

ยูรันโบกมือลา

“ข้าไปละ”

พรึ่บ!

ร่างของเขาหายวับไปจากห้อง และไปปรากฏตัวบนเตียงภายในห้องรับรองทันที

เซียวซินเยวี่ยมองตำแหน่งที่เขาเคยยืน ก่อนหันมาหาอาจารย์ของตนอย่างช้า ๆ

“ท่านอาจารย์...คืนนี้ท่านจะไปจริงหรือเจ้าคะ?”

ซูเม่ยเหยาหลี่ตามองศิษย์ตนเอง

“เจ้าถามเพราะเป็นห่วงข้า หรือเพราะอยากตามไปด้วย?”

“ทะ...ท่านอาจารย์!”

หลานชิงอวี้ถอนหายใจ ก่อนเดินออกไปด้านนอก

“คุยกันให้เสร็จเร็ว ๆ นะเจ้าคะ ข้าจะรอสอนอยู่ที่ลานฝึก”

“ส่วนคืนนี้...พวกท่านตกลงกันเอง ข้าไม่เกี่ยว!”