คลังนิยายสัตย์สาบานแห่งดวงดาวอ่านล่าสุด

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 206 ไปหน้าโรงหลอม7,302 ตัวอักษร

ตอนที่ 206 ไปหน้าโรงหลอม

ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“ช่างเถอะ ข้าเพียงแกล้งพวกเจ้าเล่นเท่านั้น ข้าเข้าใจว่าตอนนั้นพวกเจ้าถูกความรู้สึกครอบงำ”

เขาเปลี่ยนเรื่องทันที

“ที่ข้ามาครั้งนี้ เพราะอยากถามว่างานประลองร่วมสำนักจะเริ่มเมื่อใด อีกกี่เดือน วันไหน?”

ยูรันชี้ไล่ไปยังพวกนางทั้งสี่คน

“ข้าจะสร้างอาวุธของพวกเจ้าสี่คน ต้องรีบหน่อย เดี๋ยวทำไม่ทัน”

หนานอวี้เบิกตากว้าง

“อาวุธหรือ? เจ้าจะสร้างกระบี่ให้ข้าหรือ?”

ไป๋หลิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“งานประลองน่าจะเริ่มในอีกสองถึงสามเดือน เจ้ายังคิดจะสร้างจริง ๆ หรือ?”

“จริงสิ”

ยูรันพยักหน้า

“รวมถึงโรงฝึกด้วย เดี๋ยวให้พวกสมุนช่วยกันสร้าง ระหว่างที่ข้ากำลังทำอาวุธให้พวกเจ้า”

เขานึกถึงรากครวญวิญญาณซึ่งเริ่มมีกล้ามขึ้นมา ก่อนยกมุมปากอย่างชั่วร้าย

“ตอนนี้พวกมันมีกล้าม แบกของหนักได้ แถมยังต่อยตีกันเป็นอีก”

“นี่มันแรงงานทาสชั้นดีชัด ๆ”

ทั้งสี่คนเริ่มรู้สึกสงสารเหล่าสมุนขึ้นมาทันที

ยูรันพยักหน้า

“เช่นนั้นไปคุยกันก่อน บนดาดฟ้า”

พรึ่บ!

กล่าวจบ ร่างของเขาก็หายวับไปทันที

ไม่นานทุกคนก็มารวมตัวกันบนดาดฟ้า หลิงเยวี่ย เฮยหลง และเยว่หลินก็ตามมาด้วย

เมื่อมากันครบ ยูรันก็กวาดตามองเหล่าสมุนตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า

“อืม พวกแกกินดีอยู่ดีเสียจนวิวัฒนาการสินะ”

“เดิมทีพอมีความสุขถึงขีดสุด พวกแกควรละสังขารแล้วกลายเป็นสีทอง แต่กลับวิวัฒนาการจนมีแขนขางอกออกมาแทนเสียอย่างนั้น”

ทันใดนั้น เขาก็ชะงัก ก่อนใช้จิตสัมผัสตรวจสอบพวกมันอย่างละเอียด

“เดี๋ยวนะ พวกแกมีตบะด้วยหรือ?!”

“ขอบเขตสร้างรากฐานอีกต่างหาก!”

ยูรันมองเหล่าสมุนด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ

“นี่พวกแกอยู่อย่างสุขสบายเสียจนบำเพ็ญเพียรได้เลย น่าแปลกใจจริงๆ”

ทุกคนบนดาดฟ้าต่างตะลึงจนพูดไม่ออก ส่วนเหล่าสมุนทั้งยี่สิบต้นกลับยืนเบ่งกล้ามด้วยสีหน้าภาคภูมิใจราวกับกำลังรอคำชมอยู่

ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“ช่างเถอะ ในเมื่อเอาไปทำอาหารไม่ได้ แต่กลับบำเพ็ญเพียรได้ก็นับว่าเป็นเรื่องดี”

“ไหน ๆ ก็กลายเป็นสมุนของข้าแล้ว ข้ามีงานให้พวกแกทำ”

เขายืนเอามือไพล่หลัง ก่อนประกาศอย่างจริงจัง

“นับจากนี้ เราจะจัดตั้งกองกำลังเมนเดรกขึ้นมา ภาษาสุภาพเรียกว่าหน่วยงานเบ็ดเตล็ด เรียกสั้น ๆ ว่าเบ๊ หากจะกดหัวลงมาอีกหน่อยก็เรียกทาส แต่ข้าชอบคำว่าสมุนมากกว่า”

“พวกแกไปแบ่งจำนวนรากกันเอง ตั้งหมายเลขกอง และระบุหน้าที่ของแต่ละกองให้ชัดเจน จากนั้นนำรายชื่อไปส่งให้หลิงเอ๋อร์จัดการ”

ยูรันเริ่มแจกแจงงานทีละอย่าง

“ทั้งหน่วยรักษาความปลอดภัย หน่วยแรงงาน หน่วยลาดตระเวน หน่วยพรวนดิน ดูแลและเก็บสมุนไพร คัดแยกสัตว์น้ำ ดูแลสัตว์บก และให้อาหารสัตว์ปีก”

“งานมีเยอะจนล้นมือ พวกแกเลือกแบ่งกันเอาเอง”

เขากวาดตามองเหล่าสมุนทั้งยี่สิบต้น

“ข้าจะจัดงบค่าอาหารให้ทุกเดือน โดยออกจากเงินส่วนตัวของข้าเอง พวกแกจะกินมากเท่าไรก็ได้ ตราบใดที่ไม่เกินงบ”

จากนั้นรอยยิ้มของยูรันก็เย็นเยียบลง

“แต่หากผู้ใดอู้งาน ข้าจะยึดบ้านอันแสนสุขสบายคืน แล้วส่งมันไปไถนาแทน”

เหล่าสมุนทั้งยี่สิบต้นยืนตัวตรงทำความเคารพขึ้นพร้อมกันทันที!

“เอาละ งานแรก!”

ยูรันชี้ไปทางเฮยหลงกับเยว่หลิน

“ให้พวกแกทั้งหมดช่วยกันสร้างโรงฝึก แบบแปลนข้ามอบให้พวกเขาสองคนเอาไว้แล้ว”

“งานนี้ไม่มีกำหนดการ แต่มีเส้นตาย”

เขากวาดตามองเหล่าสมุนด้วยสีหน้าจริงจัง

“ก่อนที่ข้าจะสร้างอาวุธเสร็จ โรงฝึกก็ต้องสร้างเสร็จเช่นกัน”

“เข้าใจหรือไม่?!”

เหล่าสมุนทั้งยี่สิบต้นยกกำปั้นขึ้นพร้อมกัน

“เฮ้!”

ยูรันโบกมือ

“เอาละ ไปเริ่มงานได้!”

เหล่าสมุนทั้งหมดหันหลัง ก่อนเดินตามเฮยหลงกับเยว่หลินออกไปอย่างเป็นระเบียบ ไม่นานเสียงก่อสร้างก็ดังขึ้นจากบริเวณข้างตำหนัก ทุกต้นลงมือทำงานอย่างจริงจังโดยไม่มีผู้ใดคิดอู้งานแม้แต่น้อย

คนที่เหลือมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าประหลาด

เซี่ยเยว่หลีถอนหายใจ

“ข้ารู้สึกว่าตนเองไม่ค่อยประหลาดใจแล้วละ”

หลานชิงอวี้พยักหน้าเห็นด้วย

“นั่นสิเจ้าคะ”

หนานอวี้เองก็พยักหน้าตาม

“อืม ข้าก็เหมือนกัน”

ยูรันหันไปถามหลิงเยวี่ย

“อาจารย์ งานประลองร่วมสำนักจะเริ่มเมื่อใด?”

“อีกสองเดือนครึ่ง”

“อืม เช่นนั้นพอดีเลย”

ยูรันพยักหน้า

“ข้าจะหายไปประมาณครึ่งเดือน”

หลิงเยวี่ยขมวดคิ้ว

“เจ้าจะไปทำอะไร?”

“สร้างอาวุธ”

ยูรันชี้ไปทางไป๋หลิง หนานอวี้ และหลานชิงอวี้

“หลิงเอ๋อร์ ศิษย์พี่สาม และชิงอวี้จะต้องลงประลองด้วยอาวุธใหม่เท่ ๆ ที่ข้าสร้างให้”

ทั้งสามคนหูผึ่งขึ้นมาทันที ดวงตาเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น

เซี่ยเยว่หลีรีบถาม

“แล้วของข้าเล่า?”

“มีสิ แต่เจ้าไม่ได้ลงแข่งนี่”

แม้จะถูกกล่าวเช่นนั้น เซี่ยเยว่หลีก็ยังยิ้มออกมาอย่างดีใจ

ยูรันนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ

“แล้วก็มีอีกเรื่อง หลังจากสร้างอาวุธเสร็จ ข้าจะไม่อยู่ประมาณสองเดือน”

หนานอวี้เบิกตากว้าง

“อะไรนะ? เจ้าจะไปที่ใด?”

เซี่ยเยว่หลีรีบขยับเข้ามาใกล้

“ข้าไม่ได้ลงประลอง เช่นนั้นข้าไปกับเจ้าได้หรือไม่?”

“ใจเย็นก่อน เจ้าไปไม่ได้”

ยูรันส่ายหน้า

“ข้าต้องไปคนเดียวจึงจะเดินทางได้รวดเร็วกว่า”

ไป๋หลิงมองเขาอย่างจริงจัง

“สรุปแล้วเจ้าจะไปที่ใดกันแน่?”

“ข้าจะออกไปตามหาบางสิ่ง”

ยูรันยกมือแตะเปลือกตาของตนเอง

“ข้าสัมผัสมานานแล้วว่ามันกำลังเรียกหาข้าอยู่”

หลานชิงอวี้ถามอย่างสงสัย

“สิ่งนั้นคืออะไรหรือเจ้าคะ?”

“หากข้ารู้ แล้วจะต้องออกไปตามหาทำไมเล่า?”

ยูรันเว้นไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยความมั่นใจ

“แต่ข้ามั่นใจว่าสิ่งนั้นจะทำให้ดวงตาของข้ากลับคืนมา”

“อะไรนะ?!”

ทุกคนยังคงจ้องยูรันอย่างตกตะลึง

ไป๋หลิงเป็นคนแรกที่ได้สติ

“เจ้ามั่นใจหรือว่าสิ่งนั้นจะทำให้ดวงตาของเจ้ากลับคืนมาได้?”

“มั่นใจ”

ยูรันตอบทันทีโดยไม่มีความลังเล

หลิงเยวี่ยพยักหน้ารัว ๆ ด้วยความยินดี

“ดี ดี ดี เช่นนั้นเจ้าไปสร้างอาวุธเถอะ งานที่เหลือพวกเราจะแบ่งกันจัดการเอง เจ้าจะได้ออกเดินทางอย่างสบายใจ”

ยูรันหันไปมองนางด้วยสีหน้าประหลาด

“มันก็ต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้วมิใช่หรือ?”

“หรือท่านตั้งใจจะให้ข้าทำทุกอย่างจนถึงวินาทีสุดท้ายก่อนออกเดินทาง?”

หลิงเยวี่ยชะงักไปทันที รอยยิ้มยินดีบนใบหน้าพลันแข็งค้าง

ไป๋หลิง หนานอวี้ และหลานชิงอวี้ต่างหลบสายตาอย่างพร้อมเพรียง ราวกับเมื่อครู่นี้ไม่มีผู้ใดแอบคิดเช่นเดียวกับนาง

เซี่ยเยว่หลีมองท่าทางของทุกคน ก่อนกล่าวอย่างตรงไปตรงมา

“ดูเหมือนพวกนางจะคิดเช่นนั้นจริง ๆ”

ฉึก!

ทุกคนรู้สึกราวกับถูกแทงกลางใจพร้อมกัน

ยูรันถอนหายใจยาว

“เฮ้อ ข้ารู้อยู่แล้วเชียว”

เขาลุกขึ้น ก่อนปัดเสื้อผ้าเบา ๆ

“เอาเถอะ เช่นนั้นข้าจะไปสร้างอาวุธ โรงหลอมเองก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว”

“อีกสองอาทิตย์ค่อยพบกัน รอดูได้เลย พวกเจ้าจะต้องถูกใจอย่างแน่นอน”

พรึ่บ!

กล่าวจบ ร่างของเขาก็หายวับไปทันที

หนานอวี้มองตามด้วยดวงตาเปล่งประกาย

“เขาจะสร้างอะไรให้ข้ากันนะ? ฮี่ ๆ ขอแบบสะใจหน่อยเถอะ!”

ไป๋หลิงถอนหายใจยาว

“เฮ้อ เจ้านี่นะ...”

หลานชิงอวี้ยิ้มอย่างตื่นเต้น

“ข้าเองก็ตั้งตารอเจ้าค่ะ”

เซี่ยเยว่หลีลุกขึ้นเป็นคนสุดท้าย

“สำหรับข้า อะไรก็ได้ทั้งนั้น”

นางหันไปมองงานต่าง ๆ ซึ่งยูรันทิ้งเอาไว้

“ข้าไปทำงานส่วนที่เหลือต่อจากเขาดีกว่า อยู่ที่นี่มาตั้งนาน ข้าเองก็เรียนรู้งานมาพอสมควรแล้ว”

ภายในโรงหลอม

ยูรันมองวัตถุดิบจำนวนมากซึ่งกองอยู่ตรงหน้า ก่อนยกมุมปากขึ้น

“อืม ข้าคิดเอาไว้แล้วว่าจะสร้างสิ่งใดให้แต่ละคน”

เขาพับแขนเสื้อขึ้น ก่อนเดินไปหยุดหน้าเตาหลอม

“เอาละ เริ่มกันเลยดีกว่า วู้ฮู!”

ครืน!

ค่ายกลรอบโรงหลอมเปิดทำงานพร้อมกัน เปลวเพลิงภายในเตาพวยพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง

เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!

เสียงค้อนกระทบโลหะดังขึ้นไม่ขาดสาย ควันสีเข้มลอยโขมงออกจากปล่องทั้งกลางวันและกลางคืน แสงจากเปลวเพลิงภายในโรงหลอมไม่เคยมอดดับลงแม้แต่น้อย

เป็นเช่นนั้นต่อเนื่อง จนเวลาล่วงเลยไปครบสิบสี่วัน

บนดาดฟ้า

หลานชิงอวี้มองไปทางโรงหลอมซึ่งยังคงมีควันลอยออกมาไม่หยุด

“เสียงดังติดต่อกันมาสิบสี่วันแล้วนะเจ้าคะ ดูเหมือนศิษย์พี่จะไม่หยุดพักเลยแม้แต่นิดเดียว”

หนานอวี้จ้องโรงหลอมด้วยดวงตาเปล่งประกาย

“ข้าเริ่มตื่นเต้นแล้วสิ ไม่รู้ว่าเขาสร้างอะไรให้ข้ากันนะ?”

ทันใดนั้น ท้องฟ้าเหนือยอดเขาก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

ครืนนนนนนนนนนน!

เมฆดำมหึมาแผ่ปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า สายฟ้าจำนวนมากเคลื่อนไหวอยู่ภายใน ส่งแรงกดดันหนักหน่วงลงมายังยอดเขา

หลิงเยวี่ยเงยหน้าขึ้นมอง

“ทัณฑ์สวรรค์?”

หลานชิงอวี้อ้าปากค้าง

“เหตุใดทุกสิ่งที่ศิษย์พี่สร้างขึ้น ถึงต้องมีทัณฑ์สวรรค์ตามมาทุกครั้งด้วยเจ้าคะ?!”

เซี่ยเยว่หลีลุกขึ้นทันที

“ไปหน้าโรงหลอม!”

พรึ่บ!

ทุกคนหายวับไปพร้อมกัน ก่อนมาปรากฏตัวด้านหน้าโรงหลอม

เสียงค้อนซึ่งดังต่อเนื่องมาตลอดสิบสี่วันหยุดลงแล้ว ภายในกลับเงียบสนิทจนน่าประหลาด เหลือเพียงเสียงฟ้าร้องเหนือศีรษะซึ่งดังใกล้เข้ามาทุกขณะ