ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 209 อ๊ากกกก! ไอ้อาวุธบ้านี่!
ภายในโรงหลอม
ยูรันมองวัตถุดิบจำนวนมากซึ่งกองอยู่ตรงหน้า ก่อนยกมุมปากขึ้น
“อืม ข้าคิดเอาไว้แล้วว่าจะสร้างสิ่งใดให้แต่ละคน”
เขาพับแขนเสื้อขึ้น ก่อนเดินไปหยุดหน้าเตาหลอม
“เอาละ เริ่มกันเลยดีกว่า วู้ฮู!”
ครืน!
ค่ายกลรอบโรงหลอมเปิดทำงานพร้อมกัน เปลวเพลิงภายในเตาพวยพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
เสียงค้อนกระทบโลหะดังขึ้นไม่ขาดสาย ควันสีเข้มลอยโขมงออกจากปล่องทั้งกลางวันและกลางคืน แสงจากเปลวเพลิงภายในโรงหลอมไม่เคยมอดดับลงแม้แต่น้อย
เป็นเช่นนั้นต่อเนื่อง จนเวลาล่วงเลยไปครบสิบสี่วัน
บนดาดฟ้า
หลานชิงอวี้มองไปทางโรงหลอมซึ่งยังคงมีควันลอยออกมาไม่หยุด
“เสียงดังติดต่อกันมาสิบสี่วันแล้วนะเจ้าคะ ดูเหมือนศิษย์พี่จะไม่หยุดพักเลยแม้แต่นิดเดียว”
หนานอวี้จ้องโรงหลอมด้วยดวงตาเปล่งประกาย
“ข้าเริ่มตื่นเต้นแล้วสิ ไม่รู้ว่าเขาสร้างอะไรให้ข้ากันนะ?”
ทันใดนั้น ท้องฟ้าเหนือยอดเขาก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ครืนนนนนนนนนนน!
เมฆดำมหึมาแผ่ปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า สายฟ้าจำนวนมากเคลื่อนไหวอยู่ภายใน ส่งแรงกดดันหนักหน่วงลงมายังยอดเขา
หลิงเยวี่ยเงยหน้าขึ้นมอง
“ทัณฑ์สวรรค์?”
หลานชิงอวี้อ้าปากค้าง
“เหตุใดทุกสิ่งที่ศิษย์พี่สร้างขึ้น ถึงต้องมีทัณฑ์สวรรค์ตามมาทุกครั้งด้วยเจ้าคะ?!”
เซี่ยเยว่หลีลุกขึ้นทันที
“ไปหน้าโรงหลอม!”
พรึ่บ!
ทุกคนหายวับไปพร้อมกัน ก่อนมาปรากฏตัวด้านหน้าโรงหลอม
เสียงค้อนซึ่งดังต่อเนื่องมาตลอดสิบสี่วันหยุดลงแล้ว ภายในกลับเงียบสนิทจนน่าประหลาด เหลือเพียงเสียงฟ้าร้องเหนือศีรษะซึ่งดังใกล้เข้ามาทุกขณะ
ภายในโรงหลอม
ยูรันมองอาวุธทั้งสี่ชิ้นซึ่งลอยอยู่เหนือเตาหลอม ก่อนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“เสร็จเรียบร้อย เหลือเพียงขั้นตอนสุดท้ายเท่านั้น”
ครืนนนนนนน!
แรงกดดันจากฟากฟ้าแทรกผ่านค่ายกลเข้ามาภายในโรงหลอม ยูรันชะงัก ก่อนเงยหน้ามองเพดาน
“หืม? ทัณฑ์สวรรค์?”
“เหตุใดสร้างอาวุธถึงมีทัณฑ์สวรรค์ตามมาด้วยวะ?”
เขาใช้จิตสัมผัสตรวจสอบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“เดี๋ยวก่อน นี่ไม่ใช่ทัณฑ์สวรรค์ธรรมดา แต่มันกำลังจะก่อตัวเป็นนิมิตนี่หว่า”
ยูรันหันกลับไปมองอาวุธทั้งสี่ ก่อนยกมุมปากขึ้น
“ดีละ เช่นนั้นนำขั้นตอนสุดท้ายไปชุบด้วยพลังของนิมิตแทนแล้วกัน น่าจะให้ผลดีกว่าเปลวเพลิงธรรมดา”
เขาโบกมือเก็บอาวุธทั้งสี่ชิ้นทันที
“ไปกันเลยดีกว่า”
พรึ่บ!
ประตูโรงหลอมเปิดออก ยูรันเดินออกมาด้านนอก ก่อนพบว่าทุกคนกำลังยืนรอเขาอยู่แล้ว
ยูรันยกมือห้ามทุกคนซึ่งกำลังจะเอ่ยถาม
“อย่าเพิ่งถาม ตามข้ามาก่อน รอบนี้รุนแรงมาก เพราะมันเป็นนิมิต”
หลานชิงอวี้เบิกตากว้าง
“ถึงขั้นเกิดเป็นนิมิตเลยหรือเจ้าคะ?”
“ถูกต้อง ตอนนี้เหลือเพียงขั้นตอนสุดท้าย”
ยูรันเหลือบมองอาวุธทั้งสี่ภายในมิติเก็บของ
“ข้าจะให้อาวุธรับพลังจากนิมิตเพื่อหลอมรวมเป็นครั้งสุดท้าย ส่วนพลังที่เหลือข้าจะดูดกลืนเอาไว้เอง”
เขาเงยหน้ามองเมฆดำซึ่งกำลังทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ
“ไปกันเถอะ”
พรึ่บ!
กล่าวจบ ร่างของยูรันก็หายวับไป ก่อนปรากฏตัวขึ้น ณ สถานที่เดิมซึ่งหลานชิงอวี้เคยข้ามทัณฑ์สวรรค์และเหล่าหงส์ฟ้าเคยถือกำเนิด
ครืนนนนนนน!
เมฆทัณฑ์สวรรค์เหนือยอดเขาเคลื่อนตามเขาไปทันที ราวกับเกรงว่าจะปล่อยให้ผู้สร้างอาวุธเหล่านั้นหลุดรอดไปได้
คนที่เหลือรีบพุ่งตามไปโดยไม่รอช้า
ทางด้านสำนัก
เจ้าสำนักเงยหน้ามองเมฆทัณฑ์สวรรค์ซึ่งเคลื่อนตัวออกไปจากยอดเขาจันทรา ก่อนยกมือกุมหน้าผาก
“เจ้าเด็กบ้านั่นคงทำเรื่องประหลาดอะไรอีกแล้ว ถึงได้เรียกทัณฑ์สวรรค์ลงมา”
เขาหันไปออกคำสั่งกับเหล่าผู้อาวุโสทันที
“ประกาศออกไป ห้ามศิษย์ทุกคนติดตามไปดูโดยเด็ดขาด ผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกลงโทษ ส่วนนิมิตครั้งนี้อาจมีอันตราย ให้คนของยอดเขาจันทราจัดการกันเอง”
บริเวณรับทัณฑ์สวรรค์
หนานอวี้จ้องเมฆดำบนท้องฟ้าด้วยดวงตาเปล่งประกาย
“น่าตื่นเต้นชะมัด ข้าอยากรู้จริง ๆ ว่าเขาสร้างอะไรขึ้นมา ถึงได้เรียกนิมิตลงมาได้”
ไป๋หลิงตอบอย่างสงบนิ่ง
“รอดูต่อไปเถอะ”
ครืนนนนนนน!
ทัณฑ์สวรรค์สายแรกเริ่มรวมตัวกัน กระแสสายฟ้าจำนวนมหาศาลหลอมรวมเป็นเปลวเพลิงขนาดใหญ่ ก่อนเปลี่ยนรูปร่างเป็นหงส์เพลิงซึ่งกางปีกปกคลุมท้องฟ้า
หนานอวี้เบิกตากว้าง
“เปลวเพลิงรูปหงส์?”
“จิ๊บ!”
ฉือเหยียนกับจินอวี่ส่งเสียงตอบรับอย่างตื่นเต้น
ยูรันยกมือขึ้น สนับมือสีแดงฉานคู่หนึ่งพลันปรากฏตรงหน้า รูปลักษณ์ของมันงดงามดุดัน บริเวณข้อมือมีปีกเพลิงกางออกจากทั้งสองข้าง เปลวไฟร้อนแรงไหลเวียนอยู่ทั่วพื้นผิว
หนานอวี้แทบกระโดดขึ้นมาด้วยความดีใจ
“สวยมาก! นั่นต้องเป็นของข้าแน่นอน!”
ไป๋หลิงเหลือบมองนาง
“พวกข้าเห็นแล้ว เลิกโวยวายเสียที”
ตูม!
หงส์เพลิงทิ้งตัวลงมาจากฟากฟ้า ก่อนกระแทกเข้าใส่สนับมือทั้งสองอย่างรุนแรง เปลวเพลิงจากนิมิตไหลเข้าสู่อาวุธจนมันเปล่งแสงเจิดจ้า
เมื่อสนับมือดูดซับพลังจนถึงขีดจำกัด แสงของมันก็ดับวูบลง ยูรันจึงรีบเก็บมันกลับไป ก่อนพุ่งเข้ารับพลังทัณฑ์สวรรค์ส่วนที่เหลือด้วยตนเอง
ครืนนนนนนน!
นิมิตที่สองก่อตัวขึ้นทันที ทัณฑ์สวรรค์แตกออกเป็นเส้นแสงสีขาวนับไม่ถ้วน แต่ละเส้นบางเฉียบราวกับเส้นไหม ก่อนจะพุ่งลงมาพร้อมกัน
ยูรันหยิบลูกแก้วโปร่งใสขึ้นมา ภายในมีหนอนไหมตัวเล็กขดตัวอยู่ แสงสีขาวนวลหมุนวนอยู่รอบตัวมันอย่างงดงาม
หลานชิงอวี้จ้องมองโดยไม่ยอมกะพริบตา
เส้นแสงทั้งหมดถาโถมเข้าใส่ลูกแก้ว พลังของนิมิตแทรกซึมเข้าไปในหนอนไหมจนเส้นแสงภายในร่างของมันส่องประกายเจิดจ้า
เมื่อการหลอมรวมเสร็จสิ้น ยูรันก็เก็บมันกลับไปและเข้ารับทัณฑ์สวรรค์ส่วนที่เหลือแทนเช่นเดิม
ไม่นาน นิมิตที่สามก็ปรากฏขึ้น
อุณหภูมิโดยรอบลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ทัณฑ์สวรรค์แปรเปลี่ยนเป็นพายุหิมะมหึมา ก่อนถาโถมลงมาราวกับต้องการแช่แข็งทุกสิ่ง
ยูรันเรียกดาบยาวรูปทรงคาตานะออกมา ใบดาบขาวใสราวกับสร้างขึ้นจากหิมะ บนพื้นผิวปรากฏลวดลายเกล็ดน้ำแข็งอันวิจิตร แสงสีขาวสะท้อนออกมาจนแทบไม่อาจละสายตา
พายุหิมะกลืนกินดาบทั้งเล่มในพริบตา พลังหนาวเย็นมหาศาลไหลเข้าสู่คมดาบ กระทั่งลวดลายเกล็ดน้ำแข็งบนใบดาบเปล่งประกายขึ้นพร้อมกัน
ทันทีที่การหลอมรวมสิ้นสุด ยูรันก็เก็บดาบกลับและใช้ร่างของตนรับพายุหิมะส่วนที่เหลือ ก่อนดูดกลืนมันเข้าไปจนหมด
จากนั้น นิมิตสุดท้ายจึงเริ่มก่อตัว
ท้องฟ้าพลันมืดมิด ทัณฑ์สวรรค์ทั้งหมดหลอมรวมกลายเป็นคลื่นสีดำสนิท ก่อนกระแทกลงมาด้วยแรงกดดันซึ่งทำให้จิตวิญญาณของผู้ที่เฝ้ามองสั่นสะท้าน
ยูรันหยิบกระดิ่งสีดำออกมา รูปลักษณ์ส่วนด้ามคล้ายวัชระศักดิ์สิทธิ์ บนตัวกระดิ่งสลักลวดลายแปลกตา เพียงมองก็ทำให้ผู้คนรู้สึกราวกับกำลังถูกดึงเข้าสู่ราตรีอันไร้จุดสิ้นสุด
ตูม!
คลื่นสีดำกระแทกเข้าใส่กระดิ่งอย่างรุนแรง ลวดลายทั้งหมดส่องแสงขึ้น ก่อนดูดกลืนความมืดเข้าไปภายในอย่างรวดเร็ว
เมื่อกระดิ่งรับพลังจนเต็มเปี่ยม ยูรันก็เก็บมันกลับทันที ก่อนใช้ร่างของตนเข้ารับคลื่นสีดำส่วนที่เหลือ
ตูม!
ทัณฑ์สวรรค์สายสุดท้ายสลายหายไป เมฆดำบนฟากฟ้าค่อย ๆ แยกออกจากกัน
ในเวลาเดียวกัน อาวุธทั้งสี่ชิ้นก็ปรากฏขึ้นรอบตัวยูรัน ก่อนปลดปล่อยแรงกดดันมหาศาลออกมาพร้อมกัน!
ยูรันยืนอยู่ท่ามกลางแรงกดดันของอาวุธทั้งสี่ ก่อนหลี่ตามองพวกมันอย่างไม่สบอารมณ์
“อืม เจ้าพวกอาวุธเวรนี่...”
“เล่นใหญ่เสียจริง ทั้งเปล่งแสง ทั้งปล่อยพลังกะพริบไม่หยุด”
เขายกมือขึ้นตบอาวุธแต่ละชิ้นเบา ๆ
“จะเลิกปล่อยพลังได้หรือยัง?”
วูบ!
แรงกดดันทั้งหมดหายไปในพริบตา อาวุธทั้งสี่ลอยนิ่งอยู่รอบตัวเขาอย่างว่าง่าย ราวกับเมื่อครู่ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ทุกคนมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าพูดไม่ออก
หนานอวี้พุ่งเข้ามาเกาะแขนยูรันเป็นคนแรก
“ศิษย์น้อง สนับมือคู่นี้เป็นของข้าใช่หรือไม่?”
นางจ้องมันด้วยดวงตาเปล่งประกาย
“โคตรเท่เลย! ขอข้าจับหน่อย!”
หนานอวี้เอื้อมมือไปคว้าสนับมือสีแดงฉาน ทว่าเปลวเพลิงรอบอาวุธกลับพุ่งออกมาอย่างกะทันหัน
ฟู่!
“อ๊ากกกก! ไอ้อาวุธบ้านี่!”
นางรีบชักมือกลับ ก่อนจ้องสนับมือด้วยความขุ่นเคือง
ยูรันยกมือห้าม
“ใจเย็นก่อน ท่านจะรีบไปไหน?”
“ข้ายังต้องอธิบายวิธีใช้ก่อน”