คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 207 มันเรียกว่าน่าสยองต่างหาก8,202 ตัวอักษร

ตอนที่ 207 มันเรียกว่าน่าสยองต่างหาก

ผ่านไปพักหนึ่ง เมื่อทั้งสองลอยสูงเหนือยอดเขาได้ระยะหนึ่ง ยูรันจึงค่อย ๆ หยุดฝีเท้า

เสียงผิวปากเงียบลง

เขาปล่อยมือของหลิงเยวี่ย ก่อนถอยออกไปเล็กน้อย

หลิงเยวี่ยกะพริบตาปริบ ๆ ร่างกายพลันเสียสมดุลไปชั่วขณะ แต่ฝ่าเท้าของนางกลับเหยียบลงบนอากาศได้อย่างมั่นคง

ยูรันยกมุมปากขึ้น

“ยินดีด้วย”

“ครั้งนี้ท่านไม่ได้กำลังบินอยู่นะ”

หลิงเยวี่ยก้มมองใต้ฝ่าเท้าของตนเอง ก่อนเบิกตากว้าง

ยูรันกางแขนออกเล็กน้อย

“ท่านทำสำเร็จแล้ว เช่นนั้นข้าไปนอนก่อนนะ”

พูดจบ ร่างของยูรันก็หายวับไปทันที

เหลือเพียงหลิงเยวี่ยยืนอยู่กลางอากาศตามลำพัง

นางก้มมองฝ่าเท้าของตนเอง ก่อนกะพริบตาปริบ ๆ

[ข้าทำได้แล้ว?]

[ง่ายถึงเพียงนี้เลยหรือ?]

หลิงเยวี่ยสูดลมหายใจลึก ก่อนลองก้าวออกไปด้วยตนเอง

พรึ่บ!

ร่างของนางหายไป ก่อนปรากฏขึ้นห่างจากตำแหน่งเดิมหลายสิบจั้ง

พรึ่บ! พรึ่บ!

หลิงเยวี่ยใช้ก้าวพริบตาติดต่อกันกลางท้องฟ้า ขณะเดียวกันฝ่าเท้าก็เหยียบลงบนอากาศได้อย่างมั่นคง

นางรู้สึกเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เมื่อทิฐิซึ่งกดทับจิตใจถูกปล่อยวาง ความสับสนและความกังวลทั้งหมดก็หายไปพร้อมกัน

ทุกอย่างพลันราบรื่นราวกับควรเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่แรก


เช้าวันต่อมา ระหว่างมื้อเช้า

ยูรันวางถ้วยชาลง ก่อนประกาศกับทุกคน

“อาจารย์ทำสำเร็จแล้วนะ”

ทุกคนหันไปมองหลิงเยวี่ยพร้อมกัน

“นางทำได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ลองอย่างถูกวิธี แถมยังสามารถผสานก้าวพริบตากับเหยียบเวหาได้อย่างคล่องแคล่วด้วย”

จากนั้นยูรันก็หันไปหาหนานอวี้

“เพราะฉะนั้นศิษย์พี่สาม ท่านพูดอะไรมากไม่ได้แล้วนะ”

เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

“เพราะตอนนี้ท่านกระจอกกว่าอาจารย์แล้ว”

“แถมยังกลายเป็นคนที่กระจอกที่สุดในที่นี้อีกด้วย”

กร๊อบ!

ตะเกียบในมือของหนานอวี้หักทันที.

หนานอวี้ตบโต๊ะแล้วลุกขึ้น

“เจ้าว่าอะไรนะ?!”

หลิงเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนถามอย่างสบายใจ

“มีตรงไหนไม่จริงหรือ?”

หนานอวี้ชะงัก

“อึก...ข้าไม่เชื่อ!”

นางชี้ไปทางหลานชิงอวี้

“อย่างน้อยข้าก็ไม่มีทางกระจอกกว่าชิงอวี้แน่!”

หลานชิงอวี้วางตะเกียบลง

“ข้าถูกศิษย์พี่ยูทรมานด้วยการเดินทางความเร็วสูงมาตั้งหลายวันนะเจ้าคะ”

“ส่วนท่านเอาแต่อยู่บนยอดเขา จะมาชนะข้าได้อย่างไร?”

“เช่นนั้นก็มาลองกันสักตั้ง!”

ทั้งสองคนก้าวออกจากโต๊ะ ก่อนกำหนดเส้นทางไปกลับระหว่างยอดเขาจันทรากับยอดเขาฝั่งตรงข้าม

“เริ่ม!”

พรึ่บ! พรึ่บ!

ร่างของทั้งคู่หายวับไปพร้อมกัน

ผ่านไปไม่นาน หลานชิงอวี้ก็กลับมาปรากฏตัวที่เดิม

พรึ่บ!

หลายอึดใจต่อมา หนานอวี้จึงตามกลับมาถึง

นางยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนทรุดตัวลงคุกเข่า

“ไม่จริง...”

“ข้าแพ้จริง ๆ หรือเนี่ย?”

หลิงเยวี่ยยกมุมปากขึ้น

“หึ เจ้ายังกระจอกนัก”

ฉึก!

หนานอวี้รู้สึกราวกับมีลูกธนูปักเข้ากลางอก

“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกก!”

“ข้าไม่ยอม!”

เซี่ยเยว่หลีมองนาง ก่อนกล่าวอย่างตรงไปตรงมา

“ยอมรับความจริงเถอะ เมื่อเทียบทั้งระยะเวลาฝึกและความคล่องแคล่ว เจ้าเป็นคนที่กระจอกที่สุดแล้ว”

ฉึก!

ไป๋หลิงพยักหน้าเห็นด้วย

“อืม แม้เจ้าจะฝึกสำเร็จก่อนอาจารย์ แต่กลับยังใช้ได้ไม่คล่องสักนิด”

“แถมตอนผสานก้าวพริบตากับเหยียบเวหา การควบคุมของเจ้าก็ห่วยแตก”

ฉึก!

หนานอวี้กุมหน้าอก ก่อนหันไปหาลูกหงส์ฟ้าธาตุไฟทั้งสอง

“อ๊ากกกกก!”

“ตอนนี้เหลือเพียงพวกเจ้าสองตัวแล้วนะที่ยังอยู่ข้างข้า!”

ฉือเหยียนกับจินอวี่มองหน้ากัน ก่อนหันกลับมาส่งเสียงพร้อมกัน

“จิ๊บ!”

(เจ้ากระจอกจริง ๆ นั่นแหละ ขนาดพวกเรายังใช้ได้เลย)

พรึ่บ! พรึ่บ!

ลูกหงส์ฟ้าทั้งสองหายวับไป ก่อนกลับมาปรากฏบนไหล่ของหนานอวี้คนละข้าง

ฉึก!

หนานอวี้ทรุดตัวลงกับพื้นทันที

“อะไรนะ?! แม้แต่พวกเจ้าก็ใช้ได้แล้วหรือ?!”

นางชี้หน้าลูกหงส์ทั้งสองด้วยมือสั่นระริก

“พวกเจ้าบินได้อยู่แล้ว จะฝึกเหยียบเวหากับก้าวพริบตาไปทำไมกัน!”

“ไม่ยุติธรรมมมมมมม!”

หนานอวี้ไม่อาจยอมรับความจริงอันโหดร้ายได้อีกต่อไป

ดวงตาของนางเหลือกขึ้น ก่อนหงายหลังสลบไปตรงนั้นทันที

ตุบ!

ยูรันมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลูบคางอย่างใช้ความคิด

“อืม ข้าว่าต่อไปควรเตรียมเมล็ดทานตะวันอบแห้งเอาไว้ด้วยน่าจะดี”

หลานชิงอวี้หันมาถามด้วยความสงสัย

“เอาไว้ทำอะไรหรือเจ้าคะ?”

“เอาไว้กินระหว่างดูพวกเจ้าเปิดสงครามน้ำลายกัน”

ยูรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“สนุกมาก”

ยูรันลุกขึ้น ก่อนแบกหนานอวี้พาดไหล่

เซี่ยเยว่หลีหันมามองทันที

“เจ้าจะแบกนางไปไหน?”

“กลับห้องสิ จะปล่อยให้นอนอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร?”

“อ้อ เช่นนั้นก็แล้วไป”

ยูรันพาหนานอวี้กลับมายังห้องของตนเอง ก่อนวางนางลงบนเตียงอย่างเบามือ

เขาตบแก้มนางเบา ๆ

“ตื่นได้แล้ว ศิษย์พี่”

หนานอวี้สะดุ้งเฮือก ก่อนลืมตาขึ้นอย่างสับสน

“เกิดอะไรขึ้น?”

“ท่านถูกแทงใจดำติดต่อกันมากเกินไป จึงรับความจริงไม่ไหวแล้วสลบไป”

ใบหน้าของหนานอวี้พลันห่อเหี่ยว

“ฮือ ๆ ข้ากระจอกถึงเพียงนั้นเลยหรือ?”

ยูรันนั่งลงข้างเตียง

“อืม ก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ?”

“พวกนางเพียงร่วมมือกันแกล้งท่านเล่นเท่านั้นเอง แม้คำพูดเหล่านั้นจะแทงใจดำไปบ้างก็เถอะ”

หนานอวี้ลุกขึ้นนั่งทันที

“ข้ารับไม่ไหวจนสลบไปเลยนะ!”

“มันเรียกว่านิดเดียวตรงไหนกัน?!”

“เอาน่า ๆ”

ยูรันยกมือลูบศีรษะนาง

“เดี๋ยวข้าให้รางวัลปลอบใจก็แล้วกัน”

ดวงตาของหนานอวี้สว่างขึ้นทันที

“จริงหรือ?”

นางไม่รอให้เขาตอบ รีบโถมตัวเข้าไปจูบเขาทันที

หนึ่งชั่วยามต่อมา...

หนานอวี้ขยับตัว ก่อนร้องออกมาด้วยความเจ็บระบม

“โอ๊ย ข้าปวดเมื่อยไปหมดแล้วเนี่ย”

“พอไม่มีคนอื่นช่วยแบ่งแรง ข้ารับมือเจ้าเพียงลำพังไม่ไหวจริง ๆ ตอนแรกก็รู้สึกดีอยู่หรอก แต่หลัง ๆ เจ้าไม่รู้จักยั้งมือเลยสักนิด!”

ยูรันลุกขึ้นจัดเสื้อผ้าของตนเอง

“เอาละ ลุกได้แล้ว ข้าจะไปเตรียมสร้างโรงหลอมอาวุธต่อ”

หนานอวี้ถอนหายใจ ก่อนฝืนลุกขึ้นตาม

“อืม...”

ข้างตำหนัก ไป๋หลิง เซี่ยเยว่หลี และหลานชิงอวี้กำลังนั่งตกปลาอยู่ริมบ่อ

เมื่อเห็นหนานอวี้เดินเข้ามา ไป๋หลิงก็หลี่ตามองทันที

“หึ แอบไปกินคนเดียวอีกแล้วสินะ”

นางวางคันเบ็ดลง ก่อนยิ้มอย่างเย็นชา

“ระวังเถอะ เดี๋ยวข้าจะจับเจ้ามัด แล้วหาของเล่นมาฝึกเสียให้เข็ด”

“ข้าเองก็อยากรู้นักว่า เจ้าจะเสียอาการเพียงเพราะนั่งดูผู้อื่นพลอดรักกันได้จริงหรือไม่”

เซี่ยเยว่หลีพยักหน้าอย่างจริงจัง

“ข้าก็ว่าสมควร”

หลานชิงอวี้เองก็เห็นด้วย

“อืม ข้าเห็นด้วยเจ้าค่ะ”

หนานอวี้ชะงักฝีเท้า ก่อนรีบแก้ตัว

“ไม่ใช่นะ!”

“ศิษย์น้องบอกว่านั่นเป็นรางวัลปลอบใจต่างหาก”

นางมองทั้งสามคนด้วยสีหน้าอ้อนวอน

“หากข้าเรียกพวกเจ้าไปด้วย มันก็ไม่ใช่รางวัลของข้าคนเดียวสิ”

“ศิษย์พี่รอง อย่าใจร้ายกับข้านักเลย...”

ไป๋หลิงแค่นหัวเราะ

“หึ ข้าเพียงเตือนเอาไว้เท่านั้น”

นางสะบัดคันเบ็ดลงน้ำอีกครั้ง

“พวกเจ้าระวังตัวไว้เถอะ ดูเหมือนอาจารย์ใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว”

หนานอวี้เดินมานั่งลงข้างกัน ก่อนหยิบคันเบ็ดอีกอันขึ้นมา

“หมายความว่าอย่างไร?”

“เมื่อคืนอาจารย์สามารถใช้ก้าวพริบตากับเหยียบเวหาได้ทันที แสดงว่านางปล่อยวางเรื่องที่สามีพูดเมื่อวานได้แล้ว”

ไป๋หลิงหลี่ตาลง

“ตอนนี้จึงเหลือสิ่งที่นางยังปล่อยวางไม่ได้อีกเพียงเรื่องเดียว นั่นคือสาเหตุที่นางยังไม่ลงมือจัดการสามีเสียที”

หนานอวี้ขยับเข้ามาใกล้อย่างสนใจ

“เรื่องอะไรหรือ?”

“ก็เรื่องที่นางเป็นอาจารย์”

ไป๋หลิงตอบอย่างไม่ลังเล

“นางคงคิดว่าเป็นอาจารย์แล้วจะไปหลงรักลูกศิษย์ของตนเองได้อย่างไร”

“สามีคงไม่ถือเรื่องนี้ พวกเราเองก็ไม่สนใจ แต่อาจารย์ไม่เหมือนกัน นางยังติดอยู่กับศีลธรรมและฐานะของตนเอง”

ไป๋หลิงหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“แต่หากวันใดอาจารย์ตบะแตกและเลิกสนใจเรื่องพวกนั้นขึ้นมาละก็...”

“ข้าไม่อยากคิดเลยจริง ๆ”

หนานอวี้กลืนน้ำลาย

“จะเกิดอะไรขึ้น?”

“พวกเราถูกจับมัดแน่”

หลานชิงอวี้กับเซี่ยเยว่หลีสูดลมหายใจเย็นพร้อมกัน

“ซี๊ดดดดดดด...”

ไป๋หลิงคล้ายเพิ่งนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้

“ยังเหลืออีกเรื่องหนึ่ง”

ทุกคนหันมามองนาง

“ตอนนี้น้องสี่ก็เรียบร้อยไปแล้ว ดูจากท่าทางคงเป็นรักแรกพบกระมัง ไม่เช่นนั้นนางคงไม่ยอมเข้าห้องพร้อมกับผู้อาวุโสซูง่ายถึงเพียงนั้น”

นางถอนหายใจ

“แต่พวกเรายังเหลือพี่ใหญ่ น้องห้า และน้องหก”

“หากทั้งสามคนกลับมาเมื่อไร ข้าไม่อยากคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

หนานอวี้ขมวดคิ้ว

“ร้ายแรงถึงเพียงนั้นเลยหรือ?”

“พี่ใหญ่ดูภายนอกเหมือนบัณฑิตผู้เรียบร้อย แต่ทั้งหมดเป็นเพียงการเสแสร้งเท่านั้น”

ไป๋หลิงกล่าวอย่างรู้ทัน

“ภายในใจของนางเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม เผลอ ๆ อาจหนักกว่าน้องสี่เสียอีก”

“ส่วนน้องห้ามีนิสัยตรงไปตรงมา หากนางถูกใจสามีขึ้นมา คงเดินดุ่ม ๆ เข้าไปขอหลับนอนด้วยตรง ๆ โดยไม่คิดอ้อมค้อมแน่”

“แล้วพี่หกเล่าเจ้าคะ?” หลานชิงอวี้ถาม

ไป๋หลิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“น้องหกคงไม่ตรงถึงขั้นนั้น”

“อย่างมากก็อาจวางยาพี่สาวของตนเอง แล้วสวมรอยเข้าไปแทน”

หลานชิงอวี้ตัวแข็งค้างทันที

ไป๋หลิงกล่าวต่อโดยไม่สนใจนาง

“ยิ่งน้องห้ากับน้องหกชอบสิ่งใดเหมือนกันอยู่บ่อยครั้ง หากคนหนึ่งชอบ อีกคนก็คงตามไปด้วย”

นางกวาดตามองทุกคน ก่อนสรุปอย่างมั่นใจ

“ข้ากล้าเดิมพันเลยว่า เมื่อทั้งสามคนกลับมา พวกนางต้องชอบสามีแน่นอน”

ทุกคนสูดลมหายใจเย็นพร้อมกัน

“ซี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!”

หนานอวี้ขมวดคิ้ว

“น้องสี่เป็นเช่นนั้นจริงหรือ?”

“ข้าไม่เคยเห็นนางทำเรื่องแบบนั้นเลยนี่ ตั้งแต่รู้จักกันมา นางก็น่ารักดีออก”

“ถุย!”

ไป๋หลิงถ่มน้ำลายอย่างไม่ไว้หน้า

“น่ารักกับผีสิ นางเป็นจอมเสแสร้งดี ๆ นี่เอง”

“เจ้าเคยเห็นตอนนางเก็บเงินค่ารักษาหรือไม่? นางยิ้มหวานจนมุมปากแทบฉีกถึงรูหู”

ไป๋หลิงลูบแขนตนเอง

“คนทั่วไปซึ่งไม่รู้นิสัยที่แท้จริงของนางอาจคิดว่านั่นดูน่ารัก”

“แต่ข้าเห็นมาแล้วจึงรู้ดี”

“รอยยิ้มแบบนั้นไม่ได้เรียกว่าน่ารัก”

“มันเรียกว่าน่าสยองต่างหาก”