คลังนิยายสัตย์สาบานแห่งดวงดาวอ่านล่าสุด

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 211 เจ้าสนใจจะเป็นพ่อเลี้ยงของศัตรูหรือไม่7,580 ตัวอักษร

ตอนที่ 211 เจ้าสนใจจะเป็นพ่อเลี้ยงของศัตรูหรือไม่

ยูรันลูบคางพลางถามอย่างสนใจ

“แล้วเจ้าคิดจะทำสิ่งใดต่อไป?”

“ตามบทปกติ เจ้าควรหาทางทำให้พลังกลับคืนมา จากนั้นก็กลับไปตบหน้าคู่หมั้นของตนเองไม่ใช่หรือ?”

“เจ้าจะทำเช่นนั้นใช่ไหม?”

เว่ยเส้าเทียนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้าอย่างสับสน

“ข้าไม่รู้”

“ตอนที่กำลังจะตาย ข้ารู้สึกเหมือนตนเองปล่อยวางทุกอย่างได้แล้ว”

เขาก้มมองบาดแผลซึ่งสมานตัวจนเกือบหมด

“แต่เมื่อพี่ชายช่วยชีวิตข้าเอาไว้ ข้ากลับไม่รู้ว่าควรทำสิ่งใดต่อไป”

“เจ้าอายุเท่าไร?”

“ยี่สิบเอ็ดปี”

“คืองี้นะน้องชาย ข้าอายุประมาณยี่สิบสองปี แก่กว่าเจ้าหนึ่งปีพอดี”

ยูรันยกมือวางบนไหล่ของเขา ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“การปล่อยวางเป็นเรื่องดี”

“แต่เรื่องสนุก ๆ ก็ต้องมีเอาไว้ดูด้วย เจ้าเข้าใจความหมายของข้าใช่หรือไม่?”

เว่ยเส้าเทียนมองเขาอย่างสับสน

“พี่ชายหมายความว่าอย่างไร?”

“ท่านกำลังบอกให้ข้ากลับไปแก้แค้นหรือ?”

“ถูกต้องแล้วน้องชาย!”

ยูรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“การแก้แค้นช่างหอมหวาน หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เจ้าค่อยออกไปเที่ยวเล่นให้หนำใจ”

“ท่านหมายถึงให้ข้ากลับไปสังหารพวกมันหรือ?”

เว่ยเส้าเทียนยิ้มอย่างขมขื่น

“แต่ตอนนี้ข้าไม่มีพลังแล้ว”

“เรื่องขี้ปะติ๋ว เจ้าอย่าได้ใส่ใจ”

ยูรันโบกมืออย่างไม่แยแส

“เจ้าก็แค่เกาะขาใหญ่เอาไว้ หน้าตาของเจ้าไม่ได้แย่ แถมยังนับว่าหล่อเหลาไม่น้อย”

“ลองหาสตรีร่ำรวยและมีอำนาจสักคนมาแต่งงานด้วย แค่นี้ก็เท่ากับตบหน้าคนเหล่านั้นแล้วไม่ใช่หรือ?”

“พวกมันคงคิดว่าเจ้าตายไปแล้ว แต่ความจริงเจ้ากลับยังมีชีวิตอยู่ แถมยังใช้ชีวิตดีกว่าเดิมเพราะได้เกาะขาใหญ่”

ยูรันตบไหล่เขาเบา ๆ

“ส่วนเรื่องพลัง เจ้าไม่ต้องกังวล ไม่ช้าก็เร็วมันย่อมกลับคืนมาเอง”

“ตระกูลของเจ้ากับอดีตคู่หมั้นก็ไม่ได้ร่ำรวยล้นฟ้า หากเห็นเจ้ามีชีวิตดีกว่าเดิม พวกมันต้องอิจฉาจนอกแตกตายแน่นอน”

“พี่ชาย แต่ว่าฉู่เสวียนเทียนเป็นศิษย์สายตรงของสำนักกระบี่ทลายฟ้า”

“ข้าไม่รู้จัก สำนักห่าอะไรวะนะ?”

ยูรันพยายามนึกชื่ออยู่ครู่หนึ่ง

“สำนักนั้นมีชื่อเสียงมากในแถบนี้หรือ? พอดีข้ามาจากทางใต้ ห่างจากที่นี่ประมาณห้าพันลี้เห็นจะได้”

เว่ยเส้าเทียนมองเขาด้วยความประหลาดใจ

“พี่ชาย ในพื้นที่แถบนี้จะมีผู้ใดไม่รู้จักสำนักกระบี่ทลายฟ้าบ้าง?”

“ท่านไม่เห็นเคล็ดวิชาที่นักฆ่าพวกนั้นใช้เมื่อครู่หรือ?”

ยูรันหันหน้าไปทางเขาช้า ๆ

“น้องชาย ข้าตาบอด เจ้าลืมไปแล้วหรือ?”

เว่ยเส้าเทียนพูดอะไรไม่ออกไปครู่หนึ่ง

“เอาเถอะ น้องชาย ข้าจะบอกอะไรให้”

ยูรันยกมือวางบนไหล่เขา ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“พวกที่นำชื่อสำนักมาตั้งเป็นชื่อวิชา หรือนำชื่อวิชามาตั้งเป็นชื่อสำนัก ล้วนเป็นพวกห่วยแตกทั้งนั้นแหละ”

“ไหนเจ้าลองบอกมาสิว่า เจ้าสำนักกระบี่ทลายฟ้าอยู่ขอบเขตใด?”

“วิญญาณทารกขั้นสูง”

“อืม นับว่าไม่ต่ำมากเกินไป แต่ก็ใกล้เคียง”

เว่ยเส้าเทียนมองเขานิ่ง ๆ

ยูรันกระแอมเบา ๆ

“อะแฮ่ม แต่ข้าไม่ได้กลัวหรอก”

“เจ้ารู้จักราชวงศ์เซี่ยหรือไม่?”

“รู้”

“เช่นนั้นเจ้ารู้จักรัชทายาทเซี่ยหลานอิงหรือไม่?”

“ย่อมรู้จัก”

ยูรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“นั่นแหละ ภรรยาข้า”

เว่ยเส้าเทียนยืนนิ่งอยู่หลายอึดใจ ดวงตากวาดมองยูรันตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

ชายหนุ่มตาบอด เสื้อผ้าธรรมดา หลงทางอยู่กลางป่า และเพิ่งบอกว่าเดินทางมาจากสถานที่ห่างออกไปห้าพันลี้

คนผู้นี้คือสามีขององค์รัชทายาท?

“พี่ชาย...”

เว่ยเส้าเทียนกลืนน้ำลาย

“คำพูดเช่นนี้ไม่ควรนำมาล้อเล่นนะ หากคนของราชวงศ์ได้ยินเข้า ท่านอาจถูกลงโทษฐานแอบอ้างพระนามได้”

“ใครล้อเล่น?”

ยูรันตอบอย่างไม่เข้าใจ

“แต่องค์รัชทายาทยังไม่เคยประกาศว่ามีพระสวามี”

“อ๋อ นางเป็นคนเรียกข้าว่าสามีเองด้วยซ้ำนะ”

เว่ยเส้าเทียนมองเขานิ่งอยู่นาน ราวกับพยายามแยกแยะว่าคนตรงหน้ากำลังพูดความจริงหรือเสียสติไปแล้ว

“พี่ชาย ท่านแน่ใจหรือว่านางไม่ได้เรียกประชด?”

“แน่ใจสิ”

ยูรันตอบทันที

“นางยังกลับไปขอราชโองการสมรสจากจักรพรรดินีด้วยตนเองอยู่เลย”

เว่ยเส้าเทียนสูดลมหายใจเข้าลึก

หากเป็นคนทั่วไปพูดเรื่องนี้ เขาคงคิดว่าอีกฝ่ายเสียสติแล้วเดินหนีไปทันที

แต่คนตรงหน้าเพิ่งจัดการผู้บำเพ็ญแก่นทองคำแปดคนอย่างง่ายดาย ทั้งยังรักษาบาดแผลซึ่งเกือบคร่าชีวิตเขาได้ในเวลาไม่กี่อึดใจ

[หรือเขาจะเป็นสามีขององค์รัชทายาทจริง ๆ?]

ความคิดนี้ทำให้เว่ยเส้าเทียนมองยูรันด้วยสายตาเปลี่ยนไปทันที

ยูรันตบไหล่เว่ยเส้าเทียนเบา ๆ

“น้องชาย เอาเถอะ วันนี้พวกเราเข้าเมืองไปหาสตรีแจ่ม ๆ มานั่งดูให้หายช้ำใจกันดีกว่า”

“ปล่อยอดีตคู่หมั้นโง่ ๆ ของเจ้าไป ข้าเลี้ยงเอง”

เขากอดคอเว่ยเส้าเทียนอย่างสนิทสนม

“พวกเราเดินดุ่ม ๆ ไปตามถนน หากเจอสตรีคนใดถูกใจ เจ้าก็จิ้มมาเลย พี่ชายคนนี้จะกรุยทางให้เอง”

เว่ยเส้าเทียนรีบส่ายหน้า

“ข้าว่าไม่ค่อยดีเท่าไร อีกอย่าง ข้าเกรงว่าจะพบฉู่เสวียนเทียนภายในเมือง”

ดวงตาของยูรันเป็นประกายขึ้นมาทันที

“โอ้ ๆ แถวนี้มีเมืองอยู่ด้วยหรือ?”

“ข้าหลงทางมาสามวันแล้ว หาเมืองไม่พบสักที รีบพาข้าไปเร็ว!”

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนถามต่อ

“แล้วไอ้โง่นั่นอยู่ขอบเขตใด?”

“สร้างรากฐานขั้นสูง”

“อืม ไม่แปลกใจเลย”

ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“ขยะดี ๆ นี่เอง สู้เจ้าไม่ได้ก็เลยอาศัยภูมิหลังส่งนักฆ่ามาจัดการ น่าสมเพชชะมัด”

“แล้วสำนักของมันไม่มีศิษย์ที่เก่งกว่านี้แล้วหรือ? ผู้บำเพ็ญแก่นทองคำหรือก่อวิญญาณทารกไม่มีบ้างเลยหรืออย่างไร ถึงได้ปล่อยให้คนระดับสร้างรากฐานขั้นสูงวางอำนาจไปทั่ว?”

ยูรันส่ายหน้าเบา ๆ

“อดีตคู่หมั้นของเจ้าก็ตาถั่วเหมือนกันนะ”

“เจ้าที่เคยอยู่ก่อวิญญาณทารกขั้นต้นนางกลับไม่เอา แต่ดันไปเลือกขยะสร้างรากฐานขั้นสูงแทน”

“รสนิยมประหลาดชะมัด”

เว่ยเส้าเทียนถอนหายใจ

“เฮ้อ ข้าเองก็ไม่เข้าใจนางเช่นกัน”

“บางทีนางอาจชอบคนหน้าตาดีก็ได้ ส่วนเรื่องระดับบำเพ็ญ หากต่ำกว่าเล็กน้อยนางก็คงยอมรับได้”

เขายิ้มอย่างขมขื่น

“แต่บังเอิญว่าตอนนี้ข้าไม่มีตบะเหลืออยู่เลย นางจึงตัดสินใจถอนหมั้นกับข้า”

ยูรันตบไหล่เขาเบา ๆ

“เอาน่า น้องชาย รีบพาข้าเข้าเมืองเถอะ”

“เมื่อไปถึงแล้ว ข้าจะบอกความลับบางอย่างให้เจ้าฟัง รับรองว่าเจ้าต้องชอบแน่นอน”

เว่ยเส้าเทียนมองเขาด้วยความสงสัย แต่สุดท้ายก็พยักหน้า

“เข้าใจแล้ว เช่นนั้นไปทางนี้”

เขากำลังจะออกเดิน ยูรันกลับยกมือห้ามเอาไว้

“เดี๋ยวก่อน”

เว่ยเส้าเทียนหยุดฝีเท้า

“มีอะไรหรือ?”

ยูรันหันไปทางนักฆ่าทั้งแปดซึ่งยังนอนหมดสติอยู่บนพื้น

“กระจก เก็บพวกที่สลบอยู่ไปย่อยให้หมด เร็วเข้า”

วูบ!

กระจกโบราณปรากฏขึ้นกลางอากาศ ก่อนปลดปล่อยแสงสว่างปกคลุมร่างของนักฆ่าทั้งแปด

เพียงชั่วพริบตา ร่างทั้งหมดก็ถูกดูดหายเข้าไปภายในกระจกโดยไม่เหลือร่องรอย

เว่ยเส้าเทียนมองพื้นที่ว่างเปล่าตรงหน้าด้วยสีหน้าตกตะลึง

ยูรันตบมือเบา ๆ

“เอาละ เรียบร้อย ไปกันเถอะ”

ทั้งสองเดินทางต่ออีกประมาณครึ่งชั่วยาม ในที่สุดแนวกำแพงเมืองขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า

เหนือประตูเมืองมีแผ่นป้ายหินสลักอักษรขนาดใหญ่เอาไว้ว่า

เมืองด่านสนเหนือ

แม้จะเป็นเมืองทางเหนือ แต่อากาศกลับไม่ได้หนาวเย็นอย่างที่ยูรันคาดคิด แสงแดดยังคงอบอุ่น ผู้คนบนถนนสวมเสื้อผ้าธรรมดา มีเพียงสายลมซึ่งเย็นกว่าทางใต้เล็กน้อยเท่านั้น

ยูรันเดินผ่านประตูเมือง ก่อนกางแขนรับสายลมอย่างอารมณ์ดี

“โอ้ ๆ เมืองนี้ไม่เลวเลย”

“ข้านึกว่าเดินทางขึ้นเหนือแล้วอากาศจะหนาวจนตัวแข็งเสียอีก ที่แท้ก็ยังปกติดีนี่หว่า”

เว่ยเส้าเทียนดึงเสื้อคลุมขึ้นปิดบังใบหน้าของตนเอง

“เมืองด่านสนเหนือยังอยู่เพียงตอนล่างของเขตเหนือขอรับ หากเดินทางขึ้นไปอีกหลายพันลี้ อากาศจึงจะเริ่มหนาวเย็นอย่างแท้จริง”

“อ๋อ ช่างเถอะ”

ยูรันกอดคอเขาอย่างสนิทสนม

“น้องชาย พวกเราไปเที่ยวหอนางโลมกันดีกว่า”

เว่ยเส้าเทียนเกือบสะดุดขาตัวเอง

“หอนางโลมหรือ?”

“ใช่”

ยูรันตอบอย่างเป็นธรรมชาติ

“ไหนเจ้าบอกว่าจะพาข้าเข้าเมือง รีบบอกมาว่าหอนางโลมอยู่ที่ใด”

“พี่ชาย พวกเราเพิ่งเข้าเมืองนะ”

“แล้วอย่างไร? ต้องรอให้มืดก่อนจึงจะเข้าได้หรือ?”

“ไม่ใช่เช่นนั้น แต่—”

“ไม่มีแต่ ไปเร็วเข้า”

เว่ยเส้าเทียนไม่อาจโต้แย้งได้ สุดท้ายจึงต้องพายูรันเดินไปตามถนนสายหลัก

ระหว่างทาง ยูรันเอาแต่ถามเขาไม่หยุด

“น้องชาย สตรีคนนั้นเป็นอย่างไร?”

เว่ยเส้าเทียนหันไปมองตาม ก่อนพบหญิงสาวชุดเขียวกำลังเลือกซื้อเครื่องประดับอยู่หน้าร้าน

“นางเป็นคุณหนูรองของตระกูลจาง”

“งดงามไม่เบาเลยนะ”

“พี่ชาย ท่านตาบอดไม่ใช่หรือ?”

“ตาบอดแล้วจะรู้ไม่ได้หรือว่านางงดงาม?”

ยูรันหันไปอีกทาง

“แล้วคนนั้นเล่า? รูปร่างก็ดี กลิ่นยังหอมอีกต่างหาก”

เว่ยเส้าเทียนรีบดึงแขนเขาเอาไว้

“เบาเสียงหน่อยพี่ชาย นางเป็นภรรยาของผู้อาวุโสตระกูลหลัว!”

“อ๋อ มีเจ้าของแล้ว เช่นนั้นช่างเถอะ”

ยูรันชี้ไปข้างหน้าอีกครั้ง

“คนนั้นล่ะ?”

เว่ยเส้าเทียนมองตาม ก่อนสีหน้าจะแข็งค้าง

“นั่นเป็นมารดาของฉู่เสวียนเทียน”

ยูรันชะงักไปเล็กน้อย

“อืม...”

เขาลูบคางอย่างครุ่นคิด

“หน้าตาดีเหมือนกันนี่ น้องชาย เจ้าสนใจจะเป็นพ่อเลี้ยงของศัตรูหรือไม่?”

“พี่ชาย!”

เว่ยเส้าเทียนแทบสำลักลมหายใจตนเอง