ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 188 อย่างน้อยข้าก็ต้องมีภรรยาสักร้อยคนสิ
แสงอรุณส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาภายในห้อง
ซูเม่ยเหยาค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ก่อนความปวดระบมทั่วร่างจะทำให้นางขมวดคิ้ว
ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนค่อย ๆ ไหลย้อนกลับเข้ามาในความทรงจำ ตั้งแต่ตอนที่นางเป็นฝ่ายจูบปลุกยูรัน ไปจนถึงหลังจากเซียวซินเยวี่ยถูกดึงเข้ามาร่วมด้วย
ใบหน้าของนางพลันแดงก่ำ
[น่าอายชะมัด...]
[ไม่คิดเลยว่าเด็กคนนี้จะป่าเถื่อนถึงเพียงนั้น แถมยังไม่รู้จักยั้งมือเลยสักนิด!]
อีกด้านหนึ่ง เซียวซินเยวี่ยเองก็ตื่นขึ้นมาแล้วเช่นกัน นางนอนนิ่งอยู่ใต้ผ้าห่ม ไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย
[เมื่อคืนข้าทำอะไรลงไปบ้าง...]
[แถมยังทำต่อหน้าท่านอาจารย์อีก!]
เมื่อสองอาจารย์ศิษย์สบตากัน ใบหน้าของทั้งคู่ก็แดงขึ้นพร้อมกัน
เซียวซินเยวี่ยรีบดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดหน้า
“ท่านอาจารย์ ห้ามพูดถึงเรื่องเมื่อคืนเด็ดขาดนะเจ้าคะ!”
ซูเม่ยเหยากระแอมเบา ๆ
“อืม ข้าเองก็ไม่คิดจะพูด”
“โดยเฉพาะเรื่องที่ข้า...”
“ข้าบอกว่าอย่าพูดอย่างไรเล่า!”
เสียงของยูรันดังมาจากนอกห้องพอดี
“ตื่นแล้วก็รีบแต่งตัว ข้าทำอาหารเช้าเสร็จแล้ว”
ทั้งสองชะงัก ก่อนมองเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายอยู่รอบเตียง
[น่าอายกว่าเดิมอีก!]
หลังจากวันนั้น กิจวัตรภายในตำหนักโอสถก็วนเวียนซ้ำไปมาอย่างเรียบง่าย
กินอาหารเช้า ฝึกก้าวพริบตาและเหยียบเวหา กินอาหารกลางวัน แล้วกลับไปฝึกต่อจนถึงเย็น
ส่วนยามค่ำคืน หลานชิงอวี้ ซูเม่ยเหยา และเซียวซินเยวี่ยก็ผลัดกันแวะไปหายูรัน บางคืนทั้งสามคนปรากฏตัวพร้อมกัน บางคืนเป็นซูเม่ยเหยากับหลานชิงอวี้ ส่วนบางคืนก็เปลี่ยนเป็นหลานชิงอวี้กับเซียวซินเยวี่ย สลับกันไปเช่นนี้ตลอดหลายวัน
แต่ไม่ว่าจะไปกันกี่คน เช้าวันต่อมาพวกนางล้วนกลับออกมาด้วยท่าทางเหนื่อยล้าไม่ต่างกัน
ดูเหมือนผู้ที่ไม่เคยขาดเลยสักคืนจะมีเพียงหลานชิงอวี้เท่านั้น
หลานชิงอวี้รับหน้าที่สอนวิชาอย่างเต็มกำลัง ระหว่างนั้นนางก็ฝึกควบคุมพลังของตนเองไปด้วย ทำให้ทั้งก้าวพริบตาและเหยียบเวหาพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว
ส่วนยูรันแทบไม่มีสิ่งใดให้ทำ
เขาใช้เวลาเดินสำรวจสวนสมุนไพร จดจำพืชที่ตนยังไม่มี แล้วสนทนากับซูเม่ยเหยาและเซียวซินเยวี่ยเรื่องการปรับปรุงสูตรโอสถพอเป็นพิธี
เมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงวันที่ห้า ยูรันก็เริ่มเก็บข้าวของเตรียมเดินทางกลับ
ซูเม่ยเหยามองเขาด้วยความสงสัย
“เดิมทีเจ้าไม่ได้บอกว่าจะอยู่ที่นี่เจ็ดวันหรือ?”
“ตอนแรกคิดว่าต้องใช้เวลานานกว่านี้ แต่เรื่องที่ต้องทำก็เสร็จหมดแล้ว”
เซียวซินเยวี่ยถามเสียงเบา
“เช่นนั้นเจ้าจะกลับมาอีกเมื่อใด?”
ยูรันครุ่นคิดเล็กน้อย
“อืม ยังไม่แน่ใจ เพราะข้ายังมีภารกิจอื่นต้องทำอีก”
“แต่ไม่ใช่ว่าท่านต้องกลับสำนักเมฆาจันทร์ตอนงานประลองระหว่างสำนักอยู่แล้วหรือ?”
เซียวซินเยวี่ยชะงัก ก่อนเบิกตากว้าง
“เอ๊ะ จริงด้วย!”
“ข้าลืมไปเลยว่าต้องกลับไปร่วมงานประลอง หลังจากนั้นข้าก็อยู่บนยอดเขาจันทราต่อได้เลยนี่นา”
ยูรันพยักหน้า ก่อนหันไปทางซูเม่ยเหยา
“แล้วเจ้าล่ะ เม่ยเหยา?”
ซูเม่ยเหยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“อืม...ข้าอาจย้ายไปอยู่กับเจ้าเลยก็ได้”
หลานชิงอวี้ถอนหายใจยาว ก่อนยกมือกุมหน้าผาก
“เฮ้อ เผลอเพียงไม่กี่วัน ข้าก็มีพี่หญิงเพิ่มขึ้นมาอีกสองคนแล้ว”
นางมองซูเม่ยเหยากับเซียวซินเยวี่ยสลับกัน ก่อนพึมพำอย่างหมดแรง
“หากคนบนยอดเขารู้เรื่องนี้เข้า ต้องเปิดศึกกันอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”
ซูเม่ยเหยาเลิกคิ้ว
“สถานการณ์รุนแรงถึงเพียงนั้นเลยหรือ?”
“ศิษย์พี่รองอาจไม่พูดอะไรในตอนแรกเจ้าค่ะ”
หลานชิงอวี้หยุดไปเล็กน้อย
“แต่นางจะหลี่ตามองพวกท่าน จากนั้นก็เริ่มคิดว่าจะจับผู้ใดมัดก่อน”
“……”
เซียวซินเยวี่ยกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก
ยูรันกลับโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“ไม่เป็นไร ขอเพียงไม่ฆ่ากันเองก็พอ”
หลานชิงอวี้หันขวับไปมองเขา
“คำพูดนั้นไม่ได้ช่วยให้สบายใจขึ้นเลยนะเจ้าคะ!”
ซูเม่ยเหยาเลิกคิ้ว
“สถานการณ์รุนแรงถึงเพียงนั้นเลยหรือ?”
หลานชิงอวี้พยักหน้าอย่างจริงจัง
“ตอนแรกศิษย์พี่สามแอบกินคนเดียว แถมยังขโมยครั้งแรกของศิษย์พี่ยูไปด้วยเจ้าค่ะ”
ซูเม่ยเหยากับเซียวซินเยวี่ยหันไปมองยูรันพร้อมกัน
ยูรันยักไหล่
“นางแอบย่องเข้ามาในห้องข้าเอง”
หลานชิงอวี้กล่าวต่อ
“พอศิษย์พี่รองจับได้ นางก็โมโหมาก จึงลงโทษด้วยการจับศิษย์พี่สามมัดเอาไว้ แล้วบังคับให้นั่งดูนางกับศิษย์พี่ยูร่วมรักกัน”
บรรยากาศภายในห้องเงียบลงทันที
เซียวซินเยวี่ยหน้าแดงก่ำ ขณะที่ซูเม่ยเหยานิ่งคิดตามอย่างจริงจัง
“แล้วหลังจากนั้นเป็นอย่างไร?”
“ศิษย์พี่สามเกือบใจแตกเจ้าค่ะ”
หลานชิงอวี้ถอนหายใจ
“นางทำได้เพียงนั่งมองทั้งสองคนอยู่ตั้งนาน จะเข้าร่วมก็ไม่ได้ จะหนีก็ไม่ได้ ไฟในกายลุกจนแทบควบคุมไม่อยู่”
เซียวซินเยวี่ยยกมือปิดใบหน้า
“เหตุใดเจ้าจึงเล่าเรื่องเช่นนี้ได้อย่างสงบนิ่งนัก?”
“เพราะข้าเกือบถูกจับมัดเหมือนกันเจ้าค่ะ”
“……”
ซูเม่ยเหยาพยักหน้าช้า ๆ
“อืม ดูเหมือนข้าต้องเตรียมตัวรับมือไป๋หลิงเอาไว้จริง ๆ”
ยูรันรีบโบกมือห้าม
“เอาน่า ๆ เรื่องนั้นเรียบร้อยไปแล้ว นางไม่จับใครมัดแล้ว พวกเจ้าจะกังวลไปทำไม?”
หลานชิงอวี้หลี่ตามองเขา
“ศิษย์พี่แน่ใจหรือเจ้าคะ?”
“แน่ใจสิ”
“แต่ครั้งล่าสุดที่ข้าพูดเรื่องแอบวางยา ศิษย์พี่รองยังมองข้าราวกับกำลังเลือกเชือกอยู่เลยนะเจ้าคะ”
“นั่นเพราะเจ้าคิดจะวางยานางจริง ๆ มิใช่หรือ?”
หลานชิงอวี้สะดุ้ง
“ข้าเพียงคิด ยังไม่ได้ลงมือเสียหน่อย!”
ยูรันลุกขึ้น ก่อนตรวจสอบต้นกล้าและเมล็ดสมุนไพรทั้งหมดภายในกระจกโบราณเป็นครั้งสุดท้าย
“อืม เช่นนั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ”
หลานชิงอวี้กะพริบตาปริบ ๆ
“ตอนนี้เลยหรือเจ้าคะ?”
“ใช่ พวกเราต้องแวะเมืองหลอมศิลาก่อน คงอยู่ที่นั่นสักครึ่งวัน”
เขาหันกลับไปทางซูเม่ยเหยากับเซียวซินเยวี่ย
เซียวซินเยวี่ยเดินเข้ามาหยุดตรงหน้า ท่าทางเหมือนอยากกล่าวบางอย่าง แต่ลังเลอยู่นาน สุดท้ายนางจึงเพียงสวมกอดเขาเบา ๆ
เมื่อนางถอยออกไป ซูเม่ยเหยาก็เดินเข้ามากอดเขาบ้างโดยไม่พูดอะไร
ยูรันยกมือลูบแผ่นหลังนาง ก่อนผละออก
“ข้าไปละ”
พรึ่บ!
กล่าวจบ ร่างของเขาก็หายวับไปจากห้องทันที
หลานชิงอวี้นิ่งค้าง ก่อนเบิกตากว้าง
“เดี๋ยวก่อนสิ!”
นางรีบวิ่งออกไปนอกห้อง
“ศิษย์พี่ยู รอข้าด้วย!”
พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!
หลานชิงอวี้รีบไล่ตามเขาไปอย่างสุดกำลัง
ซูเม่ยเหยายืนมองร่างของทั้งสองซึ่งหายลับไปจากสายตา ก่อนหลุดหัวเราะ
“ดูเหมือนเขาจะหาโอกาสบังคับให้นางฝึกวิชาแม้กระทั่งตอนเดินทางสินะ”
เซียวซินเยวี่ยพยักหน้าเบา ๆ
“หรือไม่ก็เพียงลืมว่านางต้องไปด้วยเจ้าค่ะ”
“……”
“อืม เป็นไปได้ทั้งสองอย่าง”
ใช้เวลาเพียงสองเค่อ ยูรันก็มาถึงเมืองหลอมศิลา
เขาหยุดรออยู่นอกเมืองไม่นาน หลานชิงอวี้ก็ตามมาถึงด้วยท่าทางเหนื่อยหอบ
“แฮ่ก ๆ...ศิษย์พี่ ท่านจะรอข้าสักหน่อยไม่ได้หรือเจ้าคะ?”
“ข้าก็หยุดรอแล้วนี่ไง”
“ท่านเพิ่งหยุดตอนถึงเมืองแล้วต่างหาก!”
ยูรันทำเป็นไม่ได้ยิน ก่อนพานางเดินไปตามถนน ไม่นานทั้งสองก็มาถึงหน้าคฤหาสน์ตระกูลไป๋
คนรับใช้ซึ่งเฝ้าประตูอยู่เพ่งมองยูรันครู่หนึ่ง ก่อนจดจำเขาได้
“คุณชายยูรัน!”
“อืม ข้ามาเยี่ยมท่านแม่ไป๋”
ยูรันชี้ไปทางหลานชิงอวี้
“ส่วนนี่คือหลานชิงอวี้”
“ขอรับ! โปรดรอสักครู่ ข้าจะรีบเข้าไปรายงาน!”
คนรับใช้คำนับอย่างรวดเร็ว ก่อนหมุนตัววิ่งเข้าไปในคฤหาสน์ทันที
ภายในลานบ้าน ท่านแม่ไป๋กำลังนั่งสนทนากับท่านแม่ลู่และลู่ชิงถานอยู่ใต้ร่มไม้ บนโต๊ะมีชา ขนม และสมุดบัญชีวางอยู่หลายเล่ม
ดูเหมือนสองแม่ลูกจะย้ายเข้ามาอยู่ในคฤหาสน์ตระกูลไป๋แล้ว
คนรับใช้วิ่งเข้ามาหาด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“เรียนฮูหยิน คุณชายยูรันมาขอรับ!”
ทั้งสามคนชะงักพร้อมกัน
ลู่ชิงถานเป็นคนแรกที่ลุกพรวดขึ้น
“ท่านพี่มาหรือ?!”
“ขอรับ เวลานี้กำลังรออยู่หน้าคฤหาสน์กับสตรีอีกคนหนึ่ง!”
กล่าวยังไม่ทันจบ ลู่ชิงถานก็วิ่งออกไปทางประตูแล้ว
ไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงมองหน้ากัน ก่อนลุกขึ้นเดินตามไปด้วยรอยยิ้ม
ส่วนหน้าคฤหาสน์ ยูรันกำลังยืนรออย่างสบาย ๆ ขณะที่หลานชิงอวี้ยังคงหอบหายใจด้วยความเหนื่อยล้า
“ท่านพี่!”
เสียงเรียกดังขึ้นจากด้านใน ก่อนลู่ชิงถานจะวิ่งผ่านประตูออกมาแล้วพุ่งเข้ากอดเขาเต็มแรง
ยูรันยกมือรับนางเอาไว้
“อืม ไม่ได้พบกันหลายวันเลยนะ”
ยูรันพาหลานชิงอวี้เดินเข้าไปในคฤหาสน์ ก่อนขอใช้ห้องรับรองส่วนตัวเพื่อพูดคุยกัน
เมื่อทุกคนเข้ามาพร้อมแล้ว ยูรันก็เดินเข้าไปสวมกอดไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงพร้อมกัน
“ท่านแม่ ข้ากลับมาเยี่ยมแล้ว”
สองสตรีกอดเขาตอบโดยไม่กล่าวสิ่งใด ทั้งสามยืนกอดกันอยู่เช่นนั้นนานหลายอึดใจ ก่อนจะแยกออกและพากันนั่งลงรอบโต๊ะ
หลานชิงอวี้ยืนอยู่ข้างยูรันด้วยท่าทางประหม่าเล็กน้อย
ยูรันจึงเริ่มแนะนำอย่างเป็นธรรมชาติ
“อืม เอาละ นี่คือหลานชิงอวี้ เป็นศิษย์น้องเล็กของข้า”
หลานชิงอวี้รีบประสานมือคารวะ
“ชิงอวี้คารวะท่านน้าทั้งสองเจ้าค่ะ”
ยูรันกล่าวต่อ
“แต่ตอนนี้นางเป็นภรรยาของข้าแล้ว”
ทั้งห้องเงียบกริบ
ลู่ชิงถานซึ่งกำลังยกถ้วยชาขึ้นดื่มพลันแข็งค้าง ดวงตาของนางเบิกกว้าง ก่อนหันมามองยูรันอย่างช้า ๆ
“ทะ...ทะ...ท่านพี่พูดว่าอะไรนะเจ้าคะ?”
ยูรันเอียงคอ
“ภรรยาของข้าไง มีอะไรแปลกหรือ?”
หลานชิงอวี้หน้าแดงก่ำ รีบก้มหน้าลงจนแทบชิดหน้าอก
ไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงมองหน้ากัน ก่อนลู่เหยียนหนิงจะถามอย่างระมัดระวัง
“รันเอ๋อร์ เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด?”
“อืม เรื่องมันเป็นแบบนี้”
ยูรันเริ่มเล่าด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
“ตอนแรกศิษย์พี่สามหนานอวี้แอบย่องเข้ามาในห้อง แล้วปีนขึ้นเตียงของข้า”
“หลังกลับถึงยอดเขา หลิงเอ๋อร์จับเรื่องนี้ได้ คนต่อมาที่หลับนอนกับข้าจึงเป็นนาง”
“จากนั้นก็ชิงอวี้”
เขาชี้ไปทางสตรีซึ่งนั่งหน้าแดงอยู่ข้างกาย
“ส่วนสองคนล่าสุดคือซูเม่ยเหยากับศิษย์พี่สี่เซียวซินเยวี่ย พวกนางอยู่ที่ตำหนักโอสถ”
ลู่ชิงถานนั่งนิ่งราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง
ไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงเองก็ตกอยู่ในความเงียบ ไม่รู้ว่าควรเริ่มถามจากเรื่องใดก่อน
หลานชิงอวี้กระตุกชายเสื้อของยูรัน ก่อนกระซิบด้วยความอับอาย
“ศิษย์พี่เจ้าคะ ท่านไม่จำเป็นต้องเล่าตามลำดับละเอียดถึงเพียงนั้นก็ได้”
ยูรันหันมาถามอย่างไม่เข้าใจ
“ทำไมเล่า? หากไม่เล่าให้ครบ เดี๋ยวพวกนางก็ถามเพิ่มอยู่ดี”
ลู่ชิงถานวางถ้วยชาลงด้วยมือสั่น ๆ
“ท่านพี่ออกจากเมืองไปไม่นาน เหตุใดจึงมีภรรยาถึงห้าคนแล้วเล่าเจ้าคะ?!”
ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยสีหน้าจริงจัง
“ดูเหมือนจะน้อยไปหน่อยนะ”
“เอ๊ะ?”
“ชิงถาน เจ้ายังไม่รู้อีกหรือว่าข้าเป็นบุรุษเจ้าชู้มาก?”
ยูรันยืดอกขึ้นเล็กน้อย
“อย่างน้อยข้าก็ต้องมีภรรยาสักร้อยคนสิ”
หลานชิงอวี้สำลักชาทันที
“แค่ก ๆ ๆ! ระ...ร้อยคนหรือเจ้าคะ?!”
ไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงนิ่งค้าง สีหน้าของทั้งสองเต็มไปด้วยความตกตะลึง
ส่วนลู่ชิงถานหน้าซีดเผือด ร่างกายสั่นเล็กน้อย
“ระ...ร้อยคน...”
ยูรันพยักหน้าหนักแน่น
“ถูกต้อง ถึงเวลานั้นคงต้องสร้างยอดเขาเพิ่มอีกหลายแห่ง ไม่เช่นนั้นห้องคงไม่พอ”
หลานชิงอวี้รีบคว้าแขนเขาไว้
“ศิษย์พี่เจ้าคะ ตอนนี้เพียงห้าคนก็มีโอกาสเปิดศึกกันได้ทุกเมื่อแล้ว หากมีถึงร้อยคน ยอดเขาทั้งลูกคงถูกระเบิดหายไปแน่นอน!”
ลู่เหยียนหนิงยกมือขึ้นกุมหน้าผาก
“รันเอ๋อร์ เจ้าเอาจริงหรือ?”
ยูรันนิ่งไปหนึ่งอึดใจ ก่อนหลุดหัวเราะ
“ฮ่า ๆ ๆ ข้าล้อเล่น”
“ข้ายังจำชื่อคนไม่ถึงร้อยเลย จะหาภรรยามากขนาดนั้นมาทำไม?”
ลู่ชิงถานพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะชะงักไปทันทีเมื่อรู้ว่าตนเองแสดงท่าทีชัดเจนเกินไป
ยูรันหันมาทางนาง
“หืม? เหตุใดเจ้าจึงดูโล่งอกขนาดนั้น?”
“ขะ...ข้าเพียงเป็นห่วงว่าท่านแม่ทั้งสองจะจดจำลูกสะใภ้ไม่หมดเท่านั้นเจ้าค่ะ!”
ไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงหันมามองนางพร้อมกัน
[ข้ออ้างนั้นฟังไม่ขึ้นเลยสักนิด...]