ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 206 เต้นรำ
เยวียนซิงลู่มองประตูปิดด่านด้วยสายตาเย็นชา
“ข้าไม่สนใจหรอก”
เยวียนซิงฝูชะงัก ก่อนหันไปมองพี่สาว
เยวียนซิงลู่กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความเย็นเยียบ
“ท่านแม่เองก็ไม่เคยสนใจพวกเราเช่นกัน”
“ตั้งแต่พวกเราถือกำเนิดมา ท่านพ่อก็หายไปอยู่ที่ใดไม่รู้ แม้แต่ใบหน้าของเขา พวกเรายังไม่เคยเห็น”
“ส่วนพี่ชายแท้ ๆ ก็หายสาบสูญ”
นางกำมือแน่นอยู่ภายในแขนเสื้อ
“ท่านแม่เอาแต่ปิดด่าน พอออกมาก็พร่ำเพ้อถึงบุตรชายที่หายสาบสูญ จากนั้นเมื่อหาไม่พบก็กลับเข้าไปปิดด่านอีกครั้ง”
“นางไม่เคยถามว่าพวกเราใช้ชีวิตอย่างไร ฝึกฝนเหนื่อยหรือไม่ หรือเคยต้องการอะไรบ้าง”
เยวียนซิงลู่ยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน
“ตลอดทั้งชีวิตของนางสนใจเพียงบุตรชายคนนั้นเท่านั้น”
“ในเมื่อนางไม่เคยสนใจไยดีพวกเรา แล้วเหตุใดข้าต้องสนใจว่าบุตรชายสุดที่รักของนางยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ด้วย?”
เยวียนซิงลู่แค่นหัวเราะ
“หึ สุดท้ายแล้วนางก็เพียงออกมาร่วมงานฉลองปีใหม่เท่านั้น”
“หลังจากนั้นก็จะถามถึงพี่ชาย พอรู้ว่ายังหาไม่พบก็พร่ำเพ้ออยู่พักหนึ่ง แล้วกลับเข้าไปปิดด่านเหมือนเดิม”
นางหันไปมองเยวียนซิงฝู
“ข้ากับเจ้าพยายามกันมาตั้งเท่าไร?”
“พวกเราฝึกฝนแทบตาย แย่งชิงตำแหน่งผู้สืบทอด และทำทุกอย่างเพื่อให้นางยอมรับ”
“แต่นางกลับไม่เคยเห็นหัวพวกเราด้วยซ้ำ”
เยวียนซิงฝูเม้มริมฝีปาก ก่อนส่ายหน้า
“พี่หญิง พูดเช่นนั้นก็เกินไปหน่อยนะ”
“ท่านแม่เพียงเสียใจมากเกินไปเท่านั้นเอง หากวันหนึ่งนางทำใจได้ นางย่อมหันกลับมาสนใจพวกเรา”
เยวียนซิงลู่ไม่ได้ตอบ
เยวียนซิงฝูกล่าวต่อ
“พวกเรามีอายุขัยอีกยาวนาน ยังมีเวลาอยู่กับท่านแม่อีกมาก”
“แต่พี่ชายหายสาบสูญไป เป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่มีผู้ใดรู้”
“ตอนที่เขาหายตัวไป เขายังเป็นเพียงทารกอยู่เลยนะ”
นางก้มมองพื้น ก่อนกล่าวเสียงเบาลง
“หากเป็นข้า ข้าเองก็คงไม่สามารถปล่อยวางได้ง่าย ๆ เหมือนกัน”
สุ่ยหลานอิงมองเยวียนซิงลู่ด้วยความเป็นห่วง
“ข้าเองก็เห็นด้วยกับพี่หญิงซิงฝูนะ พี่หญิงซิงลู่”
“ท่านลองใจเย็นลงก่อนเถอะเจ้าค่ะ”
สุ่ยหลานซีพยักหน้า
“ข้าเองก็คิดเช่นเดียวกันเจ้าค่ะ”
เยวียนซิงลู่หันขวับมามองสองพี่น้อง
“พวกเจ้าเองก็เหมือนกัน!”
สุ่ยหลานอิงกับสุ่ยหลานซีชะงักพร้อมกัน
“ทั้งที่พวกเจ้าได้รับการยอมรับว่าเป็นสองธิดาสวรรค์ มีพรสวรรค์เหนือกว่าศิษย์สายหลักตั้งมากมาย”
“แต่เพียงเพราะถือกำเนิดมาจากสายรอง คนของตำหนักวารีหลิวกวงจึงไม่เคยให้ความสำคัญกับพวกเจ้าอย่างแท้จริง”
ดวงตาของเยวียนซิงลู่เย็นเยียบลง
“สุดท้ายพวกตาแก่เหล่านั้นกลับส่งพวกเจ้ามาหมั้นหมายกับพี่ชายของพวกเราซึ่งหายสาบสูญไปแล้ว”
“ทั้งที่ไม่มีผู้ใดยืนยันได้ด้วยซ้ำว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่!”
นางกำหมัดแน่น
“พวกมันเห็นตำหนักเสวียนเยว่ของเราเป็นอะไรกัน?”
“ถึงได้กล้าดูถูกพวกเราเช่นนี้!”
เยวียนซิงลู่มองทุกคน ก่อนแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา
“หึ สุดท้ายแล้วก็มีเพียงข้าที่คิดมากอยู่คนเดียวสินะ”
นางสะบัดแขนเสื้อ ก่อนหันหลังให้ประตูปิดด่าน
“ช่างเถอะ พวกเราไปกันได้แล้ว”
“อย่างไรก็เพียงแวะมาดูเท่านั้น อีกนานกว่านางจะออกจากด่านจริง ๆ”
พูดจบ เยวียนซิงลู่ก็เดินจากไปโดยไม่คิดหันกลับมามองอีก
สุดท้าย หญิงสาวทั้งสามคนก็มองหน้ากัน ก่อนเดินตามเยวียนซิงลู่ออกไปเงียบ ๆ
ไม่นาน บริเวณหน้าประตูปิดด่านจึงกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
เมื่อเดินออกมาได้ระยะหนึ่ง เยวียนซิงลู่ก็หยุดฝีเท้า
“ข้าจะกลับไปฝึกต่อแล้ว”
นางเหลือบมองอีกสามคน
“ส่วนพวกเจ้าจะทำอะไรก็ทำ”
พูดจบ ร่างของเยวียนซิงลู่ก็หายวับไปทันที
เยวียนซิงฝูมองตำแหน่งที่พี่สาวเพิ่งหายไป ก่อนถอนหายใจ
“เฮ้อ พี่หญิงนี่นะ ใจร้อนจริง ๆ เลย”
“ตำแหน่งผู้สืบทอดไม่เห็นจะสำคัญตรงไหน พวกเจ้าเองก็คิดเหมือนกันใช่ไหม?”
สุ่ยหลานอิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ”
ทั้งสองคนหันไปหาสุ่ยหลานซี
สุ่ยหลานซียังคงนิ่งเงียบ ไม่ได้ตอบคำถาม
สุ่ยหลานซีอึกอักเล็กน้อย
“เอ่อ คือข้า...”
“ข้าว่าเรื่องตำแหน่งผู้สืบทอดยังมีเวลาให้ตัดสินใจอีกมาก”
นางหลบสายตาของทั้งสองคน
“ข้าขอตัวก่อน พอดีว่าจะไปหาซื้อตุ๊กตาแถวพรรคมารอัสดงสักหน่อย”
สุ่ยหลานอิงชะงัก
“ตุ๊กตา?”
“ใช่”
สุ่ยหลานซีพยักหน้า
“ข้าได้ยินข่าวว่ามีคนผู้หนึ่งชื่อยูรัน อายุคงไล่เลี่ยกับพวกเรานี่แหละ”
“เห็นว่าเขาไปประลองกับศิษย์ของพรรคมารอัสดงจนถล่มคนหลายร้อยคนเสียย่อยยับ หลังจากนั้นไม่นานก็มีตุ๊กตาซึ่งใช้รูปลักษณ์ของเขาเป็นต้นแบบออกมาวางขาย”
นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงเบาลง
“ได้ยินว่าตุ๊กตาน่ารักมาก แถมยังช่วยรวบรวมพลังปราณได้ด้วย”
“ข้าก็เลยคิดว่าจะแอบไปดูสักหน่อย”
สุ่ยหลานอิงหลี่ตามองน้องสาว
“หืม?”
“น่ารักมาก?”
นางขยับเข้ามาใกล้ทีละก้าว
“หืม...หืม...หืม?”
“เหตุผลที่เจ้าอยากเดินทางไปไกลถึงพรรคมารอัสดง เพียงเพราะตุ๊กตาน่ารักมากอย่างนั้นหรือ?”
สุ่ยหลานซีหลบสายตาของพี่สาว
“ก็ใช่สิ ข้าชอบของน่ารักนี่นา”
“ข้าเองก็อยากไปดูด้วยตาตนเอง ไหน ๆ พวกเราก็มาร่วมงานปีใหม่ล่วงหน้าตั้งหลายเดือน ตอนนี้ยังเหลือเวลาว่างอีกมาก”
นางก้มหน้าลง ก่อนใช้นิ้วเกี่ยวชายแขนเสื้อไปมา
“ข้าก็เลยคิดว่า...”
สุ่ยหลานอิงลากเสียงยาว พร้อมขยับใบหน้าเข้าไปใกล้
“ก็เลยยยยยยยยยยย?”
สุ่ยหลานซีถอยหลังไปหนึ่งก้าว
“ก็เลยจะไปซื้อมาน่ะสิ”
นางมองพี่สาวอย่างไม่พอใจ
“ท่านเองก็ชอบของน่ารักเหมือนกันไม่ใช่หรือ? จะมากดดันข้าทำไมกัน?”
สุ่ยหลานอิงกอดอก
“ข้าชอบก็จริง แต่ไม่ได้คลั่งไคล้ถึงขนาดยอมเดินทางไกลเพื่อตุ๊กตาตัวเดียวเสียหน่อย”
เยวียนซิงฝูโบกมือแทรกขึ้นมา
“เอาน่า พวกเราไปด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ จะได้ไม่มีปัญหา”
นางเหลือบมองไปทางที่เยวียนซิงลู่หายตัวไป
“ส่วนพี่หญิงก็ปล่อยนางไปเถอะ ตอนนี้พูดอะไรนางคงไม่ฟังอยู่แล้ว”
กลางคืน เวลาปัจจุบัน
บนดาดฟ้า หลิงเยวี่ยนั่งขัดสมาธิอยู่ใต้แสงจันทร์เพียงลำพัง
สายลมเย็นพัดผ่าน เส้นผมของนางปลิวไหวเบา ๆ ขณะที่คำพูดของยูรันเมื่อเช้ายังคงวนเวียนอยู่ภายในใจ
[ท่านมีทิฐิว่าตนเองเป็นอาจารย์ จึงไม่อาจยอมแพ้ให้ลูกศิษย์]
[อาจารย์ที่ดี เมื่อเห็นลูกศิษย์ก้าวหน้าเหนือกว่าตนเอง ควรรู้สึกดีใจ]
หลิงเยวี่ยสูดลมหายใจลึก ก่อนหลับตาลงช้า ๆ
“เอาเถอะ...”
“ครั้งนี้ข้าจะลองเชื่อเจ้าดูสักครั้งก็แล้วกัน รันเอ๋อร์”
นางเริ่มโคจรพลัง พร้อมปล่อยความคิดทั้งหมดให้ค่อย ๆ จางหายไป
[ปล่อยวาง...]
[ปล่อยวาง...ปล่อยวาง...]
[ปล่อยวาง...ปล่อยว่าง...]
[ไม่สิ ปล่อยวาง...]
[ปล่อยวาง ปล่อยวาง ปล่อยว่าง ปล่อยวาง...]
หลิงเยวี่ยขมวดคิ้วแน่น ยิ่งพยายามไม่คิด ภายในหัวกลับยิ่งเต็มไปด้วยคำว่าปล่อยวาง
ผ่านไปหลายอึดใจ นางก็ลืมตาขึ้นอย่างหงุดหงิด
[อึก...ทำไม่ได้!]
ห่างออกไป ยูรันซึ่งยังไม่นอนกำลังยืนมองนางอยู่เงียบ ๆ
เมื่อเห็นหลิงเยวี่ยพยายามบังคับตนเองจนคิ้วแทบผูกกัน เขาก็ถอนหายใจยาว
“เอ้ออออออออออ...”
“ดูเหมือนข้าต้องช่วยอีกแล้วสินะ”
พรึ่บ!
ร่างของยูรันหายไป ก่อนปรากฏขึ้นตรงหน้าหลิงเยวี่ย
“ท่านทำผิดแล้ว”
หลิงเยวี่ยลืมตาขึ้น
“ผิดตรงไหน?”
“การปล่อยวางไม่ได้หมายความว่าท่านต้องบังคับตนเองไม่ให้คิดอะไรเลย”
“ข้าไม่เข้าใจ”
ยูรันถอนหายใจยาว
“เฮ้อออออออ...”
“ลุกขึ้น ข้าจะสอนให้”
เขายื่นมือไปจับมือนาง ก่อนดึงให้ลุกขึ้นอย่างช้า ๆ
หลิงเยวี่ยมองเขาด้วยความสงสัย
“เจ้าจะสอนอย่างไร?”
“ค่อย ๆ ทำตามข้าก็พอ”
ยูรันจับมือข้างหนึ่งของนางเอาไว้ ส่วนอีกข้างประคองอยู่ตรงเอว
“มองหน้าข้า ไม่ต้องสนใจสิ่งอื่น”
“เหมือนเวลาที่ท่านชอบลูบหน้าข้านั่นแหละ แต่ตอนนี้มือไม่ว่าง หากอยากลูบก็มองไปก่อน”
หลิงเยวี่ยหน้าแดงขึ้นเล็กน้อย
“ผู้ใดชอบลูบหน้าเจ้ากัน?”
“ท่านไง”
“……”
ยูรันเริ่มขยับเท้า นำพานางเต้นรำอย่างช้า ๆ ใต้แสงจันทร์
“ไม่ต้องคิดเรื่องก้าวพริบตา ไม่ต้องคิดว่าท่านเป็นอาจารย์ และไม่ต้องคิดว่าต้องเอาชนะผู้ใด”
“เพียงมองข้า แล้วปล่อยให้ร่างกายขยับตามก็พอ”
หลิงเยวี่ยเม้มริมฝีปาก ก่อนค่อย ๆ ก้าวตามจังหวะของเขา
ทั้งสองเต้นรำอยู่เช่นนั้นพักหนึ่ง
ยูรันไม่ได้เร่งจังหวะ เขาเพียงนำหลิงเยวี่ยหมุนตัวไปมาอย่างช้า ๆ ปล่อยให้สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านร่างของทั้งคู่
ไม่นาน เขาก็เริ่มผิวปากเป็นท่วงทำนองเบา ๆ
เสียงเพลงอันคุ้นเคยลอยไปตามสายลม เป็นท่วงทำนองซึ่งหลิงเยวี่ยไม่ได้ฟังมานานแล้ว
หัวใจของนางเริ่มเต้นแรงขึ้นทีละน้อย
ตุบตับ...ตุบตับ...
จากเดิมที่ร่างกายยังแข็งเกร็ง ฝีเท้าของนางก็ค่อย ๆ ผ่อนคลาย ดวงตายังคงจับจ้องอยู่บนใบหน้าของยูรัน ก่อนจิตใจจะเริ่มเคลิบเคลิ้มและล่องลอยไปตามเสียงเพลง
เมื่อเห็นว่านางเลิกสนใจสิ่งรอบตัวแล้ว ยูรันจึงเริ่มใช้ก้าวพริบตาทีละน้อย
พรึ่บ...
แต่ละครั้งเขาเคลื่อนตัวไปเพียงไม่กี่ชุ่น จนแทบไม่ต่างจากก้าวเต้นรำตามปกติ
หลิงเยวี่ยไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติ นางเพียงปล่อยให้ร่างกายเคลื่อนไหวตามเขาอย่างเป็นธรรมชาติ
ระยะทางในแต่ละก้าวค่อย ๆ เพิ่มขึ้น
จากไม่กี่ชุ่นกลายเป็นหนึ่งฉื่อ จากหนึ่งฉื่อกลายเป็นหลายฉื่อ
จากนั้นยูรันก็เริ่มยกฝีเท้าขึ้นเหนือพื้นทีละน้อย
หลิงเยวี่ยก้าวตามโดยไม่รู้ตัว พลังใต้ฝ่าเท้าของนางโคจรออกมาเอง ก่อนเหยียบลงบนอากาศราวกับเป็นพื้นดิน
ร่างของทั้งคู่ค่อย ๆ ลอยสูงขึ้นจากดาดฟ้า
หนึ่งจั้ง...
สองจั้ง...
สามจั้ง...
แต่หลิงเยวี่ยยังคงไม่รู้สึกตัว นางเพียงเต้นรำตามยูรันอยู่กลางแสงจันทร์ ขณะที่ก้าวพริบตากับเหยียบเวหาถูกใช้ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ