คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 210 ของดี7,794 ตัวอักษร

ตอนที่ 210 ของดี

ทุกคนรีบเข้ามารวมตัวรอบยูรัน ต่างจ้องอาวุธทั้งสี่โดยไม่ยอมกะพริบตา

หลิงเยวี่ยใช้จิตสัมผัสตรวจสอบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามด้วยสีหน้าจริงจัง

“เจ้าใช้วัตถุดิบอะไรสร้างพวกมัน ถึงได้เรียกนิมิตทัณฑ์สวรรค์ลงมาได้?”

“กายเทพของข้า”

ยูรันตอบอย่างสบาย ๆ

“ข้าเคยบอกแล้วไม่ใช่หรือ? ก็แค่ขุดกระดูก ถลกหนัง แล้วดึงเส้นเอ็นออกมาใช้เท่านั้นเอง”

ทุกคนแข็งค้างพร้อมกัน สายตาค่อย ๆ เลื่อนลงไปมองร่างกายของยูรันตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า

หนานอวี้รีบปล่อยแขนเขา ก่อนมองสนับมือสีแดงฉานสลับกับร่างของยูรัน

“ดะ เดี๋ยวนะ เจ้าหมายความว่าสนับมือของข้าทำมาจากกระดูกกับหนังของเจ้าหรือ?!”

ไป๋หลิงใบหน้าซีดลงทันที

“เจ้าถลกหนัง ดึงเส้นเอ็น และขุดกระดูกของตนเองออกมาจริง ๆ หรือ?”

หลานชิงอวี้กอดลูกแก้วหนอนไหมเอาไว้ด้วยมือสั่น ๆ

“ศิษย์พี่ เช่นนั้นเส้นไหมภายในนี้คงไม่ใช่...”

นางไม่กล้ากล่าวประโยคที่เหลือออกมา

เซี่ยเยว่หลีรีบดึงแขนเสื้อของยูรันขึ้นตรวจดู ก่อนสำรวจทั่วร่างกายของเขาอย่างร้อนรน

“บาดแผลอยู่ที่ใด? เหตุใดข้าจึงมองไม่เห็น?”

หลิงเยวี่ยก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้าเขา สีหน้าของนางมืดครึ้มลงอย่างเห็นได้ชัด

“เจ้าชำแหละกายเทพของตนเองเพื่อสร้างอาวุธให้พวกนาง?”

น้ำเสียงเย็นเยียบของนางทำให้ทุกคนเงียบลงทันที

เฮยหลงกับเยว่หลินซึ่งยืนอยู่ด้านหลังต่างยกมือกุมแขนของตนเองโดยไม่รู้ตัว เพียงจินตนาการถึงขั้นตอนการสร้างก็รู้สึกเจ็บแทนแล้ว

ฉือเหยียนกับจินอวี่มองสนับมือ ก่อนหันไปมองยูรัน

“จิ๊บ...”

แม้แต่ลูกหงส์ฟ้าทั้งสองยังไม่กล้าส่งเสียงดัง

ยูรันกลับมองทุกคนด้วยสีหน้าประหลาด

“พวกเจ้าจะตกใจกันทำไม? บาดแผลมันก็ต้องหายไปแล้วสิ”

เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย

“ไหนบอกว่าชินกับเรื่องที่ข้าทำแล้วอย่างไรเล่า?”

“……”

ทุกคนชะงัก ก่อนปรับสีหน้ากลับเป็นปกติอย่างรวดเร็ว ราวกับความแตกตื่นเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น

หนานอวี้กระแอมเบา ๆ ก่อนยื่นมือออกไปทางสนับมืออีกครั้ง

“เออ ก็ได้ ข้าตกใจไปเองแหละ”

นางเบือนหน้าหนีอย่างเสียไม่ได้

“ชิ รีบอธิบายมาได้แล้วว่าอาวุธของข้าใช้เช่นไร”

ยูรันยกมือห้ามหนานอวี้ซึ่งกำลังจะคว้าสนับมืออีกครั้ง

“ข้าจะอธิบายก่อน”

“อาวุธเหล่านี้มีจิตวิญญาณและสามารถวิวัฒนาการได้ ทัณฑ์สวรรค์จึงสร้างนิมิตซึ่งสอดคล้องกับอาวุธแต่ละชิ้นขึ้นมาเพื่อทำลายพวกมันโดยเฉพาะ”

เขายกสนับมือสีแดงฉานขึ้นเป็นชิ้นแรก

“อันดับแรก สนับมือคู่นี้”

หนานอวี้ขยับเข้ามาใกล้ทันที

“โอ้ ๆ ๆ ๆ!”

“ชื่อของมันคือ ‘สนับมือหงส์เพลิงนภา’”

เปลวเพลิงบนสนับมือพลันลุกโชนขึ้น ราวกับกำลังตอบรับชื่อของตนเอง

“ความสามารถหลักคือจุดระเบิด เพิ่มพลังเปลวเพลิง และควบคุมสิ่งที่เปลวเพลิงจะเผาผลาญ”

“หากท่านต้องการเผาศัตรู มันก็จะเผาเพียงศัตรู หากไม่ต้องการให้เปลวเพลิงเผาสิ่งใด สิ่งนั้นก็จะไม่ได้รับอันตราย”

ยูรันชี้ไปยังแขนของหนานอวี้

“แม้แต่บาดแผลก็เช่นกัน หากท่านต้องการเผาบาดแผล เปลวเพลิงจะเผาผลาญอาการบาดเจ็บจนหายไป อีกทั้งยังสร้างเกราะเพลิงปกป้องผู้อื่นได้ด้วย”

“ส่วนความสามารถสำคัญที่สุดคือจุดระเบิด”

เขากำหมัดเบา ๆ

“เมื่อส่งพลังผ่านสนับมือไปถึงตำแหน่งใด ท่านสามารถทำให้พลัง ณ ตำแหน่งนั้นระเบิดออกมาได้ทันที”

หนานอวี้แทบกระโดดด้วยความตื่นเต้น

“โคตรเท่! ของดีจัด ๆ เลย รีบส่งมาให้ข้าเร็วเข้า ข้าอยากลองใช้แล้ว!”

“อะแฮ่ม ข้ายังต้องบอกข้อควรระวังก่อน”

ยูรันมองสนับมือในมือของตน

“ตอนนี้มันดูงดงามก็จริง เพราะข้าเป็นผู้ถือมันอยู่ แต่เมื่อไปอยู่กับศิษย์พี่ มันอาจห่อเหี่ยวลงเล็กน้อย”

หนานอวี้ชะงัก

“เพราะเหตุใด?”

“เพราะอาวุธเหล่านี้จะเติบโตและเปลี่ยนแปลงไปตามผู้ถือครอง”

ยูรันยื่นสนับมือทั้งสองข้างไปตรงหน้านาง

“ข้าจะให้ท่านทำพันธะกับมัน”

“ไม่สน ข้ารับได้!”

“เช่นนั้นวางมือแล้วกล่าวว่า ‘พันธะ’”

หนานอวี้วางมือลงบนสนับมือทันที

“พันธะ!”

วูบ!

สนับมือหงส์เพลิงนภาเปล่งแสงเจิดจ้า ก่อนสลายกลายเป็นลำแสงสองสายซึมเข้าไปในฝ่ามือของนาง ทิ้งรอยสักรูปหงส์เพลิงเอาไว้บนมือทั้งสองข้าง

หนานอวี้ชูมือขึ้นอย่างตื่นเต้น

“วู้ฮู! สนับมือหงส์เพลิงนภา ออกมา!”

พรึ่บ!

สนับมือปรากฏขึ้นตามคำเรียก ทว่าปีกเพลิงซึ่งเคยกางออกอย่างสง่างามกลับห่อตัวลง เปลวไฟรอบอาวุธเองก็กะพริบแผ่วเบาราวกับใกล้หมดแรง

หนานอวี้จ้องมันนิ่งอยู่หลายอึดใจ

“เอ่อ...”

“เหตุใดมันจึงกลายเป็นเช่นนี้?”

หลานชิงอวี้มองสนับมือซึ่งกำลังห่อปีกอย่างหมดอาลัย ก่อนกล่าวเตือน

“ศิษย์พี่ เมื่อครู่ศิษย์พี่ยูก็บอกแล้วนะเจ้าคะ ว่ามันจะห่อเหี่ยวตามผู้ถือครอง”

หนานอวี้หันขวับมามอง

“โอ๊ย! แต่นี่มันห่อเหี่ยวเกินไปหรือไม่? ไหนบอกว่าเพียงเล็กน้อยอย่างไรเล่า!”

ยูรันกระแอมเบา ๆ ก่อนเปลี่ยนเรื่องทันที

“อะแฮ่ม เดี๋ยวค่อยทดลองกัน ต่อไปคือสิ่งนี้”

เขาหยิบลูกแก้วโปร่งใสออกมา ภายในมีหนอนไหมตัวเล็กขดตัวอยู่

“หนอนไหมสวรรค์”

หลานชิงอวี้ขยับเข้ามาใกล้ด้วยดวงตาเปล่งประกาย

“ว้าว นี่เป็นของข้าสินะเจ้าคะ?”

“ถูกต้อง”

ยูรันยกลูกแก้วขึ้น

“ความสามารถของมันคือสร้างเส้นไหมได้อย่างไร้ขีดจำกัด ส่วนระยะควบคุมขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ถือครอง”

หลานชิงอวี้รออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกะพริบตาปริบ ๆ

“แค่นี้หรือเจ้าคะ?”

“ก็แค่นี้สิ”

ยูรันตอบอย่างไม่เข้าใจ

“สร้างเส้นไหมได้ไม่จำกัด แค่นี้ก็เหนือกว่าอาวุธของคนอื่นมากแล้ว เจ้ายังต้องการอะไรอีก?”

“เดิมทีเจ้าต้องใช้พลังของตนเองสร้างเส้นไหมขึ้นมา แต่จากนี้ไม่ต้องเสียพลังส่วนนั้นอีกแล้ว อยากใช้มากเท่าไรก็ใช้ได้ เพียงนำพลังทั้งหมดไปควบคุมเส้นไหมก็พอ”

เขาชี้ไปยังหนอนไหมสวรรค์

“อย่างไรเสีย เส้นไหมของเจ้าก็เปลี่ยนเป็นอะไรก็ได้อยู่แล้วมิใช่หรือ?”

หลานชิงอวี้เม้มริมฝีปากอย่างเสียไม่ได้

“ชิ ก็ได้เจ้าค่ะ”

นางวางมือลงบนลูกแก้ว

“พันธะ”

วูบ!

หนอนไหมสวรรค์กลายเป็นลำแสงซึมเข้าสู่ร่างของนาง ก่อนทิ้งรอยสักรูปเส้นไหมเอาไว้บนหลังมือ

หลานชิงอวี้มองรอยสักด้วยความตื่นเต้น ก่อนเรียกอาวุธออกมา

“หนอนไหมสวรรค์ ออกมา!”

พรึ่บ!

ก้อนสีขาวขุ่นก้อนหนึ่งปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ รูปร่างป้อมกลมและหดตัวจนแทบมองไม่ออกว่าเป็นหนอนไหม

หลานชิงอวี้จ้องมันนิ่ง ก่อนสีหน้าจะค่อย ๆ แข็งค้าง

“เอ่อ...เหตุใดมันจึงไม่งดงามเลยเจ้าคะ?”

นางเหลือบมองสนับมือของหนานอวี้

“อย่างน้อยของศิษย์พี่ก็ยังดูเหมือนอาวุธ แต่ของข้าเหมือนก้อนอะไรสักอย่างเลย...”

ยูรันกระแอมเบา ๆ เมื่อเห็นสีหน้าของหลานชิงอวี้

“อะแฮ่ม เอาน่า ต่อไปเป็นดาบ”

เขายกดาบคาตานะสีขาวใสขึ้นมา ลวดลายเกล็ดน้ำแข็งบนใบดาบสะท้อนแสงอย่างงดงาม

“ชื่อของมันคือ ‘ประกายเหมันต์’”

ไป๋หลิงกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ดวงตาจับจ้องอยู่ที่ดาบโดยไม่ยอมละไปไหน

“ความสามารถของมันคือปลดปล่อยไอเย็น ลดอุณหภูมิลงอย่างฉับพลัน สร้างน้ำแข็ง แช่แข็งเป้าหมาย และสร้างอาณาเขตน้ำแข็ง”

ยูรันยื่นดาบไปตรงหน้านาง

“จะใช้ออกมาในรูปแบบใดก็ขึ้นอยู่กับความปรารถนาของผู้ถือครอง หลักการคล้ายกับสนับมือของศิษย์พี่สาม เพียงแต่ไม่มีความสามารถในการจุดระเบิด”

เขาเว้นไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสริม

“และมันรักษาบาดแผลได้เช่นกัน”

ไป๋หลิงพยักหน้า ก่อนวางมือลงบนตัวดาบโดยไม่ลังเล

“อืม พันธะ”

วูบ!

ดาบประกายเหมันต์กลายเป็นลำแสงสีขาว ซึมเข้าสู่ร่างของนาง ก่อนทิ้งรอยสักรูปเกล็ดน้ำแข็งเรียงต่อกันราวกับกำไลอยู่รอบข้อมือซ้ายของไป๋หลิง

ไป๋หลิงยกข้อมือขึ้น ก่อนลองเรียกอาวุธออกมา

“ประกายเหมันต์ ออกมา”

วูบ!

ดาบสีขาวปรากฏขึ้นในมือนาง แม้ใบดาบจะไม่โปร่งใสราวกับน้ำแข็ง ไม่เปล่งแสง และไม่มีลวดลายเกล็ดหิมะงดงามเช่นตอนอยู่ในมือยูรัน แต่มันยังคงมีรูปลักษณ์เป็นดาบสีขาวสะอาดตา

อย่างน้อยก็ดูดีกว่าอาวุธของอีกสองคนอย่างเห็นได้ชัด

หนานอวี้กับหลานชิงอวี้มองดาบในมือไป๋หลิง ก่อนก้มลงมองอาวุธห่อเหี่ยวของตนเอง

“……”

ไม่ยุติธรรมเลยสักนิด!

ยูรันหันไปหาอาวุธชิ้นสุดท้าย

“ต่อไป”

เซี่ยเยว่หลีจ้องวัตถุสีดำในมือเขา ก่อนขมวดคิ้ว

“มันคืออะไร? ข้ามองอย่างไรก็ดูไม่ออกเลยสักนิด”

“กระดิ่ง”

“กระดิ่งหรือ?”

“ถูกต้อง ชื่อของมันคือ ‘กระดิ่งมารมายา’”

เซี่ยเยว่หลีทวนชื่อช้า ๆ

“กระดิ่งมารมายา...”

ยูรันจับบริเวณกึ่งกลางของอาวุธ ปล่อยให้กระดิ่งทั้งสองด้านยื่นออกไปทางซ้ายและขวา ก่อนเขย่าเบา ๆ

กริ๊งงง...

เสียงกระดิ่งใสกังวานแผ่ออกไปโดยรอบ ทำให้จิตใจของทุกคนสั่นไหวเล็กน้อย

“วิธีถือก็แบบนี้ จับตรงกลางแล้วยกแขนขึ้น จากนั้นจึงเขย่า”

ยูรันอธิบายต่อ

“ความสามารถของมันคือมายา สามารถสร้างภาพลวงตา ทำให้ผู้อื่นตกอยู่ในห้วงมายา หรือแสดงภาพบางอย่างให้เป้าหมายมองเห็นได้”

“นอกจากนี้ ยังทำให้การโจมตีจริงกลายเป็นภาพมายาเพื่อหลอกศัตรู หรือเปลี่ยนภาพมายาให้แฝงการโจมตีจริงเข้าไปก็ได้”

เขาเขย่ากระดิ่งอีกครั้ง

“หากควบคุมได้ดีพอ เสียงของมันสามารถโจมตีจิตวิญญาณได้โดยตรง”

เซี่ยเยว่หลีกลืนน้ำลายอึกใหญ่

“ของดี”

“ใช่ ของดี”

นางวางมือลงบนกระดิ่งทันที

“พันธะ”

วูบ!

กระดิ่งมารมายากลายเป็นลำแสงสีดำซึมเข้าไปในนิ้วชี้ซ้ายของนาง ก่อนทิ้งรอยสักวงแหวนสีดำเอาไว้รอบนิ้ว

เซี่ยเยว่หลียกมือขึ้นเรียกมันออกมา

กริ๊ง!

กระดิ่งสีดำปรากฏขึ้นอีกครั้ง รูปลักษณ์แทบไม่แตกต่างจากเดิม เพียงแต่ลวดลายทั้งหมดจางหายไป พื้นผิวสีดำไม่เปล่งประกาย และดูเรียบง่ายลงเล็กน้อยเท่านั้น

หนานอวี้กับหลานชิงอวี้มองอาวุธของเซี่ยเยว่หลี ก่อนก้มมองของตนเองอีกครั้ง

เหตุใดจึงมีเพียงของพวกนางสองคนที่ห่อเหี่ยวหนักขนาดนี้?!