คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 206 เต้นรำ7,847 ตัวอักษร

ตอนที่ 206 เต้นรำ

เยวียนซิงลู่มองประตูปิดด่านด้วยสายตาเย็นชา

“ข้าไม่สนใจหรอก”

เยวียนซิงฝูชะงัก ก่อนหันไปมองพี่สาว

เยวียนซิงลู่กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความเย็นเยียบ

“ท่านแม่เองก็ไม่เคยสนใจพวกเราเช่นกัน”

“ตั้งแต่พวกเราถือกำเนิดมา ท่านพ่อก็หายไปอยู่ที่ใดไม่รู้ แม้แต่ใบหน้าของเขา พวกเรายังไม่เคยเห็น”

“ส่วนพี่ชายแท้ ๆ ก็หายสาบสูญ”

นางกำมือแน่นอยู่ภายในแขนเสื้อ

“ท่านแม่เอาแต่ปิดด่าน พอออกมาก็พร่ำเพ้อถึงบุตรชายที่หายสาบสูญ จากนั้นเมื่อหาไม่พบก็กลับเข้าไปปิดด่านอีกครั้ง”

“นางไม่เคยถามว่าพวกเราใช้ชีวิตอย่างไร ฝึกฝนเหนื่อยหรือไม่ หรือเคยต้องการอะไรบ้าง”

เยวียนซิงลู่ยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน

“ตลอดทั้งชีวิตของนางสนใจเพียงบุตรชายคนนั้นเท่านั้น”

“ในเมื่อนางไม่เคยสนใจไยดีพวกเรา แล้วเหตุใดข้าต้องสนใจว่าบุตรชายสุดที่รักของนางยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ด้วย?”

เยวียนซิงลู่แค่นหัวเราะ

“หึ สุดท้ายแล้วนางก็เพียงออกมาร่วมงานฉลองปีใหม่เท่านั้น”

“หลังจากนั้นก็จะถามถึงพี่ชาย พอรู้ว่ายังหาไม่พบก็พร่ำเพ้ออยู่พักหนึ่ง แล้วกลับเข้าไปปิดด่านเหมือนเดิม”

นางหันไปมองเยวียนซิงฝู

“ข้ากับเจ้าพยายามกันมาตั้งเท่าไร?”

“พวกเราฝึกฝนแทบตาย แย่งชิงตำแหน่งผู้สืบทอด และทำทุกอย่างเพื่อให้นางยอมรับ”

“แต่นางกลับไม่เคยเห็นหัวพวกเราด้วยซ้ำ”

เยวียนซิงฝูเม้มริมฝีปาก ก่อนส่ายหน้า

“พี่หญิง พูดเช่นนั้นก็เกินไปหน่อยนะ”

“ท่านแม่เพียงเสียใจมากเกินไปเท่านั้นเอง หากวันหนึ่งนางทำใจได้ นางย่อมหันกลับมาสนใจพวกเรา”

เยวียนซิงลู่ไม่ได้ตอบ

เยวียนซิงฝูกล่าวต่อ

“พวกเรามีอายุขัยอีกยาวนาน ยังมีเวลาอยู่กับท่านแม่อีกมาก”

“แต่พี่ชายหายสาบสูญไป เป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่มีผู้ใดรู้”

“ตอนที่เขาหายตัวไป เขายังเป็นเพียงทารกอยู่เลยนะ”

นางก้มมองพื้น ก่อนกล่าวเสียงเบาลง

“หากเป็นข้า ข้าเองก็คงไม่สามารถปล่อยวางได้ง่าย ๆ เหมือนกัน”

สุ่ยหลานอิงมองเยวียนซิงลู่ด้วยความเป็นห่วง

“ข้าเองก็เห็นด้วยกับพี่หญิงซิงฝูนะ พี่หญิงซิงลู่”

“ท่านลองใจเย็นลงก่อนเถอะเจ้าค่ะ”

สุ่ยหลานซีพยักหน้า

“ข้าเองก็คิดเช่นเดียวกันเจ้าค่ะ”

เยวียนซิงลู่หันขวับมามองสองพี่น้อง

“พวกเจ้าเองก็เหมือนกัน!”

สุ่ยหลานอิงกับสุ่ยหลานซีชะงักพร้อมกัน

“ทั้งที่พวกเจ้าได้รับการยอมรับว่าเป็นสองธิดาสวรรค์ มีพรสวรรค์เหนือกว่าศิษย์สายหลักตั้งมากมาย”

“แต่เพียงเพราะถือกำเนิดมาจากสายรอง คนของตำหนักวารีหลิวกวงจึงไม่เคยให้ความสำคัญกับพวกเจ้าอย่างแท้จริง”

ดวงตาของเยวียนซิงลู่เย็นเยียบลง

“สุดท้ายพวกตาแก่เหล่านั้นกลับส่งพวกเจ้ามาหมั้นหมายกับพี่ชายของพวกเราซึ่งหายสาบสูญไปแล้ว”

“ทั้งที่ไม่มีผู้ใดยืนยันได้ด้วยซ้ำว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่!”

นางกำหมัดแน่น

“พวกมันเห็นตำหนักเสวียนเยว่ของเราเป็นอะไรกัน?”

“ถึงได้กล้าดูถูกพวกเราเช่นนี้!”

เยวียนซิงลู่มองทุกคน ก่อนแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา

“หึ สุดท้ายแล้วก็มีเพียงข้าที่คิดมากอยู่คนเดียวสินะ”

นางสะบัดแขนเสื้อ ก่อนหันหลังให้ประตูปิดด่าน

“ช่างเถอะ พวกเราไปกันได้แล้ว”

“อย่างไรก็เพียงแวะมาดูเท่านั้น อีกนานกว่านางจะออกจากด่านจริง ๆ”

พูดจบ เยวียนซิงลู่ก็เดินจากไปโดยไม่คิดหันกลับมามองอีก

สุดท้าย หญิงสาวทั้งสามคนก็มองหน้ากัน ก่อนเดินตามเยวียนซิงลู่ออกไปเงียบ ๆ

ไม่นาน บริเวณหน้าประตูปิดด่านจึงกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง

เมื่อเดินออกมาได้ระยะหนึ่ง เยวียนซิงลู่ก็หยุดฝีเท้า

“ข้าจะกลับไปฝึกต่อแล้ว”

นางเหลือบมองอีกสามคน

“ส่วนพวกเจ้าจะทำอะไรก็ทำ”

พูดจบ ร่างของเยวียนซิงลู่ก็หายวับไปทันที

เยวียนซิงฝูมองตำแหน่งที่พี่สาวเพิ่งหายไป ก่อนถอนหายใจ

“เฮ้อ พี่หญิงนี่นะ ใจร้อนจริง ๆ เลย”

“ตำแหน่งผู้สืบทอดไม่เห็นจะสำคัญตรงไหน พวกเจ้าเองก็คิดเหมือนกันใช่ไหม?”

สุ่ยหลานอิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ”

ทั้งสองคนหันไปหาสุ่ยหลานซี

สุ่ยหลานซียังคงนิ่งเงียบ ไม่ได้ตอบคำถาม

สุ่ยหลานซีอึกอักเล็กน้อย

“เอ่อ คือข้า...”

“ข้าว่าเรื่องตำแหน่งผู้สืบทอดยังมีเวลาให้ตัดสินใจอีกมาก”

นางหลบสายตาของทั้งสองคน

“ข้าขอตัวก่อน พอดีว่าจะไปหาซื้อตุ๊กตาแถวพรรคมารอัสดงสักหน่อย”

สุ่ยหลานอิงชะงัก

“ตุ๊กตา?”

“ใช่”

สุ่ยหลานซีพยักหน้า

“ข้าได้ยินข่าวว่ามีคนผู้หนึ่งชื่อยูรัน อายุคงไล่เลี่ยกับพวกเรานี่แหละ”

“เห็นว่าเขาไปประลองกับศิษย์ของพรรคมารอัสดงจนถล่มคนหลายร้อยคนเสียย่อยยับ หลังจากนั้นไม่นานก็มีตุ๊กตาซึ่งใช้รูปลักษณ์ของเขาเป็นต้นแบบออกมาวางขาย”

นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงเบาลง

“ได้ยินว่าตุ๊กตาน่ารักมาก แถมยังช่วยรวบรวมพลังปราณได้ด้วย”

“ข้าก็เลยคิดว่าจะแอบไปดูสักหน่อย”

สุ่ยหลานอิงหลี่ตามองน้องสาว

“หืม?”

“น่ารักมาก?”

นางขยับเข้ามาใกล้ทีละก้าว

“หืม...หืม...หืม?”

“เหตุผลที่เจ้าอยากเดินทางไปไกลถึงพรรคมารอัสดง เพียงเพราะตุ๊กตาน่ารักมากอย่างนั้นหรือ?”

สุ่ยหลานซีหลบสายตาของพี่สาว

“ก็ใช่สิ ข้าชอบของน่ารักนี่นา”

“ข้าเองก็อยากไปดูด้วยตาตนเอง ไหน ๆ พวกเราก็มาร่วมงานปีใหม่ล่วงหน้าตั้งหลายเดือน ตอนนี้ยังเหลือเวลาว่างอีกมาก”

นางก้มหน้าลง ก่อนใช้นิ้วเกี่ยวชายแขนเสื้อไปมา

“ข้าก็เลยคิดว่า...”

สุ่ยหลานอิงลากเสียงยาว พร้อมขยับใบหน้าเข้าไปใกล้

“ก็เลยยยยยยยยยยย?”

สุ่ยหลานซีถอยหลังไปหนึ่งก้าว

“ก็เลยจะไปซื้อมาน่ะสิ”

นางมองพี่สาวอย่างไม่พอใจ

“ท่านเองก็ชอบของน่ารักเหมือนกันไม่ใช่หรือ? จะมากดดันข้าทำไมกัน?”

สุ่ยหลานอิงกอดอก

“ข้าชอบก็จริง แต่ไม่ได้คลั่งไคล้ถึงขนาดยอมเดินทางไกลเพื่อตุ๊กตาตัวเดียวเสียหน่อย”

เยวียนซิงฝูโบกมือแทรกขึ้นมา

“เอาน่า พวกเราไปด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ จะได้ไม่มีปัญหา”

นางเหลือบมองไปทางที่เยวียนซิงลู่หายตัวไป

“ส่วนพี่หญิงก็ปล่อยนางไปเถอะ ตอนนี้พูดอะไรนางคงไม่ฟังอยู่แล้ว”


กลางคืน เวลาปัจจุบัน

บนดาดฟ้า หลิงเยวี่ยนั่งขัดสมาธิอยู่ใต้แสงจันทร์เพียงลำพัง

สายลมเย็นพัดผ่าน เส้นผมของนางปลิวไหวเบา ๆ ขณะที่คำพูดของยูรันเมื่อเช้ายังคงวนเวียนอยู่ภายในใจ

[ท่านมีทิฐิว่าตนเองเป็นอาจารย์ จึงไม่อาจยอมแพ้ให้ลูกศิษย์]

[อาจารย์ที่ดี เมื่อเห็นลูกศิษย์ก้าวหน้าเหนือกว่าตนเอง ควรรู้สึกดีใจ]

หลิงเยวี่ยสูดลมหายใจลึก ก่อนหลับตาลงช้า ๆ

“เอาเถอะ...”

“ครั้งนี้ข้าจะลองเชื่อเจ้าดูสักครั้งก็แล้วกัน รันเอ๋อร์”

นางเริ่มโคจรพลัง พร้อมปล่อยความคิดทั้งหมดให้ค่อย ๆ จางหายไป

[ปล่อยวาง...]

[ปล่อยวาง...ปล่อยวาง...]

[ปล่อยวาง...ปล่อยว่าง...]

[ไม่สิ ปล่อยวาง...]

[ปล่อยวาง ปล่อยวาง ปล่อยว่าง ปล่อยวาง...]

หลิงเยวี่ยขมวดคิ้วแน่น ยิ่งพยายามไม่คิด ภายในหัวกลับยิ่งเต็มไปด้วยคำว่าปล่อยวาง

ผ่านไปหลายอึดใจ นางก็ลืมตาขึ้นอย่างหงุดหงิด

[อึก...ทำไม่ได้!]

ห่างออกไป ยูรันซึ่งยังไม่นอนกำลังยืนมองนางอยู่เงียบ ๆ

เมื่อเห็นหลิงเยวี่ยพยายามบังคับตนเองจนคิ้วแทบผูกกัน เขาก็ถอนหายใจยาว

“เอ้ออออออออออ...”

“ดูเหมือนข้าต้องช่วยอีกแล้วสินะ”

พรึ่บ!

ร่างของยูรันหายไป ก่อนปรากฏขึ้นตรงหน้าหลิงเยวี่ย

“ท่านทำผิดแล้ว”

หลิงเยวี่ยลืมตาขึ้น

“ผิดตรงไหน?”

“การปล่อยวางไม่ได้หมายความว่าท่านต้องบังคับตนเองไม่ให้คิดอะไรเลย”

“ข้าไม่เข้าใจ”

ยูรันถอนหายใจยาว

“เฮ้อออออออ...”

“ลุกขึ้น ข้าจะสอนให้”

เขายื่นมือไปจับมือนาง ก่อนดึงให้ลุกขึ้นอย่างช้า ๆ

หลิงเยวี่ยมองเขาด้วยความสงสัย

“เจ้าจะสอนอย่างไร?”

“ค่อย ๆ ทำตามข้าก็พอ”

ยูรันจับมือข้างหนึ่งของนางเอาไว้ ส่วนอีกข้างประคองอยู่ตรงเอว

“มองหน้าข้า ไม่ต้องสนใจสิ่งอื่น”

“เหมือนเวลาที่ท่านชอบลูบหน้าข้านั่นแหละ แต่ตอนนี้มือไม่ว่าง หากอยากลูบก็มองไปก่อน”

หลิงเยวี่ยหน้าแดงขึ้นเล็กน้อย

“ผู้ใดชอบลูบหน้าเจ้ากัน?”

“ท่านไง”

“……”

ยูรันเริ่มขยับเท้า นำพานางเต้นรำอย่างช้า ๆ ใต้แสงจันทร์

“ไม่ต้องคิดเรื่องก้าวพริบตา ไม่ต้องคิดว่าท่านเป็นอาจารย์ และไม่ต้องคิดว่าต้องเอาชนะผู้ใด”

“เพียงมองข้า แล้วปล่อยให้ร่างกายขยับตามก็พอ”

หลิงเยวี่ยเม้มริมฝีปาก ก่อนค่อย ๆ ก้าวตามจังหวะของเขา

ทั้งสองเต้นรำอยู่เช่นนั้นพักหนึ่ง

ยูรันไม่ได้เร่งจังหวะ เขาเพียงนำหลิงเยวี่ยหมุนตัวไปมาอย่างช้า ๆ ปล่อยให้สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านร่างของทั้งคู่

ไม่นาน เขาก็เริ่มผิวปากเป็นท่วงทำนองเบา ๆ

เสียงเพลงอันคุ้นเคยลอยไปตามสายลม เป็นท่วงทำนองซึ่งหลิงเยวี่ยไม่ได้ฟังมานานแล้ว

หัวใจของนางเริ่มเต้นแรงขึ้นทีละน้อย

ตุบตับ...ตุบตับ...

จากเดิมที่ร่างกายยังแข็งเกร็ง ฝีเท้าของนางก็ค่อย ๆ ผ่อนคลาย ดวงตายังคงจับจ้องอยู่บนใบหน้าของยูรัน ก่อนจิตใจจะเริ่มเคลิบเคลิ้มและล่องลอยไปตามเสียงเพลง

เมื่อเห็นว่านางเลิกสนใจสิ่งรอบตัวแล้ว ยูรันจึงเริ่มใช้ก้าวพริบตาทีละน้อย

พรึ่บ...

แต่ละครั้งเขาเคลื่อนตัวไปเพียงไม่กี่ชุ่น จนแทบไม่ต่างจากก้าวเต้นรำตามปกติ

หลิงเยวี่ยไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติ นางเพียงปล่อยให้ร่างกายเคลื่อนไหวตามเขาอย่างเป็นธรรมชาติ

ระยะทางในแต่ละก้าวค่อย ๆ เพิ่มขึ้น

จากไม่กี่ชุ่นกลายเป็นหนึ่งฉื่อ จากหนึ่งฉื่อกลายเป็นหลายฉื่อ

จากนั้นยูรันก็เริ่มยกฝีเท้าขึ้นเหนือพื้นทีละน้อย

หลิงเยวี่ยก้าวตามโดยไม่รู้ตัว พลังใต้ฝ่าเท้าของนางโคจรออกมาเอง ก่อนเหยียบลงบนอากาศราวกับเป็นพื้นดิน

ร่างของทั้งคู่ค่อย ๆ ลอยสูงขึ้นจากดาดฟ้า

หนึ่งจั้ง...

สองจั้ง...

สามจั้ง...

แต่หลิงเยวี่ยยังคงไม่รู้สึกตัว นางเพียงเต้นรำตามยูรันอยู่กลางแสงจันทร์ ขณะที่ก้าวพริบตากับเหยียบเวหาถูกใช้ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ