ตอนที่ 191 ไม่บอก เดี๋ยวเจ้าจะเสียใจ
มู่เฉิงมองท่านประมุขของตนด้วยความเห็นใจ
[ท่านประมุขได้จับเงินอยู่เพียงไม่ถึงหนึ่งอึดใจ ก็ถูกคุณหนูยึดไปเสียแล้ว...]
“ส่วนพวกแก”
ยูรันยกมือชี้กวาดไปยังทุกคนภายในห้องโถง
“หากไม่เชื่อว่าข้าพ่นไฟได้ เดี๋ยวข้าจะพ่นให้ดูแล้วเผาห้องโถงนี้ทิ้งเสียตอนนี้เลย”
เหล่าผู้อาวุโสกับคนรับใช้พากันถอยกรูดไปด้านหลังทันที
เซี่ยชางหมิงรีบยกมือห้าม
“เชื่อ! พวกเราเชื่อแล้ว ไม่ต้องพิสูจน์!”
ยูรันหรี่ตาลง
“ตาแก่ เมื่อครู่ท่านยังทำหน้าเหมือนคิดว่าข้าแต่งเรื่องอยู่เลยนะ”
“ข้าเพียงกำลังตกตะลึง ไม่ได้สงสัยแม้แต่น้อย!”
หลานชิงอวี้ช่วยยืนยัน
“ทุกคนควรรีบห้ามเขาเอาไว้นะเจ้าคะ ตอนการประลองศิษย์พี่ยูพ่นไฟเพียงครั้งเดียว เวทีก็กลายเป็นหลุมขนาดใหญ่แล้ว”
เหล่าผู้อาวุโสหน้าซีดเผือดกว่าเดิม
ยูรันสูดลมหายใจเข้าเล็กน้อย
ซูดดดดดดด!
คลื่นความร้อนเริ่มรวมตัวอยู่ภายในลำคอของเขา
“เดี๋ยว!”
“คุณชายโปรดหยุดก่อน!”
“พวกเราเชื่อทุกคำแล้วขอรับ!”
เซี่ยเยว่หลีกลับมองเขาด้วยดวงตาเปล่งประกาย
“ข้าอยากเห็น”
ทุกคนภายในห้องโถงหันขวับมามองนางพร้อมกัน
“คุณหนูไม่ได้!”
ยูรันกลืนเปลวเพลิงกลับลงไป ก่อนพยักหน้า
“เอาไว้ข้าพาเจ้าไปดูข้างนอก ห้องนี้เล็กเกินไป พ่นครั้งเดียวคงเหลือแต่เถ้าถ่าน”
เซี่ยชางหมิงกอดเสาต้นข้าง ๆ เอาไว้แน่น
“ขอบคุณสวรรค์ที่เจ้ายังรู้จักยั้งมือ...”
ยูรันตบมือเบา ๆ
“เอาละ ไปคุยกันที่ห้องของเจ้าสักหน่อย ข้ามีอะไรให้ดูด้วย”
เขาหันไปทางหลานชิงอวี้
“ไปเร็ว ชิงอวี้”
“เจ้าค่ะ”
ยูรันจับไหล่ของทั้งสองคน
พรึ่บ!
ร่างของทั้งสามหายวับไปจากห้องโถงทันที
เซี่ยชางหมิงยื่นมือออกไป แต่คว้าได้เพียงความว่างเปล่า
“เดี๋ยวก่อน! นั่นลูกสาวข้านะ จะพาไปที่ห้องกันสามคนได้อย่างไร?!”
เขากำลังจะพุ่งตามไป ทว่าเหล่าผู้อาวุโสรีบช่วยกันดึงตัวเอาไว้
“ท่านประมุขใจเย็นก่อน!”
“คุณชายเพียงบอกว่ามีอะไรให้ดูเท่านั้น!”
เซี่ยชางหมิงดิ้นสุดกำลัง
“เพราะไปกันถึงสามคนนั่นแหละข้าจึงใจเย็นไม่ได้!”
มู่เฉิงยืนมองอยู่ด้านข้าง ก่อนถอนหายใจเบา ๆ
“ท่านประมุขขอรับ ข้าว่าต่อให้ตามไป ท่านก็ถูกคุณหนูเตะกลับมาอยู่ดี”
เซี่ยชางหมิงหยุดดิ้นทันที
“เหตุใดเจ้าจึงต้องพูดแทงใจดำข้าด้วย?”
ภายในห้องของเซี่ยเยว่หลี
ทันทีที่ทั้งสามปรากฏตัว นางก็หันมาถามด้วยความสงสัย
“เจ้าจะให้ข้าดูอะไรหรือ?”
ยูรันนำศิลาบันทึกภาพออกมาวางบนโต๊ะ
“นี่คือเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น หลังจากข้ากลับออกจากพรรคมาร”
“ทั้งหมดเลยหรือ?”
“อืม จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเล่าหลายรอบ”
เซี่ยเยว่หลีพยายามจดจำทุกอย่าง แต่ข้อมูลมีมากเกินไปจนสมองของนางเริ่มหยุดทำงาน
ผ่านไปพักใหญ่ ศิลาบันทึกภาพก็ดับลง
ภายในห้องกลับเข้าสู่ความเงียบ
หลานชิงอวี้ยกมือโบกไปมาตรงหน้าเซี่ยเยว่หลี
“คุณหนูเซี่ย ยังได้ยินข้าหรือไม่เจ้าคะ?”
ไม่มีการตอบสนอง
เซี่ยเยว่หลียังคงนั่งนิ่ง ดวงตาเหม่อลอยราวกับวิญญาณออกจากร่างไปแล้ว
“ข้อมูล...เยอะเกินไป...”
นางพึมพำออกมาเบา ๆ
“เจ้าออกจากพรรคมารไปเพียงไม่กี่วัน หรือหายไปใช้ชีวิตมาหลายร้อยปีกันแน่?”
หลานชิงอวี้ถอนหายใจอย่างเข้าใจ
“ตอนข้าดูครั้งแรกก็มีสภาพไม่ต่างจากท่านเท่าไรเจ้าค่ะ”
ทั้งสองหันไปทางยูรัน ก่อนพบว่าเขานอนฟุบอยู่บนโต๊ะ หลับสนิทไปตั้งแต่เมื่อใดไม่มีผู้ใดทราบ
“ครอก...”
เซี่ยเยว่หลีคิ้วกระตุก
“เจ้าตื่นขึ้นมาอธิบายให้ข้าเข้าใจก่อน!”
ยูรันค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นจากโต๊ะ
“อ๋อ...อืม จบแล้วหรือ?”
เขายกมือขยี้เส้นผม ก่อนเอนหลังพิงเก้าอี้
“ก็ตามนั้นแหละ เจ้าอยากถามอะไรก็ถามมา”
เซี่ยเยว่หลีสูดลมหายใจลึก พยายามจัดระเบียบข้อมูลจำนวนมหาศาลภายในสมอง
“ก้าวพริบตากับเหยียบเวหา ข้าสามารถใช้ได้แล้ว”
“หมายความว่าหากฝึกต่อไป ข้าก็สามารถหลอมรวมพวกมันเป็นเทพนภาเหินได้ เรื่องนี้ข้าไม่ได้กังวลนัก”
ยูรันพยักหน้า
“อืม แล้วเจ้าสนใจเรื่องใด?”
“สัตว์วิเศษ วิถีใหม่ และกายเทพ”
เซี่ยเยว่หลีตอบทันที
“สามเรื่องนี้สำคัญที่สุด”
“เรื่องสัตว์วิเศษ พรุ่งนี้เจ้าไปดูด้วยกันก็ได้”
ยูรันคำนวณเวลาอยู่ครู่หนึ่ง
“หากไม่มีอะไรผิดพลาด พวกมันน่าจะเริ่มฟักออกมาพอดี จะไปหรือไม่?”
ดวงตาของเซี่ยเยว่หลีสว่างวาบ
“ไป!”
“ตอบเร็วดี”
“ข้าอยากเห็นหงส์ฟ้ากับสัตว์วิเศษธาตุอื่นมานานแล้ว!”
ยูรันพยักหน้า ก่อนหันไปทางหลานชิงอวี้
“ส่วนวิถีใหม่กับกายเทพ อธิบายอย่างเดียวคงเข้าใจยาก”
“ชิงอวี้ เปิดดาราจักรของเจ้าด้วย”
“เจ้าค่ะ”
ยูรันดีดนิ้ว
เป๊าะ!
ภาพดาราจักรสองแห่งปรากฏขึ้นกลางห้อง
ดาราจักรของยูรันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต เต็มไปด้วยหมู่ดาว เนบิวลา และวงโคจรนับไม่ถ้วน ราวกับเป็นต้นกำเนิดของเอกภพทั้งมวล
ส่วนดาราจักรของหลานชิงอวี้มีขนาดเล็กกว่า แต่โครงสร้างภายในมั่นคง ดวงดาวจำนวนมากโคจรอย่างเป็นระเบียบ พร้อมปลดปล่อยพลังซึ่งแตกต่างจากปราณทั่วไปโดยสิ้นเชิง
เซี่ยเยว่หลีเงยหน้ามองภาพทั้งสองจนลืมหายใจ
“นี่คือสิ่งที่อยู่ภายในหัวใจของพวกเจ้า?”
“ถูกต้อง”
ยูรันชี้ไปทางดาราจักรของตนเอง
“ส่วนกายเทพจะถูกหล่อเลี้ยงอยู่ภายในนี้ มันสามารถเติบโตและยกระดับสายเลือดตามการบำเพ็ญของเจ้าของ”
“และทารกที่เจ้าเห็นในศิลาบันทึกภาพก็คือนี่”
เขาดีดนิ้วอีกครั้ง
เป๊าะ!
ทารกตัวเล็กปรากฏขึ้นกลางดาราจักร มันกำลังนอนดูดนิ้วอย่างสบายใจ ก่อนค่อย ๆ ลืมตาขึ้นด้วยความงัวเงีย
“บุ?”
เซี่ยเยว่หลีเบิกตากว้าง ก่อนขยับเข้ามาใกล้โดยไม่รู้ตัว
“นี่คือกายเทพของเจ้าจริง ๆ หรือ?”
ยูรันพยักหน้า
“อืม”
ยูรันมองทารกซึ่งกำลังลอยอยู่กลางดาราจักร
“นี่ ให้นางจับหน่อยได้หรือไม่?”
ทารกกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนหันไปมองเซี่ยเยว่หลี
“บู่?”
มันพิจารณานางอยู่ครู่หนึ่ง แล้วค่อย ๆ ลอยเข้าไปหาอย่างว่าง่าย แม้รอยยิ้มจะไม่สดใสเท่าตอนอยู่กับหลิงเยวี่ย แต่ก็ไม่มีท่าทีต่อต้านแม้แต่น้อย
เซี่ยเยว่หลีรีบอุ้มทารกเอาไว้ ก่อนใช้นิ้วจิ้มแก้มกลม ๆ เบา ๆ
“น่ารักมาก...จิ้มลิ้มที่สุดเลย!”
ทารกยิ้มจนดวงตาโค้งเล็กน้อย ก่อนซบตัวลงในอ้อมแขนของนางอย่างสบายใจ
หลานชิงอวี้มองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
“นะ...นะ...นี่มัน...”
นางชี้ไปทางทารกด้วยมือสั่นเทา
“เหตุใดมันจึงยอมให้นางอุ้มง่ายขนาดนี้?!”
ยูรันลูบคางพลางครุ่นคิด
[อืม ดูเหมือนมันจะตัดสินผู้คนจากระดับสติปัญญาเป็นหลักจริง ๆ สินะ]
[ว่าอยู่ เหตุใดมันจึงแสดงท่าทีรังเกียจหลานอิงมากเป็นพิเศษ]
[ดูเหมือนนางจะฉลาดอยู่หรอก แต่พอเป็นเรื่องความรักกลับโง่ลงทันที ทารกนี่จึงเกลียดเข้าเส้นเลยสินะ]
หลานชิงอวี้ขยับเข้ามาใกล้
“เหตุใดท่านจึงทำหน้าเหมือนเข้าใจอะไรบางอย่างแล้วเจ้าคะ?”
ยูรันส่ายหน้า
“ไม่มีอะไร ข้าเพียงยืนยันข้อสงสัยบางอย่างได้เท่านั้น”
“ข้อสงสัยอะไร?”
“ไม่บอก เดี๋ยวเจ้าจะเสียใจ”
หลานชิงอวี้ยิ่งมั่นใจทันทีว่าเรื่องนั้นต้องเกี่ยวข้องกับตนเองอย่างแน่นอน
ยูรันดีดนิ้วส่งทารกกลับเข้าไปในดาราจักร ก่อนปิดภาพทั้งหมดลง
“อืม พอแล้ว เท่านี้แหละ”
เขาบิดขี้เกียจเล็กน้อย
“เย็นนี้ไม่มีอาหารนะ พรุ่งนี้เช้าข้าค่อยทำ แล้วพวกเราค่อยออกเดินทางพร้อมกัน”
เซี่ยเยว่หลีชะงัก
“เดี๋ยวก่อน ข้ารออาหารของเจ้ามาตั้งหลายวัน แต่เย็นนี้เจ้ากลับไม่ทำหรือ?”
“ขี้เกียจ”
ยูรันเหมือนเพิ่งนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้
“จริงสิ หลังจากไปดูสัตว์วิเศษแล้ว เจ้าจะกลับมาที่พรรคมารอีกหรือเปล่า?”
เซี่ยเยว่หลีส่งเสียงหึ ก่อนหันหน้าไปทางอื่น
“ไม่กลับแล้ว ข้าเหม็นขี้หน้าท่านพ่อ”
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าเขาฝึกวิชาสำเร็จตั้งนานแล้ว แต่จงใจแกล้งทำเป็นใช้ไม่ได้เพื่อขัดขวางไม่ให้ข้าออกไปหาเจ้า!”
ยูรันพยักหน้า
“อ๋อ เช่นนั้นหรือ?”
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามออกมาตรง ๆ
“ถ้าเช่นนั้นคืนนี้ให้ข้ากินเจ้าเลยไหม?”
“……”
ใบหน้าของเซี่ยเยว่หลีแดงวาบ
หลานชิงอวี้สำลักอากาศทันที
“ศิษย์พี่ยูเจ้าคะ เหตุใดจึงถามตรงขนาดนั้น?!”
ยูรันเอียงคออย่างไม่เข้าใจ
“ตรงไหน? ทุกคนต่างก็หลับนอนกับข้าหมดแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงชิงถานกับเยว่หลีนี่แหละ”
เซี่ยเยว่หลีชะงัก
“ชิงถาน?”
“โอ๊ะ ข้าลืมเล่าเรื่องนี้ไป”
ยูรันเริ่มนับนิ้ว
“ตอนนี้มีศิษย์พี่ของข้าสามคน ชิงอวี้ แล้วก็เม่ยเหยา รวมเป็นห้าคนที่หลับนอนกับข้าแล้ว”
“ส่วนชิงถานยังไม่ได้ทำอะไร เพียงตกลงว่าจะย้ายมาอยู่ด้วยกันภายหลัง”
เซี่ยเยว่หลีนิ่งค้าง สมองซึ่งเพิ่งฟื้นจากข้อมูลจำนวนมหาศาลเริ่มหยุดทำงานอีกครั้ง
ยูรันกลับหัวเราะเมื่อนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
“อ้อ เม่ยเหยาคิดเหมือนหลานอิงเลยนะ”
“นางบอกว่าหากไม่รีบลงมือ เดี๋ยวข้าก็ถูกผู้อื่นคาบไปกินก่อน”
“ฮ่า ๆ ๆ พวกนางคิดว่าข้าเป็นอาหารกันหรืออย่างไร?”
หลานชิงอวี้กับเซี่ยเยว่หลีมองเขาด้วยสีหน้าพูดไม่ออก
ยูรันมองเซี่ยเยว่หลีซึ่งยังคงหน้าแดงนิ่งอยู่
“สรุปแล้วเอาอย่างไร?”
เขาชี้ไปทางหลานชิงอวี้
“หากไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร เดี๋ยวให้นางช่วยสอนก็ได้”
หลานชิงอวี้สะดุ้งเฮือก
“เหตุใดกลายเป็นหน้าที่ของข้าอีกแล้วเจ้าคะ?!”
“เจ้ามีประสบการณ์แล้วนี่”
“เรื่องเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่ามีประสบการณ์แล้วจะสอนผู้อื่นได้นะเจ้าคะ!”
เซี่ยเยว่หลีมองทั้งสองคนสลับกัน ก่อนกัดริมฝีปากเล็กน้อย
“ข้าไม่ต้องให้นางสอน”
ยูรันเอียงคอ
“หมายความว่าไม่เอา?”
“ใครบอกว่าไม่เอา!”
เซี่ยเยว่หลีรีบคว้าแขนเขาไว้แน่น
“ข้าเพียงบอกว่าสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้ ไม่จำเป็นต้องให้ผู้ใดมาสอน!”
หลานชิงอวี้ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“เช่นนั้นข้าก็ไม่เกี่ยวแล้วนะเจ้าคะ”
เซี่ยเยว่หลีหันไปมองนาง
“แต่เจ้าต้องอยู่ด้วย”
“เอ๊ะ?”
“ข้าไม่ยอมให้เจ้าหนีไปนอนสบายอยู่คนเดียวหรอก”
หลานชิงอวี้หันไปมองยูรันเพื่อขอความช่วยเหลือ
ยูรันเพียงยักไหล่ ก่อนสะบัดมือกางม่านกั้นเสียงครอบคลุมทั่วห้อง
เป๊าะ!
แสงสว่างภายในห้องดับลงทันที