คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 190 เริ่มแล้วสินะ7,288 ตัวอักษร

ตอนที่ 190 เริ่มแล้วสินะ

ยูรันยกมุมปากขึ้น

“ยังไม่หมดเท่านั้น”

“เราจะผลิตบางรุ่นออกมาในจำนวนจำกัด เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนรีบแย่งซื้อก่อนสินค้าหมด”

เขาเหลือบมองเมนเดรกทั้งสิบซึ่งกำลังกอดกันอยู่มุมห้อง ก่อนดวงตาจะสว่างวาบ

“เช่น รุ่นข้ากำลังตบเมนเดรกจนหน้าบวม จำกัดเพียงสิบตัวเท่านั้น!”

เมนเดรกทั้งสิบชะงักพร้อมกัน

ยูรันตบฝ่ามือลงบนโต๊ะ

“แถมฟรีเมนเดรกซึ่งถูกตบจนหน้าบวมหนึ่งต้นต่อหนึ่งตัว เป็นอย่างไร?”

“ข้าเพิ่งคิดได้เมื่อครู่นี้เลย!”

เมนเดรกทั้งสิบเบิกตากว้าง ก่อนรีบวิ่งไปหลบหลังไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงทันที

หลานชิงอวี้อ้าปากค้าง

“ศิษย์พี่เจ้าคะ พวกมันมีไว้ฝึกคนรับใช้ไม่ใช่หรือ?!”

“ข้ายังมีเหลืออีกตั้งเยอะ แบ่งมาขายสิบต้นจะเป็นอะไรไป?”

ลู่เหยียนหนิงรีบยกมือห้าม

“เดี๋ยวก่อนรันเอ๋อร์ รากครวญวิญญาณหนึ่งต้นมีมูลค่าสูงกว่าตุ๊กตาของเจ้าหลายเท่า จะนำไปเป็นของแถมได้อย่างไร?”

ยูรันนิ่งไปเล็กน้อย

“จริงด้วย”

เมนเดรกทั้งสิบถอนหายใจอย่างโล่งอก

ยูรันตบมืออีกครั้ง

“เช่นนั้นก็ขายเมนเดรกในราคาสูง แล้วแถมตุ๊กตารุ่นตบจนหน้าบวมให้ฟรีแทน!”

เมนเดรกทั้งสิบแข็งค้าง

ลู่เหยียนหนิงพยักหน้า

“แบบนั้นค่อยสมเหตุสมผลหน่อย”

หลานชิงอวี้มองนางด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ

“ท่านแม่ลู่เจ้าคะ ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่าพวกมันกำลังจะถูกขายหรือ?”

ยูรันหยิบแหวนมิติวงหนึ่งออกมา แล้วส่งให้ลู่เหยียนหนิง

“นี่คือสินค้าทั้งหมดที่ข้าทำเอาไว้”

ลู่เหยียนหนิงรับแหวนไปตรวจสอบด้วยสัมผัสจิต ก่อนดวงตาจะเบิกกว้าง

ภายในแหวนเต็มไปด้วยกล่องตุ๊กตาซึ่งวางซ้อนกันเป็นภูเขา แทบไม่เหลือพื้นที่ว่าง

“มีอยู่ประมาณห้าพันตัว เยอะจนล้นโกดัง ข้าจึงยัดทั้งหมดไว้ในแหวนนี้”

ยูรันโบกมืออย่างสบาย ๆ

“ขายได้เงินเท่าไรก็เก็บเข้าตระกูลได้เลย”

เขาเคาะนิ้วลงบนโต๊ะ ก่อนเริ่มอธิบายแผนการ

“ส่วนวิธีขาย เราต้องหาเหยื่อก่อน”

“ท่านแม่ลองส่งคนออกไปกระจายข่าวเรื่องการประลองของข้า”

“บอกว่าข้าถล่มเวทีขอบเขตสร้างรากฐานด้วยการต่อสู้หนึ่งต่อร้อย ใช้มังกรไม้พ่นทั้งเปลวเพลิงและสายน้ำ แล้วพ่นไฟรูปมังกรออกจากปากจนเวทีเกือบพัง”

สามสตรีชะงักพร้อมกัน

ยูรันยังคงกล่าวต่อ

“จากนั้นก็เล่าเรื่องที่ข้าใช้กิเลนสายฟ้าเอาชนะศิษย์พี่ขอบเขตแก่นทองคำ ซึ่งรีดพลังจากกายาพิเศษจนเทียบได้กับวิญญาณทารกขั้นสูงสุด”

ลู่ชิงถานอ้าปากค้าง

“ท่านพี่ทำเรื่องเหล่านั้นจริงหรือเจ้าคะ?”

“จริงสิ ชิงอวี้ก็อยู่ในเหตุการณ์”

หลานชิงอวี้พยักหน้าอย่างเหนื่อยใจ

“จริงทุกอย่างเจ้าค่ะ แถมศิษย์พี่ยังตั้งใจทำให้ดูอลังการเพื่อใช้โฆษณาตุ๊กตามาตั้งแต่แรกแล้วด้วย”

“อืม ข้าลงทุนขายหน้าตาไปตั้งเยอะ จะปล่อยให้สูญเปล่าได้อย่างไร?”

ยูรันหันกลับมาหาลู่เหยียนหนิง

“ตอนนี้ข่าวเริ่มแพร่ออกไปแล้ว ท่านเพียงช่วยเติมเชื้อไฟให้มันเดินทางมาไกลขึ้น”

“รอจนทุกคนกำลังอยากรู้จักข้ามากที่สุด ค่อยประกาศขายตุ๊กตาเครื่องรางแต่ละรุ่นพร้อมกัน”

เขาตบมือลงบนโต๊ะอย่างตื่นเต้น

“รับรองขายหมดทั้งห้าพันตัว โคตรจ๊าบ!”

ลู่เหยียนหนิงก้มมองแหวนมิติในมือ ก่อนแววตาของนักการค้าจะเปล่งประกายขึ้นมา

“รันเอ๋อร์ หากเจ้ารักษาชื่อเสียงเช่นนี้ต่อไป ห้าพันตัวอาจไม่พอขายด้วยซ้ำ”

ยูรันยกมุมปากขึ้น

“หากไม่พอก็ยิ่งดี”

“ของยิ่งขาด คนยิ่งแย่ง ราคาก็ยิ่งสูงขึ้นเอง”

หลังจากตกลงเรื่องแผนการขายเรียบร้อย ทุกคนก็นั่งพูดคุยและรับประทานอาหารร่วมกันจนถึงช่วงบ่าย

ก่อนออกเดินทาง ยูรันเดินเข้าไปสวมกอดไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงอีกครั้ง

“ดูแลตัวเองด้วยนะขอรับ หากมีปัญหาอะไรก็ส่งคนไปหาข้าได้ทันที”

“เจ้าก็เช่นกัน อย่าเอาตัวเองไปเสี่ยงอันตรายมากนัก”

“อืม ข้าจะพยายาม”

จากนั้นยูรันก็หันไปทางลู่ชิงถาน ก่อนดึงนางเข้ามากอด

ร่างของนางแข็งค้าง ใบหน้าพลันแดงก่ำขึ้นมาทันที

ยูรันลูบศีรษะนางเบา ๆ

“ไว้ทุกอย่างพร้อมแล้ว ค่อยย้ายไปอยู่ด้วยกันนะ”

ลู่ชิงถานซบหน้าลงกับอกของเขา ก่อนตอบเสียงแผ่ว

“เจ้าค่ะ...ท่านพี่”

ไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงมองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม ส่วนหลานชิงอวี้ถอนหายใจอย่างยอมรับชะตากรรม

[ดูเหมือนน้องหญิงคนต่อไปจะถูกกำหนดเรียบร้อยแล้วสินะ...]

หลังร่ำลากันเสร็จ ยูรันกับหลานชิงอวี้ก็เดินออกจากคฤหาสน์ตระกูลไป๋

เมื่อพ้นเขตเมือง หลานชิงอวี้จึงถามขึ้น

“พวกเราจะไปที่ใดต่อหรือเจ้าคะ?”

“พรรคมารอัสดง”

“ไปหาคนที่ชื่อ เซี่ยเยว่หลีหรือเจ้าคะ?”

“ใช่ ข้าเคยสัญญาว่าจะพานางออกไปทำภารกิจด้วยกัน”

ยูรันหยุดคิดเล็กน้อย

“แต่ดูเหมือนพวกเราจะทำภารกิจทั้งสามเสร็จเร็วกว่าที่คิด และไม่ต้องทำภารกิจศิษย์ใหม่ตามโควต้าแล้ว”

หลานชิงอวี้ชะงัก

“หากนางรอท่านมาหลายวัน แล้วรู้ว่าท่านทำภารกิจเสร็จไปทั้งหมดแล้ว นางจะไม่โวยวายหรือเจ้าคะ?”

“นั่นแหละปัญหา”

ยูรันถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจ

“เพื่อป้องกันไม่ให้นางอาละวาด คืนนี้พวกเราจะพักอยู่ที่นั่นก่อน”

หลานชิงอวี้หลี่ตามองเขา

“ข้ารู้สึกว่าเหตุผลแท้จริงไม่น่าจะเกี่ยวกับความปลอดภัยของพรรคมารเลยนะเจ้าคะ”

“อย่าคิดมาก ไปกันเถอะ”

กล่าวจบ ยูรันก็หายวับไปจากตำแหน่งเดิม

หลานชิงอวี้นิ่งค้าง ก่อนรีบใช้ก้าวพริบตาตามไป

“ศิษย์พี่ยู! รอข้าด้วย!”

ทั้งสองเดินทางมาถึงหน้าพรรคมารอัสดงอย่างรวดเร็ว

คนเฝ้าประตูซึ่งไม่เคยพบยูรันมาก่อนรีบยกอาวุธขึ้นขวาง

“หยุด! พวกเจ้าเป็นใคร?”

ยูรันกำลังจะเอ่ยปากตอบ

ตู้ม!

ร่างของคนเฝ้าประตูพลันกระเด็นไปติดกำแพง ก่อนค่อย ๆ ไหลลงมากองกับพื้นอย่างน่าสงสาร

มู่เฉิงวิ่งผ่านประตูออกมาด้วยความเร็วสูง ดวงตาของเขาเปล่งประกายราวกับพบผู้ช่วยชีวิต

“คุณชาย!”

เขาพุ่งเข้ามาคว้าแขนยูรันไว้แน่น

“ในที่สุดท่านก็มาเสียที!”

“คุณหนูอาละวาดทุกวันเลยขอรับ!”

ยูรันพยักหน้าช้า ๆ

“อ๋อ เหรอ”

มู่เฉิงมองเขาด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ

“เรื่องสำคัญคือหลังจากท่านจากไปได้สามวัน คุณหนูก็ฝึกทุกอย่างสำเร็จแล้ว นางต้องการออกไปหาท่านทันที แต่ท่านประมุขกับทุกคนช่วยกันขวางเอาไว้”

“ตั้งแต่นั้นมา นางก็อาละวาดทุกวัน ข้าวของแตกไปไม่รู้กี่ชิ้นแล้วขอรับ!”

หลานชิงอวี้เหลือบมองยูรัน

“ดูเหมือนที่ท่านคาดเอาไว้จะถูกต้องนะเจ้าคะ”

ยูรันถอนหายใจ

“เฮ้อ ยุ่งยากจริง ๆ นางอยู่ที่ไหน?”

มู่เฉิงชี้เข้าไปด้านในทันที

“ลานฝึกขอรับ! เวลานี้ท่านประมุขกับเหล่าผู้อาวุโสกำลังช่วยกันจับตัวนางเอาไว้อยู่!”

มู่เฉิงรีบนำทางทั้งสองไปยังลานฝึกทันที

เมื่อมาถึง ยูรันก็พบภาพอันน่าเวทนา

เซี่ยชางหมิงกำลังกอดขาลูกสาวของตนเองเอาไว้แน่น ขณะที่เหล่าผู้อาวุโสหลายคนช่วยกันจับแขน จับเอว และดึงเสื้อของเซี่ยเยว่หลีสุดกำลัง

“ลูกรัก! พ่อยังฝึกไม่สำเร็จเลย เจ้าจะทิ้งพ่อไปไม่ได้นะ!”

“คุณหนู โปรดใจเย็นก่อน!”

“รอคุณชายมารับเถอะขอรับ!”

ยูรันมองภาพตรงหน้า ก่อนถอนหายใจด้วยความสมเพช

“เฮ้อ...”

หลานชิงอวี้เองก็มองจนพูดไม่ออก

“หนักกว่าที่ข้าคิดเอาไว้อีกนะเจ้าคะ”

ยูรันยักไหล่

“งั้น ๆ แหละ”

กล่าวจบ เขาก็ปล่อยคลื่นพลังออกไปโดยไม่เตือนล่วงหน้า

เปรี้ยง!

แรงสั่นสะเทือนกวาดผ่านลานฝึก ทำให้ทุกคนชะงักและหันมามองพร้อมกัน

เซี่ยชางหมิงตวาดขึ้นทันที

“ใครบังอาจโจมตีใส่ข้า—”

เซี่ยเยว่หลีมองเห็นยูรันพอดี ดวงตาของนางพลันสว่างวาบ

“ยูรัน!”

ตู้ม!

นางยกเท้าเตะบิดาของตนเองกระเด็นออกไปให้พ้นทาง ก่อนสะบัดพลังสลัดเหล่าผู้อาวุโสทั้งหมดออกจากร่าง

พรึ่บ!

เซี่ยเยว่หลีใช้ก้าวพริบตาหายวับจากกลางลาน แล้วปรากฏตัวตรงหน้ายูรันในทันที ก่อนพุ่งเข้ากอดเขาแน่นจนแทบจมหายเข้าไปในอ้อมแขน

“ในที่สุดเจ้าก็มารับข้าแล้ว!”

ด้านหลัง เซี่ยชางหมิงค่อย ๆ ลุกขึ้นจากกองเศษหิน พลางยื่นมือไปทางลูกสาวด้วยความเศร้าโศก

“ละ...ลูกรัก พ่อยังเกาะไม่ครบครึ่งชั่วยามเลยนะ...”

ไม่มีผู้ใดสนใจเขาแม้แต่คนเดียว

ยูรันก้มมองเซี่ยเยว่หลีซึ่งยังกอดเขาไม่ยอมปล่อย

“ถ้าเช่นนั้นพวกเราไปคุยกันหน่อย”

กล่าวจบ เขาก็ยื่นมือไปจับไหล่หลานชิงอวี้ ก่อนพาทั้งสองหายวับขึ้นไปกลางท้องฟ้า

พรึ่บ!

ทั้งสามปรากฏตัวเหนือหมู่เมฆ ห่างจากพรรคมารอัสดงหลายลี้ เบื้องล่างเหลือเพียงภาพอาคารขนาดเล็กจนแทบมองไม่เห็น

ยูรันก้มมองแขนของเซี่ยเยว่หลีซึ่งยังคงรัดเอวตนเองแน่น

“เอาละ ปล่อยข้าก่อนได้แล้ว สูงขนาดนี้ไม่มีผู้ใดได้ยินพวกเราแน่นอน”

เซี่ยเยว่หลียอมคลายอ้อมแขนอย่างไม่เต็มใจ แต่ยังคงจับชายเสื้อของเขาเอาไว้

“เจ้าต้องการคุยเรื่องอะไรกับข้า?”

ยูรันชี้ไปทางสตรีอีกคน

“ก่อนอื่น คนนี้คือศิษย์น้องของข้า นางชื่อหลานชิงอวี้”

หลานชิงอวี้ประสานมือคารวะ

“ชิงอวี้คารวะคุณหนูเซี่ยเจ้าค่ะ”

เซี่ยเยว่หลีพยักหน้ารับ ก่อนหันกลับมาหายูรัน

“แล้วเหตุใดต้องพาข้าขึ้นมาสูงถึงเพียงนี้เพื่อแนะนำนางด้วย?”

ยูรันตอบด้วยสีหน้าสงบนิ่ง

“เพราะตอนนี้นางเป็นภรรยาของข้าแล้ว”

“……”

รอยยิ้มบนใบหน้าของเซี่ยเยว่หลีแข็งค้างทันที

หลานชิงอวี้ถอนหายใจอยู่ภายในใจ

[เริ่มแล้วสินะ...]