ตอนที่ 207 อ๊ากกกก! ไอ้อาวุธบ้านี่!
ภายในโรงหลอม
ยูรันมองอาวุธทั้งสี่ชิ้นซึ่งลอยอยู่เหนือเตาหลอม ก่อนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“เสร็จเรียบร้อย เหลือเพียงขั้นตอนสุดท้ายเท่านั้น”
ครืนนนนนนน!
แรงกดดันจากฟากฟ้าแทรกผ่านค่ายกลเข้ามาภายในโรงหลอม ยูรันชะงัก ก่อนเงยหน้ามองเพดาน
“หืม? ทัณฑ์สวรรค์?”
“เหตุใดสร้างอาวุธถึงมีทัณฑ์สวรรค์ตามมาด้วยวะ?”
เขาใช้จิตสัมผัสตรวจสอบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“เดี๋ยวก่อน นี่ไม่ใช่ทัณฑ์สวรรค์ธรรมดา แต่มันกำลังจะก่อตัวเป็นนิมิตนี่หว่า”
ยูรันหันกลับไปมองอาวุธทั้งสี่ ก่อนยกมุมปากขึ้น
“ดีละ เช่นนั้นนำขั้นตอนสุดท้ายไปชุบด้วยพลังของนิมิตแทนแล้วกัน น่าจะให้ผลดีกว่าเปลวเพลิงธรรมดา”
เขาโบกมือเก็บอาวุธทั้งสี่ชิ้นทันที
“ไปกันเลยดีกว่า”
พรึ่บ!
ประตูโรงหลอมเปิดออก ยูรันเดินออกมาด้านนอก ก่อนพบว่าทุกคนกำลังยืนรอเขาอยู่แล้ว
ยูรันยกมือห้ามทุกคนซึ่งกำลังจะเอ่ยถาม
“อย่าเพิ่งถาม ตามข้ามาก่อน รอบนี้รุนแรงมาก เพราะมันเป็นนิมิต”
หลานชิงอวี้เบิกตากว้าง
“ถึงขั้นเกิดเป็นนิมิตเลยหรือเจ้าคะ?”
“ถูกต้อง ตอนนี้เหลือเพียงขั้นตอนสุดท้าย”
ยูรันเหลือบมองอาวุธทั้งสี่ภายในมิติเก็บของ
“ข้าจะให้อาวุธรับพลังจากนิมิตเพื่อหลอมรวมเป็นครั้งสุดท้าย ส่วนพลังที่เหลือข้าจะดูดกลืนเอาไว้เอง”
เขาเงยหน้ามองเมฆดำซึ่งกำลังทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ
“ไปกันเถอะ”
พรึ่บ!
กล่าวจบ ร่างของยูรันก็หายวับไป ก่อนปรากฏตัวขึ้น ณ สถานที่เดิมซึ่งหลานชิงอวี้เคยข้ามทัณฑ์สวรรค์และเหล่าหงส์ฟ้าเคยถือกำเนิด
ครืนนนนนนน!
เมฆทัณฑ์สวรรค์เหนือยอดเขาเคลื่อนตามเขาไปทันที ราวกับเกรงว่าจะปล่อยให้ผู้สร้างอาวุธเหล่านั้นหลุดรอดไปได้
คนที่เหลือรีบพุ่งตามไปโดยไม่รอช้า
ทางด้านสำนัก
เจ้าสำนักเงยหน้ามองเมฆทัณฑ์สวรรค์ซึ่งเคลื่อนตัวออกไปจากยอดเขาจันทรา ก่อนยกมือกุมหน้าผาก
“เจ้าเด็กบ้านั่นคงทำเรื่องประหลาดอะไรอีกแล้ว ถึงได้เรียกทัณฑ์สวรรค์ลงมา”
เขาหันไปออกคำสั่งกับเหล่าผู้อาวุโสทันที
“ประกาศออกไป ห้ามศิษย์ทุกคนติดตามไปดูโดยเด็ดขาด ผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกลงโทษ ส่วนนิมิตครั้งนี้อาจมีอันตราย ให้คนของยอดเขาจันทราจัดการกันเอง”
บริเวณรับทัณฑ์สวรรค์
หนานอวี้จ้องเมฆดำบนท้องฟ้าด้วยดวงตาเปล่งประกาย
“น่าตื่นเต้นชะมัด ข้าอยากรู้จริง ๆ ว่าเขาสร้างอะไรขึ้นมา ถึงได้เรียกนิมิตลงมาได้”
ไป๋หลิงตอบอย่างสงบนิ่ง
“รอดูต่อไปเถอะ”
ครืนนนนนนน!
ทัณฑ์สวรรค์สายแรกเริ่มรวมตัวกัน กระแสสายฟ้าจำนวนมหาศาลหลอมรวมเป็นเปลวเพลิงขนาดใหญ่ ก่อนเปลี่ยนรูปร่างเป็นหงส์เพลิงซึ่งกางปีกปกคลุมท้องฟ้า
หนานอวี้เบิกตากว้าง
“เปลวเพลิงรูปหงส์?”
“จิ๊บ!”
ฉือเหยียนกับจินอวี่ส่งเสียงตอบรับอย่างตื่นเต้น
ยูรันยกมือขึ้น สนับมือสีแดงฉานคู่หนึ่งพลันปรากฏตรงหน้า รูปลักษณ์ของมันงดงามดุดัน บริเวณข้อมือมีปีกเพลิงกางออกจากทั้งสองข้าง เปลวไฟร้อนแรงไหลเวียนอยู่ทั่วพื้นผิว
หนานอวี้แทบกระโดดขึ้นมาด้วยความดีใจ
“สวยมาก! นั่นต้องเป็นของข้าแน่นอน!”
ไป๋หลิงเหลือบมองนาง
“พวกข้าเห็นแล้ว เลิกโวยวายเสียที”
ตูม!
หงส์เพลิงทิ้งตัวลงมาจากฟากฟ้า ก่อนกระแทกเข้าใส่สนับมือทั้งสองอย่างรุนแรง เปลวเพลิงจากนิมิตไหลเข้าสู่อาวุธจนมันเปล่งแสงเจิดจ้า
เมื่อสนับมือดูดซับพลังจนถึงขีดจำกัด แสงของมันก็ดับวูบลง ยูรันจึงรีบเก็บมันกลับไป ก่อนพุ่งเข้ารับพลังทัณฑ์สวรรค์ส่วนที่เหลือด้วยตนเอง
ครืนนนนนนน!
นิมิตที่สองก่อตัวขึ้นทันที ทัณฑ์สวรรค์แตกออกเป็นเส้นแสงสีขาวนับไม่ถ้วน แต่ละเส้นบางเฉียบราวกับเส้นไหม ก่อนจะพุ่งลงมาพร้อมกัน
ยูรันหยิบลูกแก้วโปร่งใสขึ้นมา ภายในมีหนอนไหมตัวเล็กขดตัวอยู่ แสงสีขาวนวลหมุนวนอยู่รอบตัวมันอย่างงดงาม
หลานชิงอวี้จ้องมองโดยไม่ยอมกะพริบตา
เส้นแสงทั้งหมดถาโถมเข้าใส่ลูกแก้ว พลังของนิมิตแทรกซึมเข้าไปในหนอนไหมจนเส้นแสงภายในร่างของมันส่องประกายเจิดจ้า
เมื่อการหลอมรวมเสร็จสิ้น ยูรันก็เก็บมันกลับไปและเข้ารับทัณฑ์สวรรค์ส่วนที่เหลือแทนเช่นเดิม
ไม่นาน นิมิตที่สามก็ปรากฏขึ้น
อุณหภูมิโดยรอบลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ทัณฑ์สวรรค์แปรเปลี่ยนเป็นพายุหิมะมหึมา ก่อนถาโถมลงมาราวกับต้องการแช่แข็งทุกสิ่ง
ยูรันเรียกดาบยาวรูปทรงคาตานะออกมา ใบดาบขาวใสราวกับสร้างขึ้นจากหิมะ บนพื้นผิวปรากฏลวดลายเกล็ดน้ำแข็งอันวิจิตร แสงสีขาวสะท้อนออกมาจนแทบไม่อาจละสายตา
พายุหิมะกลืนกินดาบทั้งเล่มในพริบตา พลังหนาวเย็นมหาศาลไหลเข้าสู่คมดาบ กระทั่งลวดลายเกล็ดน้ำแข็งบนใบดาบเปล่งประกายขึ้นพร้อมกัน
ทันทีที่การหลอมรวมสิ้นสุด ยูรันก็เก็บดาบกลับและใช้ร่างของตนรับพายุหิมะส่วนที่เหลือ ก่อนดูดกลืนมันเข้าไปจนหมด
จากนั้น นิมิตสุดท้ายจึงเริ่มก่อตัว
ท้องฟ้าพลันมืดมิด ทัณฑ์สวรรค์ทั้งหมดหลอมรวมกลายเป็นคลื่นสีดำสนิท ก่อนกระแทกลงมาด้วยแรงกดดันซึ่งทำให้จิตวิญญาณของผู้ที่เฝ้ามองสั่นสะท้าน
ยูรันหยิบกระดิ่งสีดำออกมา รูปลักษณ์ส่วนด้ามคล้ายวัชระศักดิ์สิทธิ์ บนตัวกระดิ่งสลักลวดลายแปลกตา เพียงมองก็ทำให้ผู้คนรู้สึกราวกับกำลังถูกดึงเข้าสู่ราตรีอันไร้จุดสิ้นสุด
ตูม!
คลื่นสีดำกระแทกเข้าใส่กระดิ่งอย่างรุนแรง ลวดลายทั้งหมดส่องแสงขึ้น ก่อนดูดกลืนความมืดเข้าไปภายในอย่างรวดเร็ว
เมื่อกระดิ่งรับพลังจนเต็มเปี่ยม ยูรันก็เก็บมันกลับทันที ก่อนใช้ร่างของตนเข้ารับคลื่นสีดำส่วนที่เหลือ
ตูม!
ทัณฑ์สวรรค์สายสุดท้ายสลายหายไป เมฆดำบนฟากฟ้าค่อย ๆ แยกออกจากกัน
ในเวลาเดียวกัน อาวุธทั้งสี่ชิ้นก็ปรากฏขึ้นรอบตัวยูรัน ก่อนปลดปล่อยแรงกดดันมหาศาลออกมาพร้อมกัน!
แสงจากนิมิตทั้งสี่ไหลเวียนอยู่บนพื้นผิวของพวกมัน ทำให้ท้องฟ้าซึ่งเพิ่งสงบสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง
ยูรันยืนอยู่ท่ามกลางแรงกดดันของอาวุธทั้งสี่ ก่อนหรี่ตามองพวกมันอย่างไม่สบอารมณ์
“อืม เจ้าพวกอาวุธเวรนี่...”
“เล่นใหญ่เสียจริง ทั้งเปล่งแสง ทั้งปล่อยพลังกะพริบไม่หยุด”
เขายกมือขึ้นตบอาวุธแต่ละชิ้นเบา ๆ
“จะเลิกปล่อยพลังได้หรือยัง?”
วูบ!
แรงกดดันทั้งหมดหายไปในพริบตา อาวุธทั้งสี่ลอยนิ่งอยู่รอบตัวเขาอย่างว่าง่าย ราวกับเมื่อครู่ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ทุกคนมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าพูดไม่ออก
หนานอวี้พุ่งเข้ามาเกาะแขนยูรันเป็นคนแรก
“ศิษย์น้อง สนับมือคู่นี้เป็นของข้าใช่หรือไม่?”
นางจ้องมันด้วยดวงตาเปล่งประกาย
“โคตรเท่เลย! ขอข้าจับหน่อย!”
หนานอวี้เอื้อมมือไปคว้าสนับมือสีแดงฉาน ทว่าเปลวเพลิงรอบอาวุธกลับพุ่งออกมาอย่างกะทันหัน
ฟู่!
“อ๊ากกกก! ไอ้อาวุธบ้านี่!”
นางรีบชักมือกลับ ก่อนจ้องสนับมือด้วยความขุ่นเคือง
ยูรันยกมือห้าม
“ใจเย็นก่อน ท่านจะรีบไปไหน?”
“ข้ายังต้องอธิบายวิธีใช้ก่อน”
ทุกคนรีบเข้ามารวมตัวรอบยูรัน ต่างจ้องอาวุธทั้งสี่โดยไม่ยอมกะพริบตา
หลิงเยวี่ยใช้จิตสัมผัสตรวจสอบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามด้วยสีหน้าจริงจัง
“เจ้าใช้วัตถุดิบอะไรสร้างพวกมัน ถึงได้เรียกนิมิตทัณฑ์สวรรค์ลงมาได้?”
“กายเทพของข้า”
ยูรันตอบอย่างสบาย ๆ
“ข้าเคยบอกแล้วไม่ใช่หรือ? ก็แค่ขุดกระดูก ถลกหนัง แล้วดึงเส้นเอ็นออกมาใช้เท่านั้นเอง”
ทุกคนแข็งค้างพร้อมกัน สายตาค่อย ๆ เลื่อนลงไปมองร่างกายของยูรันตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
หนานอวี้รีบปล่อยแขนเขา ก่อนมองสนับมือสีแดงฉานสลับกับร่างของยูรัน
“ดะ เดี๋ยวนะ เจ้าหมายความว่าสนับมือของข้าทำมาจากกระดูกกับหนังของเจ้าหรือ?!”
ไป๋หลิงใบหน้าซีดลงทันที
“เจ้าถลกหนัง ดึงเส้นเอ็น และขุดกระดูกของตนเองออกมาจริง ๆ หรือ?”
หลานชิงอวี้กอดลูกแก้วหนอนไหมเอาไว้ด้วยมือสั่น ๆ
“ศิษย์พี่ เช่นนั้นเส้นไหมภายในนี้คงไม่ใช่...”
นางไม่กล้ากล่าวประโยคที่เหลือออกมา
เซี่ยเยว่หลีรีบดึงแขนเสื้อของยูรันขึ้นตรวจดู ก่อนสำรวจทั่วร่างกายของเขาอย่างร้อนรน
“บาดแผลอยู่ที่ใด? เหตุใดข้าจึงมองไม่เห็น?”
หลิงเยวี่ยก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้าเขา สีหน้าของนางมืดครึ้มลงอย่างเห็นได้ชัด
“เจ้าชำแหละกายเทพของตนเองเพื่อสร้างอาวุธให้พวกนาง?”
น้ำเสียงเย็นเยียบของนางทำให้ทุกคนเงียบลงทันที
ฉือเหยียนกับจินอวี่มองสนับมือ ก่อนหันไปมองยูรัน
“จิ๊บ...”
แม้แต่ลูกหงส์ฟ้าทั้งสองยังไม่กล้าส่งเสียงดัง
ยูรันกลับมองทุกคนด้วยสีหน้าประหลาด
“พวกเจ้าจะตกใจกันทำไม? บาดแผลมันก็ต้องหายไปแล้วสิ”
เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย
“ไหนบอกว่าชินกับเรื่องที่ข้าทำแล้วอย่างไรเล่า?”
“……”
ทุกคนชะงัก ก่อนปรับสีหน้ากลับเป็นปกติอย่างรวดเร็ว ราวกับความแตกตื่นเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น
หนานอวี้กระแอมเบา ๆ ก่อนยื่นมือออกไปทางสนับมืออีกครั้ง
“เออ ก็ได้ ข้าตกใจไปเองแหละ”
นางเบือนหน้าหนีอย่างเสียไม่ได้
“ชิ รีบอธิบายมาได้แล้วว่าอาวุธของข้าใช้เช่นไร”
ยูรันยกมือห้ามหนานอวี้ซึ่งกำลังจะคว้าสนับมืออีกครั้ง
“ข้าจะอธิบายก่อน”
“อาวุธเหล่านี้มีจิตวิญญาณและสามารถวิวัฒนาการได้ ทัณฑ์สวรรค์จึงสร้างนิมิตซึ่งสอดคล้องกับอาวุธแต่ละชิ้นขึ้นมาเพื่อทำลายพวกมันโดยเฉพาะ”