คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 205 ข้าเองยังไม่รู้เลยว่าพี่ชายยังมีชีวิตอยู่หรือไม่8,540 ตัวอักษร

ตอนที่ 205 ข้าเองยังไม่รู้เลยว่าพี่ชายยังมีชีวิตอยู่หรือไม่

ตัดภาพไปยังสถานที่แห่งหนึ่งในช่วงเวลาปัจจุบัน ตอนกลางคืน

ภายในศาลากว้าง หญิงสาวสี่คนกำลังนั่งล้อมโต๊ะอยู่ด้วยกัน ด้านหลังของพวกนางมีสาวใช้แปดคนยืนรอรับคำสั่งอย่างเป็นระเบียบ

หญิงสาวผู้ดูเหมือนเป็นพี่ใหญ่กำลังจ้องมองตุ๊กตาในมืออย่างไม่วางตา

นางใช้นิ้วลูบใบหน้าของมันเบา ๆ ก่อนยกมุมปากขึ้น

“มาแล้ว”

หญิงสาวคนรองหยิบตุ๊กตาอีกตัวขึ้นมาพิจารณา

“ใบหน้ายังเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน”

หญิงสาวคนที่สี่กอดตุ๊กตารุ่นนอนเอื่อยเฉื่อยเอาไว้ ก่อนหัวเราะอย่างชอบใจ

“ฮี่ ๆ น่ารักจัง”

“คิดถูกจริง ๆ ที่ข้าอุตส่าห์ส่งคนไปต่อแถวซื้อ ไม่เช่นนั้นคงถูกแย่งไปจนหมดแล้ว”

หญิงสาวคนที่สามพยักหน้า

“น้องสี่ทำได้ดีมาก”

พี่ใหญ่พลิกตุ๊กตาในมือดูอีกครั้ง ก่อนกล่าวอย่างครุ่นคิด

“อืม ดูเหมือนท่านพ่อกำลังเริ่มทำอะไรบางอย่างแล้วสินะ”

“นับตั้งแต่เปลแห่งดวงดาวเกิดความเคลื่อนไหวยังไม่ถึงสามเดือน แต่ข่าวของท่านพ่อกลับแพร่กระจายออกมาไกลถึงเพียงนี้”

“แสดงว่าทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นแล้วจริง ๆ”

หญิงสาวคนรองพยักหน้าเห็นด้วย

“อืม ดูเหมือนสองตระกูลนั้นจะรวมตัวกันเรียบร้อยแล้วด้วย”

“ท่านพ่อคงถูกใจพวกนางไม่น้อย”

หญิงสาวคนที่สามตอบอย่างไม่ใส่ใจ

“เรื่องนั้นไม่สำคัญ”

“หากท่านพ่อถูกใจ พวกเราย่อมยอมรับได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีกี่คนก็ตาม”

หญิงสาวคนที่สี่ไม่ได้สนใจบทสนทนาอีกต่อไป นางกำลังจ้องตุ๊กตารุ่นพ่นเปลวเพลิงด้วยดวงตาเปล่งประกาย

“นั่นสิน้าาาา”

“ดูสิ แม้แต่ตอนพ่นไฟก็ยังเท่เหมือนเดิม”

นางยกตุ๊กตาขึ้นสูง ก่อนอ่านชื่อซึ่งสลักอยู่ใต้ฐาน

“ระเบิดเปลวเพลิงมังกรสายวารีสุดขีดคลั่ง?”

หญิงสาวคนที่สี่ลุกขึ้นยืนทันที

“ต้องเป็นวิชานี้แน่ ๆ!”

นางก้าวออกจากศาลา ก่อนประสานมุทราหลายชุดอย่างรวดเร็ว

“คาถาผสาน...”

“ระเบิดเปลวเพลิงมังกรสายวารีสุดขีดคลั่ง!”

สาวใช้ทั้งแปดคนเบิกตากว้างพร้อมกัน

[ห๊ะ?!]

[เพียงเห็นท่าทางจากตุ๊กตาก็คิดจะทำตามเลยหรือ?!]

[มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน?!]

หญิงสาวคนที่สี่สูดลมหายใจเข้าลึก

“สูดดดดดดดดดดดดดด!”

ก่อนอ้าปากพ่นพลังออกไปยังภูเขาซึ่งตั้งอยู่ด้านข้าง

ฟู่วววววววววววววววววว!

เปลวเพลิงกับสายน้ำพุ่งออกมาพร้อมกัน ก่อนหมุนพันกันเป็นมังกรขนาดมหึมาแล้วทะยานเข้าปะทะยอดเขาอย่างดุดัน

ตู้มมมมมมมมมมมมมมมมมมม!

ภูเขาทั้งลูกระเบิดออกในพริบตา เศษหินจำนวนมหาศาลปลิวกระจายไปทั่วท้องฟ้า ก่อนถูกเปลวเพลิงเผาจนละลายและถูกกระแสน้ำบดขยี้จนกลายเป็นฝุ่น

สาวใช้ทั้งแปดคนยืนแข็งค้าง

[ทำได้จริงด้วย?!]

สาวใช้คนหนึ่งมองภูเขาซึ่งหายไปเกือบทั้งลูก ก่อนรวบรวมความกล้าก้าวออกมา

“หม่อมฉันขออนุญาตถามได้หรือไม่?”

หญิงสาวคนที่สี่หันกลับมา

“ถามมาสิ”

“เหตุใดสายน้ำกับเปลวเพลิงจึงไม่หักล้างกันเจ้าคะ?”

“แล้วเหตุใดเมื่อใช้ร่วมกันจึงรุนแรงถึงเพียงนี้?”

นางลังเลเล็กน้อย ก่อนถามต่อ

“อีกอย่าง...เหตุใดคุณหนูจึงสามารถพ่นเปลวเพลิงออกจากปากได้เจ้าคะ?”

หญิงสาวคนที่สี่เอียงคออย่างไม่เข้าใจว่ามีอะไรน่าสงสัย

“เพราะข้าไม่ได้หลอมรวมน้ำกับไฟเข้าด้วยกันอย่างไรเล่า”

“ข้าแบ่งพลังออกเป็นสองชั้น เปลวเพลิงอยู่ด้านใน ส่วนสายน้ำหมุนห่อหุ้มอยู่ด้านนอก โดยเว้นช่องว่างเล็ก ๆ ไม่ให้ทั้งสองสัมผัสกันโดยตรง”

“เหมือนนำเส้นไหมสีแดงกับสีฟ้ามาถักเป็นเชือกเส้นเดียวกัน แม้มองเผิน ๆ จะเหมือนรวมกันแล้ว แต่เส้นไหมแต่ละเส้นยังคงแยกออกจากกัน”

“เปลวเพลิงทำให้น้ำเกิดไอร้อนและแรงดัน ส่วนสายน้ำก็บีบอัดเปลวเพลิงไม่ให้กระจาย พลังจึงรุนแรงขึ้นหลายเท่า”

สาวใช้ทั้งแปดคนพยักหน้าช้า ๆ

“แล้วเรื่องพ่นไฟออกจากปากเล่าเจ้าคะ?”

หญิงสาวคนที่สี่ยกตุ๊กตาขึ้นมอง

“พลังจะออกจากส่วนใดของร่างกายก็ได้ หากอยากให้มันออกจากปาก ก็เพียงควบคุมให้มันไหลออกมาทางปากเท่านั้น”

นางยกมือเท้าเอว ก่อนกล่าวอย่างมั่นใจ

“ท่านพ่อต้องตอบเช่นนี้แน่นอน”

“ข้าเป็นลูกของท่านพ่อ เรื่องที่ท่านพ่อทำได้ ข้าย่อมทำได้อยู่แล้ว”

จากนั้นนางก็ชี้ไปยังหญิงสาวอีกสามคน

“พี่ใหญ่ พี่รอง และพี่สามเองก็ทำได้ทั้งหมดนั่นแหละ”

หญิงสาวคนที่สี่หันไปมองสาวใช้ทั้งแปด ก่อนขมวดคิ้วเล็กน้อย

“พี่ใหญ่ ดูเหมือนพวกนางจะไม่ค่อยเชื่อนะ”

นางกอดตุ๊กตาไว้กับอก ก่อนครุ่นคิด

“หากเป็นท่านพ่อ ท่านพ่อจะทำอย่างไรนะ?”

หญิงสาวผู้เป็นพี่ใหญ่ตอบอย่างไม่รีบร้อน

“ก็คงลุกขึ้นแล้วพูดว่า...”

นางเลียนน้ำเสียงเฉื่อยชาของใครบางคน

“อืม ดูเหมือนพวกแกจะไม่เชื่อนะ”

“จากนั้นก็ลงมือทำให้ดูด้วยตนเอง”

หญิงสาวคนที่สามชะงัก

“หมายความว่าพวกเราต้องทำให้ดูด้วยหรือ?”

หญิงสาวคนรองพยักหน้าช้า ๆ

“ก็น่าจะเป็นเช่นนั้นนะ”

หญิงสาวทั้งสี่คนมองหน้ากัน ก่อนลุกขึ้นพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียง

สาวใช้ทั้งแปดคนชะงัก

“เดี๋ยวก่อนนะเจ้าคะ...”

แต่ไม่มีผู้ใดสนใจคำห้ามของพวกนาง

หญิงสาวทั้งสี่ก้าวออกมายืนเรียงหน้ากระดาน ก่อนประสานมุทราชุดเดียวกัน

“คาถาผสาน...”

“ระเบิดเปลวเพลิงมังกรสายวารีสุดขีดคลั่ง!”

ทั้งสี่คนสูดลมหายใจเข้าพร้อมกัน

“สูดดดดดดดดดดดดดดดด!”

จากนั้นจึงพ่นพลังออกไปยังภูเขาซึ่งเพิ่งถูกทำลายก่อนหน้า

ฟู่ววววววววววววววววววว!

ตู้มมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!

พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง คลื่นกระแทกกวาดออกไปไกลจนม่านพลังรอบศาลาสว่างวาบ

กลุ่มควันกับไอน้ำปกคลุมพื้นที่อยู่นานหลายอึดใจ

เมื่อทุกอย่างค่อย ๆ จางหาย ภูเขาซึ่งเดิมถูกระเบิดจนเหลือเพียงครึ่งกลับหายไปโดยสมบูรณ์

พื้นที่หลายร้อยลี้เบื้องหน้ากลายเป็นทะเลเพลิงขนาดมหึมา สายน้ำเดือดปุด ๆ อยู่ท่ามกลางเปลวไฟ ปล่อยไอน้ำร้อนพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าไม่หยุด

หญิงสาวคนที่สี่ยกมือเท้าเอว ก่อนหันกลับมาหาสาวใช้ทั้งแปด

“เห็นไหม?”

“พวกเราทำได้ทั้งหมดจริง ๆ”

สาวใช้ทั้งแปดคนก้มหน้าก้มตา ไม่กล้าแม้แต่จะมองทะเลเพลิงเบื้องหน้าอีก

“จะ เจ้าค่ะ!”

“พวกเราเชื่อแล้วเจ้าค่ะ!”

หญิงสาวคนที่สี่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“ดีมาก”

นางกอดตุ๊กตาในอ้อมแขน ก่อนออกคำสั่ง

“ต่อไปพวกเจ้าคอยติดตามข่าวของท่านพ่อเอาไว้ให้ดี”

“หากมีสินค้าอะไรออกมาขายอีก ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตา เครื่องราง หรือเครื่องประดับ กว้านซื้อมาให้หมด”

นางยกนิ้วขึ้นเน้นย้ำ

“โดยเฉพาะตุ๊กตา ห้ามพลาดแม้แต่รุ่นเดียวเด็ดขาด!”

“ส่วนของอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับที่บอกไม่ต้องเอามา”

“ไร้ประโยชน์”

สาวใช้ทั้งแปดค้อมกายพร้อมกัน

“รับทราบเจ้าค่ะ!”


อีกด้านหนึ่ง ในช่วงเวลาเดียวกัน

ณ ตำหนักเสวียนเยว่

แรงกดดันมหาศาลแผ่ออกมาจากส่วนลึกของตำหนักเป็นระยะ ทำให้อากาศโดยรอบสั่นสะเทือน แม้แต่ค่ายกลซึ่งปกคลุมพื้นที่ยังเกิดระลอกแสงกระเพื่อมไม่หยุด

หน้าประตูห้องปิดด่านมีคนจำนวนหนึ่งยืนรออยู่

ผู้ที่ยืนอยู่ด้านหน้าคือ เหยียนจ้าวหลุน เจ้าตำหนักเสวียนเยว่ และ ฉินหลัวซือ ภรรยาของเขา

ฉินหลัวซือสัมผัสแรงกดดันซึ่งเพิ่มสูงขึ้น ก่อนกล่าวเบา ๆ

“ดูเหมือนชิงเหยากำลังจะออกจากด่านแล้วสินะ”

เหยียนจ้าวหลุนพยักหน้า

“ใช่”

เขามองประตูซึ่งปิดสนิทด้วยสีหน้าซับซ้อน

“สิบปีแล้วสินะ ไม่รู้ว่าครั้งนี้ออกมา นางจะอยู่ด้านนอกได้นานเพียงใด”

“หรือสุดท้ายต้องกลับเข้าไปปิดด่านอีกครั้ง”

ด้านหลังของทั้งสองมีหญิงสาวสี่คนยืนรออยู่เช่นกัน

สองคนแรกคือ สุ่ยหลานอิง และ สุ่ยหลานซี สองพี่น้องจากตำหนักวารีหลิวกวง

ทั้งคู่ถูกกำหนดให้หมั้นหมายกับบุรุษคนเดียวกัน ซึ่งก็คือบุตรชายที่หายสาบสูญของเยวียนชิงเหยา แม้จะมีคู่หมั้นคนเดียวกัน แต่พวกนางไม่เคยทะเลาะหรือแก่งแย่งกัน กลับรักใคร่สนิทสนมยิ่งกว่าพี่น้องทั่วไปเสียอีก

สุ่ยหลานอิงผู้เป็นพี่มีนิสัยร่าเริง เปิดเผย และชอบแสดงความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา นางจัดเป็นพวกคลั่งรักขั้นรุนแรง แม้ยังไม่เคยพบหน้าคู่หมั้นเลยสักครั้ง

ส่วนสุ่ยหลานซีผู้เป็นน้องกลับนิ่งเงียบและสุขุม นางคลั่งรักไม่ต่างจากพี่สาว เพียงเก็บอาการเก่งกว่าและแทบไม่เคยแสดงออกต่อหน้าผู้อื่น

หญิงสาวอีกสองคนคือ เยวียนซิงลู่ กับ เยวียนซิงฝู บุตรสาวคนที่สองและคนที่สามของเยวียนชิงเหยา ทั้งคู่มีอายุยี่สิบปีเท่ากันและถือกำเนิดห่างกันเพียงเล็กน้อย แต่เกิดจากไข่คนละใบและเซลล์สืบพันธุ์คนละชุด ไม่ได้ถือกำเนิดร่วมกัน จึงไม่ใช่ฝาแฝดและมีหน้าตาแตกต่างกันอย่างชัดเจน

เยวียนซิงลู่ผู้เป็นพี่คืออัจฉริยะซึ่งโดดเด่นอย่างถึงที่สุดในศาสตร์เฉพาะทางของตน นางถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในผู้สืบทอดตำหนักเสวียนเยว่ มีนิสัยเย่อหยิ่งและทะนงตนจนแทบไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา

ส่วนเยวียนซิงฝูเป็นอัจฉริยะอีกสายหนึ่ง แม้พรสวรรค์โดยรวมจะด้อยกว่าพี่สาวเล็กน้อย แต่นางกลับมีความสามารถเฉพาะด้านซึ่งไม่มีผู้ใดทดแทนได้ จึงถูกวางตัวให้เป็นผู้สืบทอดอีกคนเช่นกัน

นิสัยของนางตรงข้ามกับพี่สาวโดยสิ้นเชิง ทั้งร่าเริง สดใส และแสบซนจนสร้างเรื่องปวดหัวให้คนรอบข้างอยู่เสมอ

เยวียนซิงฝูมองประตูปิดด่าน ก่อนถามขึ้น

“พี่หญิง ท่านคิดว่าครั้งนี้ท่านแม่จะออกมาอยู่นานหรือไม่?”

เยวียนซิงลู่ตอบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า

“ก็คงเหมือนเดิมนั่นแหละ”

สุ่ยหลานอิงเม้มริมฝีปาก ก่อนกล่าวด้วยความเป็นห่วง

“ท่านแม่คงเสียใจมาก”

แม้ยังไม่ได้แต่งงาน แต่นางกับสุ่ยหลานซีกลับเรียกเยวียนชิงเหยาว่าท่านแม่ไปนานแล้ว

“ท่านสูญเสียร่องรอยบุตรชาย ก่อนปิดด่านไปเกือบสิบปี”

“เมื่อออกมาเมื่อสิบปีก่อนแล้วรู้ว่ายังหาเขาไม่พบ จิตใจก็แทบแตกสลาย จนต้องกลับเข้าไปปิดด่านอีกครั้ง”

สุ่ยหลานอิงถอนหายใจ

“รวมครั้งนี้ก็ยี่สิบปีแล้ว หากท่านกลับเข้าไปอีกก็คงเป็นสามสิบปี”

สุ่ยหลานซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบ

“ช่วยไม่ได้นี่เจ้าคะ พี่อิงอิง”

“อย่างไรเขาก็เป็นคู่หมั้นของพวกเรา แม้กระทั่งใบหน้าของเขา ข้ายังไม่เคยเห็นเลยสักครั้ง”

“รอบนี้ก็คงไม่มีทางหาเขาพบแล้ว”

สุ่ยหลานอิงกำชายเสื้อแน่น

“พวกเราตามหามายี่สิบปีเต็ม แต่กลับไม่มีเบาะแสแม้แต่น้อย”

“สุดท้ายคงต้องถอนหมั้นจริง ๆ เพียงแต่ข้าไม่รู้ว่าท่านแม่จะรับเรื่องนี้ไหวหรือไม่”

สุ่ยหลานซีหันไปหาเยวียนซิงลู่กับเยวียนซิงฝู

“พี่หญิงซิงลู่ พี่หญิงซิงฝู ไม่ต้องกังวลนะเจ้าคะ”

“ต่อให้ถอนหมั้นแล้ว พวกเราก็ยังสนิทกันเหมือนเดิม”

เยวียนซิงลู่พยักหน้าเพียงเล็กน้อย

“อืม”

เยวียนซิงฝูยักไหล่

“ข้าไม่ได้จริงจังอะไรนักหรอก จะถอนหรือไม่ถอนก็ได้ทั้งนั้น”

นางมองประตูปิดด่าน ก่อนถอนหายใจ

“ข้าเองยังไม่รู้เลยว่าพี่ชายยังมีชีวิตอยู่หรือไม่”

ครืนนนนน!