ตอนที่ 202 หากหาไม่ได้ ก็วางหัวของเจ้าเอาไว้ที่นี่เสีย
เซี่ยหลานอิงไม่ได้สนใจสีหน้าของทั้งสาม นางหยิบตุ๊กตาตัวเล็กออกมาจากแหวนมิติ ก่อนวางลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง
ตุ๊กตาตัวนั้นสร้างขึ้นตามรูปลักษณ์ของยูรัน ทั้งเสื้อผ้า เส้นผม และสีหน้าเหมือนเจ้าตัวแทบทุกอย่าง เพียงแต่ศีรษะใหญ่กว่าปกติ ส่วนแขนขากลมสั้น ดูน่ารักอย่างประหลาด
เซี่ยหลานอิงยกมันขึ้นมาอวดด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ
“ตัวนี้เขาทำให้หลานเป็นพิเศษเลยนะเพคะ”
“นอกจากใช้กอดตอนนอนแล้ว ยังช่วยรวบรวมพลังปราณในระหว่างพักผ่อนได้ด้วย”
“เขาบอกว่ามันเป็นของดีเพคะ”
เซี่ยอวิ๋นหลันรับตุ๊กตามาตรวจสอบ ก่อนสัมผัสได้ถึงค่ายกลรวบรวมปราณขนาดเล็กซึ่งซ่อนอยู่ภายใน
“สามารถรวบรวมพลังปราณได้จริง ๆ แม้ผลจะไม่มาก แต่กลับทำงานได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องส่งพลังเข้าไปกระตุ้น”
อ๋องเฉินมองตุ๊กตา ก่อนมองหลานสาวซึ่งกำลังยิ้มอย่างมีความสุข
“เจ้าเด็กนั่นถึงขั้นนำหน้าตนเองมาทำเป็นสมบัติขายแล้วหรือ?”
เซี่ยหลานอิงรีบดึงตุ๊กตากลับมากอดไว้
“ตัวนี้ไม่ขายเพคะ ของหลานเป็นรุ่นพิเศษ ฮี่ ๆ”
เซี่ยอวิ๋นหลันมองตุ๊กตาในอ้อมแขนของหลานสาว ก่อนยื่นมือออกไป
“มีตัวอื่นอีกหรือไม่? นำออกมาให้ข้าดูสิ”
เซี่ยหลานอิงไม่ได้คิดอะไรมาก นางเปิดแหวนมิติแล้วนำตุ๊กตาทั้งหมดออกมาวางเรียงบนโต๊ะทันที
มีทั้งรุ่นพ่นเปลวเพลิง รุ่นควบคุมมังกรไม้ รุ่นเรียกกิเลนสายฟ้า รุ่นทำอาหาร รุ่นเล่นดนตรี และรุ่นนอนเอื่อยเฉื่อย
“มีเยอะเลยเพคะ”
เซี่ยหลานอิงหยิบตุ๊กตารุ่นนอนขึ้นมากอด ก่อนยิ้มอย่างมีความสุข
“ฮี่ ๆ หลานจะนำพวกมันไปนอนกอดทุกวัน”
เซี่ยอวิ๋นหลันกวาดตามองตุ๊กตาทั้งหมดช้า ๆ
เซี่ยหลานอิงเพิ่งสังเกตเห็นสายตาของนางก็ชะงัก ก่อนรีบรวบตุ๊กตาทั้งหมดกลับมาไว้ตรงหน้าตนเอง
“เสด็จน้า ของพวกนี้เป็นของหลานนะเพคะ!”
เซี่ยหลานอิงรีบรวบตุ๊กตาทั้งหมดเข้ามากอดไว้แน่น
“คราวที่แล้วท่านก็ขโมยโต๊ะของหลานไปแล้ว รอบนี้หลานไม่ยอมเด็ดขาด!”
เซี่ยอวิ๋นหลันเลิกคิ้ว
“หืม? ขโมย?”
“โต๊ะตัวนั้นไม่ใช่ของฝากหรอกหรือ?”
นางชี้ไปยังตุ๊กตาซึ่งกองอยู่เต็มอ้อมแขนของเซี่ยหลานอิง
“พวกนี้เองก็เหมือนกันมิใช่หรือ? เจ้ามีตั้งมากมาย แบ่งให้ข้าสักสองสามตัวจะเป็นอะไรไป?”
“ไม่ใช่เพคะ!”
เซี่ยหลานอิงส่ายหน้ารัว ๆ
“นี่เรียกว่าของขวัญ เขามอบให้หลานโดยเฉพาะ”
“หากเสด็จน้าอยากได้ก็ไปซื้อเองสิเพคะ!”
ท้องพระโรงพลันเงียบกริบ
อ๋องเฉินกับอ๋องหมิงหันมามองเซี่ยหลานอิงด้วยความตกตะลึง
เซี่ยอวิ๋นหลันหรี่ตามองหลานสาว ก่อนยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้ม
“กลับไปคราวนี้ ปีกกล้าขาแข็งขึ้นมากเลยนะ”
เซี่ยหลานอิงสะดุ้งเล็กน้อย แต่ยังคงกอดตุ๊กตาทั้งหมดเอาไว้แน่น
“เรื่องอื่นหลานยอมได้เพคะ...”
“แต่เรื่องนี้ไม่ได้จริง ๆ”
เซี่ยอวิ๋นหลันลูบขนของลูกหงส์ฟ้าธาตุสุริยัน ก่อนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“เพียงสองเดือนกลับสร้างเรื่องเอาไว้มากมายถึงเพียงนี้”
“ข้าเริ่มสนใจเขาขึ้นมาแล้วสิ”
เซี่ยหลานอิงชะงักทันที
“เสด็จน้าหมายความว่าอย่างไรเพคะ?”
เซี่ยอวิ๋นหลันเหลือบมองนาง
“สนใจก็คือสนใจ ยังต้องหมายความว่าอะไรอีก?”
เซี่ยหลานอิงเริ่มนั่งไม่ติดที่
“อะ เอ่อ...คงไม่ใช่ความสนใจแบบที่หลานกำลังคิดอยู่ใช่ไหมเพคะ?”
“แล้วเจ้ากำลังคิดแบบไหน?”
“คือ...”
เซี่ยหลานอิงอึกอัก ก่อนรวบรวมความกล้าเอ่ยออกมา
“หลานเพียงสงสัยเพคะ เพราะตอนนี้หลานก็ช้ากว่าเยว่หลีไปแล้ว หากแม้แต่เสด็จน้ายัง...เอ่อ...”
นางไม่กล้าพูดประโยคที่เหลือจนจบ
เซี่ยอวิ๋นหลันมองท่าทางกระวนกระวายของหลานสาว ก่อนถามอย่างคลุมเครือ
“เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า?”
เซี่ยหลานอิงอ้าปากค้าง
“เสด็จน้าไม่ได้ปฏิเสธหรือเพคะ?!”
อ๋องหมิงมองสองอาหลานสลับกัน ใบหน้าค่อย ๆ ซีดลง
[ไม่นะ...]
[หลานสาวของข้าหายไปกับเจ้าเด็กนั่นถึงสองคนแล้ว]
[หากแม้แต่พี่หญิงของข้ายังจะเอาด้วยอีกคน ราชวงศ์ต้าเซี่ยของพวกเราจะเหลืออะไร?!]
เซี่ยอวิ๋นหลันเห็นสีหน้าของทุกคนก็หัวเราะเบา ๆ
“ข้ายังไม่เคยพบเขาด้วยซ้ำ พวกเจ้าจะแตกตื่นกันไปทำไม?”
เซี่ยหลานอิงรีบตอบ
“ก็เพราะสตรีทุกคนที่เข้าใกล้เขา สุดท้ายล้วนกลายเป็นภรรยาของเขาอย่างไรเล่าเพคะ!”
เซี่ยอวิ๋นหลันเหลือบมองตุ๊กตายูรันในอ้อมแขนของหลานสาว ก่อนลูบขนลูกหงส์ฟ้าอย่างช้า ๆ
“เช่นนั้นหรือ?”
“ฟังดูน่าสนใจยิ่งกว่าเดิมเสียอีก”
“เสด็จน้า!”
อ๋องหมิงยกมือกุมหน้าอก
[จบแล้ว...]
[ทุกคนกำลังโดนกวาดไปหมดแล้ว?!]
อ๋องเฉินกระแอมเสียงดัง ก่อนรีบเปลี่ยนเรื่อง
“พอเถอะ กลับมาคุยเรื่องการตรวจสอบเซี่ยเยว่หลีกันก่อนดีกว่า”
คืนนั้น ภายในตำหนักส่วนพระองค์ของจักรพรรดินี
เซี่ยอวิ๋นหลันวางฎีกาในมือลง ก่อนเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“องครักษ์เงา”
เงาดำสายหนึ่งปรากฏขึ้นกลางห้อง ก่อนสตรีในชุดดำจะคุกเข่าลง
“มีสิ่งใดให้หม่อมฉันรับใช้เพคะ?”
“เจ้าไปแอบดูตุ๊กตาของหลานอิงมา”
องครักษ์เงาชะงัก
“เพคะ?”
“ตุ๊กตาหรือเพคะ? เหตุใดต้องแอบดูด้วย?”
เซี่ยอวิ๋นหลันเหลือบมองนาง
“ไปดูว่ามีกี่แบบ แล้วจดจำรายละเอียดเอาไว้ให้หมด”
“จากนั้นไปหาซื้อแบบเดียวกันมา หลานอิงบอกว่าน่าจะมีขายอยู่ที่เมืองหลอมศิลา”
นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“ไปหามาให้ได้”
“หากหาไม่ได้ ก็วางหัวของเจ้าเอาไว้ที่นี่เสีย”
องครักษ์เงาเงยหน้าขึ้นอย่างตกตะลึง
“ห๊ะ?”
ร่างของนางแข็งค้าง ดวงตาเบิกกว้างจนแทบถลน เหงื่อเย็นไหลลงมาตามขมับอย่างห้ามไม่อยู่
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางทำภารกิจอันตรายมากมาย
แต่ไม่เคยมีภารกิจใดทำให้นางรู้สึกถึงอันตรายต่อชีวิตมากเท่าครั้งนี้
[เพียงหาซื้อตุ๊กตาไม่ได้ ข้าก็ต้องถูกตัดหัวเลยหรือ?!]
[นี่มันภารกิจระดับใดกันแน่?!]
องครักษ์เงารีบก้มศีรษะลงจนแทบติดพื้น
“ระ รับพระบัญชาเพคะ!”
พูดจบ นางก็หายเข้าไปในเงามืดทันที ราวกับกลัวว่าหากช้าอีกเพียงอึดใจ ศีรษะของตนจะถูกทิ้งไว้ที่นี่ตั้งแต่ยังไม่ออกเดินทาง
ณ ที่แห่งหนึ่ง ภายในศาลากว้าง หญิงสาวสี่คนกำลังนั่งล้อมโต๊ะอยู่ด้วยกัน ด้านหลังของพวกนางมีสาวใช้แปดคนยืนรอรับคำสั่งอย่างเป็นระเบียบ
“มาแล้ว”
หญิงสาวคนรองหยิบตุ๊กตาอีกตัวขึ้นมาพิจารณา
“ใบหน้ายังเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน”
หญิงสาวคนที่สี่กอดตุ๊กตารุ่นนอนเอื่อยเฉื่อยเอาไว้ ก่อนหัวเราะอย่างชอบใจ
“ฮี่ ๆ น่ารักจัง”
“คิดถูกจริง ๆ ที่ข้าอุตส่าห์ส่งคนไปต่อแถวซื้อ ไม่เช่นนั้นคงถูกแย่งไปจนหมดแล้ว”
หญิงสาวคนที่สามพยักหน้า
“น้องสี่ทำได้ดีมาก”
พี่ใหญ่พลิกตุ๊กตาในมือดูอีกครั้ง ก่อนกล่าวอย่างครุ่นคิด
“อืม ดูเหมือนท่านพ่อกำลังเริ่มทำอะไรบางอย่างแล้วสินะ”
“นับตั้งแต่เปลแห่งดวงดาวเกิดความเคลื่อนไหวยังไม่ถึงสามเดือน แต่ข่าวของท่านพ่อกลับแพร่กระจายออกมาไกลถึงเพียงนี้”
“แสดงว่าทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นแล้วจริง ๆ”
หญิงสาวคนรองพยักหน้าเห็นด้วย
“อืม ดูเหมือนสองตระกูลนั้นจะรวมตัวกันเรียบร้อยแล้วด้วย”
“ท่านพ่อคงถูกใจพวกนางไม่น้อย”
หญิงสาวคนที่สามตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“เรื่องนั้นไม่สำคัญ”
“หากท่านพ่อถูกใจ พวกเราย่อมยอมรับได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีกี่คนก็ตาม”
หญิงสาวคนที่สี่ไม่ได้สนใจบทสนทนาอีกต่อไป นางกำลังจ้องตุ๊กตารุ่นพ่นเปลวเพลิงด้วยดวงตาเปล่งประกาย
“นั่นสิน้าาาา”
“ดูสิ แม้แต่ตอนพ่นไฟก็ยังเท่เหมือนเดิม”
นางพลิกตุ๊กตารุ่นพ่นไฟดูอย่างสนใจ
“วิชานี้จะต้องเป็น ‘ระเบิดเปลวเพลิงมังกรสายวารีสุดขีดคลั่ง’ แน่ ๆ”
หญิงสาวคนที่สี่ลุกขึ้นยืนทันที นางก้าวออกจากศาลา ก่อนประสานมุทราหลายชุดอย่างรวดเร็ว
“คาถาผสาน...”
“ระเบิดเปลวเพลิงมังกรสายวารีสุดขีดคลั่ง!”
หญิงสาวคนที่สี่สูดลมหายใจเข้าลึก
“สูดดดดดดดดดดดดดด!”
ก่อนอ้าปากพ่นพลังออกไปยังภูเขาซึ่งตั้งอยู่ด้านข้าง
ฟู่วววววววววววววววววว!
เปลวเพลิงกับสายน้ำพุ่งออกมาพร้อมกัน ก่อนหมุนพันกันเป็นมังกรขนาดมหึมาแล้วทะยานเข้าปะทะยอดเขาอย่างดุดัน
ตู้มมมมมมมมมมมมมมมมมมม!
ภูเขาทั้งลูกระเบิดออกในพริบตา เศษหินจำนวนมหาศาลปลิวกระจายไปทั่วท้องฟ้า ก่อนถูกเปลวเพลิงเผาจนละลายและถูกกระแสน้ำบดขยี้จนกลายเป็นฝุ่น
สาวใช้ทั้งแปดคนยืนแข็งค้าง
[ทำได้จริงด้วย?!]
สาวใช้คนหนึ่งมองภูเขาซึ่งหายไปเกือบทั้งลูก ก่อนรวบรวมความกล้าก้าวออกมา
“บ่าวขออนุญาตถามได้หรือไม่?”
หญิงสาวคนที่สี่หันกลับมา
“ถามมาสิ”
“เหตุใดสายน้ำกับเปลวเพลิงจึงไม่หักล้างกันเจ้าคะ?”
“แล้วเหตุใดเมื่อใช้ร่วมกันจึงรุนแรงถึงเพียงนี้?”
นางลังเลเล็กน้อย ก่อนถามต่อ
“อีกอย่าง...เหตุใดคุณหนูจึงสามารถพ่นเปลวเพลิงออกจากปากได้เจ้าคะ?”
หญิงสาวคนที่สี่เอียงคออย่างไม่เข้าใจว่ามีอะไรน่าสงสัย
“เพราะข้าไม่ได้หลอมรวมน้ำกับไฟเข้าด้วยกันอย่างไรเล่า”
“ข้าแบ่งพลังออกเป็นสองชั้น เปลวเพลิงอยู่ด้านใน ส่วนสายน้ำหมุนห่อหุ้มอยู่ด้านนอก โดยเว้นช่องว่างเล็ก ๆ ไม่ให้ทั้งสองสัมผัสกันโดยตรง”
สาวใช้ทั้งแปดคนพยักหน้าช้า ๆ
“แล้วเรื่องพ่นไฟออกจากปากเล่าเจ้าคะ?”
หญิงสาวคนที่สี่ยกตุ๊กตาขึ้นมอง
“พลังจะออกจากส่วนใดของร่างกายก็ได้ หากอยากให้มันออกจากปาก ก็เพียงควบคุมให้มันไหลออกมาทางปากเท่านั้น”