คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 202 เป็นสมุนไพรอยู่ดี ๆ กลับมีกล้ามขึ้นมาเสียอย่างนั้น บ้าหรือเปล่า7,393 ตัวอักษร

ตอนที่ 202 เป็นสมุนไพรอยู่ดี ๆ กลับมีกล้ามขึ้นมาเสียอย่างนั้น บ้าหรือเปล่า

เวลาผ่านไปเช่นนั้นอีกสองสัปดาห์

ความสัมพันธ์ระหว่างเซี่ยเยว่หลี ไป๋หลิง หนานอวี้ และหลานชิงอวี้ดีขึ้นมาก จากเดิมที่ยังคอยเขม่นกัน พวกนางกลับเริ่มผลัดกันไปค้างคืนกับยูรัน บางคืนไปสองคน บางคืนสามคน และบางคืนก็ไปพร้อมกันทั้งสี่คน

เมื่อใช้เวลาอยู่ร่วมกันมากขึ้น ความระแวงและความหึงหวงจึงค่อย ๆ ลดลง แม้ยังมีปะทะฝีปากกันบ้าง แต่ส่วนใหญ่กลายเป็นการหยอกล้อเสียมากกว่า

ส่วนยูรันยังคงทำงานแล้วก็ทำงาน ไม่รู้ว่าเขาจะหาเรื่องอะไรให้ตนเองทำมากมายนักหนา

แต่ละวันมีทั้งวางระบบ วางแผนการผลิต และออกแบบการทดลองใหม่ ตั้งแต่โรงหลอม ระบบฟาร์ม การแปรรูปสินค้า ไปจนถึงการดัดแปลงสายพันธุ์สัตว์วิเศษ รายการงานเพิ่มขึ้นเร็วกว่างานที่ทำเสร็จเสียอีก

การทดลองสร้างสัตว์วิเศษสายพันธุ์ต่อไปเริ่มต้นขึ้นแล้ว เพียงแต่ยูรันควบคุมค่ายกลแยกมิติให้ชะลอการฟักเอาไว้ก่อน เขาไม่ต้องการให้พวกมันถือกำเนิดเร็วเกินไปแล้วเรียกทัณฑ์สวรรค์ลงมาอีก

อย่างน้อยต้องรอให้หงส์ฟ้ารุ่นแรกเติบโตจนเห็นพัฒนาการชัดเจนเสียก่อน จึงค่อยตัดสินใจว่าจะฟักสัตว์วิเศษสายพันธุ์ถัดไปเมื่อใด

ทางด้านสัตว์น้ำและสัตว์บกก็เริ่มเกิดการวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง บางตัวสามารถดูดซับพลังปราณได้มากขึ้น บางตัวมีร่างกายใหญ่ขึ้นหลายเท่า และบางส่วนถึงขั้นเริ่มควบคุมพลังธาตุได้แล้ว

ยูรันจึงต้องรีบแยกพวกมันตามสายพันธุ์ ระดับพลัง และธาตุ ก่อนจะเกิดการแย่งอาณาเขตหรือทำลายระบบฟาร์มจนวุ่นวาย

ส่วนลูกหงส์ฟ้าธาตุไฟทั้งสองตัวกลับเติบโตรวดเร็วผิดปกติกว่าคู่อื่นอย่างเห็นได้ชัด

หนานอวี้จึงตั้งชื่อให้ตัวผู้ว่า ฉือเหยียน แปลว่าเปลวเพลิงชาด

ส่วนตัวเมียชื่อ จินอวี่ แปลว่าขนนกสีทอง

“ฉือเหยียน! จินอวี่!”

“จิ๊บ!”

ลูกหงส์ทั้งสองส่งเสียงตอบ ก่อนวิ่งเข้ามาหาหนานอวี้พร้อมกันอย่างร่าเริง

ส่วนเซี่ยเยว่หลีได้รับความช่วยเหลือจากหนานอวี้ ไป๋หลิง และหลานชิงอวี้ โดยมียูรันคอยเสริมและควบคุมพลังให้ การเปลี่ยนวิถีของนางจึงสำเร็จอย่างราบรื่น

หลังสร้างดาราจักรภายในหัวใจและเปลี่ยนตบะเดิมทั้งหมดเข้าสู่เส้นทางดารา ระดับพลังของนางก็มาหยุดอยู่ที่ ครึ่งก้าวสู่ดาราแรกกำเนิด เหลือเพียงโอกาสอีกเล็กน้อยก็สามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นต่อไปได้อย่างสมบูรณ์


เช้าวันต่อมา ระหว่างที่ทุกคนนั่งรับประทานอาหารร่วมกัน ยูรันพลันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้

เขาหันไปมองหลิงเยวี่ย

“อาจารย์ สรุปแล้วท่านใช้ก้าวพริบตาได้หรือยัง?”

มือของหลิงเยวี่ยซึ่งกำลังยกถ้วยชาหยุดค้างกลางอากาศ

ยูรันกล่าวต่อโดยไม่ทันสังเกตเห็นสีหน้าของนาง

“ตอนนี้ทุกคนฝึกสำเร็จกันหมดแล้วนะ แม้แต่ท่านแม่ลู่กับท่านแม่ไป๋ยังใช้ได้ แถมยังสามารถผสานก้าวพริบตากับเหยียบเวหาได้ด้วย”

เปรี๊ยง!

คำถามนั้นราวกับสายฟ้าผ่าลงกลางใจของหลิงเยวี่ยอย่างแม่นยำ

ทุกคนบนโต๊ะชะงัก ก่อนหันไปมองนางพร้อมกัน

หลานชิงอวี้กะพริบตาปริบ ๆ

“ท่านอาจารย์ก็ฝึกสำเร็จแล้วใช่ไหมเจ้าคะ?”

“พวกเราลืมถามเรื่องนี้ไปเสียสนิทเลย”

ไป๋หลิงพยักหน้า

“นั่นสิ แต่ข้าว่าอาจารย์น่าจะฝึกสำเร็จไปนานแล้ว”

หนานอวี้เองก็เห็นด้วย

“อืม ระดับอาจารย์เชียวนะ เรื่องแค่นี้ย่อมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว”

นางหันไปถามคนอื่น

“พวกเจ้าก็คิดเหมือนกันใช่หรือไม่?”

“จิ๊บ!”

ฉือเหยียนกับจินอวี่ส่งเสียงตอบพร้อมกัน ก่อนพยักหน้ารัว ๆ ราวกับเห็นด้วยอย่างยิ่ง

“……”

หลิงเยวี่ยค่อย ๆ วางถ้วยชาลงด้วยมือสั่นเล็กน้อย กำชายเสื้อใต้โต๊ะแน่น

[บัดซบ! อุตส่าห์ทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาตั้งสองสัปดาห์ รันเอ๋อร์ยังนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้อีก]

[อึก เจ็บใจชะมัด!]

เมื่อเห็นทุกคนยังคงจ้องมองอยู่ นางจึงสูดลมหายใจลึก ก่อนยอมรับออกมาตามตรง

“ยังไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว”

“……”

ทั้งโต๊ะตกอยู่ในความเงียบ

ยูรันกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนพยักหน้า

“อ๋อ...อืม”

[ทิฐิสูงชะมัด]

[หากยอมปล่อยวางเสียหน่อยก็น่าจะทำได้แล้วแท้ ๆ]

[ช่างเถอะ เดี๋ยวนางก็คงทำได้เอง ตอนนี้หากมีใครพูดอะไรออกไป มีหวังถูกตบคว่ำแน่]

ยังไม่ทันขาดคำ หนานอวี้ก็พึมพำขึ้นมา

“เป็นไปไม่ได้...อาจารย์กระจอกกว่าพวกเราอีกหรือ?”

ทันทีที่รู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป หนานอวี้ก็รีบยกมือปิดปาก

แต่สายเกินไปแล้ว

หลิงเยวี่ยหันมามองนางด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ

“ไปว่ายน้ำเสียหน่อย”

เพี๊ยะ!

ฝ่ามือพลังตบเข้ากลางร่างของหนานอวี้ ก่อนส่งนางลอยออกจากตำหนักไปไกล

ตูม!

ร่างของนางตกลงกลางบ่อปลาอย่างแม่นยำ น้ำกระจายขึ้นสูงหลายจั้ง

หลานชิงอวี้มองตามด้วยสีหน้าพูดไม่ออก

[อยู่ดีไม่ว่าดี จะพูดออกไปทำไมกันเล่า...]

ไป๋หลิงหลับตาลง ก่อนถอนหายใจอยู่ภายในใจ

[ขนาดสามีปากเสียถึงเพียงนั้นยังไม่พูดอะไรสักคำ แล้วหนานอวี้จะเปิดปากทำไม!]

เซี่ยเยว่หลีซึ่งนั่งฟังมาตั้งแต่ต้นค่อย ๆ ลดสายตาลงมองอาหารตรงหน้า

[น่ากลัวชะมัด...]

[ข้านั่งเงียบ ๆ เช่นนี้แหละ ถูกต้องที่สุดแล้ว]

ยูรันถอนหายใจอยู่ภายในใจ

[เฮ้อ ช่วยนางสักหน่อยแล้วกัน]

เขาวางตะเกียบลง ก่อนหันไปหาหลิงเยวี่ย

“ท่านอาจารย์ ข้าจะบอกอะไรให้อย่างหนึ่ง”

“สิ่งที่ท่านควรฝึกในตอนนี้ไม่ใช่วิชาใด แต่เป็นการนั่งสมาธิ ทำจิตใจให้ปลอดโปร่งต่างหาก”

หลิงเยวี่ยเลิกคิ้ว

ยูรันกล่าวต่อ

“กายาหยินบริสุทธิ์อะไรของท่านนั่นแหละคือสาเหตุ”

“แม้ท่านจะสามารถต้านทานผลกระทบโดยตรงของกายาได้ แต่มันยังทำให้จิตใจฟุ้งซ่านและคิดมากเกินไป ”

ในตอนนั้นเอง หนานอวี้ซึ่งเพิ่งปีนกลับขึ้นมาจากบ่อปลาก็ชะงักไป

เสื้อผ้าของนางเปียกโชก เส้นผมแนบติดใบหน้า แต่ดวงตากลับเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง

“อะไรนะ? อาจารย์มีกายาหยินบริสุทธิ์หรือ?”

นางรีบปีนกลับมานั่งที่โต๊ะ

“เช่นนั้นหลังเปลี่ยนวิถีและหล่อเลี้ยงครรภ์แห่งดวงดาว กายาของอาจารย์จะไม่กลายเป็นกายเทพหยินบริสุทธิ์ดาราสวรรค์อะไรทำนองนั้นหรือ?”

ยูรันคิ้วกระตุก

“ประเด็นมันอยู่ตรงนั้นหรือ?”

“แล้วชื่อนั่นมันอะไรกัน เพียงเติมคำว่ากายเทพไว้ด้านหน้า แล้วเอาดาราสวรรค์มาต่อท้ายไม่ใช่หรือ?”

เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“หากจะตั้งชื่อ อย่างน้อยก็ต้องเป็น กายเทพจันทราสวรรค์ สิ ฟังดูดีกว่าตั้งเยอะ”

ไป๋หลิงมองเขาด้วยสีหน้าพูดไม่ออก

“สามี ข้าว่าท่านเองก็จับประเด็นผิดไปแล้วนะ”

หลานชิงอวี้พยักหน้า

“จริงเจ้าค่ะ ถึงชื่อกายเทพจันทราสวรรค์จะฟังดูเท่มากก็เถอะ”

ยูรันกระแอมเบา ๆ

“อะแฮ่ม เอาเถอะ ข้าสรุปให้ฟังตรง ๆ เลยก็แล้วกัน”

เขาหันกลับไปมองหลิงเยวี่ย

“ด้วยนิสัยของท่าน ประกอบกับผลกระทบจากกายาหยินบริสุทธิ์ ทำให้ท่านไม่สามารถสงบจิตใจได้”

“พูดง่าย ๆ ก็คือ ท่านมีทิฐิว่าตนเองเป็นอาจารย์ จึงไม่อาจยอมแพ้ให้ลูกศิษย์”

หลิงเยวี่ยชะงักไปเล็กน้อย

ยูรันกล่าวต่อโดยไม่คิดอ้อมค้อม

“ซึ่งนั่นเป็นความคิดของคนโง่เขลา”

ฉึก!

“อาจารย์ที่ดี เมื่อเห็นลูกศิษย์เติบโตและก้าวหน้าเหนือกว่าตนเอง ควรรู้สึกดีใจ คอยสนับสนุน และเป็นกำลังใจให้พวกเขา”

“ไม่ใช่เอาแต่คิดว่าตนต้องชนะลูกศิษย์ทุกเรื่อง”

ยูรันกอดอก

“ไม่เช่นนั้นจะรับลูกศิษย์เอาไว้ทำไม? รับไว้เพื่อใช้แสดงบารมีของตนเองหรือ?”

เขาชี้เข้าหาตัวเอง

“หากต้องการแสดงบารมี แค่ทำเหมือนข้า พ่นไฟออกจากปากให้ดูเท่ ๆ ก็ได้แล้วไม่ใช่หรือ?”

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเงียบกริบอีกครั้ง

ยูรันมองหลิงเยวี่ย ก่อนกล่าวทิ้งท้าย

“คืนนี้ท่านลองกลับไปคิดดูเถอะว่าสิ่งที่ข้าพูดเป็นความจริงหรือไม่”

“หากมันจริงก็ยอมรับเสีย แล้วค่อยลองฝึกใหม่อีกครั้ง”

จากนั้นเขาก็หันไปหาเฮยหลงกับเยว่หลิน

“ส่วนพวกแกสองตัว อย่าลืมคอยดูด้วยว่าเหล่าสมุนทำอะไรอยู่บ้าง”

ทั้งคู่ชะงัก

“นายท่านหมายถึงพวกเมนเดรกหรือขอรับ?”

“ใช่”

ยูรันหลี่ตาลง

“ข้าไม่ได้บอกว่าพวกมันทำผิด หากไม่ทำอะไรก็ดีไป”

“แต่ไม่ใช่ว่าพวกมันแอบไปขโมยสัตว์น้ำกับน้ำผึ้งมากิน แล้วต่อยกับฝูงผึ้งเป็นว่าเล่นหรอกนะ”

เฮยหลงกับเยว่หลินหันมองหน้ากัน ก่อนรีบพยักหน้า

ยูรันยังกล่าวต่อ

“ช่วงนี้พวกมันเริ่มอ้วนท้วนสมบูรณ์ขึ้นจนช่วยแบกของได้แล้ว”

“เป็นสมุนไพรอยู่ดี ๆ กลับมีกล้ามขึ้นมาเสียอย่างนั้น บ้าหรือเปล่า?”

หนานอวี้ชะงัก

“จริงด้วย เมื่อครู่ข้าเห็นบางตัวมีกล้ามขึ้นมาแล้ว”

“แถมยังขี่คอเล่นกับพวกลูกเจี๊ยบอีกต่างหาก”

หลานชิงอวี้เบิกตากว้าง

“ถึงขั้นขี่คอลูกหงส์เลยหรือเจ้าคะ?”

นางรีบลุกขึ้น ก่อนคว้าแขนไป๋หลิง

“เช่นนั้นข้าต้องไปดูให้เห็นกับตาแล้ว ศิษย์พี่รอง ไปกันเถอะเจ้าค่ะ!”

“เดี๋ยวก่อน ข้ายัง—”

ไป๋หลิงยังพูดไม่ทันจบก็ถูกหลานชิงอวี้ลากออกจากห้องไปเสียแล้ว

ยูรันมองตามทั้งสองคน ก่อนลุกขึ้นบ้าง

“อืม เช่นนั้นข้าเองก็ไปทำงานต่อดีกว่า”

เซี่ยเยว่หลีรีบลุกขึ้นแล้วเดินตามเขาออกไปทันที

เฮยหลงกับเยว่หลินเองก็แยกย้ายไปตรวจดูเหล่าสมุนตามคำสั่ง

ไม่นาน เหลือเพียงหลิงเยวี่ยนั่งอยู่ตามลำพัง

นางก้มมองเงาของตนเองในถ้วยชา ก่อนถอนหายใจเบา ๆ

[อืม ดูเหมือนรันเอ๋อร์จะรู้ไปเสียทุกเรื่องเลยนะ]

[ข้าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ...]

[เฮ้อ...]