คลังนิยายสัตย์สาบานแห่งดวงดาวอ่านล่าสุด

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 209 สิ่งที่เรียกคืนดวงตาให้กลับมาได้9,462 ตัวอักษร

ตอนที่ 209 สิ่งที่เรียกคืนดวงตาให้กลับมาได้

หลิงเยวี่ยยืนกอดอกมองทุกคนอยู่ด้านข้าง แม้สีหน้าจะยังคงสงบนิ่ง แต่สายตากลับหยุดอยู่ที่อาวุธทั้งสี่นานผิดปกติ

ยูรันเหลือบมองนาง ก่อนยกมุมปากขึ้น

“ท่านเองก็ไม่ต้องอิจฉาไปหรอก”

หลิงเยวี่ยหันขวับมาทันที

“ผู้ใดอิจฉากัน?”

“อืม ไม่มีผู้ใดอิจฉาทั้งนั้น”

ยูรันพยักหน้าอย่างรู้ทัน

“เพียงแต่ตอนนี้ตบะของท่านสูงเกินไป ข้ายังสร้างอาวุธที่เหมาะสมให้ไม่ได้”

“ภายหลังค่อยสร้างให้ก็ยังไม่สาย รับรองว่าของท่านจะไม่ด้อยกว่าพวกนางแน่นอน”

หลิงเยวี่ยเบือนหน้าหนีเล็กน้อย

“หึ ข้าไม่ได้รีบร้อนเสียหน่อย”

ทว่าสีหน้าของนางกลับผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด

หลังจากทดลองอาวุธกันจนพอใจ ทุกคนจึงเดินทางกลับยอดเขาจันทรา

ยูรันตรงไปตรวจสอบโรงฝึกซึ่งเหล่าสมุนช่วยกันก่อสร้างตลอดสิบสี่วันที่ผ่านมา เขาเดินสำรวจตั้งแต่ค่ายกลป้องกัน พื้นสนาม ห้องฝึก ไปจนถึงโครงสร้างโดยรอบ

“อืม เสร็จทันเวลาจริง ๆ ด้วย”

เขาตบผนังเบา ๆ ก่อนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“แข็งแรง ใช้งานได้ และไม่มีส่วนไหนผิดไปจากแบบแปลน สมบูรณ์แบบ”

เหล่าสมุนยืนเรียงแถวเบ่งกล้ามด้วยความภาคภูมิใจ

ยูรันหันกลับไปหาทุกคน

“เช่นนั้นข้าไปนอนก่อนนะ ไม่ได้นอนมาตลอดสิบสี่วัน ง่วงจะตายอยู่แล้ว”

เขาโบกมืออย่างเหนื่อยล้า

“งานที่เหลือฝากพวกเจ้าด้วย”

พรึ่บ!

กล่าวจบ ยูรันก็หายวับกลับห้องของตนเองทันที ทิ้งให้ทุกคนมองตามด้วยสีหน้าพูดไม่ออก

สร้างอาวุธติดต่อกันสิบสี่วัน แล้วยังไปรับนิมิตทัณฑ์สวรรค์ต่ออีก สมควรง่วงอยู่หรอก!

ตกดึก

หนานอวี้เดินออกจากห้อง ก่อนกวักมือเรียกอีกสามคนอย่างเร่งรีบ

“ศิษย์พี่รอง ชิงอวี้ เยว่หลี ไปเร็วเข้า!”

ไป๋หลิงถอนหายใจอย่างระอา

“โอ๊ย รู้แล้วน่า แค่ไปนอนด้วยเอง เจ้าจะรีบร้อนไปทำไมกัน?”

เซี่ยเยว่หลีมองไปทางห้องของยูรันอย่างลังเล

“เขาจะโวยวายหรือไม่?”

หลานชิงอวี้ส่ายหน้า

“ไม่หรอกเจ้าค่ะ”

ทั้งสี่คนเดินมาถึงหน้าห้องของยูรัน เมื่อยกป้ายประจำตัวขึ้น ประตูก็เปิดออกอย่างง่ายดาย ดูเหมือนเขาจะมอบสิทธิ์เข้าออกห้องให้ป้ายของพวกนางเอาไว้แล้ว

ภายในห้อง ยูรันยังคงหลับสนิทอยู่บนเตียงโดยไม่รู้สึกตัว

ทั้งสี่คนจึงค่อย ๆ ปีนขึ้นไป ก่อนเบียดตัวเข้าหาเขาจากทุกด้าน แล้วนอนกอดกันเป็นกลุ่มอยู่บนเตียง

ไม่นาน ภายในห้องก็กลับมาเงียบสงบ เหลือเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคนทั้งห้าเท่านั้น

เช้าวันต่อมา

หลังรับประทานอาหารเช้าเสร็จ ทุกคนก็มารวมตัวกันบนดาดฟ้าเพื่อส่งยูรันออกเดินทาง

ยูรันมองทุกคน ก่อนกล่าวขึ้น

“ข้าไปแล้วนะ ดูแลที่นี่ให้ดีเล่า”

ไป๋หลิงเดินเข้ามากอดเขาเป็นคนแรก

“เดินทางให้ระวัง”

หนานอวี้รีบเข้ามากอดเขาต่อ

“อืม รีบกลับมานะ”

หลานชิงอวี้กอดเขาเบา ๆ

“ศิษย์พี่ดูแลตัวเองด้วยนะเจ้าคะ”

เซี่ยเยว่หลีเข้ามากอดเขาเป็นคนสุดท้าย นางซบอยู่กับอกเขาครู่หนึ่ง ก่อนยอมปล่อยมือ

“งานของเจ้า ข้าจะพยายามเรียนรู้และจัดการทุกอย่างให้เอง”

ยูรันลูบศีรษะนางเบา ๆ

“เจ้านี่เป็นงานเป็นการจริง ๆ”

หลิงเยวี่ยเดินเข้ามากอดเขาเช่นกัน ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลง

“รันเอ๋อร์ ข้ารู้ว่าเจ้าจะไม่เป็นอะไร แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ดูแลตัวเองด้วยนะ”

ยูรันพยักหน้า ก่อนถอยออกมาหลายก้าว

เฮยหลงกับเยว่หลินคำนับพร้อมกัน

“นายท่าน ดูแลตัวเองด้วยขอรับ!”

“นายท่าน ดูแลตัวเองด้วยเจ้าค่ะ!”

ยูรันมองทุกคนด้วยสีหน้าพูดไม่ออก

“พวกเจ้านี่ แค่สองเดือนเอง ทำเป็นเรื่องใหญ่โตไปได้ เวลาปิดด่านกันเป็นร้อยปียังไม่เห็นอาลัยอาวรณ์ขนาดนี้เลย”

หนานอวี้รีบเถียง

“มันไม่เหมือนกัน!”

“ใช่ มันไม่เหมือนกัน!”

ยูรันยกมุมปากขึ้น

“หึ เอาละ ข้าจะให้พวกเจ้าดูบางอย่างก่อนไป”

“วิชานี้มีผู้ใช้ได้นับคน ส่วนใหญ่จึงเลือกเปิดประตูมิติแทนกันทั้งนั้น”

หลานชิงอวี้เบิกตากว้าง

“หรือว่า...”

“ข้าไปละ”

ยูรันประสานมุทรา

“เทพนภาเหิน”

พรึ่บ!

ร่างของเขาหายไปจากดาดฟ้าในพริบตา ไม่เหลือแม้แต่ร่องรอยของกลิ่นอาย

หนานอวี้ตะโกนขึ้นทันที

“อ๊ากกก! ก่อนไปยังทิ้งเทพนภาเหินเอาไว้อีก!”

นางหันไปมองทุกคนอย่างร้อนรน

“ข้ามองมุทราไม่ทัน! เมื่อครู่มีผู้ใดมองทันบ้าง?!”

ทุกคนมองหน้ากันไปมา ก่อนส่ายหน้าพร้อมกัน

ไป๋หลิงถอนหายใจ

“เขาประสานมุทราเสร็จภายในพริบตา จะมีผู้ใดมองทันกัน?”

หนานอวี้กุมศีรษะอย่างเจ็บใจ

“แล้วเขาจะแสดงให้ดูทำไมเนี่ย?!”

พรึ่บ!

ยูรันปรากฏตัวขึ้นกลางคฤหาสน์ตระกูลไป๋โดยไม่มีสัญญาณเตือน

คนรับใช้ซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ สะดุ้งสุดตัว

“เฮือก! คุณชาย ท่านมาได้อย่างไรขอรับ?!”

“ท่านแม่อยู่ที่ใด?”

“ขะ ขอรับ เชิญคุณชายตามข้ามา!”

คนรับใช้รีบนำทางเขาไปยังห้องพักด้านใน

เมื่อประตูเปิดออก ยูรันก็เห็นไป๋จิ้งเหวิน ลู่เหยียนหนิง และลู่ชิงถานกำลังนั่งพักผ่อนอย่างสบายใจ โดยมีเมนเดรกยืนทุบไหล่และนวดแขนให้พวกนางคนละสองตัว

ปึก! ปึก! ปึก!

เหล่าเมนเดรกทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง สีหน้าเต็มไปด้วยความจริงจัง

เส้นเลือดบนขมับของยูรันปูดขึ้นมาทันที

“ไอ้พวกเวรนี่...”

เมนเดรกทั้งหมดชะงักมือ ก่อนค่อย ๆ หันมามองเขาด้วยใบหน้าซีดเผือดพร้อมกันอย่างเชื่องช้า

ลู่ชิงถานเบิกตากว้าง ก่อนรีบลุกขึ้นพุ่งเข้ามากอดเขา

“ท่านพี่ ท่านมาได้อย่างไรเจ้าคะ?”

ยูรันลูบศีรษะนางเบา ๆ

“ข้าเพียงแวะมาบอกพวกท่านเอาไว้ก่อน ข้าจะไม่อยู่ประมาณสองถึงสามเดือน”

ลู่เหยียนหนิงขมวดคิ้วทันที

“เจ้าจะไปที่ใดหรือ?”

“ไปตามหาของบางอย่าง เพื่อเรียกคืนดวงตาของข้า”

ทั้งสามคนชะงักพร้อมกัน

“ดวงตาของเจ้าจะกลับคืนมาได้หรือ?!”

“ส่วนมันอยู่ที่ใด ข้าเองก็ยังไม่แน่ใจ”

ยูรันกล่าวตามตรง

“ข้าสัมผัสถึงมันมานานแล้ว แต่มันอาจอยู่กับคนผู้หนึ่ง ซ่อนอยู่ในสถานที่บางแห่ง หรืออยู่ภายในแดนลับที่ยังไม่ถูกค้นพบก็ได้”

“สิ่งที่ข้าทำได้มีเพียงออกตามหาไปเรื่อย ๆ จนกว่ากลิ่นอายซึ่งเรียกหาข้าจะเข้มข้นขึ้น”

เขาถอนหายใจเบา ๆ

“ไม่ต่างจากการงมเข็มในมหาสมุทรเท่าไร เพราะแบบนั้นจึงอาจต้องใช้เวลานานหน่อย”

“ข้าเพียงแวะมาบอกให้พวกท่านทราบเท่านั้น ไม่ได้มาร่ำลาเสียหน่อย”

ยูรันกล่าวจบก็เหลือบมองเหล่าเมนเดรกซึ่งกำลังพยายามถอยออกจากห้องอย่างเงียบ ๆ

เส้นเลือดบนขมับของเขาปูดขึ้นอีกครั้ง

“แต่ไม่คิดว่าจะมาเจอไอ้พวกเวรนี่กำลังฝึกประจบประแจงพวกท่านอยู่พอดี”

เหล่าเมนเดรกชะงักฝีเท้าพร้อมกัน ก่อนยืนตัวตรงราวกับไม่เคยคิดหลบหนีแม้แต่น้อย!

ลู่ชิงถานรีบช่วยแก้ต่างให้เหล่าเมนเดรก

“ท่านพี่อย่าดุพวกมันเลยนะเจ้าคะ พวกมันน่าสงสารออก”

ไป๋จิ้งเหวินพยักหน้าเห็นด้วย

“ใช่แล้วรันเอ๋อร์ พวกมันก็น่ารักดี”

ลู่เหยียนหนิงเองก็กล่าวเสริม

“แม่ก็เห็นด้วย พวกมันขยันกันมาก เพียงขู่เล็กน้อยว่าจะนำไปต้มเป็นน้ำแกง พวกมันก็ว่าง่ายขึ้นเยอะแล้ว”

เหล่าเมนเดรกตัวสั่นพร้อมกัน

ยูรันมองพวกมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนโบกมือ

“อืม เช่นนั้นก็แล้วไป”

เขาเดินกลับมานั่ง ก่อนกล่าวต่อ

“ที่จริงก่อนออกเดินทาง ข้ายังมีอีกเรื่องซึ่งเกี่ยวกับพวกมัน”

“ข้าสร้างบ้านให้พวกมันบนยอดเขาแล้ว มีทั้งห้องนอน บ่อน้ำร้อน และสถานที่พักผ่อน เดิมทีคิดว่าหากพวกมันมีความสุขถึงขีดสุดก็คงละสังขาร กลายเป็นสีทอง และนำไปทำอาหารได้”

เหล่าเมนเดรกหน้าซีดเผือดลงทันที

“แต่พวกมันกลับไม่ยอมละสังขาร แถมยังเริ่มบำเพ็ญเพียรจนมีตบะขึ้นมาแทน ตอนนี้จึงถูกจัดตั้งเป็นกองกำลังสมุนไปเรียบร้อยแล้ว”

ยูรันเหลือบมองเมนเดรกภายในห้อง

“หึ พวกแกโชคดีนักที่ไม่ต้องกลายเป็นอาหาร แต่ได้กลายเป็นสมุนแทน”

“รอท่านแม่ทั้งสองกับชิงถานย้ายไปอยู่บนยอดเขา พวกแกก็ค่อยเกาะขาใหญ่ตามไปด้วยแล้วกัน”

เหล่าเมนเดรกรีบพยักหน้าพร้อมกันอย่างกระตือรือร้น

“ส่วนอีกเรื่อง สัตว์วิเศษถือกำเนิดแล้ว”

ทั้งสามคนหันมามองเขาทันที

“เป็นหงส์ฟ้าของแท้แน่นอน ขนาดตอนถือกำเนิดยังมีทัณฑ์สวรรค์ผ่าลงมา”

“ตอนแรกข้าคิดว่าจะนำมาให้พวกท่านช่วยเลี้ยง แต่คิดไปคิดมาอาจสร้างความลำบากเกินไป รอพวกท่านย้ายไปอยู่บนยอดเขาแล้วค่อยดูแลพวกมันก็ได้”

ยูรันยกมือขึ้นกะขนาด

“ตอนนี้พวกมันเพิ่งเกิด จึงยังมีขนาดประมาณลูกไก่เท่านั้น แต่ทุกคนชอบพวกมันมาก ข้าว่าท่านแม่ทั้งสองกับชิงถานก็น่าจะชอบเช่นกัน”

ลู่ชิงถานดวงตาเปล่งประกายทันที

“หงส์ฟ้าตัวเล็กขนาดเท่าลูกไก่หรือเจ้าคะ?!”

“ใช่แล้ว”

ยูรันลูบศีรษะลู่ชิงถานเบา ๆ ก่อนหันไปมองท้องฟ้านอกหน้าต่าง

“ข้าต้องไปแล้ว จะได้ไม่เสียเวลาเดินทางมากเกินไป”

“ท่านพี่ดูแลตัวเองด้วยนะเจ้าคะ”

เขาเลิกกอดลู่ชิงถาน ก่อนเดินเข้าไปกอดไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงเอาไว้ครู่หนึ่ง

ท่านแม่ทั้งสองกอดเขาตอบ ก่อนกล่าวพร้อมกัน

“ดูแลตัวเองให้ดีนะ รันเอ๋อร์”

“อืม พวกท่านก็เช่นกัน ข้าไปละ”

พรึ่บ!

ยูรันปรากฏตัวขึ้นกลางห้องทำงานของเซียวซินเยวี่ยโดยไม่มีสัญญาณเตือน

เซียวซินเยวี่ยซึ่งกำลังอ่านเอกสารอยู่สะดุ้ง ก่อนเงยหน้ามองเขาด้วยความประหลาดใจ

“ศิษย์น้อง เจ้ามาได้อย่างไร?”

“ข้าเพียงแวะมาบอกว่ากำลังจะออกตามหาของบางอย่าง คงไม่อยู่ประมาณสองถึงสามเดือน”

เซียวซินเยวี่ยวางเอกสารลงทันที

“เจ้าจะตามหาสิ่งใดหรือ?”

ยูรันยกมือแตะเปลือกตาของตนเอง

“สิ่งที่เรียกคืนดวงตาให้กลับมาได้”

เซียวซินเยวี่ยเบิกตากว้าง

“จริงหรือ?”

“ใช่แล้ว เพราะแบบนั้นข้าจึงแวะมาบอกพวกเจ้าก่อน”

ยูรันกวาดตามองภายในห้อง

“แล้วเม่ยเหยาไปไหน?”

“นางกำลังประชุมกับผู้อาวุโสคนอื่น ๆ เรื่องโอสถที่เจ้าหลอมออกมานั่นแหละ”

“อ๋อ เช่นนั้นก็ไม่สำคัญ”

ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“ข้ามาเพื่อบอกเรื่องนี้เท่านั้น ส่วนงานประลองร่วมสำนัก ข้าอาจกลับมาไม่ทัน เพราะการเดินทางครั้งนี้คงใช้เวลาประมาณสองถึงสามเดือน”

เซียวซินเยวี่ยเดินเข้ามากอดเขาเอาไว้

“อืม...”

ยูรันลูบแผ่นหลังนางเบา ๆ

“เช่นนั้นข้าไปแล้วนะ”

“เดี๋ยวก่อน”

เซียวซินเยวี่ยเงยหน้าขึ้น ก่อนเขย่งปลายเท้าจูบเขาเบา ๆ

“เดินทางปลอดภัย อย่าได้รับบาดเจ็บกลับมาล่ะ”

“เข้าใจแล้ว”

พรึ่บ!

ร่างของยูรันหายวับไปจากอ้อมแขนของนางทันที

เหนือท้องฟ้าแห่งหนึ่ง

ยูรันลอยอยู่กลางอากาศ

“เฮ้อ ทวีปนี้ดันกว้างใหญ่เสียด้วยสิ แล้วข้าจะเริ่มหาจากที่ใดกัน?”

เขาหันมองทั้งสี่ทิศ

“เหนือ ใต้ ออก ตก...”

ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนชี้ไปทางทิศเหนืออย่างเด็ดขาด

“อืม ข้าชอบทิศเหนือ เช่นนั้นเริ่มจากทิศเหนือแล้วกัน”

เขาพยายามนึกถึงชื่อของสิ่งที่กำลังส่งเสียงเรียกหา

“รู้สึกว่าจะชื่อเนตรนำวิถี? เนตรวิถีเต๋า? หรือเนตรคู่อะไรสักอย่างนี่แหละ”

ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“ช่างเถอะ ชื่ออะไรก็ช่างมัน ตามหาให้เจอก่อนค่อยว่ากัน!”

เขาหันหน้าไปทางทิศเหนือ ก่อนยกมุมปากขึ้น

“เอาละ เริ่มออกเดินทาง!”

พรึ่บ!

ร่างของยูรันพุ่งทะยานออกไป ก่อนหายลับจากขอบฟ้าในพริบตา


กลับมาที่ตำหนักโอสถ

ไม่นานหลังจากยูรันจากไป ซูเม่ยเหยาก็เปิดประตูห้องทำงานเดินเข้ามา

เซียวซินเยวี่ยเงยหน้าขึ้นมอง

“ท่านอาจารย์กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ?”

“อืม การประชุมเพิ่งจบ”

“เมื่อครู่นี้ศิษย์น้องแวะมาหาเจ้าค่ะ เขาบอกว่าจะไม่ได้เข้าร่วมงานประลองร่วมสำนัก เพราะต้องออกตามหาของบางอย่างซึ่งสามารถคืนดวงตาให้เขาได้”

ซูเม่ยเหยาชะงักทันที

“อะไรนะ?! แล้วเหตุใดเจ้าจึงไม่ไปเรียกข้า?”

เซียวซินเยวี่ยกะพริบตาปริบ ๆ

“ก็ท่านอาจารย์กำลังประชุมอยู่นี่เจ้าคะ อีกอย่าง ศิษย์น้องอยู่เพียงครู่เดียวแล้วก็ไปทันที”

นางเว้นไปเล็กน้อย ก่อนยกมือแตะริมฝีปากและยิ้มอย่างพึงพอใจ

“แต่อย่างน้อย ก่อนเขาไปข้าก็ได้จูบเขานะเจ้าคะ ฮี่ ๆ”

สีหน้าของซูเม่ยเหยามืดครึ้มลงทันที

“เจ้านี่กล้าเยาะเย้ยอาจารย์แล้วหรือ?”