ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 214 ขนหน้าแข้งคงไม่ร่วงหรอกมั้ง
ภายในห้องส่วนตัว กลิ่นชาหอมอ่อนลอยอบอวลไปทั่ว
เว่ยเส้าเทียนยกกาน้ำชาขึ้นด้วยท่าทางเกร็งเล็กน้อย ก่อนรินชาให้หลินเยียนหรู
“แม่นางหลิน เชิญ”
“ขอบคุณคุณชายเว่ย”
นางรับถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนสังเกตเห็นมือของเขายังคงเกร็งอยู่
“คุณชายไม่จำเป็นต้องกังวลถึงเพียงนั้น ข้าเพียงมาดื่มชา ไม่ได้มาทดสอบตบะของท่านเสียหน่อย”
เว่ยเส้าเทียนยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน
“ขออภัย ข้าไม่ค่อยมีประสบการณ์พูดคุยกับสตรีตามลำพัง”
“แต่เมื่อกลางวัน ข้าเห็นพวกท่านพูดคล่องกันมาก”
“นั่นเป็นพี่ชายยูกล่าวอยู่ฝ่ายเดียว ส่วนข้าแทบไม่มีโอกาสพูดเลย”
หลินเยียนหรูนึกถึงท่าทางของยูรัน ก่อนหลุดหัวเราะออกมา
“สหายของท่านเป็นคนประหลาดดี”
“เรื่องนั้นข้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง”
เมื่อเริ่มต้นสนทนาได้ ความตึงเครียดของเว่ยเส้าเทียนก็ค่อย ๆ ลดลง
เขาจิบชาไปหนึ่งคำ ก่อนนึกถึงสิ่งที่ยูรันกำชับเอาไว้
“ไม่ทราบว่าแม่นางหลินมีบุตรแล้วหรือยัง?”
หลินเยียนหรูชะงักเล็กน้อย ก่อนตอบตามตรง
“ข้ามีบุตรชายหนึ่งคน”
เว่ยเส้าเทียนรู้อยู่แล้ว แต่ยังคงพยักหน้าราวกับเพิ่งได้ยินเป็นครั้งแรก
“เช่นนั้นหรือ แล้วบุตรชายของท่านพักอาศัยอยู่ด้วยกันหรือไม่?”
“ส่วนใหญ่เขาฝึกอยู่ที่สำนักกระบี่ทลายฟ้า นาน ๆ ครั้งจึงจะกลับมาเมืองด่านสนเหนือ”
ดวงตาของเว่ยเส้าเทียนเป็นประกายขึ้นเล็กน้อย
“เช่นนั้นช่วงนี้เขาก็ไม่ได้อยู่ในเมือง?”
หลินเยียนหรูยกถ้วยชาขึ้นปิดรอยยิ้ม
“เหตุใดคุณชายจึงดูดีใจนัก?”
“ข้าเปล่า!”
เว่ยเส้าเทียนรีบปฏิเสธ
“ข้าเพียงถามตามมารยาทเท่านั้น”
“อย่างนั้นหรือ?”
นางทอดเสียงยาวอย่างรู้ทัน แต่ไม่ได้ซักถามต่อ
เว่ยเส้าเทียนกระแอม ก่อนถามคำถามต่อไป
“แล้วสามีของแม่นาง...”
“เขาหายสาบสูญไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน”
หลินเยียนหรูตอบอย่างสงบนิ่ง
“ตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่มีข่าวคราวใด ๆ ทุกคนจึงถือว่าเขาเสียชีวิตไปแล้ว”
“ข้าขออภัยที่ถามถึงเรื่องสะเทือนใจ”
“ไม่เป็นไร เวลาผ่านมานานมากแล้ว ข้าทำใจได้ตั้งนานแล้ว”
นางรินชาให้เว่ยเส้าเทียนกลับบ้าง
“ข้าตอบคำถามของคุณชายไปมากแล้ว ถึงตาข้าถามบ้างได้หรือไม่?”
“เชิญแม่นางถามได้เลย”
“เหตุใดคุณชายเว่ยจึงมีบาดแผลเต็มตัว ทั้งยังพยายามปิดบังใบหน้า?”
เว่ยเส้าเทียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจเล่าเรื่องพลังที่หายไป การถูกถอนหมั้น และการถูกนักฆ่าไล่ล่าออกมาตามตรง
หลินเยียนหรูนั่งฟังโดยไม่กล่าวขัด กระทั่งเรื่องราวทั้งหมดจบลง
“คุณชายคิดว่าตนเองสูญเสียทุกอย่างแล้วหรือ?”
“ก่อนหน้านี้ข้าคิดเช่นนั้น”
เว่ยเส้าเทียนมองถ้วยชาในมือ
“แต่หลังจากรอดชีวิตมาได้ ข้ากลับเริ่มไม่แน่ใจ บางทีการยังมีชีวิตอยู่อาจหมายความว่าข้ายังสามารถเริ่มต้นใหม่ได้”
“คิดเช่นนั้นก็ดีแล้ว”
หลินเยียนหรูยิ้มบาง ๆ
“คนที่ทอดทิ้งท่านเพียงเพราะสูญเสียตบะ ย่อมไม่คู่ควรให้ท่านเสียใจไปตลอดชีวิต”
เว่ยเส้าเทียนเงยหน้าขึ้นมองนางอย่างประหลาดใจ
“แม่นางคิดเช่นนั้นจริงหรือ?”
“แน่นอน”
“แต่หากเป็นบุตรชายของท่านเล่า?”
คำถามนี้ทำให้หลินเยียนหรูหยุดชะงัก
นางมองเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนวางถ้วยชาลง
“คุณชายเว่ย ข้ารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าท่านจำข้าได้”
“……”
เว่ยเส้าเทียนตัวแข็งค้าง
“แล้วท่านยังยอมมาดื่มชากับข้า?”
“เรื่องระหว่างท่านกับบุตรชายของข้าเป็นเรื่องของพวกท่าน”
หลินเยียนหรูตอบอย่างไม่หลบเลี่ยง
“ข้าเป็นมารดาของเขาก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าข้าต้องเห็นด้วยกับทุกสิ่งที่เขาทำ”
เว่ยเส้าเทียนนิ่งไป ก่อนหัวเราะออกมาเบา ๆ
“ดูเหมือนข้าจะประเมินแม่นางต่ำเกินไป”
“ส่วนข้าก็ไม่คิดว่าอดีตอัจฉริยะผู้เย่อหยิ่งของตระกูลเว่ยจะพูดคุยง่ายถึงเพียงนี้”
“ข่าวลือบอกว่าข้าเย่อหยิ่งหรือ?”
“มากทีเดียว”
“เช่นนั้นข่าวลือเกี่ยวกับแม่นางก็บอกว่านางเย็นชาและเข้าถึงยากเหมือนกัน”
“แล้วตอนนี้คุณชายคิดว่าอย่างไร?”
เว่ยเส้าเทียนมองรอยยิ้มของนาง ก่อนตอบตามตรง
“ข้าคิดว่าข่าวลือเชื่อถือไม่ได้เลยสักนิด”
หลินเยียนหรูหัวเราะออกมา
หลังจากนั้นการสนทนาก็เป็นธรรมชาติมากขึ้น ทั้งสองพูดคุยกันตั้งแต่เรื่องชา อาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ไปจนถึงเรื่องน่าอับอายในวัยเด็ก
เสียงหัวเราะดังออกมาจากห้องเป็นระยะ โดยไม่มีผู้ใดรู้ตัวเลยว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใด
ภายนอกห้องส่วนตัว ยูรันนั่งอยู่ในโถงกลางชั้นสอง จิบชาและฟังเสียงเพลงอย่างสบายใจ
เมื่อสัมผัสได้ถึงเสียงหัวเราะซึ่งดังลอดออกมาจากห้องด้านหลัง เขาก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
[อืม ดูเหมือนทั้งสองคนจะเข้ากันได้ดีสินะ]
จากนั้นยูรันจึงหันความสนใจกลับมายังเวทีตรงกลางโถง
บนเวทีมีหญิงสาวในชุดสีฟ้าอ่อนนั่งอยู่หลังพิณโบราณ นางมีนามว่า หลิวรั่วหลาน เป็นนักขับร้องซึ่งมีชื่อเสียงที่สุดของหอชาชมจันทร์
ปลายนิ้วเรียวงามเคลื่อนไหวไปตามสายพิณ ขณะที่เสียงร้องอ่อนหวานดังกังวานไปทั่วทั้งหอชา
เมื่อนางขับร้องเพลงสุดท้ายจบ เสียงปรบมือก็ดังขึ้นจากทุกชั้น
“ยอดเยี่ยม!”
ชายหนุ่มชุดหรูคนหนึ่งโยนถุงเหรียญลงบนถาดรับรางวัล
“หนึ่งร้อยเหรียญวิญญาณ! ข้าต้องการเชิญแม่นางหลิวไปร้องเพลงให้ฟังเป็นการส่วนตัวคืนนี้!”
ยังไม่ทันที่หลิวรั่วหลานจะตอบ ชายอีกคนก็ลุกขึ้นทันที
“หนึ่งร้อยเหรียญคิดจะเชิญแม่นางหลิวไปร้องเพลงส่วนตัวหรือ?”
เขาวางถุงเหรียญขนาดใหญ่กว่าลงบนโต๊ะ
“ข้าให้สามร้อยเหรียญวิญญาณ!”
“ห้าร้อย!”
“แปดร้อย!”
“หนึ่งพันเหรียญวิญญาณ!”
เสียงเสนอราคาดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการมอบรางวัลธรรมดาค่อย ๆ กลายเป็นการแข่งขันกันว่าใครจะจ่ายมากที่สุด
หลิวรั่วหลานยังคงนั่งอยู่บนเวที แม้ใบหน้าจะประดับด้วยรอยยิ้มตามมารยาท แต่แววตากลับเริ่มแสดงความอึดอัดออกมา
ยูรันวางถ้วยชาลงช้า ๆ
[ฝั่งนี้นี่สิ เหตุใดจึงมีพวกปัญญาอ่อนอยู่มากมายถึงเพียงนี้นะ]
เสียงเสนอราคายังคงเพิ่มขึ้นโดยไม่มีผู้ใดถามความสมัครใจของคนบนเวทีแม้แต่คำเดียว
[มันกลายเป็นงานประมูลนักร้องตั้งแต่เมื่อไรกัน ไอ้พวกปัญญาอ่อนนี่]
ยูรันนั่งฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมุมปากขึ้น
[เอาเถอะ ข้าชอบเรื่องสนุก]
เขายกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวออกมาอย่างสบาย ๆ
“สองพันเหรียญวิญญาณ”
เสียงภายในหอชาเงียบลงเล็กน้อย ทุกคนหันไปมองชายหนุ่มปิดตาซึ่งนั่งอยู่เพียงลำพัง
ชายชุดหรูคนหนึ่งกัดฟัน ก่อนเสนอราคาต่อ
“สองพันห้าร้อย!”
ยูรันตอบโดยแทบไม่ต้องคิด
“ห้าพัน”
“……”
ผู้คนจำนวนไม่น้อยเริ่มลังเล เงินจำนวนห้าพันเหรียญวิญญาณเพียงพอสำหรับซื้อโอสถและอาวุธชั้นดีได้หลายชิ้น
กระนั้นยังมีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งไม่ยอมแพ้
“หกพัน!”
เสียงพูดคุยเริ่มดังขึ้นรอบโถง
“หกพันเหรียญเพียงเพื่อฟังเพลงส่วนตัวเนี่ยนะ?”
“คนพวกนี้เสียสติไปแล้วหรือ?”
“มีเงินมากเกินไปก็แบ่งให้ข้าบ้างเถอะ!”
ยูรันไม่ได้สนใจเสียงบ่นกระปอดกระแปดรอบด้าน เขาวางถ้วยชาลง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“หนึ่งหมื่นสองพัน”
ทั่วทั้งหอชาตกอยู่ในความเงียบ
ผู้เสนอราคาหกพันเมื่อครู่ใบหน้าแข็งค้าง เขาอ้าปากเหมือนต้องการเพิ่มราคา แต่สุดท้ายกลับพูดอะไรไม่ออก
หลิวรั่วหลานซึ่งนั่งอยู่บนเวทีเงยหน้าขึ้น ก่อนมองตรงมายังยูรันเป็นครั้งแรก.
หลิวรั่วหลานพิจารณายูรันอยู่ครู่หนึ่ง
[คุณชายผู้นี้หล่อเหลาไม่เบา น่าเสียดายที่ดวงตาของเขามองไม่เห็น]
เมื่อเห็นราคาพุ่งขึ้นถึงหนึ่งหมื่นสองพันเหรียญ แม่เล้าผู้ดูแลหอชาก็ตาลุกวาว ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มจนแทบปิดไม่มิด
แต่ก่อนนางจะประกาศผล เสียงหนึ่งก็ดังมาจากห้องรับรองฝั่งตรงข้าม
“หนึ่งหมื่นห้าพัน!”
ชายหนุ่มในชุดแพรหรูหราเดินออกมาจากห้อง เขาถือพัดหยกเอาไว้ในมือและมีผู้ติดตามหลายคนเดินตามหลัง
เขาเหลือบมองผ้าปิดตาของยูรัน ก่อนแค่นหัวเราะอย่างดูแคลน
“หึ เป็นเพียงคนตาบอด ยังริอ่านหมายปองแม่นางหลิวอีกหรือ?”
เมื่อผู้คนเห็นใบหน้าของเขา เสียงอุทานก็ดังขึ้นทันที
“โอ้ นั่นคุณชายเฉินจื่อหาวนี่!”
“คุณชายใหญ่แห่งตระกูลเฉิน!”
“ตระกูลเฉินร่ำรวยติดอันดับต้น ๆ ของเมืองด่านสนเหนือ เงินเพียงหนึ่งหมื่นห้าพันเหรียญจะนับเป็นอะไรได้?”
บรรดาผู้ติดตามของเฉินจื่อหาวต่างพากันส่งเสียงสนับสนุน ขณะที่เจ้าตัวกางพัดออกอย่างภาคภูมิใจ
หลิวรั่วหลานกลับมีสีหน้าแข็งค้าง
[อึก ข้าไม่ชอบเขาเลย]
[เหตุใดเรื่องถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้? ข้าเพียงต้องการเล่นดนตรีเท่านั้น ไม่ได้คิดขายตัวเสียหน่อย]
ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“ไม่รู้จัก”
เสียงยกย่องซึ่งดังอยู่ทั่วหอชาหยุดลงทันที
เฉินจื่อหาวหุบพัดในมือดังป้าบ ก่อนจ้องยูรันด้วยสีหน้ามืดครึ้ม
“เจ้าว่าอะไรนะ?”
“ข้าบอกว่าไม่รู้จัก”
ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ
“ไม่ว่าเจ้าจะเป็นคุณชายใหญ่หรือคุณชายเล็กของตระกูลใดก็ไม่เกี่ยวกับข้า”
ผู้ติดตามคนหนึ่งตะโกนด้วยความโมโห
“บังอาจ! คุณชายเฉินเป็นถึงทายาทของตระกูลเฉิน เจ้ายังไม่รีบขออภัยอีกหรือ?”
“อ๋อ”
ยูรันพยักหน้าเหมือนเข้าใจ ก่อนกล่าวราคาใหม่ออกมาอย่างสบาย ๆ
“สามหมื่นเหรียญวิญญาณ”
ยูรันเอียงศีรษะไปทางเฉินจื่อหาว
“รออะไรเล่า?”
“ในเมื่อเป็นถึงคุณชายใหญ่ เงินเพียงหนึ่งหมื่นห้าพันเหรียญจะนับเป็นอะไรได้ เพิ่มอีกสักสองเท่า ขนหน้าแข้งคงไม่ร่วงหรอกมั้ง?”
สายตาของทุกคนภายในหอชาหันไปจับจ้องเฉินจื่อหาวทันที
ใบหน้าของเขากระตุกเล็กน้อย หากไม่เสนอราคาต่อก็เท่ากับยอมรับว่าตนไม่มีเงินอย่างที่อวดอ้าง แต่หากเพิ่มราคา เขาก็ต้องเสียเงินมหาศาลเพียงเพื่อฟังเพลงไม่กี่บท
ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสบายใจ
“เชิญเลยคุณชาย ข้ารอฟังอยู่”