ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 190 เริ่มแล้วสินะ
ยูรันยกมุมปากขึ้น
“ยังไม่หมดเท่านั้น”
“เราจะผลิตบางรุ่นออกมาในจำนวนจำกัด เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนรีบแย่งซื้อก่อนสินค้าหมด”
เขาเหลือบมองเมนเดรกทั้งสิบซึ่งกำลังกอดกันอยู่มุมห้อง ก่อนดวงตาจะสว่างวาบ
“เช่น รุ่นข้ากำลังตบเมนเดรกจนหน้าบวม จำกัดเพียงสิบตัวเท่านั้น!”
เมนเดรกทั้งสิบชะงักพร้อมกัน
ยูรันตบฝ่ามือลงบนโต๊ะ
“แถมฟรีเมนเดรกซึ่งถูกตบจนหน้าบวมหนึ่งต้นต่อหนึ่งตัว เป็นอย่างไร?”
“ข้าเพิ่งคิดได้เมื่อครู่นี้เลย!”
เมนเดรกทั้งสิบเบิกตากว้าง ก่อนรีบวิ่งไปหลบหลังไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงทันที
หลานชิงอวี้อ้าปากค้าง
“ศิษย์พี่เจ้าคะ พวกมันมีไว้ฝึกคนรับใช้ไม่ใช่หรือ?!”
“ข้ายังมีเหลืออีกตั้งเยอะ แบ่งมาขายสิบต้นจะเป็นอะไรไป?”
ลู่เหยียนหนิงรีบยกมือห้าม
“เดี๋ยวก่อนรันเอ๋อร์ รากครวญวิญญาณหนึ่งต้นมีมูลค่าสูงกว่าตุ๊กตาของเจ้าหลายเท่า จะนำไปเป็นของแถมได้อย่างไร?”
ยูรันนิ่งไปเล็กน้อย
“จริงด้วย”
เมนเดรกทั้งสิบถอนหายใจอย่างโล่งอก
ยูรันตบมืออีกครั้ง
“เช่นนั้นก็ขายเมนเดรกในราคาสูง แล้วแถมตุ๊กตารุ่นตบจนหน้าบวมให้ฟรีแทน!”
เมนเดรกทั้งสิบแข็งค้าง
ลู่เหยียนหนิงพยักหน้า
“แบบนั้นค่อยสมเหตุสมผลหน่อย”
หลานชิงอวี้มองนางด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
“ท่านแม่ลู่เจ้าคะ ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่าพวกมันกำลังจะถูกขายหรือ?”
ยูรันหยิบแหวนมิติวงหนึ่งออกมา แล้วส่งให้ลู่เหยียนหนิง
“นี่คือสินค้าทั้งหมดที่ข้าทำเอาไว้”
ลู่เหยียนหนิงรับแหวนไปตรวจสอบด้วยสัมผัสจิต ก่อนดวงตาจะเบิกกว้าง
ภายในแหวนเต็มไปด้วยกล่องตุ๊กตาซึ่งวางซ้อนกันเป็นภูเขา แทบไม่เหลือพื้นที่ว่าง
“มีอยู่ประมาณห้าพันตัว เยอะจนล้นโกดัง ข้าจึงยัดทั้งหมดไว้ในแหวนนี้”
ยูรันโบกมืออย่างสบาย ๆ
“ขายได้เงินเท่าไรก็เก็บเข้าตระกูลได้เลย”
เขาเคาะนิ้วลงบนโต๊ะ ก่อนเริ่มอธิบายแผนการ
“ส่วนวิธีขาย เราต้องหาเหยื่อก่อน”
“ท่านแม่ลองส่งคนออกไปกระจายข่าวเรื่องการประลองของข้า”
“บอกว่าข้าถล่มเวทีขอบเขตสร้างรากฐานด้วยการต่อสู้หนึ่งต่อร้อย ใช้มังกรไม้พ่นทั้งเปลวเพลิงและสายน้ำ แล้วพ่นไฟรูปมังกรออกจากปากจนเวทีเกือบพัง”
สามสตรีชะงักพร้อมกัน
ยูรันยังคงกล่าวต่อ
“จากนั้นก็เล่าเรื่องที่ข้าใช้กิเลนสายฟ้าเอาชนะศิษย์พี่ขอบเขตแก่นทองคำ ซึ่งรีดพลังจากกายาพิเศษจนเทียบได้กับวิญญาณทารกขั้นสูงสุด”
ลู่ชิงถานอ้าปากค้าง
“ท่านพี่ทำเรื่องเหล่านั้นจริงหรือเจ้าคะ?”
“จริงสิ ชิงอวี้ก็อยู่ในเหตุการณ์”
หลานชิงอวี้พยักหน้าอย่างเหนื่อยใจ
“จริงทุกอย่างเจ้าค่ะ แถมศิษย์พี่ยังตั้งใจทำให้ดูอลังการเพื่อใช้โฆษณาตุ๊กตามาตั้งแต่แรกแล้วด้วย”
“อืม ข้าลงทุนขายหน้าตาไปตั้งเยอะ จะปล่อยให้สูญเปล่าได้อย่างไร?”
ยูรันหันกลับมาหาลู่เหยียนหนิง
“ตอนนี้ข่าวเริ่มแพร่ออกไปแล้ว ท่านเพียงช่วยเติมเชื้อไฟให้มันเดินทางมาไกลขึ้น”
“รอจนทุกคนกำลังอยากรู้จักข้ามากที่สุด ค่อยประกาศขายตุ๊กตาเครื่องรางแต่ละรุ่นพร้อมกัน”
เขาตบมือลงบนโต๊ะอย่างตื่นเต้น
“รับรองขายหมดทั้งห้าพันตัว โคตรจ๊าบ!”
ลู่เหยียนหนิงก้มมองแหวนมิติในมือ ก่อนแววตาของนักการค้าจะเปล่งประกายขึ้นมา
“รันเอ๋อร์ หากเจ้ารักษาชื่อเสียงเช่นนี้ต่อไป ห้าพันตัวอาจไม่พอขายด้วยซ้ำ”
ยูรันยกมุมปากขึ้น
“หากไม่พอก็ยิ่งดี”
“ของยิ่งขาด คนยิ่งแย่ง ราคาก็ยิ่งสูงขึ้นเอง”
หลังจากตกลงเรื่องแผนการขายเรียบร้อย ทุกคนก็นั่งพูดคุยและรับประทานอาหารร่วมกันจนถึงช่วงบ่าย
ก่อนออกเดินทาง ยูรันเดินเข้าไปสวมกอดไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงอีกครั้ง
“ดูแลตัวเองด้วยนะขอรับ หากมีปัญหาอะไรก็ส่งคนไปหาข้าได้ทันที”
“เจ้าก็เช่นกัน อย่าเอาตัวเองไปเสี่ยงอันตรายมากนัก”
“อืม ข้าจะพยายาม”
จากนั้นยูรันก็หันไปทางลู่ชิงถาน ก่อนดึงนางเข้ามากอด
ร่างของนางแข็งค้าง ใบหน้าพลันแดงก่ำขึ้นมาทันที
ยูรันลูบศีรษะนางเบา ๆ
“ไว้ทุกอย่างพร้อมแล้ว ค่อยย้ายไปอยู่ด้วยกันนะ”
ลู่ชิงถานซบหน้าลงกับอกของเขา ก่อนตอบเสียงแผ่ว
“เจ้าค่ะ...ท่านพี่”
ไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงมองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม ส่วนหลานชิงอวี้ถอนหายใจอย่างยอมรับชะตากรรม
[ดูเหมือนน้องหญิงคนต่อไปจะถูกกำหนดเรียบร้อยแล้วสินะ...]
หลังร่ำลากันเสร็จ ยูรันกับหลานชิงอวี้ก็เดินออกจากคฤหาสน์ตระกูลไป๋
เมื่อพ้นเขตเมือง หลานชิงอวี้จึงถามขึ้น
“พวกเราจะไปที่ใดต่อหรือเจ้าคะ?”
“พรรคมารอัสดง”
“ไปหาคนที่ชื่อ เซี่ยเยว่หลีหรือเจ้าคะ?”
“ใช่ ข้าเคยสัญญาว่าจะพานางออกไปทำภารกิจด้วยกัน”
ยูรันหยุดคิดเล็กน้อย
“แต่ดูเหมือนพวกเราจะทำภารกิจทั้งสามเสร็จเร็วกว่าที่คิด และไม่ต้องทำภารกิจศิษย์ใหม่ตามโควต้าแล้ว”
หลานชิงอวี้ชะงัก
“หากนางรอท่านมาหลายวัน แล้วรู้ว่าท่านทำภารกิจเสร็จไปทั้งหมดแล้ว นางจะไม่โวยวายหรือเจ้าคะ?”
“นั่นแหละปัญหา”
ยูรันถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจ
“เพื่อป้องกันไม่ให้นางอาละวาด คืนนี้พวกเราจะพักอยู่ที่นั่นก่อน”
หลานชิงอวี้หลี่ตามองเขา
“ข้ารู้สึกว่าเหตุผลแท้จริงไม่น่าจะเกี่ยวกับความปลอดภัยของพรรคมารเลยนะเจ้าคะ”
“อย่าคิดมาก ไปกันเถอะ”
กล่าวจบ ยูรันก็หายวับไปจากตำแหน่งเดิม
หลานชิงอวี้นิ่งค้าง ก่อนรีบใช้ก้าวพริบตาตามไป
“ศิษย์พี่ยู! รอข้าด้วย!”
ทั้งสองเดินทางมาถึงหน้าพรรคมารอัสดงอย่างรวดเร็ว
คนเฝ้าประตูซึ่งไม่เคยพบยูรันมาก่อนรีบยกอาวุธขึ้นขวาง
“หยุด! พวกเจ้าเป็นใคร?”
ยูรันกำลังจะเอ่ยปากตอบ
ตู้ม!
ร่างของคนเฝ้าประตูพลันกระเด็นไปติดกำแพง ก่อนค่อย ๆ ไหลลงมากองกับพื้นอย่างน่าสงสาร
มู่เฉิงวิ่งผ่านประตูออกมาด้วยความเร็วสูง ดวงตาของเขาเปล่งประกายราวกับพบผู้ช่วยชีวิต
“คุณชาย!”
เขาพุ่งเข้ามาคว้าแขนยูรันไว้แน่น
“ในที่สุดท่านก็มาเสียที!”
“คุณหนูอาละวาดทุกวันเลยขอรับ!”
ยูรันพยักหน้าช้า ๆ
“อ๋อ เหรอ”
มู่เฉิงมองเขาด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
“เรื่องสำคัญคือหลังจากท่านจากไปได้สามวัน คุณหนูก็ฝึกทุกอย่างสำเร็จแล้ว นางต้องการออกไปหาท่านทันที แต่ท่านประมุขกับทุกคนช่วยกันขวางเอาไว้”
“ตั้งแต่นั้นมา นางก็อาละวาดทุกวัน ข้าวของแตกไปไม่รู้กี่ชิ้นแล้วขอรับ!”
หลานชิงอวี้เหลือบมองยูรัน
“ดูเหมือนที่ท่านคาดเอาไว้จะถูกต้องนะเจ้าคะ”
ยูรันถอนหายใจ
“เฮ้อ ยุ่งยากจริง ๆ นางอยู่ที่ไหน?”
มู่เฉิงชี้เข้าไปด้านในทันที
“ลานฝึกขอรับ! เวลานี้ท่านประมุขกับเหล่าผู้อาวุโสกำลังช่วยกันจับตัวนางเอาไว้อยู่!”
มู่เฉิงรีบนำทางทั้งสองไปยังลานฝึกทันที
เมื่อมาถึง ยูรันก็พบภาพอันน่าเวทนา
เซี่ยชางหมิงกำลังกอดขาลูกสาวของตนเองเอาไว้แน่น ขณะที่เหล่าผู้อาวุโสหลายคนช่วยกันจับแขน จับเอว และดึงเสื้อของเซี่ยเยว่หลีสุดกำลัง
“ลูกรัก! พ่อยังฝึกไม่สำเร็จเลย เจ้าจะทิ้งพ่อไปไม่ได้นะ!”
“คุณหนู โปรดใจเย็นก่อน!”
“รอคุณชายมารับเถอะขอรับ!”
ยูรันมองภาพตรงหน้า ก่อนถอนหายใจด้วยความสมเพช
“เฮ้อ...”
หลานชิงอวี้เองก็มองจนพูดไม่ออก
“หนักกว่าที่ข้าคิดเอาไว้อีกนะเจ้าคะ”
ยูรันยักไหล่
“งั้น ๆ แหละ”
กล่าวจบ เขาก็ปล่อยคลื่นพลังออกไปโดยไม่เตือนล่วงหน้า
เปรี้ยง!
แรงสั่นสะเทือนกวาดผ่านลานฝึก ทำให้ทุกคนชะงักและหันมามองพร้อมกัน
เซี่ยชางหมิงตวาดขึ้นทันที
“ใครบังอาจโจมตีใส่ข้า—”
เซี่ยเยว่หลีมองเห็นยูรันพอดี ดวงตาของนางพลันสว่างวาบ
“ยูรัน!”
ตู้ม!
นางยกเท้าเตะบิดาของตนเองกระเด็นออกไปให้พ้นทาง ก่อนสะบัดพลังสลัดเหล่าผู้อาวุโสทั้งหมดออกจากร่าง
พรึ่บ!
เซี่ยเยว่หลีใช้ก้าวพริบตาหายวับจากกลางลาน แล้วปรากฏตัวตรงหน้ายูรันในทันที ก่อนพุ่งเข้ากอดเขาแน่นจนแทบจมหายเข้าไปในอ้อมแขน
“ในที่สุดเจ้าก็มารับข้าแล้ว!”
ด้านหลัง เซี่ยชางหมิงค่อย ๆ ลุกขึ้นจากกองเศษหิน พลางยื่นมือไปทางลูกสาวด้วยความเศร้าโศก
“ละ...ลูกรัก พ่อยังเกาะไม่ครบครึ่งชั่วยามเลยนะ...”
ไม่มีผู้ใดสนใจเขาแม้แต่คนเดียว
ยูรันก้มมองเซี่ยเยว่หลีซึ่งยังกอดเขาไม่ยอมปล่อย
“ถ้าเช่นนั้นพวกเราไปคุยกันหน่อย”
กล่าวจบ เขาก็ยื่นมือไปจับไหล่หลานชิงอวี้ ก่อนพาทั้งสองหายวับขึ้นไปกลางท้องฟ้า
พรึ่บ!
ทั้งสามปรากฏตัวเหนือหมู่เมฆ ห่างจากพรรคมารอัสดงหลายลี้ เบื้องล่างเหลือเพียงภาพอาคารขนาดเล็กจนแทบมองไม่เห็น
ยูรันก้มมองแขนของเซี่ยเยว่หลีซึ่งยังคงรัดเอวตนเองแน่น
“เอาละ ปล่อยข้าก่อนได้แล้ว สูงขนาดนี้ไม่มีผู้ใดได้ยินพวกเราแน่นอน”
เซี่ยเยว่หลียอมคลายอ้อมแขนอย่างไม่เต็มใจ แต่ยังคงจับชายเสื้อของเขาเอาไว้
“เจ้าต้องการคุยเรื่องอะไรกับข้า?”
ยูรันชี้ไปทางสตรีอีกคน
“ก่อนอื่น คนนี้คือศิษย์น้องของข้า นางชื่อหลานชิงอวี้”
หลานชิงอวี้ประสานมือคารวะ
“ชิงอวี้คารวะคุณหนูเซี่ยเจ้าค่ะ”
เซี่ยเยว่หลีพยักหน้ารับ ก่อนหันกลับมาหายูรัน
“แล้วเหตุใดต้องพาข้าขึ้นมาสูงถึงเพียงนี้เพื่อแนะนำนางด้วย?”
ยูรันตอบด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
“เพราะตอนนี้นางเป็นภรรยาของข้าแล้ว”
“……”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเซี่ยเยว่หลีแข็งค้างทันที
หลานชิงอวี้ถอนหายใจอยู่ภายในใจ
[เริ่มแล้วสินะ...]