คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 214 ขนหน้าแข้งคงไม่ร่วงหรอกมั้ง7,752 ตัวอักษร

ตอนที่ 214 ขนหน้าแข้งคงไม่ร่วงหรอกมั้ง

ภายในห้องส่วนตัว กลิ่นชาหอมอ่อนลอยอบอวลไปทั่ว

เว่ยเส้าเทียนยกกาน้ำชาขึ้นด้วยท่าทางเกร็งเล็กน้อย ก่อนรินชาให้หลินเยียนหรู

“แม่นางหลิน เชิญ”

“ขอบคุณคุณชายเว่ย”

นางรับถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนสังเกตเห็นมือของเขายังคงเกร็งอยู่

“คุณชายไม่จำเป็นต้องกังวลถึงเพียงนั้น ข้าเพียงมาดื่มชา ไม่ได้มาทดสอบตบะของท่านเสียหน่อย”

เว่ยเส้าเทียนยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน

“ขออภัย ข้าไม่ค่อยมีประสบการณ์พูดคุยกับสตรีตามลำพัง”

“แต่เมื่อกลางวัน ข้าเห็นพวกท่านพูดคล่องกันมาก”

“นั่นเป็นพี่ชายยูกล่าวอยู่ฝ่ายเดียว ส่วนข้าแทบไม่มีโอกาสพูดเลย”

หลินเยียนหรูนึกถึงท่าทางของยูรัน ก่อนหลุดหัวเราะออกมา

“สหายของท่านเป็นคนประหลาดดี”

“เรื่องนั้นข้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง”

เมื่อเริ่มต้นสนทนาได้ ความตึงเครียดของเว่ยเส้าเทียนก็ค่อย ๆ ลดลง

เขาจิบชาไปหนึ่งคำ ก่อนนึกถึงสิ่งที่ยูรันกำชับเอาไว้

“ไม่ทราบว่าแม่นางหลินมีบุตรแล้วหรือยัง?”

หลินเยียนหรูชะงักเล็กน้อย ก่อนตอบตามตรง

“ข้ามีบุตรชายหนึ่งคน”

เว่ยเส้าเทียนรู้อยู่แล้ว แต่ยังคงพยักหน้าราวกับเพิ่งได้ยินเป็นครั้งแรก

“เช่นนั้นหรือ แล้วบุตรชายของท่านพักอาศัยอยู่ด้วยกันหรือไม่?”

“ส่วนใหญ่เขาฝึกอยู่ที่สำนักกระบี่ทลายฟ้า นาน ๆ ครั้งจึงจะกลับมาเมืองด่านสนเหนือ”

ดวงตาของเว่ยเส้าเทียนเป็นประกายขึ้นเล็กน้อย

“เช่นนั้นช่วงนี้เขาก็ไม่ได้อยู่ในเมือง?”

หลินเยียนหรูยกถ้วยชาขึ้นปิดรอยยิ้ม

“เหตุใดคุณชายจึงดูดีใจนัก?”

“ข้าเปล่า!”

เว่ยเส้าเทียนรีบปฏิเสธ

“ข้าเพียงถามตามมารยาทเท่านั้น”

“อย่างนั้นหรือ?”

นางทอดเสียงยาวอย่างรู้ทัน แต่ไม่ได้ซักถามต่อ

เว่ยเส้าเทียนกระแอม ก่อนถามคำถามต่อไป

“แล้วสามีของแม่นาง...”

“เขาหายสาบสูญไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน”

หลินเยียนหรูตอบอย่างสงบนิ่ง

“ตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่มีข่าวคราวใด ๆ ทุกคนจึงถือว่าเขาเสียชีวิตไปแล้ว”

“ข้าขออภัยที่ถามถึงเรื่องสะเทือนใจ”

“ไม่เป็นไร เวลาผ่านมานานมากแล้ว ข้าทำใจได้ตั้งนานแล้ว”

นางรินชาให้เว่ยเส้าเทียนกลับบ้าง

“ข้าตอบคำถามของคุณชายไปมากแล้ว ถึงตาข้าถามบ้างได้หรือไม่?”

“เชิญแม่นางถามได้เลย”

“เหตุใดคุณชายเว่ยจึงมีบาดแผลเต็มตัว ทั้งยังพยายามปิดบังใบหน้า?”

เว่ยเส้าเทียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจเล่าเรื่องพลังที่หายไป การถูกถอนหมั้น และการถูกนักฆ่าไล่ล่าออกมาตามตรง

หลินเยียนหรูนั่งฟังโดยไม่กล่าวขัด กระทั่งเรื่องราวทั้งหมดจบลง

“คุณชายคิดว่าตนเองสูญเสียทุกอย่างแล้วหรือ?”

“ก่อนหน้านี้ข้าคิดเช่นนั้น”

เว่ยเส้าเทียนมองถ้วยชาในมือ

“แต่หลังจากรอดชีวิตมาได้ ข้ากลับเริ่มไม่แน่ใจ บางทีการยังมีชีวิตอยู่อาจหมายความว่าข้ายังสามารถเริ่มต้นใหม่ได้”

“คิดเช่นนั้นก็ดีแล้ว”

หลินเยียนหรูยิ้มบาง ๆ

“คนที่ทอดทิ้งท่านเพียงเพราะสูญเสียตบะ ย่อมไม่คู่ควรให้ท่านเสียใจไปตลอดชีวิต”

เว่ยเส้าเทียนเงยหน้าขึ้นมองนางอย่างประหลาดใจ

“แม่นางคิดเช่นนั้นจริงหรือ?”

“แน่นอน”

“แต่หากเป็นบุตรชายของท่านเล่า?”

คำถามนี้ทำให้หลินเยียนหรูหยุดชะงัก

นางมองเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนวางถ้วยชาลง

“คุณชายเว่ย ข้ารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าท่านจำข้าได้”

“……”

เว่ยเส้าเทียนตัวแข็งค้าง

“แล้วท่านยังยอมมาดื่มชากับข้า?”

“เรื่องระหว่างท่านกับบุตรชายของข้าเป็นเรื่องของพวกท่าน”

หลินเยียนหรูตอบอย่างไม่หลบเลี่ยง

“ข้าเป็นมารดาของเขาก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าข้าต้องเห็นด้วยกับทุกสิ่งที่เขาทำ”

เว่ยเส้าเทียนนิ่งไป ก่อนหัวเราะออกมาเบา ๆ

“ดูเหมือนข้าจะประเมินแม่นางต่ำเกินไป”

“ส่วนข้าก็ไม่คิดว่าอดีตอัจฉริยะผู้เย่อหยิ่งของตระกูลเว่ยจะพูดคุยง่ายถึงเพียงนี้”

“ข่าวลือบอกว่าข้าเย่อหยิ่งหรือ?”

“มากทีเดียว”

“เช่นนั้นข่าวลือเกี่ยวกับแม่นางก็บอกว่านางเย็นชาและเข้าถึงยากเหมือนกัน”

“แล้วตอนนี้คุณชายคิดว่าอย่างไร?”

เว่ยเส้าเทียนมองรอยยิ้มของนาง ก่อนตอบตามตรง

“ข้าคิดว่าข่าวลือเชื่อถือไม่ได้เลยสักนิด”

หลินเยียนหรูหัวเราะออกมา

หลังจากนั้นการสนทนาก็เป็นธรรมชาติมากขึ้น ทั้งสองพูดคุยกันตั้งแต่เรื่องชา อาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ไปจนถึงเรื่องน่าอับอายในวัยเด็ก

เสียงหัวเราะดังออกมาจากห้องเป็นระยะ โดยไม่มีผู้ใดรู้ตัวเลยว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใด

ภายนอกห้องส่วนตัว ยูรันนั่งอยู่ในโถงกลางชั้นสอง จิบชาและฟังเสียงเพลงอย่างสบายใจ

เมื่อสัมผัสได้ถึงเสียงหัวเราะซึ่งดังลอดออกมาจากห้องด้านหลัง เขาก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ

[อืม ดูเหมือนทั้งสองคนจะเข้ากันได้ดีสินะ]

จากนั้นยูรันจึงหันความสนใจกลับมายังเวทีตรงกลางโถง

บนเวทีมีหญิงสาวในชุดสีฟ้าอ่อนนั่งอยู่หลังพิณโบราณ นางมีนามว่า หลิวรั่วหลาน เป็นนักขับร้องซึ่งมีชื่อเสียงที่สุดของหอชาชมจันทร์

ปลายนิ้วเรียวงามเคลื่อนไหวไปตามสายพิณ ขณะที่เสียงร้องอ่อนหวานดังกังวานไปทั่วทั้งหอชา

เมื่อนางขับร้องเพลงสุดท้ายจบ เสียงปรบมือก็ดังขึ้นจากทุกชั้น

“ยอดเยี่ยม!”

ชายหนุ่มชุดหรูคนหนึ่งโยนถุงเหรียญลงบนถาดรับรางวัล

“หนึ่งร้อยเหรียญวิญญาณ! ข้าต้องการเชิญแม่นางหลิวไปร้องเพลงให้ฟังเป็นการส่วนตัวคืนนี้!”

ยังไม่ทันที่หลิวรั่วหลานจะตอบ ชายอีกคนก็ลุกขึ้นทันที

“หนึ่งร้อยเหรียญคิดจะเชิญแม่นางหลิวไปร้องเพลงส่วนตัวหรือ?”

เขาวางถุงเหรียญขนาดใหญ่กว่าลงบนโต๊ะ

“ข้าให้สามร้อยเหรียญวิญญาณ!”

“ห้าร้อย!”

“แปดร้อย!”

“หนึ่งพันเหรียญวิญญาณ!”

เสียงเสนอราคาดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการมอบรางวัลธรรมดาค่อย ๆ กลายเป็นการแข่งขันกันว่าใครจะจ่ายมากที่สุด

หลิวรั่วหลานยังคงนั่งอยู่บนเวที แม้ใบหน้าจะประดับด้วยรอยยิ้มตามมารยาท แต่แววตากลับเริ่มแสดงความอึดอัดออกมา

ยูรันวางถ้วยชาลงช้า ๆ

[ฝั่งนี้นี่สิ เหตุใดจึงมีพวกปัญญาอ่อนอยู่มากมายถึงเพียงนี้นะ]

เสียงเสนอราคายังคงเพิ่มขึ้นโดยไม่มีผู้ใดถามความสมัครใจของคนบนเวทีแม้แต่คำเดียว

[มันกลายเป็นงานประมูลนักร้องตั้งแต่เมื่อไรกัน ไอ้พวกปัญญาอ่อนนี่]

ยูรันนั่งฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมุมปากขึ้น

[เอาเถอะ ข้าชอบเรื่องสนุก]

เขายกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวออกมาอย่างสบาย ๆ

“สองพันเหรียญวิญญาณ”

เสียงภายในหอชาเงียบลงเล็กน้อย ทุกคนหันไปมองชายหนุ่มปิดตาซึ่งนั่งอยู่เพียงลำพัง

ชายชุดหรูคนหนึ่งกัดฟัน ก่อนเสนอราคาต่อ

“สองพันห้าร้อย!”

ยูรันตอบโดยแทบไม่ต้องคิด

“ห้าพัน”

“……”

ผู้คนจำนวนไม่น้อยเริ่มลังเล เงินจำนวนห้าพันเหรียญวิญญาณเพียงพอสำหรับซื้อโอสถและอาวุธชั้นดีได้หลายชิ้น

กระนั้นยังมีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งไม่ยอมแพ้

“หกพัน!”

เสียงพูดคุยเริ่มดังขึ้นรอบโถง

“หกพันเหรียญเพียงเพื่อฟังเพลงส่วนตัวเนี่ยนะ?”

“คนพวกนี้เสียสติไปแล้วหรือ?”

“มีเงินมากเกินไปก็แบ่งให้ข้าบ้างเถอะ!”

ยูรันไม่ได้สนใจเสียงบ่นกระปอดกระแปดรอบด้าน เขาวางถ้วยชาลง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“หนึ่งหมื่นสองพัน”

ทั่วทั้งหอชาตกอยู่ในความเงียบ

ผู้เสนอราคาหกพันเมื่อครู่ใบหน้าแข็งค้าง เขาอ้าปากเหมือนต้องการเพิ่มราคา แต่สุดท้ายกลับพูดอะไรไม่ออก

หลิวรั่วหลานซึ่งนั่งอยู่บนเวทีเงยหน้าขึ้น ก่อนมองตรงมายังยูรันเป็นครั้งแรก.

หลิวรั่วหลานพิจารณายูรันอยู่ครู่หนึ่ง

[คุณชายผู้นี้หล่อเหลาไม่เบา น่าเสียดายที่ดวงตาของเขามองไม่เห็น]

เมื่อเห็นราคาพุ่งขึ้นถึงหนึ่งหมื่นสองพันเหรียญ แม่เล้าผู้ดูแลหอชาก็ตาลุกวาว ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มจนแทบปิดไม่มิด

แต่ก่อนนางจะประกาศผล เสียงหนึ่งก็ดังมาจากห้องรับรองฝั่งตรงข้าม

“หนึ่งหมื่นห้าพัน!”

ชายหนุ่มในชุดแพรหรูหราเดินออกมาจากห้อง เขาถือพัดหยกเอาไว้ในมือและมีผู้ติดตามหลายคนเดินตามหลัง

เขาเหลือบมองผ้าปิดตาของยูรัน ก่อนแค่นหัวเราะอย่างดูแคลน

“หึ เป็นเพียงคนตาบอด ยังริอ่านหมายปองแม่นางหลิวอีกหรือ?”

เมื่อผู้คนเห็นใบหน้าของเขา เสียงอุทานก็ดังขึ้นทันที

“โอ้ นั่นคุณชายเฉินจื่อหาวนี่!”

“คุณชายใหญ่แห่งตระกูลเฉิน!”

“ตระกูลเฉินร่ำรวยติดอันดับต้น ๆ ของเมืองด่านสนเหนือ เงินเพียงหนึ่งหมื่นห้าพันเหรียญจะนับเป็นอะไรได้?”

บรรดาผู้ติดตามของเฉินจื่อหาวต่างพากันส่งเสียงสนับสนุน ขณะที่เจ้าตัวกางพัดออกอย่างภาคภูมิใจ

หลิวรั่วหลานกลับมีสีหน้าแข็งค้าง

[อึก ข้าไม่ชอบเขาเลย]

[เหตุใดเรื่องถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้? ข้าเพียงต้องการเล่นดนตรีเท่านั้น ไม่ได้คิดขายตัวเสียหน่อย]

ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ

“ไม่รู้จัก”

เสียงยกย่องซึ่งดังอยู่ทั่วหอชาหยุดลงทันที

เฉินจื่อหาวหุบพัดในมือดังป้าบ ก่อนจ้องยูรันด้วยสีหน้ามืดครึ้ม

“เจ้าว่าอะไรนะ?”

“ข้าบอกว่าไม่รู้จัก”

ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ

“ไม่ว่าเจ้าจะเป็นคุณชายใหญ่หรือคุณชายเล็กของตระกูลใดก็ไม่เกี่ยวกับข้า”

ผู้ติดตามคนหนึ่งตะโกนด้วยความโมโห

“บังอาจ! คุณชายเฉินเป็นถึงทายาทของตระกูลเฉิน เจ้ายังไม่รีบขออภัยอีกหรือ?”

“อ๋อ”

ยูรันพยักหน้าเหมือนเข้าใจ ก่อนกล่าวราคาใหม่ออกมาอย่างสบาย ๆ

“สามหมื่นเหรียญวิญญาณ”

ยูรันเอียงศีรษะไปทางเฉินจื่อหาว

“รออะไรเล่า?”

“ในเมื่อเป็นถึงคุณชายใหญ่ เงินเพียงหนึ่งหมื่นห้าพันเหรียญจะนับเป็นอะไรได้ เพิ่มอีกสักสองเท่า ขนหน้าแข้งคงไม่ร่วงหรอกมั้ง?”

สายตาของทุกคนภายในหอชาหันไปจับจ้องเฉินจื่อหาวทันที

ใบหน้าของเขากระตุกเล็กน้อย หากไม่เสนอราคาต่อก็เท่ากับยอมรับว่าตนไม่มีเงินอย่างที่อวดอ้าง แต่หากเพิ่มราคา เขาก็ต้องเสียเงินมหาศาลเพียงเพื่อฟังเพลงไม่กี่บท

ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสบายใจ

“เชิญเลยคุณชาย ข้ารอฟังอยู่”