คลังนิยายสัตย์สาบานแห่งดวงดาวอ่านล่าสุด

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 203 ข้าเองยังไม่รู้เลยว่าพี่ชายยังมีชีวิตอยู่หรือไม่7,631 ตัวอักษร

ตอนที่ 203 ข้าเองยังไม่รู้เลยว่าพี่ชายยังมีชีวิตอยู่หรือไม่

นางยกมือเท้าเอว ก่อนกล่าวอย่างมั่นใจ

“ท่านพ่อต้องตอบเช่นนี้แน่นอน”

“ข้าเป็นลูกของท่านพ่อ เรื่องที่ท่านพ่อทำได้ ข้าย่อมทำได้อยู่แล้ว”

จากนั้นนางก็ชี้ไปยังหญิงสาวอีกสามคน

“พี่ใหญ่ พี่รอง และพี่สามเองก็ทำได้ทั้งหมดนั่นแหละ”

หญิงสาวคนที่สี่หันไปมองสาวใช้ทั้งแปด ก่อนขมวดคิ้วเล็กน้อย

“พี่ใหญ่ ดูเหมือนพวกนางจะไม่ค่อยเชื่อนะ”

นางกอดตุ๊กตาไว้กับอก ก่อนครุ่นคิด

“หากเป็นท่านพ่อ ท่านพ่อจะทำอย่างไรนะ?”

หญิงสาวผู้เป็นพี่ใหญ่ตอบอย่างไม่รีบร้อน

“ก็คงลุกขึ้นแล้วพูดว่า...”

นางเลียนน้ำเสียงเฉื่อยชาของใครบางคน

“อืม ดูเหมือนพวกแกจะไม่เชื่อนะ”

“จากนั้นก็ลงมือทำให้ดูด้วยตนเอง”

หญิงสาวคนที่สามชะงัก

“หมายความว่าพวกเราต้องทำให้ดูด้วยหรือ?”

หญิงสาวคนรองพยักหน้าช้า ๆ

“ก็น่าจะเป็นเช่นนั้นนะ”

หญิงสาวทั้งสี่คนมองหน้ากัน ก่อนลุกขึ้นพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียง

สาวใช้ทั้งแปดคนชะงัก

“เดี๋ยวก่อนนะเจ้าคะ...”

แต่ไม่มีผู้ใดสนใจคำห้ามของพวกนาง

หญิงสาวทั้งสี่ก้าวออกมายืนเรียงหน้ากระดาน ก่อนประสานมุทราชุดเดียวกัน

“คาถาผสาน...”

“ระเบิดเปลวเพลิงมังกรสายวารีสุดขีดคลั่ง!”

ทั้งสี่คนสูดลมหายใจเข้าพร้อมกัน

“สูดดดดดดดดดดดดดดดด!”

จากนั้นจึงพ่นพลังออกไปยังภูเขาซึ่งเพิ่งถูกทำลายก่อนหน้า

ฟู่ววววววววววววววววววว!

ตู้มมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!

หญิงสาวคนที่สี่ยกมือเท้าเอว ก่อนหันกลับมาหาสาวใช้ทั้งแปด

“เห็นไหม?”

“พวกเราทำได้ทั้งหมดจริง ๆ”

สาวใช้ทั้งแปดคนก้มหน้าก้มตา ไม่กล้าแม้แต่จะมองทะเลเพลิงเบื้องหน้าอีก

“จะ เจ้าค่ะ!”

“พวกเราเชื่อแล้วเจ้าค่ะ!”

หญิงสาวคนที่สี่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“ดีมาก”

นางกอดตุ๊กตาในอ้อมแขน ก่อนออกคำสั่ง

“ต่อไปพวกเจ้าคอยติดตามข่าวของท่านพ่อเอาไว้ให้ดี”

“หากมีสินค้าอะไรออกมาขายอีก ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตา เครื่องราง หรือเครื่องประดับ กว้านซื้อมาให้หมด”

นางยกนิ้วขึ้นเน้นย้ำ

“โดยเฉพาะตุ๊กตา ห้ามพลาดแม้แต่รุ่นเดียวเด็ดขาด!”

“ส่วนของอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับที่บอกไม่ต้องเอามา”

“ไร้ประโยชน์”

สาวใช้ทั้งแปดค้อมกายพร้อมกัน

“รับทราบเจ้าค่ะ!”


อีกด้านหนึ่ง ในช่วงเวลาเดียวกัน

ณ ตำหนักเสวียนเยว่

แรงกดดันมหาศาลแผ่ออกมาจากส่วนลึกของตำหนักเป็นระยะ ทำให้อากาศโดยรอบสั่นสะเทือน แม้แต่ค่ายกลซึ่งปกคลุมพื้นที่ยังเกิดระลอกแสงกระเพื่อมไม่หยุด

หน้าประตูห้องปิดด่านมีคนจำนวนหนึ่งยืนรออยู่

ผู้ที่ยืนอยู่ด้านหน้าคือ เหยียนจ้าวหลุน เจ้าตำหนักเสวียนเยว่ และ ฉินหลัวซือ ภรรยาของเขา

ฉินหลัวซือสัมผัสแรงกดดันซึ่งเพิ่มสูงขึ้น ก่อนกล่าวเบา ๆ

“ดูเหมือนชิงเหยากำลังจะออกจากด่านแล้วสินะ”

เหยียนจ้าวหลุนพยักหน้า

“ใช่”

เขามองประตูซึ่งปิดสนิทด้วยสีหน้าซับซ้อน

“สิบปีแล้วสินะ ไม่รู้ว่าครั้งนี้ออกมา นางจะอยู่ด้านนอกได้นานเพียงใด”

“หรือสุดท้ายต้องกลับเข้าไปปิดด่านอีกครั้ง”

ด้านหลังของทั้งสองมีหญิงสาวสี่คนยืนรออยู่เช่นกัน

สองคนแรกคือ สุ่ยหลานอิง และ สุ่ยหลานซี สองพี่น้องจากตำหนักวารีหลิวกวง

ทั้งคู่ถูกกำหนดให้หมั้นหมายกับบุรุษคนเดียวกัน ซึ่งก็คือบุตรชายที่หายสาบสูญของเยวียนชิงเหยา แม้จะมีคู่หมั้นคนเดียวกัน แต่พวกนางไม่เคยทะเลาะหรือแก่งแย่งกัน กลับรักใคร่สนิทสนมยิ่งกว่าพี่น้องทั่วไปเสียอีก

สุ่ยหลานอิงผู้เป็นพี่มีนิสัยร่าเริง เปิดเผย และชอบแสดงความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา นางจัดเป็นพวกคลั่งรักขั้นรุนแรง แม้ยังไม่เคยพบหน้าคู่หมั้นเลยสักครั้ง

ส่วนสุ่ยหลานซีผู้เป็นน้องกลับนิ่งเงียบและสุขุม นางคลั่งรักไม่ต่างจากพี่สาว เพียงเก็บอาการเก่งกว่าและแทบไม่เคยแสดงออกต่อหน้าผู้อื่น

หญิงสาวอีกสองคนคือ เยวียนชิงลู่ กับ เยวียนชิงฝู บุตรสาวคนที่สองและคนที่สามของเยวียนชิงเหยา ทั้งคู่มีอายุยี่สิบปีเท่ากันและถือกำเนิดห่างกันเพียงเล็กน้อย แต่เกิดจากไข่คนละใบและเซลล์สืบพันธุ์คนละชุด ไม่ได้ถือกำเนิดร่วมกัน จึงไม่ใช่ฝาแฝดและมีหน้าตาแตกต่างกันอย่างชัดเจน

เยวียนชิงลู่ผู้เป็นพี่คืออัจฉริยะซึ่งโดดเด่นอย่างถึงที่สุดในศาสตร์เฉพาะทางของตน นางถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในผู้สืบทอดตำหนักเสวียนเยว่ มีนิสัยเย่อหยิ่งและทะนงตนจนแทบไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา

ส่วนเยวียนชิงฝูเป็นอัจฉริยะอีกสายหนึ่ง แม้พรสวรรค์โดยรวมจะด้อยกว่าพี่สาวเล็กน้อย แต่นางกลับมีความสามารถเฉพาะด้านซึ่งไม่มีผู้ใดทดแทนได้ จึงถูกวางตัวให้เป็นผู้สืบทอดอีกคนเช่นกัน

นิสัยของนางตรงข้ามกับพี่สาวโดยสิ้นเชิง ทั้งร่าเริง สดใส และแสบซนจนสร้างเรื่องปวดหัวให้คนรอบข้างอยู่เสมอ

เยวียนชิงฝูมองประตูปิดด่าน ก่อนถามขึ้น

“พี่หญิง ท่านคิดว่าครั้งนี้ท่านแม่จะออกมาอยู่นานหรือไม่?”

เยวียนชิงลู่ตอบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า

“ก็คงเหมือนเดิมนั่นแหละ”

สุ่ยหลานอิงเม้มริมฝีปาก ก่อนกล่าวด้วยความเป็นห่วง

“ท่านแม่คงเสียใจมาก”

แม้ยังไม่ได้แต่งงาน แต่นางกับสุ่ยหลานซีกลับเรียกเยวียนชิงเหยาว่าท่านแม่ไปนานแล้ว

“ท่านสูญเสียร่องรอยบุตรชาย ก่อนปิดด่านไปเกือบสิบปี”

“เมื่อออกมาเมื่อสิบปีก่อนแล้วรู้ว่ายังหาเขาไม่พบ จิตใจก็แทบแตกสลาย จนต้องกลับเข้าไปปิดด่านอีกครั้ง”

สุ่ยหลานอิงถอนหายใจ

“รวมครั้งนี้ก็ยี่สิบปีแล้ว หากท่านกลับเข้าไปอีกก็คงเป็นสามสิบปี”

สุ่ยหลานซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบ

“ช่วยไม่ได้นี่เจ้าคะ พี่อิงอิง”

“อย่างไรเขาก็เป็นคู่หมั้นของพวกเรา แม้กระทั่งใบหน้าของเขา ข้ายังไม่เคยเห็นเลยสักครั้ง”

“รอบนี้ก็คงไม่มีทางหาเขาพบแล้ว”

สุ่ยหลานอิงกำชายเสื้อแน่น

“พวกเราตามหามายี่สิบปีเต็ม แต่กลับไม่มีเบาะแสแม้แต่น้อย”

“สุดท้ายคงต้องถอนหมั้นจริง ๆ เพียงแต่ข้าไม่รู้ว่าท่านแม่จะรับเรื่องนี้ไหวหรือไม่”

สุ่ยหลานซีหันไปหาเยวียนชิงลู่กับเยวียนชิงฝู

“พี่หญิงชิงลู่ พี่หญิงชิงฝู ไม่ต้องกังวลนะเจ้าคะ”

“ต่อให้ถอนหมั้นแล้ว พวกเราก็ยังสนิทกันเหมือนเดิม”

เยวียนชิงลู่พยักหน้าเพียงเล็กน้อย

“อืม”

เยวียนชิงฝูยักไหล่

“ข้าไม่ได้จริงจังอะไรนักหรอก จะถอนหรือไม่ถอนก็ได้ทั้งนั้น”

นางมองประตูปิดด่าน ก่อนถอนหายใจ

“ข้าเองยังไม่รู้เลยว่าพี่ชายยังมีชีวิตอยู่หรือไม่”

ครืนนนนน!

เยวียนชิงลู่มองประตูปิดด่านด้วยสายตาเย็นชา

“ข้าไม่สนใจหรอก”

เยวียนชิงฝูชะงัก ก่อนหันไปมองพี่สาว

เยวียนชิงลู่กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความเย็นเยียบ

“ท่านแม่เองก็ไม่เคยสนใจพวกเราเช่นกัน”

“ตั้งแต่พวกเราถือกำเนิดมา ท่านพ่อก็หายไปอยู่ที่ใดไม่รู้ แม้แต่ใบหน้าของเขา พวกเรายังไม่เคยเห็น”

“ส่วนพี่ชายแท้ ๆ ก็หายสาบสูญ”

นางกำมือแน่นอยู่ภายในแขนเสื้อ

“ท่านแม่เอาแต่ปิดด่าน พอออกมาก็พร่ำเพ้อถึงบุตรชายที่หายสาบสูญ จากนั้นเมื่อหาไม่พบก็กลับเข้าไปปิดด่านอีกครั้ง”

“นางไม่เคยถามว่าพวกเราใช้ชีวิตอย่างไร ฝึกฝนเหนื่อยหรือไม่ หรือเคยต้องการอะไรบ้าง”

เยวียนชิงลู่ยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน

“ตลอดทั้งชีวิตของนางสนใจเพียงบุตรชายคนนั้นเท่านั้น”

“ในเมื่อนางไม่เคยสนใจไยดีพวกเรา แล้วเหตุใดข้าต้องสนใจว่าบุตรชายสุดที่รักของนางยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ด้วย?”

เยวียนชิงลู่แค่นหัวเราะ

เยวียนชิงฝูเม้มริมฝีปาก ก่อนส่ายหน้า

“พี่หญิง พูดเช่นนั้นก็เกินไปหน่อยนะ”

“ท่านแม่เพียงเสียใจมากเกินไปเท่านั้นเอง หากวันหนึ่งนางทำใจได้ นางย่อมหันกลับมาสนใจพวกเรา”

เยวียนชิงลู่ไม่ได้ตอบ

เยวียนชิงฝูกล่าวต่อ

“พวกเรามีอายุขัยอีกยาวนาน ยังมีเวลาอยู่กับท่านแม่อีกมาก”

“แต่พี่ชายหายสาบสูญไป เป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่มีผู้ใดรู้”

“ตอนที่เขาหายตัวไป เขายังเป็นเพียงทารกอยู่เลยนะ”

นางก้มมองพื้น ก่อนกล่าวเสียงเบาลง

“หากเป็นข้า ข้าเองก็คงไม่สามารถปล่อยวางได้ง่าย ๆ เหมือนกัน”

สุ่ยหลานอิงมองเยวียนชิงลู่ด้วยความเป็นห่วง

“ข้าเองก็เห็นด้วยกับพี่หญิงชิงฝูนะ พี่หญิงชิงลู่”

“ท่านลองใจเย็นลงก่อนเถอะเจ้าค่ะ”

สุ่ยหลานซีพยักหน้า

“ข้าเองก็คิดเช่นเดียวกันเจ้าค่ะ”

เยวียนชิงลู่หันขวับมามองสองพี่น้อง

“พวกเจ้าเองก็เหมือนกัน!”

สุ่ยหลานอิงกับสุ่ยหลานซีชะงักพร้อมกัน

“ทั้งที่พวกเจ้าได้รับการยอมรับว่าเป็นสองธิดาสวรรค์ มีพรสวรรค์เหนือกว่าศิษย์สายหลักตั้งมากมาย”

“แต่เพียงเพราะถือกำเนิดมาจากสายรอง คนของตำหนักวารีหลิวกวงจึงไม่เคยให้ความสำคัญกับพวกเจ้าอย่างแท้จริง”

ดวงตาของเยวียนชิงลู่เย็นเยียบลง

“สุดท้ายพวกตาแก่เหล่านั้นกลับส่งพวกเจ้ามาหมั้นหมายกับพี่ชายของพวกเราซึ่งหายสาบสูญไปแล้ว”

“ทั้งที่ไม่มีผู้ใดยืนยันได้ด้วยซ้ำว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่!”

นางกำหมัดแน่น

“พวกมันเห็นตำหนักเสวียนเยว่ของเราเป็นอะไรกัน?”

“ถึงได้กล้าดูถูกพวกเราเช่นนี้!”

เยวียนชิงลู่มองทุกคน ก่อนแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา

“หึ สุดท้ายแล้วก็มีเพียงข้าที่คิดมากอยู่คนเดียวสินะ”

นางสะบัดแขนเสื้อ ก่อนหันหลังให้ประตูปิดด่าน

“ช่างเถอะ พวกเราไปกันได้แล้ว”

“อย่างไรก็เพียงแวะมาดูเท่านั้น อีกนานกว่านางจะออกจากด่านจริง ๆ”

พูดจบ เยวียนชิงลู่ก็เดินจากไปโดยไม่คิดหันกลับมามองอีก

สุดท้าย หญิงสาวทั้งสามคนก็มองหน้ากัน ก่อนเดินตามเยวียนชิงลู่ออกไปเงียบ ๆ

ไม่นาน บริเวณหน้าประตูปิดด่านจึงกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง

เมื่อเดินออกมาได้ระยะหนึ่ง เยวียนชิงลู่ก็หยุดฝีเท้า

“ข้าจะกลับไปฝึกต่อแล้ว”