ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 216 ไม่ใช่ว่าห้องนี้มีเตียงอยู่สองหลังหรอกหรือ
นักขับร้องคนหนึ่งพลันเบิกตากว้าง
“หรือว่านี่จะเป็นบุพเพสันนิวาส?”
นางรีบจับแขนหลิวรั่วหลาน
“คุณชายคนนั้นชื่ออะไร เจ้าได้ถามชื่อเขาเอาไว้หรือไม่?”
“เอ๊ะ?”
หลิวรั่วหลานชะงักไปทันที
“ข้า...ไม่ได้ถาม”
“อะไรนะ? เขามอบเงินให้เจ้าตั้งสองแสน แต่เจ้าไม่ได้ถามแม้กระทั่งชื่อของเขาหรือ?”
“ตอนนั้นข้าตื่นเต้นเกินไปจึงลืมถาม”
หลิวรั่วหลานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนนึกบางอย่างขึ้นมาได้
“แต่เมื่อครู่ข้าได้ยินฮูหยินหลินเรียกเขาว่าคุณชายยู”
“คุณชายยู?”
“เขามาจากตระกูลยูหรือ?”
หญิงสาวหลายคนมองหน้ากันอย่างสงสัย
“ภายในเมืองด่านสนเหนือมีตระกูลยูด้วยหรือ? เหตุใดข้าจึงไม่เคยได้ยินมาก่อน?”
“บางทีเขาอาจไม่ใช่คนเมืองนี้ก็ได้”
“ไม่สิ พวกเจ้าเคยได้ยินคนใช้นามสกุลยูบ้างหรือไม่? นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้ยินเลยนะ”
“จริงด้วย เป็นชื่อที่แปลกประหลาดชะมัด”
หญิงสาวอีกคนหัวเราะเบา ๆ
“ชื่อจะแปลกแล้วอย่างไร? ทั้งหล่อเหลา ร่ำรวย และใจกว้างก็เพียงพอแล้ว”
“ใช่ เป็นเพียงชื่อเท่านั้นเอง”
ท่ามกลางเสียงพูดคุยของทุกคน หลิวรั่วหลานก้มมองแหวนมิติในมือ ก่อนพึมพำชื่อซึ่งเพิ่งได้ยินออกมาเบา ๆ
“คุณชายยู...”
ทางด้านเว่ยเส้าเทียน หลังจากส่งหลินเยียนหรูกลับถึงที่พักเรียบร้อยแล้ว เขาก็ย้อนกลับมาหายูรันซึ่งกำลังรออยู่ไม่ไกล
ยูรันได้ยินเสียงฝีเท้าของเขาก็ถอนหายใจ
“กว่าจะส่งกันเสร็จ ไปหาที่นอนกันเถอะ”
เว่ยเส้าเทียนเดินเข้ามาด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม
“พี่ชาย พรุ่งนี้ตอนเช้าข้ามีนัดกับแม่นางหลินอีกครั้ง”
ยูรันนิ่งไปหลายอึดใจ
“โคตรเร็ว”
“เอาเถอะ หาโรงเตี๊ยมก่อนแล้วค่อยเล่าข้อมูลทั้งหมดให้ข้าฟัง”
ไม่นาน ทั้งสองก็พบโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งและเช่าห้องพักขนาดใหญ่ซึ่งมีเตียงอยู่สองหลัง
เมื่อเข้ามาภายในห้อง ยูรันกับเว่ยเส้าเทียนต่างนั่งลงบนเตียงคนละฝั่ง
“ว่ามา”
ยูรันกอดอก
“เจ้าได้ข้อมูลอะไรมาบ้าง?”
“สามีของนางหายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน ทุกคนคาดว่าเขาน่าจะเสียชีวิตไปนานแล้ว”
เว่ยเส้าเทียนเริ่มรายงานอย่างจริงจัง
“ส่วนนางมีอายุสี่สิบปี”
ยูรันพยักหน้าทันที
“ตายแล้วแน่นอน ข้าฟันธง”
“ส่วนอายุสี่สิบปีไม่ได้มากมายอะไร สำหรับผู้บำเพ็ญขอบเขตหลอมรวมปราณยังนับว่าใช้ได้”
เว่ยเส้าเทียนไม่รู้ว่าพี่ชายผู้นี้ใช้อะไรตัดสินว่าสามีของนางตายแล้วอย่างมั่นใจถึงเพียงนั้น
“ข้ายังเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้แม่นางหลินฟังด้วย”
“นางรู้อยู่แล้วว่าคนซึ่งอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้น่าจะเป็นบุตรชายของนาง”
ดวงตาของยูรันเป็นประกายขึ้นทันที
“โอ้ ๆ เรื่องนี้น่าสนใจมาก”
“ทั้งที่รู้ว่าเจ้าเป็นศัตรูกับบุตรชาย แต่นางยังยอมพูดคุยและนัดพบกับเจ้าอีก แสดงว่าเจ้ามีโอกาสสูงมาก”
เขาตบไหล่เว่ยเส้าเทียนอย่างให้กำลังใจ
“เดินหน้าต่อไปเลยน้องชาย!”
“ส่วนบุตรชายของนางยังอยู่ที่สำนักและไม่ค่อยกลับมาในเมือง”
เว่ยเส้าเทียนกล่าวต่อ
“นอกนั้นไม่มีข้อมูลสำคัญแล้ว พวกเราเพียงพูดคุยเรื่องทั่วไปและถามความชอบของกันและกัน”
“อืม เอาเถอะ”
ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“รักกันชอบกันก็พอ ข้าไม่ขัด”
เขาขยับตัวนั่งตรง ก่อนเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นจริงจังขึ้นเล็กน้อย
“เอาละ ข้าจะบอกความลับหนึ่งอย่างตามที่สัญญาเอาไว้”
เว่ยเส้าเทียนนั่งตัวตรงและตั้งใจฟังทันที
ยูรันกล่าวอย่างไม่รีบร้อน
“สภาพร่างกายของเจ้าคล้ายกับภรรยาคนหนึ่งของข้า”
“ภรรยาคนหนึ่ง?”
เว่ยเส้าเทียนจับคำสำคัญได้ทันที
“พี่ชายมีภรรยาหลายคนหรือ?”
“เรื่องนั้นไม่สำคัญ”
ยูรันโบกมือ
“เอาเป็นว่าร่างกายของนางสามารถดูดซับพลังปราณจำนวนมหาศาลเข้ามา แต่กลับไม่สามารถกักเก็บเอาไว้ได้ พลังทั้งหมดจึงไหลออกจากร่างอย่างต่อเนื่อง”
“เหล่าผู้บำเพ็ญเรียกร่างกายเช่นนี้ว่า ‘กายาเตาหลอมศักดิ์สิทธิ์’”
“เมื่อเตาหลอมดูดซับพลังปราณมากขึ้นเรื่อย ๆ จนร่างกายรับไม่ไหว สุดท้ายมันก็จะระเบิดออกและทำให้เจ้าของร่างกลายเป็นเศษเนื้อ”
สีหน้าของเว่ยเส้าเทียนเปลี่ยนไป
“เช่นนั้นภรรยาของท่านจะตายหรือไม่?”
“ข้าแก้ปัญหาของนางเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องสนใจ”
ยูรันชี้มาทางเขา
“สนใจเรื่องของเจ้าก็พอ”
“ร่างกายของเจ้ามีลักษณะคล้ายกัน แต่ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด”
“หากเจ้าตั้งสมาธิและตรวจสอบตันเถียนให้ละเอียด เจ้าจะพบพลังปราณสายเล็กมากซ่อนอยู่ภายใน”
“แต่ทันทีที่พยายามดึงมันออกมาใช้ มันจะหายไปจากการรับรู้ของเจ้าทันที”
“ลองสัมผัสดู”
เว่ยเส้าเทียนหลับตาลง ก่อนรวบรวมสมาธิตรวจสอบภายในตันเถียนของตนเองอย่างละเอียด
ไม่นานเขาก็สัมผัสได้ถึงพลังปราณสายหนึ่งซึ่งริบหรี่จนแทบไม่มีอยู่จริง
ทันทีที่พยายามดึงมันออกมา พลังสายนั้นกลับถูกบางสิ่งดูดหายเข้าไปในร่างกาย
เว่ยเส้าเทียนลืมตาขึ้นอย่างตกตะลึง
“จริงด้วย!”
“ข้าคิดว่าพลังปราณของตนเองหายไปจนหมดแล้วแท้ ๆ แต่ท่านกลับตรวจพบมันได้”
เขาพลันนึกถึงสิ่งที่ยูรันเพิ่งอธิบาย
“แล้วร่างกายของข้าจะระเบิดจนกลายเป็นเศษเนื้อหรือไม่?”
“ไม่สิ ในเมื่อท่านเคยแก้ปัญหานี้มาแล้ว ย่อมต้องมีวิธีช่วยข้า—”
“ใจเย็นก่อน ไอ้โง่”
ยูรันยกมือห้าม
“ฟังให้จบเสียก่อน ข้าบอกว่าคล้าย ไม่ได้บอกว่าเหมือนกัน”
“กายาของภรรยาข้าไม่สามารถกักเก็บพลังปราณ ส่วนกายาของเจ้ากำลังดูดกลืนพลังปราณทั้งหมดไปหล่อเลี้ยงตัวมันเอง”
ยูรันยกถ้วยชาขึ้น ก่อนใช้ปลายนิ้ววาดเส้นหลายสายบนผิวน้ำ
“ลองนึกภาพลำธารสายเล็กจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังไหลลงสู่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่”
“พลังปราณของเจ้าไม่ได้หายไปไหน มันถูกเก็บสะสมอยู่ภายในกายาทั้งหมด”
“แต่เพราะสิ่งนั้นมีขนาดใหญ่ราวกับมหาสมุทร พลังซึ่งเจ้าดึงออกมาได้จึงเล็กน้อยจนแทบไม่มีความหมาย”
“จนกว่ากายาจะตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ เจ้าจึงจะสามารถสัมผัสและนำพลังทั้งหมดกลับมาใช้ได้อีกครั้ง”
เว่ยเส้าเทียนรีบถาม
“แล้วกายาของข้าจะตื่นขึ้นเมื่อใด?”
“ก็ต้องรอจนกว่าพลังปราณจะเติมมหาสมุทรนั้นจนเต็ม”
ยูรันเหลือบมองเขา
“แต่หากเจ้ายังคอยเติมพลังทีละเล็กทีละน้อยเช่นนี้ ชาติไหนมหาสมุทรถึงจะเต็มกัน?”
ใบหน้าของเว่ยเส้าเทียนแข็งค้าง
“เช่นนั้นข้าก็ไม่มีทางปลุกกายานี้ขึ้นมาได้เลยไม่ใช่หรือ?”
“อืม...”
ยูรันลูบคางอย่างครุ่นคิด
“เหมือนจะมีวิธีอยู่นะ?”
เว่ยเส้าเทียนรีบขยับเข้ามาใกล้
“วิธีอะไร? พี่ชายรีบบอกข้ามาเร็ว!”
“ข้าไม่รู้”
ยูรันตอบทันที
เว่ยเส้าเทียนตัวแข็งค้าง
“ท่านไม่รู้แล้วเมื่อครู่เหตุใดจึงบอกว่ามีวิธีเล่า?!”
“ข้าหมายถึงรู้หลักการ แต่ไม่รู้ว่าเจ้าจะไปหาสิ่งที่ต้องใช้จากที่ใด”
ยูรันกล่าวอย่างไม่รับผิดชอบ
“วิธีง่ายที่สุดคือหาพลังปราณซึ่งเข้มข้นมากพอมาเติมมหาสมุทรภายในร่างของเจ้า เมื่อพลังสะสมถึงขีดจำกัด กายาก็จะตื่นขึ้นเอง”
“แล้วข้าต้องใช้พลังปราณมากเพียงใด?”
“ไม่รู้”
“……”
ยูรันลูบคางอย่างครุ่นคิด
“ส่วนกายาของเจ้ายังไม่มีชื่อใช่ไหม?”
เว่ยเส้าเทียนส่ายหน้าอย่างมึนงง
“ไม่มี”
“อืม เช่นนั้นนับจากนี้ข้าขอเรียกมันว่า ‘กายาวารีหลอมสมุทร’”
ยูรันพยักหน้ากับตัวเองอย่างพึงพอใจ
“โคตรเท่”
เว่ยเส้าเทียนเริ่มไม่แน่ใจว่าพี่ชายผู้นี้กำลังช่วยวิเคราะห์กายาให้เขา หรือเพียงสนุกกับการตั้งชื่อกันแน่
เว่ยเส้าเทียนครุ่นคิดอย่างจริงจัง
“เช่นนั้นข้าควรตามหาสมบัติหรือของวิเศษซึ่งมีพลังปราณเข้มข้นมาเติมเต็มกายา”
“แต่ข้าจะไปหาของเช่นนั้นมาจากที่ใด?”
“เรื่องนั้นยังไม่สำคัญ”
ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“สิ่งสำคัญคือหลังตื่นขึ้นแล้วกายาของเจ้าสามารถทำอะไรได้ต่างหาก”
เขาขยับเข้าไปใกล้เว่ยเส้าเทียน ก่อนยกมุมปากขึ้นอย่างสนใจ
“หากกายาของเจ้าตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ ข้าคงต้องขอแบ่งต้นกำเนิดกายาออกมาสักหนึ่งหยด”
“ได้หรือเปล่า ๆ ๆ ๆ?”
เว่ยเส้าเทียนมองเขาด้วยสีหน้าประหลาด
“ท่านยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากายาของข้าทำสิ่งใดได้ แต่กลับคิดจะขอต้นกำเนิดของมันแล้วหรือ?”
“ก็เพราะยังไม่รู้นี่แหละถึงได้น่าสนใจ”
“……”
“ไม่ต้องกังวล ข้าจะรอจนกายาของเจ้าสมบูรณ์ก่อนค่อยเก็บ”
ยูรันตบไหล่เขาเบา ๆ
“ข้าไม่ทำให้เจ้าพิการหรอกน่า”
เว่ยเส้าเทียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจยอมแพ้
“ท่านช่วยชีวิตข้าเอาไว้ หากต้นกำเนิดเพียงหนึ่งหยดไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ข้าย่อมมอบให้ท่านได้”
ดวงตาของยูรันเป็นประกายขึ้นทันที
“ดีมาก น้องชาย ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าใจกว้าง”
ยูรันลุกขึ้น ก่อนยืดแขนบิดขี้เกียจ
“เอาละ เช่นนั้นก็รีบนอนเถอะ”
“เรื่องของกายาไม่จำเป็นต้องรีบร้อน เมื่อถึงเวลา เดี๋ยวโชคก็ลอยมาหาเจ้าเองนั่นแหละ”
เว่ยเส้าเทียนยิ้มอย่างขมขื่น
“ของวิเศษซึ่งมีพลังเพียงพอจะเติมมหาสมุทรภายในร่าง คงไม่ได้ลอยมาหาข้าง่าย ๆ หรอกกระมัง”
“เจ้าเป็นบุตรแห่งโชคชะตา อย่าได้ประเมินความไร้เหตุผลของโชคต่ำเกินไป”
ยูรันเดินไปทางประตู
“ส่วนข้าจะออกไปหาบันทึกประวัติศาสตร์ของแถบนี้อ่านสักหน่อย เผื่อพบเบาะแสของสิ่งที่กำลังตามหา”
ก่อนออกจากห้อง เขาพลันหยุดฝีเท้า
“จริงสิ เงินที่ข้าให้ไปยังเหลืออยู่ใช่ไหม?”
เว่ยเส้าเทียนตรวจสอบถุงเงิน ก่อนพยักหน้า
“ยังเหลือเกือบทั้งหมด”
“ดี พรุ่งนี้ก็เที่ยวกับแม่นางหลินให้สนุก”
ยูรันกำชับด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“อย่าให้นางเป็นฝ่ายออกเงินเด็ดขาด เสียชื่อพี่ชายหมด”
“เข้าใจแล้ว”
“อืม เช่นนั้นข้าไปละ”
กล่าวจบ ยูรันก็เปิดประตูเดินออกจากห้อง ทิ้งให้เว่ยเส้าเทียนนั่งครุ่นคิดถึงกายาวารีหลอมสมุทรและนัดหมายในเช้าวันรุ่งขึ้นเพียงลำพัง
เว่ยเส้าเทียนมองเตียงว่างอีกฝั่ง ก่อนรีบเรียกเอาไว้
“พี่ชาย ไม่ใช่ว่าห้องนี้มีเตียงอยู่สองหลังหรอกหรือ?”
ยูรันชะงักอยู่หน้าประตู
เขาหันกลับมาสัมผัสภายในห้องอีกครั้ง ก่อนพบว่ามีเตียงว่างอยู่อีกหลังจริง ๆ
“อืม จริงด้วย”
ยูรันปิดประตู ก่อนเดินกลับมาทิ้งตัวลงนอนบนเตียงทันที
“เรื่องประวัติศาสตร์เอาไว้พรุ่งนี้แล้วกัน ขี้เกียจออกไปแล้ว”
เว่ยเส้าเทียนเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดพี่ชายผู้นี้จึงหลงทางอยู่ในป่าถึงสามวัน.