ตอนที่ 211 เจ้าสนใจจะเป็นพ่อเลี้ยงของศัตรูหรือไม่
ยูรันลูบคางพลางถามอย่างสนใจ
“แล้วเจ้าคิดจะทำสิ่งใดต่อไป?”
“ตามบทปกติ เจ้าควรหาทางทำให้พลังกลับคืนมา จากนั้นก็กลับไปตบหน้าคู่หมั้นของตนเองไม่ใช่หรือ?”
“เจ้าจะทำเช่นนั้นใช่ไหม?”
เว่ยเส้าเทียนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้าอย่างสับสน
“ข้าไม่รู้”
“ตอนที่กำลังจะตาย ข้ารู้สึกเหมือนตนเองปล่อยวางทุกอย่างได้แล้ว”
เขาก้มมองบาดแผลซึ่งสมานตัวจนเกือบหมด
“แต่เมื่อพี่ชายช่วยชีวิตข้าเอาไว้ ข้ากลับไม่รู้ว่าควรทำสิ่งใดต่อไป”
“เจ้าอายุเท่าไร?”
“ยี่สิบเอ็ดปี”
“คืองี้นะน้องชาย ข้าอายุประมาณยี่สิบสองปี แก่กว่าเจ้าหนึ่งปีพอดี”
ยูรันยกมือวางบนไหล่ของเขา ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“การปล่อยวางเป็นเรื่องดี”
“แต่เรื่องสนุก ๆ ก็ต้องมีเอาไว้ดูด้วย เจ้าเข้าใจความหมายของข้าใช่หรือไม่?”
เว่ยเส้าเทียนมองเขาอย่างสับสน
“พี่ชายหมายความว่าอย่างไร?”
“ท่านกำลังบอกให้ข้ากลับไปแก้แค้นหรือ?”
“ถูกต้องแล้วน้องชาย!”
ยูรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“การแก้แค้นช่างหอมหวาน หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เจ้าค่อยออกไปเที่ยวเล่นให้หนำใจ”
“ท่านหมายถึงให้ข้ากลับไปสังหารพวกมันหรือ?”
เว่ยเส้าเทียนยิ้มอย่างขมขื่น
“แต่ตอนนี้ข้าไม่มีพลังแล้ว”
“เรื่องขี้ปะติ๋ว เจ้าอย่าได้ใส่ใจ”
ยูรันโบกมืออย่างไม่แยแส
“เจ้าก็แค่เกาะขาใหญ่เอาไว้ หน้าตาของเจ้าไม่ได้แย่ แถมยังนับว่าหล่อเหลาไม่น้อย”
“ลองหาสตรีร่ำรวยและมีอำนาจสักคนมาแต่งงานด้วย แค่นี้ก็เท่ากับตบหน้าคนเหล่านั้นแล้วไม่ใช่หรือ?”
“พวกมันคงคิดว่าเจ้าตายไปแล้ว แต่ความจริงเจ้ากลับยังมีชีวิตอยู่ แถมยังใช้ชีวิตดีกว่าเดิมเพราะได้เกาะขาใหญ่”
ยูรันตบไหล่เขาเบา ๆ
“ส่วนเรื่องพลัง เจ้าไม่ต้องกังวล ไม่ช้าก็เร็วมันย่อมกลับคืนมาเอง”
“ตระกูลของเจ้ากับอดีตคู่หมั้นก็ไม่ได้ร่ำรวยล้นฟ้า หากเห็นเจ้ามีชีวิตดีกว่าเดิม พวกมันต้องอิจฉาจนอกแตกตายแน่นอน”
“พี่ชาย แต่ว่าฉู่เสวียนเทียนเป็นศิษย์สายตรงของสำนักกระบี่ทลายฟ้า”
“ข้าไม่รู้จัก สำนักห่าอะไรวะนะ?”
ยูรันพยายามนึกชื่ออยู่ครู่หนึ่ง
“สำนักนั้นมีชื่อเสียงมากในแถบนี้หรือ? พอดีข้ามาจากทางใต้ ห่างจากที่นี่ประมาณห้าพันลี้เห็นจะได้”
เว่ยเส้าเทียนมองเขาด้วยความประหลาดใจ
“พี่ชาย ในพื้นที่แถบนี้จะมีผู้ใดไม่รู้จักสำนักกระบี่ทลายฟ้าบ้าง?”
“ท่านไม่เห็นเคล็ดวิชาที่นักฆ่าพวกนั้นใช้เมื่อครู่หรือ?”
ยูรันหันหน้าไปทางเขาช้า ๆ
“น้องชาย ข้าตาบอด เจ้าลืมไปแล้วหรือ?”
เว่ยเส้าเทียนพูดอะไรไม่ออกไปครู่หนึ่ง
“เอาเถอะ น้องชาย ข้าจะบอกอะไรให้”
ยูรันยกมือวางบนไหล่เขา ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“พวกที่นำชื่อสำนักมาตั้งเป็นชื่อวิชา หรือนำชื่อวิชามาตั้งเป็นชื่อสำนัก ล้วนเป็นพวกห่วยแตกทั้งนั้นแหละ”
“ไหนเจ้าลองบอกมาสิว่า เจ้าสำนักกระบี่ทลายฟ้าอยู่ขอบเขตใด?”
“วิญญาณทารกขั้นสูง”
“อืม นับว่าไม่ต่ำมากเกินไป แต่ก็ใกล้เคียง”
เว่ยเส้าเทียนมองเขานิ่ง ๆ
ยูรันกระแอมเบา ๆ
“อะแฮ่ม แต่ข้าไม่ได้กลัวหรอก”
“เจ้ารู้จักราชวงศ์เซี่ยหรือไม่?”
“รู้”
“เช่นนั้นเจ้ารู้จักรัชทายาทเซี่ยหลานอิงหรือไม่?”
“ย่อมรู้จัก”
ยูรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“นั่นแหละ ภรรยาข้า”
เว่ยเส้าเทียนยืนนิ่งอยู่หลายอึดใจ ดวงตากวาดมองยูรันตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
ชายหนุ่มตาบอด เสื้อผ้าธรรมดา หลงทางอยู่กลางป่า และเพิ่งบอกว่าเดินทางมาจากสถานที่ห่างออกไปห้าพันลี้
คนผู้นี้คือสามีขององค์รัชทายาท?
“พี่ชาย...”
เว่ยเส้าเทียนกลืนน้ำลาย
“คำพูดเช่นนี้ไม่ควรนำมาล้อเล่นนะ หากคนของราชวงศ์ได้ยินเข้า ท่านอาจถูกลงโทษฐานแอบอ้างพระนามได้”
“ใครล้อเล่น?”
ยูรันตอบอย่างไม่เข้าใจ
“แต่องค์รัชทายาทยังไม่เคยประกาศว่ามีพระสวามี”
“อ๋อ นางเป็นคนเรียกข้าว่าสามีเองด้วยซ้ำนะ”
เว่ยเส้าเทียนมองเขานิ่งอยู่นาน ราวกับพยายามแยกแยะว่าคนตรงหน้ากำลังพูดความจริงหรือเสียสติไปแล้ว
“พี่ชาย ท่านแน่ใจหรือว่านางไม่ได้เรียกประชด?”
“แน่ใจสิ”
ยูรันตอบทันที
“นางยังกลับไปขอราชโองการสมรสจากจักรพรรดินีด้วยตนเองอยู่เลย”
เว่ยเส้าเทียนสูดลมหายใจเข้าลึก
หากเป็นคนทั่วไปพูดเรื่องนี้ เขาคงคิดว่าอีกฝ่ายเสียสติแล้วเดินหนีไปทันที
แต่คนตรงหน้าเพิ่งจัดการผู้บำเพ็ญแก่นทองคำแปดคนอย่างง่ายดาย ทั้งยังรักษาบาดแผลซึ่งเกือบคร่าชีวิตเขาได้ในเวลาไม่กี่อึดใจ
[หรือเขาจะเป็นสามีขององค์รัชทายาทจริง ๆ?]
ความคิดนี้ทำให้เว่ยเส้าเทียนมองยูรันด้วยสายตาเปลี่ยนไปทันที
ยูรันตบไหล่เว่ยเส้าเทียนเบา ๆ
“น้องชาย เอาเถอะ วันนี้พวกเราเข้าเมืองไปหาสตรีแจ่ม ๆ มานั่งดูให้หายช้ำใจกันดีกว่า”
“ปล่อยอดีตคู่หมั้นโง่ ๆ ของเจ้าไป ข้าเลี้ยงเอง”
เขากอดคอเว่ยเส้าเทียนอย่างสนิทสนม
“พวกเราเดินดุ่ม ๆ ไปตามถนน หากเจอสตรีคนใดถูกใจ เจ้าก็จิ้มมาเลย พี่ชายคนนี้จะกรุยทางให้เอง”
เว่ยเส้าเทียนรีบส่ายหน้า
“ข้าว่าไม่ค่อยดีเท่าไร อีกอย่าง ข้าเกรงว่าจะพบฉู่เสวียนเทียนภายในเมือง”
ดวงตาของยูรันเป็นประกายขึ้นมาทันที
“โอ้ ๆ แถวนี้มีเมืองอยู่ด้วยหรือ?”
“ข้าหลงทางมาสามวันแล้ว หาเมืองไม่พบสักที รีบพาข้าไปเร็ว!”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนถามต่อ
“แล้วไอ้โง่นั่นอยู่ขอบเขตใด?”
“สร้างรากฐานขั้นสูง”
“อืม ไม่แปลกใจเลย”
ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ขยะดี ๆ นี่เอง สู้เจ้าไม่ได้ก็เลยอาศัยภูมิหลังส่งนักฆ่ามาจัดการ น่าสมเพชชะมัด”
“แล้วสำนักของมันไม่มีศิษย์ที่เก่งกว่านี้แล้วหรือ? ผู้บำเพ็ญแก่นทองคำหรือก่อวิญญาณทารกไม่มีบ้างเลยหรืออย่างไร ถึงได้ปล่อยให้คนระดับสร้างรากฐานขั้นสูงวางอำนาจไปทั่ว?”
ยูรันส่ายหน้าเบา ๆ
“อดีตคู่หมั้นของเจ้าก็ตาถั่วเหมือนกันนะ”
“เจ้าที่เคยอยู่ก่อวิญญาณทารกขั้นต้นนางกลับไม่เอา แต่ดันไปเลือกขยะสร้างรากฐานขั้นสูงแทน”
“รสนิยมประหลาดชะมัด”
เว่ยเส้าเทียนถอนหายใจ
“เฮ้อ ข้าเองก็ไม่เข้าใจนางเช่นกัน”
“บางทีนางอาจชอบคนหน้าตาดีก็ได้ ส่วนเรื่องระดับบำเพ็ญ หากต่ำกว่าเล็กน้อยนางก็คงยอมรับได้”
เขายิ้มอย่างขมขื่น
“แต่บังเอิญว่าตอนนี้ข้าไม่มีตบะเหลืออยู่เลย นางจึงตัดสินใจถอนหมั้นกับข้า”
ยูรันตบไหล่เขาเบา ๆ
“เอาน่า น้องชาย รีบพาข้าเข้าเมืองเถอะ”
“เมื่อไปถึงแล้ว ข้าจะบอกความลับบางอย่างให้เจ้าฟัง รับรองว่าเจ้าต้องชอบแน่นอน”
เว่ยเส้าเทียนมองเขาด้วยความสงสัย แต่สุดท้ายก็พยักหน้า
“เข้าใจแล้ว เช่นนั้นไปทางนี้”
เขากำลังจะออกเดิน ยูรันกลับยกมือห้ามเอาไว้
“เดี๋ยวก่อน”
เว่ยเส้าเทียนหยุดฝีเท้า
“มีอะไรหรือ?”
ยูรันหันไปทางนักฆ่าทั้งแปดซึ่งยังนอนหมดสติอยู่บนพื้น
“กระจก เก็บพวกที่สลบอยู่ไปย่อยให้หมด เร็วเข้า”
วูบ!
กระจกโบราณปรากฏขึ้นกลางอากาศ ก่อนปลดปล่อยแสงสว่างปกคลุมร่างของนักฆ่าทั้งแปด
เพียงชั่วพริบตา ร่างทั้งหมดก็ถูกดูดหายเข้าไปภายในกระจกโดยไม่เหลือร่องรอย
เว่ยเส้าเทียนมองพื้นที่ว่างเปล่าตรงหน้าด้วยสีหน้าตกตะลึง
ยูรันตบมือเบา ๆ
“เอาละ เรียบร้อย ไปกันเถอะ”
ทั้งสองเดินทางต่ออีกประมาณครึ่งชั่วยาม ในที่สุดแนวกำแพงเมืองขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
เหนือประตูเมืองมีแผ่นป้ายหินสลักอักษรขนาดใหญ่เอาไว้ว่า
เมืองด่านสนเหนือ
แม้จะเป็นเมืองทางเหนือ แต่อากาศกลับไม่ได้หนาวเย็นอย่างที่ยูรันคาดคิด แสงแดดยังคงอบอุ่น ผู้คนบนถนนสวมเสื้อผ้าธรรมดา มีเพียงสายลมซึ่งเย็นกว่าทางใต้เล็กน้อยเท่านั้น
ยูรันเดินผ่านประตูเมือง ก่อนกางแขนรับสายลมอย่างอารมณ์ดี
“โอ้ ๆ เมืองนี้ไม่เลวเลย”
“ข้านึกว่าเดินทางขึ้นเหนือแล้วอากาศจะหนาวจนตัวแข็งเสียอีก ที่แท้ก็ยังปกติดีนี่หว่า”
เว่ยเส้าเทียนดึงเสื้อคลุมขึ้นปิดบังใบหน้าของตนเอง
“เมืองด่านสนเหนือยังอยู่เพียงตอนล่างของเขตเหนือขอรับ หากเดินทางขึ้นไปอีกหลายพันลี้ อากาศจึงจะเริ่มหนาวเย็นอย่างแท้จริง”
“อ๋อ ช่างเถอะ”
ยูรันกอดคอเขาอย่างสนิทสนม
“น้องชาย พวกเราไปเที่ยวหอนางโลมกันดีกว่า”
เว่ยเส้าเทียนเกือบสะดุดขาตัวเอง
“หอนางโลมหรือ?”
“ใช่”
ยูรันตอบอย่างเป็นธรรมชาติ
“ไหนเจ้าบอกว่าจะพาข้าเข้าเมือง รีบบอกมาว่าหอนางโลมอยู่ที่ใด”
“พี่ชาย พวกเราเพิ่งเข้าเมืองนะ”
“แล้วอย่างไร? ต้องรอให้มืดก่อนจึงจะเข้าได้หรือ?”
“ไม่ใช่เช่นนั้น แต่—”
“ไม่มีแต่ ไปเร็วเข้า”
เว่ยเส้าเทียนไม่อาจโต้แย้งได้ สุดท้ายจึงต้องพายูรันเดินไปตามถนนสายหลัก
ระหว่างทาง ยูรันเอาแต่ถามเขาไม่หยุด
“น้องชาย สตรีคนนั้นเป็นอย่างไร?”
เว่ยเส้าเทียนหันไปมองตาม ก่อนพบหญิงสาวชุดเขียวกำลังเลือกซื้อเครื่องประดับอยู่หน้าร้าน
“นางเป็นคุณหนูรองของตระกูลจาง”
“งดงามไม่เบาเลยนะ”
“พี่ชาย ท่านตาบอดไม่ใช่หรือ?”
“ตาบอดแล้วจะรู้ไม่ได้หรือว่านางงดงาม?”
ยูรันหันไปอีกทาง
“แล้วคนนั้นเล่า? รูปร่างก็ดี กลิ่นยังหอมอีกต่างหาก”
เว่ยเส้าเทียนรีบดึงแขนเขาเอาไว้
“เบาเสียงหน่อยพี่ชาย นางเป็นภรรยาของผู้อาวุโสตระกูลหลัว!”
“อ๋อ มีเจ้าของแล้ว เช่นนั้นช่างเถอะ”
ยูรันชี้ไปข้างหน้าอีกครั้ง
“คนนั้นล่ะ?”
เว่ยเส้าเทียนมองตาม ก่อนสีหน้าจะแข็งค้าง
“นั่นเป็นมารดาของฉู่เสวียนเทียน”
ยูรันชะงักไปเล็กน้อย
“อืม...”
เขาลูบคางอย่างครุ่นคิด
“หน้าตาดีเหมือนกันนี่ น้องชาย เจ้าสนใจจะเป็นพ่อเลี้ยงของศัตรูหรือไม่?”
“พี่ชาย!”
เว่ยเส้าเทียนแทบสำลักลมหายใจตนเอง