คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 187 เจ้าจะยืนมองอยู่ตรงนั้นจนถึงเช้าหรือ7,874 ตัวอักษร

ตอนที่ 187 เจ้าจะยืนมองอยู่ตรงนั้นจนถึงเช้าหรือ

หลานชิงอวี้ใช้เวลาอธิบายหลักการของก้าวพริบตากับเหยียบเวหาอย่างละเอียด

ซูเม่ยเหยากับเซียวซินเยวี่ยฟังอยู่พักใหญ่ ต่างรู้สึกว่าหลักการเหล่านี้เรียบง่ายและสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง

“ก้าวให้ได้ระยะทางมากที่สุด โดยก้าวให้น้อยที่สุด”

“เหยียบทุกแห่งให้เสมือนกำลังเหยียบอยู่บนพื้น”

ซูเม่ยเหยาพยักหน้า

“ฟังดูไม่ยากเท่าไร”

เซียวซินเยวี่ยเองก็เห็นด้วย

“เพียงกำหนดจุดหมาย แล้วควบคุมปราณให้ถูกต้องเท่านั้นมิใช่หรือเจ้าคะ?”

หลานชิงอวี้มองทั้งสองคน ก่อนถอยห่างออกมาอย่างเงียบ ๆ

“เช่นนั้นลองดูเลยเจ้าค่ะ”

ซูเม่ยเหยาก้าวออกไปเป็นคนแรก

พรึ่บ!

ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

นางยังคงยืนอยู่ที่เดิม เท้าข้างหนึ่งยื่นออกไปด้านหน้าเหมือนกำลังก้าวเดินตามปกติ

“……”

หลานชิงอวี้เม้มริมฝีปาก พยายามกลั้นหัวเราะสุดกำลัง แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหว

“คิก...ฮ่า ๆ ๆ ๆ!”

ซูเม่ยเหยาหันขวับมามองทันที

“เจ้าหัวเราะอะไร?”

“ขะ...ข้าเปล่านะเจ้าคะ เพียงนึกถึงตอนที่ตัวเองเริ่มฝึกเท่านั้น”

“โกหกให้แนบเนียนกว่านี้หน่อย!”

เซียวซินเยวี่ยยกมือปิดปากกลั้นขำ ก่อนเป็นฝ่ายทดลองบ้าง

นางตั้งสมาธิ กำหนดจุดหมายซึ่งอยู่ห่างออกไปสิบก้าว แล้วถ่ายปราณลงสู่ฝ่าเท้าตามที่หลานชิงอวี้อธิบาย

พรึ่บ!

ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเช่นเดิม

เซียวซินเยวี่ยก้มมองเท้าของตนเองด้วยสีหน้าว่างเปล่า

“เหตุใดจึงไม่ได้?”

หลานชิงอวี้เดินวนรอบตัวนางอย่างผู้เชี่ยวชาญ ก่อนพยักหน้าช้า ๆ

“เพราะท่านยังยึดติดกับวิธีเดินแบบเดิมเจ้าค่ะ ท่านต้องก้าวออกไป แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่คิดว่าตนกำลังก้าว”

สองอาจารย์ศิษย์นิ่งค้างพร้อมกัน

“ต้องก้าว แต่ห้ามคิดว่ากำลังก้าว?”

“เจ้าฟังสิ่งที่ตนเองพูดรู้เรื่องหรือไม่?”

หลานชิงอวี้พยักหน้าอย่างจริงจัง

“รู้เรื่องเจ้าค่ะ ตอนศิษย์พี่ยูสอนข้า เขาก็พูดประมาณนี้”

ยูรันหากเขาได้เข้า คงคิดในใจ ข้าไปพูดตอนไหนกัน

“……”

ซูเม่ยเหยากับเซียวซินเยวี่ยมองหน้ากัน ก่อนความคิดเดียวกันจะปรากฏขึ้นภายในใจ

[แม่งโคตรยาก!]

ยามดึก ภายในห้องของซูเม่ยเหยา

สองอาจารย์ศิษย์นั่งเผชิญหน้ากันอยู่ข้างโต๊ะ แม้การฝึกจะจบลงนานแล้ว แต่กลับไม่มีผู้ใดเอ่ยปากถึงเรื่องสำคัญเสียที

เซียวซินเยวี่ยเหลือบมองท้องฟ้านอกหน้าต่าง ก่อนเป็นฝ่ายทำลายความเงียบ

“ท่านอาจารย์...ดึกมากแล้วนะเจ้าคะ”

ซูเม่ยเหยายกถ้วยชาขึ้นจิบ

“อืม ข้ารู้”

“แล้วท่านจะไปหรือไม่?”

มือของซูเม่ยเหยาหยุดชะงักเล็กน้อย ก่อนวางถ้วยชาลง

“ไป”

เซียวซินเยวี่ยเบิกตากว้าง

“ท่านตัดสินใจง่ายถึงเพียงนี้เลยหรือเจ้าคะ?”

“ข้าเป็นผู้เสนอเดิมพันเอง หากไม่ไปเสียตอนนี้ วันหน้าข้าจะเอาหน้าไปพบเขาได้อย่างไร?”

“แต่เขาก็บอกแล้วว่าจะไปหรือไม่ก็ได้มิใช่หรือเจ้าคะ?”

ซูเม่ยเหยามองศิษย์ของตน ก่อนยกมุมปากขึ้น

“นั่นยิ่งเป็นเหตุผลให้ข้าควรไป เขาเปิดโอกาสให้ข้าถอยโดยไม่บังคับแม้แต่น้อย ข้าจะปล่อยบุรุษเช่นนี้หลุดมือไปเพื่ออะไร?”

เซียวซินเยวี่ยก้มหน้าลง ปลายนิ้วเขี่ยขอบถ้วยชาไปมา

“แล้ว...เหตุใดท่านจึงถามว่าข้าถูกใจเขาหรือไม่ด้วยเล่า?”

ซูเม่ยเหยาหลี่ตามองศิษย์ของตน

“อย่าคิดว่าข้ามองไม่ออก”

“แม้เด็กคนนั้นจะบ้า ๆ บอ ๆ ปากร้าย และคร้านจะสนใจสิ่งใด แต่ลองดูเรื่องทั้งหมดที่เขาทำเอาไว้สิ”

“ทั้งช่วยเหลือผู้คน ถ่ายทอดวิชาโดยไม่หวงแหน สร้างเส้นทางบำเพ็ญใหม่ หลอมโอสถระดับแปด แล้วรับทัณฑ์สวรรค์แทนโอสถโดยไม่ลังเล”

“ต่อให้ตัวเขาไม่เห็นว่าสิ่งเหล่านั้นพิเศษ สตรีที่อยู่รอบกายเขาจะไม่หวั่นไหวได้อย่างไร?”

เซียวซินเยวี่ยก้มหน้าต่ำกว่าเดิม ใบหูค่อย ๆ แดงขึ้น

ซูเม่ยเหยากล่าวต่อ

“และจากนิสัยของเขา ต่อให้มีสตรีมาชอบมากเพียงใด เขาก็คงไม่เป็นฝ่ายเริ่มก่อน”

“แต่หากอีกฝ่ายตัดสินใจแอบย่องเข้าไปถึงในห้อง เขาก็คงไม่ปฏิเสธเช่นกัน”

เซียวซินเยวี่ยเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย

“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าเคยมีคนแอบเข้าไปหาเขา?”

“เดาได้ไม่ยาก”

ซูเม่ยเหยายกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบนิ่ง

“คนแรกคงเป็นหนานอวี้อย่างแน่นอน”

“นางคงได้ยินเรื่องการแต่งงานระหว่างเขากับไป๋หลิง แล้วรู้สึกว่าหากยังมัวแต่นิ่งเฉย ตนเองจะไม่มีวันได้สิ่งที่ต้องการ จึงตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง”

“แล้วจากนั้นเล่า?”

“เมื่อมีคนแรก คนต่อไปก็ย่อมไม่อยากยอมแพ้”

ซูเม่ยเหยาวางถ้วยชาลง ก่อนมองไปทางห้องรับรองของยูรัน

“ข้าเองก็เหมือนกัน”

“หากยังมัวแต่รอให้เขาเป็นฝ่ายหันมามอง ไม่รู้ต้องรอไปถึงเมื่อใด เพราะเขาแทบไม่สนใจสิ่งใดอยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องสตรี”

นางหันกลับมามองเซียวซินเยวี่ย

“เจ้าไม่สังเกตหรือ? ภายในตำหนักโอสถมีสาวงามตั้งมากมาย แต่เขาไม่เคยชายตามองผู้ใดเลยแม้แต่น้อย”

“ข้าสังเกตเรื่องนี้ตั้งแต่อยู่ในแดนลับแล้ว เขาไม่เคยมองสตรีด้วยสายตาหื่นกระหายเหมือนบุรุษทั่วไป”

“สำหรับเขา สตรีก็คือคนผู้หนึ่งซึ่งสมควรได้รับการให้เกียรติและทะนุถนอม ไม่ใช่สิ่งของที่มีไว้ตอบสนองความต้องการ”

ซูเม่ยเหยานิ่งไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ

“เขาไม่พูดจาแทะโลม ไม่ฉวยโอกาสแตะต้อง และไม่เคยใช้อำนาจบังคับผู้ใด”

“ดูจากทุกเรื่องที่เขาพูดกับพวกเราในวันนี้สิ แม้บางคำจะฟังดูหยิ่งผยองและน่าหมั่นไส้ แต่ล้วนเป็นความจริงที่ออกมาจากใจ”

“ไม่เช่นนั้นก็เพียงปากไวเกินไปเท่านั้นเอง”

เซียวซินเยวี่ยครุ่นคิดตาม ก่อนพบว่านางไม่อาจโต้แย้งได้เลย

แม้ยูรันจะพูดจาชวนให้ผู้อื่นโมโหอยู่เสมอ แต่สายตาและการกระทำของเขากลับไม่เคยทำให้นางรู้สึกถูกดูหมิ่นแม้แต่ครั้งเดียว

“เช่นนั้น...ท่านสนใจเขามาตั้งแต่อยู่ในแดนลับแล้วหรือเจ้าคะ?”

ซูเม่ยเหยายิ้มเล็กน้อย

“ตอนนั้นเพียงรู้สึกสนใจ”

“แต่หลังได้เห็นเรื่องทั้งหมดในวันนี้ ข้าก็แน่ใจว่าหากปล่อยให้เขาหลุดมือไป ข้าคงต้องเสียใจภายหลัง”

ซูเม่ยเหยามองศิษย์ของตนด้วยแววตารู้ทัน

“ข้าอยู่กับเจ้ามานานเพียงใดแล้ว คิดหรือว่าจะปิดบังข้าได้?”

“ตั้งแต่เจ้าพบเขาที่หน้าประตูและเห็นเขายืนรออยู่ตรงนั้น เจ้าก็ตกหลุมรักเขาไปแล้ว”

เซียวซินเยวี่ยหน้าแดงวาบ

“ขะ...ข้าเพียงรู้สึกสนใจเท่านั้น!”

“สนใจจนแอบมองเขาตลอดทาง สนใจจนเมื่อครู่ไม่อาจกล่าวปฏิเสธออกมาได้แม้แต่คำเดียว?”

เซียวซินเยวี่ยอ้าปากพยายามโต้แย้งอยู่หลายครั้ง แต่กลับหาคำพูดไม่พบ

ซูเม่ยเหยายกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างผู้ชนะ

“เจ้าอาจหลอกตนเองได้ แต่หลอกข้าไม่ได้หรอก”

เซียวซินเยวี่ยนิ่งเงียบอยู่นาน ก่อนเงยหน้าขึ้นอย่างช้า ๆ

“ถ้าข้าไป...ท่านอาจารย์จะไม่ว่าอะไรจริงหรือเจ้าคะ?”

ซูเม่ยเหยายิ้มออกมา

“ข้าเป็นคนชวนเจ้าเอง แล้วจะว่าอะไรได้เล่า?”

หลังตัดสินใจได้แล้ว สองอาจารย์ศิษย์ก็ออกจากห้องและเดินตรงไปยังห้องรับรองของยูรัน

ตลอดทาง เซียวซินเยวี่ยก้มหน้าเงียบ ไม่กล้าสบตาผู้ใด ส่วนซูเม่ยเหยายังคงสงบนิ่งราวกับกำลังเดินไปสนทนาเรื่องโอสถตามปกติ

ไม่นานทั้งสองก็มาหยุดอยู่หน้าประตู

ซูเม่ยเหยาหันมามองศิษย์ของตนเป็นครั้งสุดท้าย

“จะกลับตอนนี้ก็ยังทันนะ”

เซียวซินเยวี่ยกำชายเสื้อแน่น ก่อนส่ายหน้า

“มาถึงหน้าห้องแล้ว หากกลับไปตอนนี้ ข้าคงไม่กล้ากลับมาอีก”

“อืม เช่นนั้นก็ดี”

ก๊อก ๆ ๆ

ซูเม่ยเหยาเคาะประตู ทว่าภายในห้องกลับเงียบสนิท

นางรออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเคาะแรงกว่าเดิม

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

เสียงบางอย่างตกกระแทกพื้นดังตุบ ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าลากไปมาอย่างเชื่องช้า

“มาแล้ว ๆ”

ประตูค่อย ๆ เปิดออก

ยูรันยืนอยู่ด้านในด้วยสภาพงัวเงีย เส้นผมยุ่งเหยิง เสื้อคลุมหลวมจนเกือบหลุดจากหัวไหล่ ดวงตาซึ่งมองไม่เห็นหรี่ลงราวกับยังลืมไม่ขึ้น

เขายืนพิงกรอบประตูอยู่ครู่หนึ่ง

“ใคร?”

ซูเม่ยเหยาคิ้วกระตุก

“เจ้าเพิ่งบอกให้พวกเราคุยกันเองเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน ตอนนี้กลับจำไม่ได้แล้วหรือ?”

“อ๋อ โทษทีๆ เข้ามาสิ”

กล่าวจบ ยูรันก็เดินโซเซกลับไปถึงเตียง ทิ้งตัวลงนอน แล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวทันที

ซูเม่ยเหยากับเซียวซินเยวี่ยยืนมองเขาเงียบ ๆ

ผ่านไปเพียงไม่กี่อึดใจ เสียงลมหายใจสม่ำเสมอก็ดังขึ้นอีกครั้ง

เซียวซินเยวี่ยหันมาถามอาจารย์เสียงเบา

“เขา...หลับต่อแล้วหรือเจ้าคะ?”

ซูเม่ยเหยาหลับตาลง ก่อนยกมือกุมหน้าผาก

“อืม ดูเหมือนพวกเราต้องเป็นฝ่ายเริ่มจริง ๆ เสียแล้ว”

ซูเม่ยเหยาปิดประตู ก่อนหันกลับมามองศิษย์ของตน

“เริ่มเลย”

เซียวซินเยวี่ยสะดุ้ง ใบหน้าแดงขึ้นมาทันที

“ระ...เริ่มอย่างไรหรือเจ้าคะ?”

ซูเม่ยเหยาชะงักไปเล็กน้อย

“ข้าก็ไม่รู้”

“ท่านไม่รู้แล้วบอกให้ข้าเริ่มหรือ?!”

“แล้วข้าจะรู้ได้อย่างไรเล่า ทั้งเจ้าและข้าต่างก็เป็นครั้งแรก!”

สองอาจารย์ศิษย์ยืนมองหน้ากันอยู่กลางห้อง ไม่มีผู้ใดยอมขยับก่อน

สุดท้ายซูเม่ยเหยาก็สูดลมหายใจลึก

“อืม ข้าจะลองเอง”

นางสะบัดมือกางม่านกั้นเสียงครอบคลุมทั่วห้อง ก่อนเดินไปหยุดข้างเตียง แล้วโน้มตัวลงจูบยูรันเบา ๆ

“ตื่นได้แล้ว”

ยูรันขยับตัวอย่างงัวเงีย

“ตื่นแล้—”

ยังไม่ทันพูดจบ ซูเม่ยเหยาก็จูบเขาอีกครั้ง คราวนี้ไม่เปิดโอกาสให้กล่าวสิ่งใดต่อ

นางดีดนิ้วดับแสงภายในห้อง ก่อนค่อย ๆ ปลดเสื้อคลุมออก แล้วปีนขึ้นไปบนเตียง

เซียวซินเยวี่ยยืนมองอยู่ไม่ไกล ใบหน้าแดงก่ำจนแทบมีควันออกจากศีรษะ แม้นางจะเตรียมใจมาแล้ว แต่เมื่อเห็นอาจารย์ลงมือจริงกลับไม่กล้าขยับแม้แต่ก้าวเดียว

เวลาผ่านไปพักใหญ่ เสียงของซูเม่ยเหยาจึงดังออกมาจากความมืด

“เจ้าจะยืนมองอยู่ตรงนั้นจนถึงเช้าหรือ?”

“ขะ...ข้า...”

“มานี่เสียที”

ซูเม่ยเหยาเอื้อมมือออกไป คว้าข้อมือศิษย์ของตนแล้วดึงเข้ามาใกล้

เซียวซินเยวี่ยส่งเสียงตกใจ ก่อนร่างจะหายเข้าไปหลังม่านเตียง

ม่านกั้นเสียงสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนทุกสิ่งภายในห้องจะถูกความมืดกลืนหายไป

ภาพตัดไปยังรุ่งเช้า