ตอนที่ 205 มันเรียกว่าน่าสยองต่างหาก
หลิงเยวี่ยยกมุมปากขึ้น
“หึ เจ้ายังกระจอกนัก”
ฉึก!
หนานอวี้รู้สึกราวกับมีลูกธนูปักเข้ากลางอก
“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกก!”
“ข้าไม่ยอม!”
เซี่ยเยว่หลีมองนาง ก่อนกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
“ยอมรับความจริงเถอะ เมื่อเทียบทั้งระยะเวลาฝึกและความคล่องแคล่ว เจ้าเป็นคนที่กระจอกที่สุดแล้ว”
ฉึก!
ไป๋หลิงพยักหน้าเห็นด้วย
“อืม แม้เจ้าจะฝึกสำเร็จก่อนอาจารย์ แต่กลับยังใช้ได้ไม่คล่องสักนิด”
“แถมตอนผสานก้าวพริบตากับเหยียบเวหา การควบคุมของเจ้าก็ห่วยแตก”
ฉึก!
หนานอวี้กุมหน้าอก ก่อนหันไปหาลูกหงส์ฟ้าธาตุไฟทั้งสอง
“อ๊ากกกกก!”
“ตอนนี้เหลือเพียงพวกเจ้าสองตัวแล้วนะที่ยังอยู่ข้างข้า!”
ฉือเหยียนกับจินอวี่มองหน้ากัน ก่อนหันกลับมาส่งเสียงพร้อมกัน
“จิ๊บ!”
(เจ้ากระจอกจริง ๆ นั่นแหละ ขนาดพวกเรายังใช้ได้เลย)
พรึ่บ! พรึ่บ!
ลูกหงส์ฟ้าทั้งสองหายวับไป ก่อนกลับมาปรากฏบนไหล่ของหนานอวี้คนละข้าง
ฉึก!
หนานอวี้ทรุดตัวลงกับพื้นทันที
“อะไรนะ?! แม้แต่พวกเจ้าก็ใช้ได้แล้วหรือ?!”
นางชี้หน้าลูกหงส์ทั้งสองด้วยมือสั่นระริก
“พวกเจ้าบินได้อยู่แล้ว จะฝึกเหยียบเวหากับก้าวพริบตาไปทำไมกัน!”
“ไม่ยุติธรรมมมมมมม!”
หนานอวี้ไม่อาจยอมรับความจริงอันโหดร้ายได้อีกต่อไป
ดวงตาของนางเหลือกขึ้น ก่อนหงายหลังสลบไปตรงนั้นทันที
ตุบ!
ยูรันมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลูบคางอย่างใช้ความคิด
“อืม ข้าว่าต่อไปควรเตรียมเมล็ดทานตะวันอบแห้งเอาไว้ด้วยน่าจะดี”
หลานชิงอวี้หันมาถามด้วยความสงสัย
“เอาไว้ทำอะไรหรือเจ้าคะ?”
“เอาไว้กินระหว่างดูพวกเจ้าเปิดสงครามน้ำลายกัน”
ยูรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“สนุกมาก”
ยูรันลุกขึ้น ก่อนแบกหนานอวี้พาดไหล่
เซี่ยเยว่หลีหันมามองทันที
“เจ้าจะแบกนางไปไหน?”
“กลับห้องสิ จะปล่อยให้นอนอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร?”
“อ้อ เช่นนั้นก็แล้วไป”
ยูรันพาหนานอวี้กลับมายังห้องของตนเอง ก่อนวางนางลงบนเตียงอย่างเบามือ
เขาตบแก้มนางเบา ๆ
“ตื่นได้แล้ว ศิษย์พี่”
หนานอวี้สะดุ้งเฮือก ก่อนลืมตาขึ้นอย่างสับสน
“เกิดอะไรขึ้น?”
“ท่านถูกแทงใจดำติดต่อกันมากเกินไป จึงรับความจริงไม่ไหวแล้วสลบไป”
“เอาน่า ๆ”
ยูรันยกมือลูบศีรษะนาง
“เดี๋ยวข้าให้รางวัลปลอบใจก็แล้วกัน”
ดวงตาของหนานอวี้สว่างขึ้นทันที
“จริงหรือ?”
นางไม่รอให้เขาตอบ รีบโถมตัวเข้าไปจูบเขาทันที
หนึ่งชั่วยามต่อมา...
หนานอวี้ขยับตัว ก่อนร้องออกมาด้วยความเจ็บระบม
“โอ๊ย ข้าปวดเมื่อยไปหมดแล้วเนี่ย”
“พอไม่มีคนอื่นช่วยแบ่งแรง ข้ารับมือเจ้าเพียงลำพังไม่ไหวจริง ๆ ตอนแรกก็รู้สึกดีอยู่หรอก แต่หลัง ๆ เจ้าไม่รู้จักยั้งมือเลยสักนิด!”
ยูรันลุกขึ้นจัดเสื้อผ้าของตนเอง
“เอาละ ลุกได้แล้ว ข้าจะไปเตรียมสร้างโรงหลอมอาวุธต่อ”
หนานอวี้ถอนหายใจ ก่อนฝืนลุกขึ้นตาม
“อืม...”
ข้างตำหนัก ไป๋หลิง เซี่ยเยว่หลี และหลานชิงอวี้กำลังนั่งตกปลาอยู่ริมบ่อ
เมื่อเห็นหนานอวี้เดินเข้ามา ไป๋หลิงก็หรี่ตามองทันที
“หึ แอบไปกินคนเดียวอีกแล้วสินะ”
นางวางคันเบ็ดลง ก่อนยิ้มอย่างเย็นชา
“ระวังเถอะ เดี๋ยวข้าจะจับเจ้ามัด แล้วหาของเล่นมาฝึกเสียให้เข็ด”
“ข้าเองก็อยากรู้นักว่า เจ้าจะเสียอาการเพียงเพราะนั่งดูผู้อื่นพลอดรักกันได้จริงหรือไม่”
เซี่ยเยว่หลีพยักหน้าอย่างจริงจัง
“ข้าก็ว่าสมควร”
หลานชิงอวี้เองก็เห็นด้วย
“อืม ข้าเห็นด้วยเจ้าค่ะ”
หนานอวี้ชะงักฝีเท้า ก่อนรีบแก้ตัว
“ไม่ใช่นะ!”
“ศิษย์น้องบอกว่านั่นเป็นรางวัลปลอบใจต่างหาก”
นางมองทั้งสามคนด้วยสีหน้าอ้อนวอน
“หากข้าเรียกพวกเจ้าไปด้วย มันก็ไม่ใช่รางวัลของข้าคนเดียวสิ”
“ศิษย์พี่รอง อย่าใจร้ายกับข้านักเลย...”
ไป๋หลิงแค่นหัวเราะ
“หึ ข้าเพียงเตือนเอาไว้เท่านั้น”
นางสะบัดคันเบ็ดลงน้ำอีกครั้ง
“พวกเจ้าระวังตัวไว้เถอะ ดูเหมือนอาจารย์ใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว”
หนานอวี้เดินมานั่งลงข้างกัน ก่อนหยิบคันเบ็ดอีกอันขึ้นมา
“หมายความว่าอย่างไร?”
“เมื่อคืนอาจารย์สามารถใช้ก้าวพริบตากับเหยียบเวหาได้ทันที แสดงว่านางปล่อยวางเรื่องที่สามีพูดเมื่อวานได้แล้ว”
ไป๋หลิงหรี่ตาลง
“ตอนนี้จึงเหลือสิ่งที่นางยังปล่อยวางไม่ได้อีกเพียงเรื่องเดียว นั่นคือสาเหตุที่นางยังไม่ลงมือจัดการสามีเสียที”
หนานอวี้ขยับเข้ามาใกล้อย่างสนใจ
“เรื่องอะไรหรือ?”
“ก็เรื่องที่นางเป็นอาจารย์”
ไป๋หลิงตอบอย่างไม่ลังเล
“นางคงคิดว่าเป็นอาจารย์แล้วจะไปหลงรักลูกศิษย์ของตนเองได้อย่างไร”
“สามีคงไม่ถือเรื่องนี้ พวกเราเองก็ไม่สนใจ แต่อาจารย์ไม่เหมือนกัน นางยังติดอยู่กับศีลธรรมและฐานะของตนเอง”
ไป๋หลิงหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“แต่หากวันใดอาจารย์ตบะแตกและเลิกสนใจเรื่องพวกนั้นขึ้นมาละก็...”
“ข้าไม่อยากคิดเลยจริง ๆ”
หนานอวี้กลืนน้ำลาย
“จะเกิดอะไรขึ้น?”
“พวกเราถูกจับมัดแน่”
ไป๋หลิงคล้ายเพิ่งนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้
“ยังเหลืออีกเรื่องหนึ่ง”
ทุกคนหันมามองนาง
“ตอนนี้น้องสี่ก็เรียบร้อยไปแล้ว ดูจากท่าทางคงเป็นรักแรกพบกระมัง ไม่เช่นนั้นนางคงไม่ยอมเข้าห้องพร้อมกับผู้อาวุโสซูง่ายถึงเพียงนั้น”
นางถอนหายใจ
“แต่พวกเรายังเหลือพี่ใหญ่ น้องห้า และน้องหก”
“หากทั้งสามคนกลับมาเมื่อไร ข้าไม่อยากคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
หนานอวี้ขมวดคิ้ว
“ร้ายแรงถึงเพียงนั้นเลยหรือ?”
“พี่ใหญ่ดูภายนอกเหมือนบัณฑิตผู้เรียบร้อย แต่ทั้งหมดเป็นเพียงการเสแสร้งเท่านั้น”
ไป๋หลิงกล่าวอย่างรู้ทัน
“ภายในใจของนางเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม เผลอ ๆ อาจหนักกว่าน้องสี่เสียอีก”
“ส่วนน้องห้ามีนิสัยตรงไปตรงมา หากนางถูกใจสามีขึ้นมา คงเดินดุ่ม ๆ เข้าไปขอหลับนอนด้วยตรง ๆ โดยไม่คิดอ้อมค้อมแน่”
“แล้วพี่หกเล่าเจ้าคะ?” หลานชิงอวี้ถาม
ไป๋หลิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“น้องหกคงไม่ตรงถึงขั้นนั้น”
“อย่างมากก็อาจวางยาพี่สาวของตนเอง แล้วสวมรอยเข้าไปแทน”
หลานชิงอวี้ตัวแข็งค้างทันที
ไป๋หลิงกล่าวต่อโดยไม่สนใจนาง
“ยิ่งน้องห้ากับน้องหกชอบสิ่งใดเหมือนกันอยู่บ่อยครั้ง หากคนหนึ่งชอบ อีกคนก็คงตามไปด้วย”
นางกวาดตามองทุกคน ก่อนสรุปอย่างมั่นใจ
“ข้ากล้าเดิมพันเลยว่า เมื่อทั้งสามคนกลับมา พวกนางต้องชอบสามีแน่นอน”
หนานอวี้ขมวดคิ้ว
“น้องสี่เป็นเช่นนั้นจริงหรือ?”
“ข้าไม่เคยเห็นนางทำเรื่องแบบนั้นเลยนี่ ตั้งแต่รู้จักกันมา นางก็น่ารักดีออก”
“ถุย!”
ไป๋หลิงถ่มน้ำลายอย่างไม่ไว้หน้า
“น่ารักกับผีสิ นางเป็นจอมเสแสร้งดี ๆ นี่เอง”
“เจ้าเคยเห็นตอนนางเก็บเงินค่ารักษาหรือไม่? นางยิ้มหวานจนมุมปากแทบฉีกถึงรูหู”
ไป๋หลิงลูบแขนตนเอง
“คนทั่วไปซึ่งไม่รู้นิสัยที่แท้จริงของนางอาจคิดว่านั่นดูน่ารัก”
“แต่ข้าเห็นมาแล้วจึงรู้ดี”
“รอยยิ้มแบบนั้นไม่ได้เรียกว่าน่ารัก”
“มันเรียกว่าน่าสยองต่างหาก”
เซี่ยเยว่หลีมองทุกคนด้วยสีหน้าพูดไม่ออก
“พวกเจ้ามีผู้ใดปกติบ้างเนี่ย?”
ไป๋หลิง หนานอวี้ และหลานชิงอวี้หันมามองนางพร้อมกัน
“เจ้าเองก็ไม่มีสิทธิ์พูด!”
ยูรันที่แอบยืนฟังมาตั้งนาน ก็เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง
“ข้าว่าคนที่ปกติที่สุดเป็นข้านี่แหละ พวกเจ้าต่างหากที่ผิดปกติ”
ทุกคนหันขวับไปมองเขา ก่อนจะโวยวายพร้อมกัน
“เจ้านั่นแหละผิดปกติที่สุด!”
ยูรันเลิกคิ้วอย่างไม่เข้าใจ
“ข้าจะผิดปกติได้อย่างไร? พวกเจ้าลองคิดดูให้ดี”
“พวกเจ้าเห็นข้าทำเรื่องใหญ่โต จึงคิดว่ามันผิดปกติ แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น”
เขายกมือขึ้นพลางอธิบาย
“หากเจ้าเคยฆ่าเสือมาแล้ว เจ้าจะยังหวาดกลัวลูกแมวอยู่อีกหรือ?”
“หากเจ้าเคยฆ่ามังกรมาแล้ว เจ้าจะยังหวาดกลัวงูหรือไม่?”
“สมมติว่าพวกเจ้าสามารถดูดกลืนทัณฑ์สวรรค์ได้ แล้วมีผู้อื่นมาบอกว่านั่นเป็นเรื่องแปลก พวกเจ้าจะไม่รู้สึกขัดแย้งหรือ? ในเมื่อสำหรับพวกเจ้า มันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น”
ยูรันกางมือออกด้วยสีหน้าจริงจัง
“เพราะฉะนั้น สิ่งที่ดูธรรมดาในสายตาข้า จึงกลายเป็นเรื่องผิดปกติในสายตาพวกเจ้า”
“ทั้งที่ความจริงแล้ว ข้าปกติทุกอย่าง”
“ส่วนคนที่ผิดปกติน่ะ มันพวกเจ้าต่างหาก!”
ยูรันชี้ไล่ไปทีละคน
“มีอย่างที่ไหนคิดจะวางยาศิษย์พี่ของตนเอง!”
“อีกคนก็คิดจะจับศิษย์น้องมัด แล้วบังคับให้นั่งดูผู้อื่นร่วมรักกัน!”
“อีกคนก็ถูกความรักบังตา ถึงขั้นเตะพ่อตัวเองจมดิน!”
“ส่วนอีกคน พอรู้ว่าข้ากำลังจะแต่งงาน ก็รีบปีนขึ้นเตียงมาแย่งทันที!”
เขาตบโต๊ะเสียงดัง ก่อนประกาศอย่างหนักแน่น
“นี่ต่างหากที่เรียกว่าผิดปกติโว้ย!”
ทั้งสี่คนเงียบกริบ ยูรันจึงถามอย่างเป็นฝ่ายได้เปรียบ
“ไหนพวกเจ้าลองพูดมาสิ ว่ามีสิ่งใดในตัวข้าที่ผิดปกติ?”
“แล้วสิ่งที่ข้าพูดเกี่ยวกับพวกเจ้าเมื่อครู่ มีตรงไหนที่เรียกว่าปกติบ้าง?”
เขาโน้มตัวเข้าไปใกล้ทีละน้อย
“หืม? หืม? หืม? หืม? หืม? หืม?”
ทั้งสี่คนพากันหลบสายตา เพราะเรื่องที่พวกนางทำล้วนผิดปกติจริง ๆ!