คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 215 เหตุใดคนที่ได้พบเขาถึงไม่ใช่ข้ากันนะ7,629 ตัวอักษร

ตอนที่ 215 เหตุใดคนที่ได้พบเขาถึงไม่ใช่ข้ากันนะ

เฉินจื่อหาวกัดฟันกรอด ก่อนตะโกนเสนอราคา

“สามหมื่นห้าพัน!”

ยูรันส่ายหน้าอย่างผิดหวัง

“อืม เพิ่มทีละห้าพันน้อยเกินไปหน่อยนะ”

เขาวางถ้วยชาลง ก่อนยกมือขึ้นอย่างสบาย ๆ

“หนึ่งแสนเหรียญวิญญาณ”

“……”

ทั่วทั้งหอชาตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง

ถ้วยชาในมือของคนผู้หนึ่งหลุดร่วงลงพื้น ขณะที่แม่เล้าผู้ดูแลหอชาเบิกตากว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า

เฉินจื่อหาวหน้าซีดลงทันที

เงินหนึ่งแสนเหรียญวิญญาณ แม้แต่เขาก็ไม่อาจนำออกมาใช้เพื่อฟังเพลงเพียงคืนเดียวได้โดยไม่ถูกตระกูลสอบสวน

ยูรันยกมุมปากขึ้น

“ว่าอย่างไรคุณชายเฉิน?”

เฉินจื่อหาวหน้าถอดสีทันที

เขาอ้าปากหลายครั้ง แต่ไม่อาจเสนอราคาที่สูงกว่านั้นออกมาได้

“หึ ข้าเพียงนึกขึ้นได้ว่ายังมีธุระสำคัญของตระกูลต้องไปจัดการ”

เฉินจื่อหาวสะบัดแขนเสื้อ ก่อนหันหลังเดินกลับเข้าไปในห้องรับรอง

“วันนี้ข้าไม่มีเวลามาเสียกับคนตาบอดอย่างเจ้า!”

กล่าวจบ เขาก็รีบพาผู้ติดตามออกจากหอชาทันที ราวกับกลัวว่ายูรันจะเรียกให้กลับมาเสนอราคาอีกครั้ง

หลิวรั่วหลานมองชายหนุ่มปิดตาด้วยสีหน้าซับซ้อน

[หนึ่งแสนเหรียญวิญญาณ...]

[ข้าควรทำอย่างไรดี? หากเขาเป็นคนไม่ดีเล่า?]

แม่เล้าผู้ดูแลหอชาได้สติเป็นคนแรก นางรีบก้าวขึ้นไปบนเวที ก่อนประกาศเสียงดัง

“ในเมื่อไม่มีผู้ใดเสนอราคาสูงกว่านี้ คืนนี้แม่นางหลิวจะขับร้องให้คุณชายผู้นี้ฟังเป็นการส่วนตัว!”

เสียงพูดคุยดังขึ้นทั่วทั้งหอชา

แม่เล้ารีบหันไปหาหลิวรั่วหลาน ก่อนกระซิบเร่งด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“เจ้ายังรออะไรอยู่อีก?”

“อย่าปล่อยให้คุณชายต้องรอนาน รีบลงไปต้อนรับเขาสิ!”

หลิวรั่วหลานรวบรวมความกล้าเดินขึ้นไปหายูรัน ก่อนหยุดอยู่ข้างโต๊ะอย่างระมัดระวัง

เสียงพูดคุยเบา ๆ เริ่มดังขึ้นภายในหอชา

“คุณชายผู้นั้นใจกว้างเกินไปแล้ว”

“จ่ายตั้งหนึ่งแสนเหรียญวิญญาณ แต่กลับให้แม่นางหลิวร้องเพลงอยู่กลางโถง พวกเราจึงได้ฟังไปด้วยโดยไม่ต้องเสียเงินสักเหรียญ”

“บ้าไปแล้ว เงินหนึ่งแสนนำไปซื้ออาวุธหรือโอสถชั้นดียังได้เลยนะ!”

“แต่เจ้าต้องยอมรับว่าเขาใจกว้างจริง ๆ”

ทางด้านเหล่านักขับร้องคนอื่นซึ่งยืนอยู่หลังม่าน ต่างพากันมองหลิวรั่วหลานด้วยความอิจฉา

“ทั้งร่ำรวย ทั้งหล่อเหลา แถมยังไม่คิดเอาเปรียบแม่นางหลิวอีก”

“ใช่ ดีกว่าคุณชายเฉินตั้งมากมาย”

“อย่างน้อยคุณชายผู้นั้นก็ยอมมอบเงินสามส่วนให้นางโดยตรง ไม่ได้คิดบีบบังคับให้นางเข้าไปอยู่ในห้องส่วนตัวเสียหน่อย”

หญิงสาวคนหนึ่งรีบยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปาก

“ชู่! เบาเสียงหน่อย”

“หากคนของคุณชายเฉินได้ยินเข้า เดี๋ยวพวกเราก็เดือดร้อนกันหมดหรอก”

เหล่านักขับร้องรีบเงียบเสียงลงทันที แต่สายตายังคงจับจ้องยูรันด้วยความสนใจไม่ลดลง.

“คุณชาย ไม่ทราบว่าท่านต้องการให้ข้า...”

“นั่งลงก่อน”

ยูรันชี้ไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

หลิวรั่วหลานชะงักเล็กน้อย ก่อนนั่งลงอย่างว่าง่าย

ยูรันไม่ได้กล่าวกับนางต่อ แต่กลับหันไปทางแม่เล้าผู้ดูแลหอชา

“ข้าขอถามอะไรสักอย่าง”

แม่เล้ายิ้มกว้าง ก่อนรีบเดินเข้ามา

“คุณชายมีสิ่งใดให้ข้ารับใช้หรือเจ้าคะ?”

“เงินหนึ่งแสนเหรียญที่ข้าเสนอไป เจ้าหักเข้าหอกี่ส่วน?”

รอยยิ้มบนใบหน้าของแม่เล้าแข็งค้างเล็กน้อย

“เอ่อ...ตามกฎของหอชาชมจันทร์ ทางหอจะได้รับเจ็ดส่วน ส่วนแม่นางหลิวได้รับสามส่วนเจ้าค่ะ”

ยูรันเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบา ๆ

“หมายความว่าข้าจ่ายหนึ่งแสน แต่นางซึ่งเป็นคนร้องเพลงกลับได้รับเพียงสามหมื่น?”

“ตามกฎแล้ว...เป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ”

เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วยาม

“พอแล้ว”

ยูรันกล่าวขึ้น ก่อนรินชาใส่ถ้วยและยื่นไปทางหลิวรั่วหลาน

“ดื่มเสียหน่อย”

หลิวรั่วหลานหยุดบรรเลงพิณ ก่อนรับถ้วยชามาด้วยความประหลาดใจ

“พอแล้วหรือเจ้าคะ?”

“ใช่”

ยูรันพยักหน้า

“เจ้าร้องมานานแล้ว ลำคอเริ่มแห้ง หากฝืนร้องต่อเสียงจะแหบเอาได้”

เขาชี้ไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

“นั่งเฉย ๆ แล้วดื่มชาก็พอ”

หลิวรั่วหลานนั่งลงอย่างว่าง่าย ก่อนยกถ้วยชาขึ้นจิบ

ความอบอุ่นไหลผ่านลำคอ ช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าจากการขับร้องได้อย่างรวดเร็ว

นางลอบมองยูรันซึ่งกำลังรินชาให้ตนเองอีกครั้ง

[คุณชายผู้นี้ช่างแปลกยิ่งนัก]

[มองไม่เห็นแท้ ๆ แต่กลับหยิบจับทุกอย่างได้อย่างแม่นยำ แถมยังสังเกตว่าลำคอของข้าเริ่มแห้งก่อนที่ข้าจะเอ่ยปากเสียอีก]

เมื่อนึกถึงว่าเขาจ่ายเงินหนึ่งแสนเหรียญเพียงเพื่อฟังนางร้องเพลง โดยไม่คิดฉวยโอกาสหรือเรียกร้องสิ่งใดเพิ่มเติม ใบหน้าของหลิวรั่วหลานก็ค่อย ๆ แดงระเรื่อขึ้นมา

ไม่นาน ประตูห้องส่วนตัวก็เปิดออก

เว่ยเส้าเทียนกับหลินเยียนหรูเดินออกมาพร้อมกัน ใบหน้าของทั้งสองต่างประดับด้วยรอยยิ้ม เห็นได้ชัดว่าการสนทนาภายในห้องเป็นไปด้วยดี

ยูรันซึ่งนั่งรออยู่ด้านนอกถอนหายใจ

[คุยกันนานชะมัด กว่าจะออกมาได้ เฮ้อ]

หลินเยียนหรูหันไปกล่าวกับเว่ยเส้าเทียนด้วยรอยยิ้ม

“วันนี้ข้าพูดคุยกับคุณชายเว่ยอย่างสนุกสนานมากเจ้าค่ะ”

“คุณชายเป็นคนดีกว่าที่ข้าคิดเอาไว้มาก”

เว่ยเส้าเทียนยิ้มอย่างเขินอาย

“แม่นางหลินกล่าวเกินไปแล้ว ข้าเพียงแต่...”

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ราวกับไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร

หลินเยียนหรูหัวเราะเบา ๆ

“ข้าชอบนะที่ท่านเป็นคนซื่อตรงเช่นนี้”

ใบหน้าของเว่ยเส้าเทียนแดงขึ้นเล็กน้อย

“ตอนนี้ดึกแล้ว ให้ข้าไปส่งแม่นางกลับบ้านดีหรือไม่?”

“ได้สิ”

หลินเยียนหรูพยักหน้า

“คงต้องรบกวนคุณชายเว่ยแล้ว”

เว่ยเส้าเทียนยิ้มกว้าง ก่อนหันไปหายูรัน

“พี่ชาย เดี๋ยวข้าจะไปส่งแม่นางหลิน—”

เขาชะงักกลางประโยค เมื่อพบหลิวรั่วหลานกำลังนั่งดื่มชาอยู่ข้างยูรัน

“หืม?”

เว่ยเส้าเทียนมองสลับระหว่างทั้งสอง

“ท่านไปเสกสตรีออกมาจากที่ใดกัน?”

ยูรันเอียงศีรษะอย่างไม่เข้าใจ

“เสกอะไร?”

“นางนั่งอยู่ตรงนี้มาตั้งนานแล้ว เพียงแต่เจ้ามัวแต่คุยกับแม่นางหลินจนไม่ยอมออกมาเอง”

หลินเยียนหรูมองหญิงสาวข้างกายยูรันด้วยความประหลาดใจ

“โอ้ นี่ไม่ใช่แม่นางหลิวหรอกหรือ?”

“เหตุใดจึงมานั่งอยู่ตรงนี้ได้เล่า?”

หลิวรั่วหลานรีบลุกขึ้น ก่อนประสานมือคารวะ

“คารวะฮูหยินหลินเจ้าค่ะ”

“เมื่อครู่คุณชายยูเสนอเงินหนึ่งแสนเหรียญวิญญาณเพื่อฟังข้าร้องเพลง หลังร้องครบหนึ่งชั่วยาม เขาก็ให้ข้านั่งพักและดื่มชาอยู่ตรงนี้เจ้าค่ะ”

“หนึ่งแสนเหรียญวิญญาณ?!”

เว่ยเส้าเทียนหันขวับไปมองยูรัน

“พี่ชาย ข้าเข้าไปดื่มชาเพียงหนึ่งชั่วยาม ท่านใช้เงินไปถึงหนึ่งแสนเหรียญเลยหรือ?”

ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างไม่เดือดร้อน

“อืม มีไอ้โง่คนหนึ่งอยากประมูลแข่งกับข้า ข้าก็เลยเล่นด้วยเล็กน้อย”

“นี่เรียกว่าเล็กน้อยหรือ?”

“สำหรับข้าก็เล็กน้อย”

หลินเยียนหรูมองยูรันกับหลิวรั่วหลานสลับกัน ก่อนยกมือปิดริมฝีปากและยิ้มอย่างรู้ทัน

“ดูเหมือนระหว่างที่พวกเราอยู่ด้านใน คุณชายยูก็ไม่ได้ปล่อยเวลาให้เสียเปล่าเลยนะ”

ยูรันโบกมือให้เว่ยเส้าเทียนกับหลินเยียนหรู

“พวกเจ้าออกไปก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าค่อย ๆ ตามไป”

“ข้าไม่อยากเป็นก้างขวางคอ”

หลินเยียนหรูยิ้มบาง ๆ

“เช่นนั้นข้าขอตัวไปกับคุณชายเว่ยก่อนนะเจ้าคะ”

“อืม เชิญตามสบาย”

เว่ยเส้าเทียนประสานมือให้ยูรัน ก่อนเดินออกจากหอชาพร้อมกับหลินเยียนหรู

เมื่อทั้งสองจากไปแล้ว ยูรันจึงหันกลับมาทางหลิวรั่วหลาน

“เจ้าเลิกงานหรือยัง?”

“ยังเลยเจ้าค่ะ”

หลิวรั่วหลานส่ายหน้า

“เหลืออีกประมาณหนึ่งชั่วยาม พอถึงเที่ยงคืนข้าจึงจะเลิกงาน”

“อืม เลิกดึกชะมัด”

ยูรันลุกขึ้น ก่อนหยิบแหวนมิติออกมาโยนให้นาง

“เอาเถอะ นี่เป็นของเจ้า ข้าไปละ”

หลิวรั่วหลานรีบรับแหวนเอาไว้

“เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะคุณชาย นี่คือ...”

ยูรันโบกมือ ก่อนเดินออกจากหอชา

“ระหว่างทางก็ระวังตัวด้วย อย่าปล่อยให้ใครปล้นไปเสียล่ะ”

หลิวรั่วหลานมองตามแผ่นหลังของเขาจนหายลับไปจากประตู

เมื่อนางตรวจสอบภายในแหวน ดวงตาก็พลันเบิกกว้าง

ภายในนั้นมีเหรียญวิญญาณอยู่ถึงสองแสนเหรียญ!

“สองแสน...”

หลิวรั่วหลานกำแหวนเอาไว้แน่น ก่อนหันกลับไปมองประตูอีกครั้งด้วยสีหน้าซับซ้อน

นอกจากฟังนางร้องเพลงแล้ว เขาไม่ได้เรียกร้องสิ่งใดจากนางแม้แต่น้อย

กระทั่งตอนจากไป เขายังมอบเงินให้นางมากกว่าราคาที่เสนอเอาไว้เสียอีก

หลังยูรันเดินออกจากหอชา เหล่านักขับร้องซึ่งแอบมองอยู่หลังม่านก็รีบวิ่งเข้ามาล้อมหลิวรั่วหลานทันที

“แม่นางหลิว เขามอบอะไรให้เจ้า?”

“เป็นเงินเพิ่มใช่หรือไม่?”

“ให้เท่าไร รีบบอกพวกเรามาเร็ว!”

หลิวรั่วหลานมองแหวนมิติในมือ ก่อนตอบอย่างลังเล

“สองแสนเหรียญวิญญาณ”

“สองแสน?!”

เหล่านักขับร้องอุทานขึ้นพร้อมกัน

“หมายความว่านอกจากเจ็ดหมื่นเหรียญซึ่งมอบให้ทางหอแล้ว เขายังมอบให้เจ้าอีกสองแสนเลยหรือ?”

“อืม”

หลิวรั่วหลานพยักหน้า

หญิงสาวคนหนึ่งรีบถามต่อด้วยความอยากรู้

“แล้วเขาไม่ได้ขอให้เจ้าไปค้างคืนด้วยหรือ?”

“ไม่ได้ขอ”

“ไม่ชวนเจ้าเข้าไปในห้องส่วนตัว?”

“ไม่ได้ชวน”

“แล้วเขาทำอะไรบ้าง?”

หลิวรั่วหลานก้มมองแหวนในมือ

“เขาเพียงนั่งฟังข้าร้องเพลง พอเห็นว่าลำคอของข้าเริ่มแห้งก็ให้หยุดพักและรินชาให้ดื่ม”

“จากนั้นพอธุระของสหายเสร็จ เขาก็มอบแหวนให้ข้าแล้วเดินจากไป”

“แล้วยังบอกอีกว่าอย่าโดนใครปล้น”

นักขับร้องทั้งหมดมองหน้ากัน

“ทั้งร่ำรวย ทั้งหล่อเหลา แถมยังใจกว้างถึงเพียงนี้”

“คุณชายดูเป็นคนดีชะมัด”

“เหตุใดคนที่ได้พบเขาถึงไม่ใช่ข้ากันนะ?”