ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 207 มันเรียกว่าน่าสยองต่างหาก
ผ่านไปพักหนึ่ง เมื่อทั้งสองลอยสูงเหนือยอดเขาได้ระยะหนึ่ง ยูรันจึงค่อย ๆ หยุดฝีเท้า
เสียงผิวปากเงียบลง
เขาปล่อยมือของหลิงเยวี่ย ก่อนถอยออกไปเล็กน้อย
หลิงเยวี่ยกะพริบตาปริบ ๆ ร่างกายพลันเสียสมดุลไปชั่วขณะ แต่ฝ่าเท้าของนางกลับเหยียบลงบนอากาศได้อย่างมั่นคง
ยูรันยกมุมปากขึ้น
“ยินดีด้วย”
“ครั้งนี้ท่านไม่ได้กำลังบินอยู่นะ”
หลิงเยวี่ยก้มมองใต้ฝ่าเท้าของตนเอง ก่อนเบิกตากว้าง
ยูรันกางแขนออกเล็กน้อย
“ท่านทำสำเร็จแล้ว เช่นนั้นข้าไปนอนก่อนนะ”
พูดจบ ร่างของยูรันก็หายวับไปทันที
เหลือเพียงหลิงเยวี่ยยืนอยู่กลางอากาศตามลำพัง
นางก้มมองฝ่าเท้าของตนเอง ก่อนกะพริบตาปริบ ๆ
[ข้าทำได้แล้ว?]
[ง่ายถึงเพียงนี้เลยหรือ?]
หลิงเยวี่ยสูดลมหายใจลึก ก่อนลองก้าวออกไปด้วยตนเอง
พรึ่บ!
ร่างของนางหายไป ก่อนปรากฏขึ้นห่างจากตำแหน่งเดิมหลายสิบจั้ง
พรึ่บ! พรึ่บ!
หลิงเยวี่ยใช้ก้าวพริบตาติดต่อกันกลางท้องฟ้า ขณะเดียวกันฝ่าเท้าก็เหยียบลงบนอากาศได้อย่างมั่นคง
นางรู้สึกเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เมื่อทิฐิซึ่งกดทับจิตใจถูกปล่อยวาง ความสับสนและความกังวลทั้งหมดก็หายไปพร้อมกัน
ทุกอย่างพลันราบรื่นราวกับควรเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่แรก
เช้าวันต่อมา ระหว่างมื้อเช้า
ยูรันวางถ้วยชาลง ก่อนประกาศกับทุกคน
“อาจารย์ทำสำเร็จแล้วนะ”
ทุกคนหันไปมองหลิงเยวี่ยพร้อมกัน
“นางทำได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ลองอย่างถูกวิธี แถมยังสามารถผสานก้าวพริบตากับเหยียบเวหาได้อย่างคล่องแคล่วด้วย”
จากนั้นยูรันก็หันไปหาหนานอวี้
“เพราะฉะนั้นศิษย์พี่สาม ท่านพูดอะไรมากไม่ได้แล้วนะ”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“เพราะตอนนี้ท่านกระจอกกว่าอาจารย์แล้ว”
“แถมยังกลายเป็นคนที่กระจอกที่สุดในที่นี้อีกด้วย”
กร๊อบ!
ตะเกียบในมือของหนานอวี้หักทันที.
หนานอวี้ตบโต๊ะแล้วลุกขึ้น
“เจ้าว่าอะไรนะ?!”
หลิงเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนถามอย่างสบายใจ
“มีตรงไหนไม่จริงหรือ?”
หนานอวี้ชะงัก
“อึก...ข้าไม่เชื่อ!”
นางชี้ไปทางหลานชิงอวี้
“อย่างน้อยข้าก็ไม่มีทางกระจอกกว่าชิงอวี้แน่!”
หลานชิงอวี้วางตะเกียบลง
“ข้าถูกศิษย์พี่ยูทรมานด้วยการเดินทางความเร็วสูงมาตั้งหลายวันนะเจ้าคะ”
“ส่วนท่านเอาแต่อยู่บนยอดเขา จะมาชนะข้าได้อย่างไร?”
“เช่นนั้นก็มาลองกันสักตั้ง!”
ทั้งสองคนก้าวออกจากโต๊ะ ก่อนกำหนดเส้นทางไปกลับระหว่างยอดเขาจันทรากับยอดเขาฝั่งตรงข้าม
“เริ่ม!”
พรึ่บ! พรึ่บ!
ร่างของทั้งคู่หายวับไปพร้อมกัน
ผ่านไปไม่นาน หลานชิงอวี้ก็กลับมาปรากฏตัวที่เดิม
พรึ่บ!
หลายอึดใจต่อมา หนานอวี้จึงตามกลับมาถึง
นางยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนทรุดตัวลงคุกเข่า
“ไม่จริง...”
“ข้าแพ้จริง ๆ หรือเนี่ย?”
หลิงเยวี่ยยกมุมปากขึ้น
“หึ เจ้ายังกระจอกนัก”
ฉึก!
หนานอวี้รู้สึกราวกับมีลูกธนูปักเข้ากลางอก
“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกก!”
“ข้าไม่ยอม!”
เซี่ยเยว่หลีมองนาง ก่อนกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
“ยอมรับความจริงเถอะ เมื่อเทียบทั้งระยะเวลาฝึกและความคล่องแคล่ว เจ้าเป็นคนที่กระจอกที่สุดแล้ว”
ฉึก!
ไป๋หลิงพยักหน้าเห็นด้วย
“อืม แม้เจ้าจะฝึกสำเร็จก่อนอาจารย์ แต่กลับยังใช้ได้ไม่คล่องสักนิด”
“แถมตอนผสานก้าวพริบตากับเหยียบเวหา การควบคุมของเจ้าก็ห่วยแตก”
ฉึก!
หนานอวี้กุมหน้าอก ก่อนหันไปหาลูกหงส์ฟ้าธาตุไฟทั้งสอง
“อ๊ากกกกก!”
“ตอนนี้เหลือเพียงพวกเจ้าสองตัวแล้วนะที่ยังอยู่ข้างข้า!”
ฉือเหยียนกับจินอวี่มองหน้ากัน ก่อนหันกลับมาส่งเสียงพร้อมกัน
“จิ๊บ!”
(เจ้ากระจอกจริง ๆ นั่นแหละ ขนาดพวกเรายังใช้ได้เลย)
พรึ่บ! พรึ่บ!
ลูกหงส์ฟ้าทั้งสองหายวับไป ก่อนกลับมาปรากฏบนไหล่ของหนานอวี้คนละข้าง
ฉึก!
หนานอวี้ทรุดตัวลงกับพื้นทันที
“อะไรนะ?! แม้แต่พวกเจ้าก็ใช้ได้แล้วหรือ?!”
นางชี้หน้าลูกหงส์ทั้งสองด้วยมือสั่นระริก
“พวกเจ้าบินได้อยู่แล้ว จะฝึกเหยียบเวหากับก้าวพริบตาไปทำไมกัน!”
“ไม่ยุติธรรมมมมมมม!”
หนานอวี้ไม่อาจยอมรับความจริงอันโหดร้ายได้อีกต่อไป
ดวงตาของนางเหลือกขึ้น ก่อนหงายหลังสลบไปตรงนั้นทันที
ตุบ!
ยูรันมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลูบคางอย่างใช้ความคิด
“อืม ข้าว่าต่อไปควรเตรียมเมล็ดทานตะวันอบแห้งเอาไว้ด้วยน่าจะดี”
หลานชิงอวี้หันมาถามด้วยความสงสัย
“เอาไว้ทำอะไรหรือเจ้าคะ?”
“เอาไว้กินระหว่างดูพวกเจ้าเปิดสงครามน้ำลายกัน”
ยูรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“สนุกมาก”
ยูรันลุกขึ้น ก่อนแบกหนานอวี้พาดไหล่
เซี่ยเยว่หลีหันมามองทันที
“เจ้าจะแบกนางไปไหน?”
“กลับห้องสิ จะปล่อยให้นอนอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร?”
“อ้อ เช่นนั้นก็แล้วไป”
ยูรันพาหนานอวี้กลับมายังห้องของตนเอง ก่อนวางนางลงบนเตียงอย่างเบามือ
เขาตบแก้มนางเบา ๆ
“ตื่นได้แล้ว ศิษย์พี่”
หนานอวี้สะดุ้งเฮือก ก่อนลืมตาขึ้นอย่างสับสน
“เกิดอะไรขึ้น?”
“ท่านถูกแทงใจดำติดต่อกันมากเกินไป จึงรับความจริงไม่ไหวแล้วสลบไป”
ใบหน้าของหนานอวี้พลันห่อเหี่ยว
“ฮือ ๆ ข้ากระจอกถึงเพียงนั้นเลยหรือ?”
ยูรันนั่งลงข้างเตียง
“อืม ก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ?”
“พวกนางเพียงร่วมมือกันแกล้งท่านเล่นเท่านั้นเอง แม้คำพูดเหล่านั้นจะแทงใจดำไปบ้างก็เถอะ”
หนานอวี้ลุกขึ้นนั่งทันที
“ข้ารับไม่ไหวจนสลบไปเลยนะ!”
“มันเรียกว่านิดเดียวตรงไหนกัน?!”
“เอาน่า ๆ”
ยูรันยกมือลูบศีรษะนาง
“เดี๋ยวข้าให้รางวัลปลอบใจก็แล้วกัน”
ดวงตาของหนานอวี้สว่างขึ้นทันที
“จริงหรือ?”
นางไม่รอให้เขาตอบ รีบโถมตัวเข้าไปจูบเขาทันที
หนึ่งชั่วยามต่อมา...
หนานอวี้ขยับตัว ก่อนร้องออกมาด้วยความเจ็บระบม
“โอ๊ย ข้าปวดเมื่อยไปหมดแล้วเนี่ย”
“พอไม่มีคนอื่นช่วยแบ่งแรง ข้ารับมือเจ้าเพียงลำพังไม่ไหวจริง ๆ ตอนแรกก็รู้สึกดีอยู่หรอก แต่หลัง ๆ เจ้าไม่รู้จักยั้งมือเลยสักนิด!”
ยูรันลุกขึ้นจัดเสื้อผ้าของตนเอง
“เอาละ ลุกได้แล้ว ข้าจะไปเตรียมสร้างโรงหลอมอาวุธต่อ”
หนานอวี้ถอนหายใจ ก่อนฝืนลุกขึ้นตาม
“อืม...”
ข้างตำหนัก ไป๋หลิง เซี่ยเยว่หลี และหลานชิงอวี้กำลังนั่งตกปลาอยู่ริมบ่อ
เมื่อเห็นหนานอวี้เดินเข้ามา ไป๋หลิงก็หลี่ตามองทันที
“หึ แอบไปกินคนเดียวอีกแล้วสินะ”
นางวางคันเบ็ดลง ก่อนยิ้มอย่างเย็นชา
“ระวังเถอะ เดี๋ยวข้าจะจับเจ้ามัด แล้วหาของเล่นมาฝึกเสียให้เข็ด”
“ข้าเองก็อยากรู้นักว่า เจ้าจะเสียอาการเพียงเพราะนั่งดูผู้อื่นพลอดรักกันได้จริงหรือไม่”
เซี่ยเยว่หลีพยักหน้าอย่างจริงจัง
“ข้าก็ว่าสมควร”
หลานชิงอวี้เองก็เห็นด้วย
“อืม ข้าเห็นด้วยเจ้าค่ะ”
หนานอวี้ชะงักฝีเท้า ก่อนรีบแก้ตัว
“ไม่ใช่นะ!”
“ศิษย์น้องบอกว่านั่นเป็นรางวัลปลอบใจต่างหาก”
นางมองทั้งสามคนด้วยสีหน้าอ้อนวอน
“หากข้าเรียกพวกเจ้าไปด้วย มันก็ไม่ใช่รางวัลของข้าคนเดียวสิ”
“ศิษย์พี่รอง อย่าใจร้ายกับข้านักเลย...”
ไป๋หลิงแค่นหัวเราะ
“หึ ข้าเพียงเตือนเอาไว้เท่านั้น”
นางสะบัดคันเบ็ดลงน้ำอีกครั้ง
“พวกเจ้าระวังตัวไว้เถอะ ดูเหมือนอาจารย์ใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว”
หนานอวี้เดินมานั่งลงข้างกัน ก่อนหยิบคันเบ็ดอีกอันขึ้นมา
“หมายความว่าอย่างไร?”
“เมื่อคืนอาจารย์สามารถใช้ก้าวพริบตากับเหยียบเวหาได้ทันที แสดงว่านางปล่อยวางเรื่องที่สามีพูดเมื่อวานได้แล้ว”
ไป๋หลิงหลี่ตาลง
“ตอนนี้จึงเหลือสิ่งที่นางยังปล่อยวางไม่ได้อีกเพียงเรื่องเดียว นั่นคือสาเหตุที่นางยังไม่ลงมือจัดการสามีเสียที”
หนานอวี้ขยับเข้ามาใกล้อย่างสนใจ
“เรื่องอะไรหรือ?”
“ก็เรื่องที่นางเป็นอาจารย์”
ไป๋หลิงตอบอย่างไม่ลังเล
“นางคงคิดว่าเป็นอาจารย์แล้วจะไปหลงรักลูกศิษย์ของตนเองได้อย่างไร”
“สามีคงไม่ถือเรื่องนี้ พวกเราเองก็ไม่สนใจ แต่อาจารย์ไม่เหมือนกัน นางยังติดอยู่กับศีลธรรมและฐานะของตนเอง”
ไป๋หลิงหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“แต่หากวันใดอาจารย์ตบะแตกและเลิกสนใจเรื่องพวกนั้นขึ้นมาละก็...”
“ข้าไม่อยากคิดเลยจริง ๆ”
หนานอวี้กลืนน้ำลาย
“จะเกิดอะไรขึ้น?”
“พวกเราถูกจับมัดแน่”
หลานชิงอวี้กับเซี่ยเยว่หลีสูดลมหายใจเย็นพร้อมกัน
“ซี๊ดดดดดดด...”
ไป๋หลิงคล้ายเพิ่งนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้
“ยังเหลืออีกเรื่องหนึ่ง”
ทุกคนหันมามองนาง
“ตอนนี้น้องสี่ก็เรียบร้อยไปแล้ว ดูจากท่าทางคงเป็นรักแรกพบกระมัง ไม่เช่นนั้นนางคงไม่ยอมเข้าห้องพร้อมกับผู้อาวุโสซูง่ายถึงเพียงนั้น”
นางถอนหายใจ
“แต่พวกเรายังเหลือพี่ใหญ่ น้องห้า และน้องหก”
“หากทั้งสามคนกลับมาเมื่อไร ข้าไม่อยากคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
หนานอวี้ขมวดคิ้ว
“ร้ายแรงถึงเพียงนั้นเลยหรือ?”
“พี่ใหญ่ดูภายนอกเหมือนบัณฑิตผู้เรียบร้อย แต่ทั้งหมดเป็นเพียงการเสแสร้งเท่านั้น”
ไป๋หลิงกล่าวอย่างรู้ทัน
“ภายในใจของนางเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม เผลอ ๆ อาจหนักกว่าน้องสี่เสียอีก”
“ส่วนน้องห้ามีนิสัยตรงไปตรงมา หากนางถูกใจสามีขึ้นมา คงเดินดุ่ม ๆ เข้าไปขอหลับนอนด้วยตรง ๆ โดยไม่คิดอ้อมค้อมแน่”
“แล้วพี่หกเล่าเจ้าคะ?” หลานชิงอวี้ถาม
ไป๋หลิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“น้องหกคงไม่ตรงถึงขั้นนั้น”
“อย่างมากก็อาจวางยาพี่สาวของตนเอง แล้วสวมรอยเข้าไปแทน”
หลานชิงอวี้ตัวแข็งค้างทันที
ไป๋หลิงกล่าวต่อโดยไม่สนใจนาง
“ยิ่งน้องห้ากับน้องหกชอบสิ่งใดเหมือนกันอยู่บ่อยครั้ง หากคนหนึ่งชอบ อีกคนก็คงตามไปด้วย”
นางกวาดตามองทุกคน ก่อนสรุปอย่างมั่นใจ
“ข้ากล้าเดิมพันเลยว่า เมื่อทั้งสามคนกลับมา พวกนางต้องชอบสามีแน่นอน”
ทุกคนสูดลมหายใจเย็นพร้อมกัน
“ซี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!”
หนานอวี้ขมวดคิ้ว
“น้องสี่เป็นเช่นนั้นจริงหรือ?”
“ข้าไม่เคยเห็นนางทำเรื่องแบบนั้นเลยนี่ ตั้งแต่รู้จักกันมา นางก็น่ารักดีออก”
“ถุย!”
ไป๋หลิงถ่มน้ำลายอย่างไม่ไว้หน้า
“น่ารักกับผีสิ นางเป็นจอมเสแสร้งดี ๆ นี่เอง”
“เจ้าเคยเห็นตอนนางเก็บเงินค่ารักษาหรือไม่? นางยิ้มหวานจนมุมปากแทบฉีกถึงรูหู”
ไป๋หลิงลูบแขนตนเอง
“คนทั่วไปซึ่งไม่รู้นิสัยที่แท้จริงของนางอาจคิดว่านั่นดูน่ารัก”
“แต่ข้าเห็นมาแล้วจึงรู้ดี”
“รอยยิ้มแบบนั้นไม่ได้เรียกว่าน่ารัก”
“มันเรียกว่าน่าสยองต่างหาก”