ตอนที่ 204 ข้าแพ้จริง ๆ หรือเนี่ย
นางเหลือบมองอีกสามคน
“ส่วนพวกเจ้าจะทำอะไรก็ทำ”
พูดจบ ร่างของเยวียนชิงลู่ก็หายวับไปทันที
เยวียนชิงฝูมองตำแหน่งที่พี่สาวเพิ่งหายไป ก่อนถอนหายใจ
“เฮ้อ พี่หญิงนี่นะ ใจร้อนจริง ๆ เลย”
“ตำแหน่งผู้สืบทอดไม่เห็นจะสำคัญตรงไหน พวกเจ้าเองก็คิดเหมือนกันใช่ไหม?”
สุ่ยหลานอิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ”
ทั้งสองคนหันไปหาสุ่ยหลานซี
สุ่ยหลานซียังคงนิ่งเงียบ ไม่ได้ตอบคำถาม
สุ่ยหลานซีอึกอักเล็กน้อย
“เอ่อ คือข้า...”
“ข้าว่าเรื่องตำแหน่งผู้สืบทอดยังมีเวลาให้ตัดสินใจอีกมาก”
นางหลบสายตาของทั้งสองคน
“ข้าขอตัวก่อน พอดีว่าจะไปหาซื้อตุ๊กตาแถวพรรคมารอัสดงสักหน่อย”
สุ่ยหลานอิงชะงัก
“ตุ๊กตา?”
“ใช่”
สุ่ยหลานซีพยักหน้า
“ข้าได้ยินข่าวว่ามีคนผู้หนึ่งชื่อยูรัน อายุคงไล่เลี่ยกับพวกเรานี่แหละ”
“เห็นว่าเขาไปประลองกับศิษย์ของพรรคมารอัสดงจนถล่มคนหลายร้อยคนเสียย่อยยับ หลังจากนั้นไม่นานก็มีตุ๊กตาซึ่งใช้รูปลักษณ์ของเขาเป็นต้นแบบออกมาวางขาย”
นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงเบาลง
“ได้ยินว่าตุ๊กตาน่ารักมาก แถมยังช่วยรวบรวมพลังปราณได้ด้วย”
“ข้าก็เลยคิดว่าจะแอบไปดูสักหน่อย”
สุ่ยหลานอิงหรี่ตามองน้องสาว
“หืม?”
“น่ารักมาก?”
นางขยับเข้ามาใกล้ทีละก้าว
“หืม...หืม...หืม?”
“เหตุผลที่เจ้าอยากเดินทางไปไกลถึงพรรคมารอัสดง เพียงเพราะตุ๊กตาน่ารักมากอย่างนั้นหรือ?”
สุ่ยหลานซีหลบสายตาของพี่สาว
“ก็ใช่สิ ข้าชอบของน่ารักนี่นา”
“ข้าเองก็อยากไปดูด้วยตาตนเอง ไหน ๆ พวกเราก็มาร่วมงานปีใหม่ล่วงหน้าตั้งหลายเดือน ตอนนี้ยังเหลือเวลาว่างอีกมาก”
นางก้มหน้าลง ก่อนใช้นิ้วเกี่ยวชายแขนเสื้อไปมา
“ข้าก็เลยคิดว่า...”
สุ่ยหลานอิงลากเสียงยาว พร้อมขยับใบหน้าเข้าไปใกล้
“ก็เลยยยยยยยยยยย?”
สุ่ยหลานซีถอยหลังไปหนึ่งก้าว
“ก็เลยจะไปซื้อมาน่ะสิ”
นางมองพี่สาวอย่างไม่พอใจ
“ท่านเองก็ชอบของน่ารักเหมือนกันไม่ใช่หรือ? จะมากดดันข้าทำไมกัน?”
สุ่ยหลานอิงกอดอก
“ข้าชอบก็จริง แต่ไม่ได้คลั่งไคล้ถึงขนาดยอมเดินทางไกลเพื่อตุ๊กตาตัวเดียวเสียหน่อย”
เยวียนชิงฝูโบกมือแทรกขึ้นมา
“เอาน่า พวกเราไปด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ จะได้ไม่มีปัญหา”
นางเหลือบมองไปทางที่เยวียนชิงลู่หายตัวไป
“ส่วนพี่หญิงก็ปล่อยนางไปเถอะ ตอนนี้พูดอะไรนางคงไม่ฟังอยู่แล้ว”
กลางคืน ณ ยอดเขาจันทรา เวลาปัจจุบัน
บนดาดฟ้า หลิงเยวี่ยนั่งขัดสมาธิอยู่ใต้แสงจันทร์เพียงลำพัง
สายลมเย็นพัดผ่าน เส้นผมของนางปลิวไหวเบา ๆ ขณะที่คำพูดของยูรันเมื่อเช้ายังคงวนเวียนอยู่ภายในใจ
[ท่านมีทิฐิว่าตนเองเป็นอาจารย์ จึงไม่อาจยอมแพ้ให้ลูกศิษย์]
[อาจารย์ที่ดี เมื่อเห็นลูกศิษย์ก้าวหน้าเหนือกว่าตนเอง ควรรู้สึกดีใจ]
หลิงเยวี่ยสูดลมหายใจลึก ก่อนหลับตาลงช้า ๆ
“เอาเถอะ...”
“ครั้งนี้ข้าจะลองเชื่อเจ้าดูสักครั้งก็แล้วกัน รันเอ๋อร์”
นางเริ่มโคจรพลัง พร้อมปล่อยความคิดทั้งหมดให้ค่อย ๆ จางหายไป
[ปล่อยวาง...]
[ปล่อยวาง...ปล่อยวาง...]
[ปล่อยวาง...ปล่อยว่าง...]
[ไม่สิ ปล่อยวาง...]
[ปล่อยวาง ปล่อยวาง ปล่อยว่าง ปล่อยวาง...]
หลิงเยวี่ยขมวดคิ้วแน่น ยิ่งพยายามไม่คิด ภายในหัวกลับยิ่งเต็มไปด้วยคำว่าปล่อยวาง
ผ่านไปหลายอึดใจ นางก็ลืมตาขึ้นอย่างหงุดหงิด
[อึก...ทำไม่ได้!]
ห่างออกไป ยูรันซึ่งยังไม่นอนกำลังยืนมองนางอยู่เงียบ ๆ
เมื่อเห็นหลิงเยวี่ยพยายามบังคับตนเองจนคิ้วแทบผูกกัน เขาก็ถอนหายใจยาว
“เอ้ออออออออออ...”
“ดูเหมือนข้าต้องช่วยอีกแล้วสินะ”
พรึ่บ!
ร่างของยูรันหายไป ก่อนปรากฏขึ้นตรงหน้าหลิงเยวี่ย
“ท่านทำผิดแล้ว”
หลิงเยวี่ยลืมตาขึ้น
“ผิดตรงไหน?”
“การปล่อยวางไม่ได้หมายความว่าท่านต้องบังคับตนเองไม่ให้คิดอะไรเลย”
“ข้าไม่เข้าใจ”
ยูรันถอนหายใจยาว
“เฮ้อออออออ...”
“ลุกขึ้น ข้าจะสอนให้”
เขายื่นมือไปจับมือนาง ก่อนดึงให้ลุกขึ้นอย่างช้า ๆ
หลิงเยวี่ยมองเขาด้วยความสงสัย
“เจ้าจะสอนอย่างไร?”
“ค่อย ๆ ทำตามข้าก็พอ”
ยูรันจับมือข้างหนึ่งของนางเอาไว้ ส่วนอีกข้างประคองอยู่ตรงเอว
“มองหน้าข้า ไม่ต้องสนใจสิ่งอื่น”
“เหมือนเวลาที่ท่านชอบลูบหน้าข้านั่นแหละ แต่ตอนนี้มือไม่ว่าง หากอยากลูบก็มองไปก่อน”
หลิงเยวี่ยหน้าแดงขึ้นเล็กน้อย
“ผู้ใดชอบลูบหน้าเจ้ากัน?”
“ท่านไง”
“……”
ยูรันเริ่มขยับเท้า นำพานางเต้นรำอย่างช้า ๆ ใต้แสงจันทร์
“ไม่ต้องคิดเรื่องก้าวพริบตา ไม่ต้องคิดว่าท่านเป็นอาจารย์ และไม่ต้องคิดว่าต้องเอาชนะผู้ใด”
“เพียงมองข้า แล้วปล่อยให้ร่างกายขยับตามก็พอ”
หลิงเยวี่ยเม้มริมฝีปาก ก่อนค่อย ๆ ก้าวตามจังหวะของเขา
ทั้งสองเต้นรำอยู่เช่นนั้นพักหนึ่ง
ยูรันไม่ได้เร่งจังหวะ เขาเพียงนำหลิงเยวี่ยหมุนตัวไปมาอย่างช้า ๆ ปล่อยให้สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านร่างของทั้งคู่
ไม่นาน เขาก็เริ่มผิวปากเป็นท่วงทำนองเบา ๆ
เสียงเพลงอันคุ้นเคยลอยไปตามสายลม เป็นท่วงทำนองซึ่งหลิงเยวี่ยไม่ได้ฟังมานานแล้ว
หัวใจของนางเริ่มเต้นแรงขึ้นทีละน้อย
ตุบตับ...ตุบตับ...
จากเดิมที่ร่างกายยังแข็งเกร็ง ฝีเท้าของนางก็ค่อย ๆ ผ่อนคลาย ดวงตายังคงจับจ้องอยู่บนใบหน้าของยูรัน ก่อนจิตใจจะเริ่มเคลิบเคลิ้มและล่องลอยไปตามเสียงเพลง
เมื่อเห็นว่านางเลิกสนใจสิ่งรอบตัวแล้ว ยูรันจึงเริ่มใช้ก้าวพริบตาทีละน้อย
พรึ่บ...
แต่ละครั้งเขาเคลื่อนตัวไปเพียงไม่กี่ชุ่น จนแทบไม่ต่างจากก้าวเต้นรำตามปกติ
หลิงเยวี่ยไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติ นางเพียงปล่อยให้ร่างกายเคลื่อนไหวตามเขาอย่างเป็นธรรมชาติ
ระยะทางในแต่ละก้าวค่อย ๆ เพิ่มขึ้น
จากไม่กี่ชุ่นกลายเป็นหนึ่งฉื่อ จากหนึ่งฉื่อกลายเป็นหลายฉื่อ
จากนั้นยูรันก็เริ่มยกฝีเท้าขึ้นเหนือพื้นทีละน้อย
หลิงเยวี่ยก้าวตามโดยไม่รู้ตัว พลังใต้ฝ่าเท้าของนางโคจรออกมาเอง ก่อนเหยียบลงบนอากาศราวกับเป็นพื้นดิน
ร่างของทั้งคู่ค่อย ๆ ลอยสูงขึ้นจากดาดฟ้า
หนึ่งจั้ง...
สองจั้ง...
สามจั้ง...
แต่หลิงเยวี่ยยังคงไม่รู้สึกตัว นางเพียงเต้นรำตามยูรันอยู่กลางแสงจันทร์ ขณะที่ก้าวพริบตากับเหยียบเวหาถูกใช้ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ
ผ่านไปพักหนึ่ง เมื่อทั้งสองลอยสูงเหนือยอดเขาได้ระยะหนึ่ง ยูรันจึงค่อย ๆ หยุดฝีเท้า
เสียงผิวปากเงียบลง
เขาปล่อยมือของหลิงเยวี่ย ก่อนถอยออกไปเล็กน้อย
หลิงเยวี่ยกะพริบตาปริบ ๆ ร่างกายพลันเสียสมดุลไปชั่วขณะ แต่ฝ่าเท้าของนางกลับเหยียบลงบนอากาศได้อย่างมั่นคง
ยูรันยกมุมปากขึ้น
“ยินดีด้วย”
“ครั้งนี้ท่านไม่ได้กำลังบินอยู่นะ”
หลิงเยวี่ยก้มมองใต้ฝ่าเท้าของตนเอง ก่อนเบิกตากว้าง
ยูรันกางแขนออกเล็กน้อย
“ท่านทำสำเร็จแล้ว เช่นนั้นข้าไปนอนก่อนนะ”
พูดจบ ร่างของยูรันก็หายวับไปทันที
เหลือเพียงหลิงเยวี่ยยืนอยู่กลางอากาศตามลำพัง
นางก้มมองฝ่าเท้าของตนเอง ก่อนกะพริบตาปริบ ๆ
[ข้าทำได้แล้ว?]
[ง่ายถึงเพียงนี้เลยหรือ?]
หลิงเยวี่ยสูดลมหายใจลึก ก่อนลองก้าวออกไปด้วยตนเอง
พรึ่บ!
ร่างของนางหายไป ก่อนปรากฏขึ้นห่างจากตำแหน่งเดิมหลายสิบจั้ง
พรึ่บ! พรึ่บ!
หลิงเยวี่ยใช้ก้าวพริบตาติดต่อกันกลางท้องฟ้า ขณะเดียวกันฝ่าเท้าก็เหยียบลงบนอากาศได้อย่างมั่นคง
เช้าวันต่อมา ระหว่างมื้อเช้า
ยูรันวางถ้วยชาลง ก่อนประกาศกับทุกคน
“อาจารย์ทำสำเร็จแล้วนะ”
ทุกคนหันไปมองหลิงเยวี่ยพร้อมกัน
“นางทำได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ลองอย่างถูกวิธี แถมยังสามารถผสานก้าวพริบตากับเหยียบเวหาได้อย่างคล่องแคล่วด้วย”
จากนั้นยูรันก็หันไปหาหนานอวี้
“เพราะฉะนั้นศิษย์พี่สาม ท่านพูดอะไรมากไม่ได้แล้วนะ”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“เพราะตอนนี้ท่านกระจอกกว่าอาจารย์แล้ว”
“แถมยังกลายเป็นคนที่กระจอกที่สุดในที่นี้อีกด้วย”
กร๊อบ!
ตะเกียบในมือของหนานอวี้หักทันที
หนานอวี้ตบโต๊ะแล้วลุกขึ้น
“เจ้าว่าอะไรนะ?!”
หลิงเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนถามอย่างสบายใจ
“มีตรงไหนไม่จริงหรือ?”
หนานอวี้ชะงัก
“อึก...ข้าไม่เชื่อ!”
นางชี้ไปทางหลานชิงอวี้
“อย่างน้อยข้าก็ไม่มีทางกระจอกกว่าชิงอวี้แน่!”
หลานชิงอวี้วางตะเกียบลง
“ข้าถูกศิษย์พี่ยูทรมานด้วยการเดินทางความเร็วสูงมาตั้งหลายวันนะเจ้าคะ”
“ส่วนท่านเอาแต่อยู่บนยอดเขา จะมาชนะข้าได้อย่างไร?”
“เช่นนั้นก็มาลองกันสักตั้ง!”
ทั้งสองคนก้าวออกจากโต๊ะ ก่อนกำหนดเส้นทางไปกลับระหว่างยอดเขาจันทรากับยอดเขาฝั่งตรงข้าม
“เริ่ม!”
พรึ่บ! พรึ่บ!
ร่างของทั้งคู่หายวับไปพร้อมกัน
ผ่านไปไม่นาน หลานชิงอวี้ก็กลับมาปรากฏตัวที่เดิม
พรึ่บ!
หลายอึดใจต่อมา หนานอวี้จึงตามกลับมาถึง
นางยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนทรุดตัวลงคุกเข่า
“ไม่จริง...”
“ข้าแพ้จริง ๆ หรือเนี่ย?”