คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 216 ไม่ใช่ว่าห้องนี้มีเตียงอยู่สองหลังหรอกหรือ8,134 ตัวอักษร

ตอนที่ 216 ไม่ใช่ว่าห้องนี้มีเตียงอยู่สองหลังหรอกหรือ

นักขับร้องคนหนึ่งพลันเบิกตากว้าง

“หรือว่านี่จะเป็นบุพเพสันนิวาส?”

นางรีบจับแขนหลิวรั่วหลาน

“คุณชายคนนั้นชื่ออะไร เจ้าได้ถามชื่อเขาเอาไว้หรือไม่?”

“เอ๊ะ?”

หลิวรั่วหลานชะงักไปทันที

“ข้า...ไม่ได้ถาม”

“อะไรนะ? เขามอบเงินให้เจ้าตั้งสองแสน แต่เจ้าไม่ได้ถามแม้กระทั่งชื่อของเขาหรือ?”

“ตอนนั้นข้าตื่นเต้นเกินไปจึงลืมถาม”

หลิวรั่วหลานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนนึกบางอย่างขึ้นมาได้

“แต่เมื่อครู่ข้าได้ยินฮูหยินหลินเรียกเขาว่าคุณชายยู”

“คุณชายยู?”

“เขามาจากตระกูลยูหรือ?”

หญิงสาวหลายคนมองหน้ากันอย่างสงสัย

“ภายในเมืองด่านสนเหนือมีตระกูลยูด้วยหรือ? เหตุใดข้าจึงไม่เคยได้ยินมาก่อน?”

“บางทีเขาอาจไม่ใช่คนเมืองนี้ก็ได้”

“ไม่สิ พวกเจ้าเคยได้ยินคนใช้นามสกุลยูบ้างหรือไม่? นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้ยินเลยนะ”

“จริงด้วย เป็นชื่อที่แปลกประหลาดชะมัด”

หญิงสาวอีกคนหัวเราะเบา ๆ

“ชื่อจะแปลกแล้วอย่างไร? ทั้งหล่อเหลา ร่ำรวย และใจกว้างก็เพียงพอแล้ว”

“ใช่ เป็นเพียงชื่อเท่านั้นเอง”

ท่ามกลางเสียงพูดคุยของทุกคน หลิวรั่วหลานก้มมองแหวนมิติในมือ ก่อนพึมพำชื่อซึ่งเพิ่งได้ยินออกมาเบา ๆ

“คุณชายยู...”


ทางด้านเว่ยเส้าเทียน หลังจากส่งหลินเยียนหรูกลับถึงที่พักเรียบร้อยแล้ว เขาก็ย้อนกลับมาหายูรันซึ่งกำลังรออยู่ไม่ไกล

ยูรันได้ยินเสียงฝีเท้าของเขาก็ถอนหายใจ

“กว่าจะส่งกันเสร็จ ไปหาที่นอนกันเถอะ”

เว่ยเส้าเทียนเดินเข้ามาด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม

“พี่ชาย พรุ่งนี้ตอนเช้าข้ามีนัดกับแม่นางหลินอีกครั้ง”

ยูรันนิ่งไปหลายอึดใจ

“โคตรเร็ว”

“เอาเถอะ หาโรงเตี๊ยมก่อนแล้วค่อยเล่าข้อมูลทั้งหมดให้ข้าฟัง”

ไม่นาน ทั้งสองก็พบโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งและเช่าห้องพักขนาดใหญ่ซึ่งมีเตียงอยู่สองหลัง

เมื่อเข้ามาภายในห้อง ยูรันกับเว่ยเส้าเทียนต่างนั่งลงบนเตียงคนละฝั่ง

“ว่ามา”

ยูรันกอดอก

“เจ้าได้ข้อมูลอะไรมาบ้าง?”

“สามีของนางหายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน ทุกคนคาดว่าเขาน่าจะเสียชีวิตไปนานแล้ว”

เว่ยเส้าเทียนเริ่มรายงานอย่างจริงจัง

“ส่วนนางมีอายุสี่สิบปี”

ยูรันพยักหน้าทันที

“ตายแล้วแน่นอน ข้าฟันธง”

“ส่วนอายุสี่สิบปีไม่ได้มากมายอะไร สำหรับผู้บำเพ็ญขอบเขตหลอมรวมปราณยังนับว่าใช้ได้”

เว่ยเส้าเทียนไม่รู้ว่าพี่ชายผู้นี้ใช้อะไรตัดสินว่าสามีของนางตายแล้วอย่างมั่นใจถึงเพียงนั้น

“ข้ายังเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้แม่นางหลินฟังด้วย”

“นางรู้อยู่แล้วว่าคนซึ่งอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้น่าจะเป็นบุตรชายของนาง”

ดวงตาของยูรันเป็นประกายขึ้นทันที

“โอ้ ๆ เรื่องนี้น่าสนใจมาก”

“ทั้งที่รู้ว่าเจ้าเป็นศัตรูกับบุตรชาย แต่นางยังยอมพูดคุยและนัดพบกับเจ้าอีก แสดงว่าเจ้ามีโอกาสสูงมาก”

เขาตบไหล่เว่ยเส้าเทียนอย่างให้กำลังใจ

“เดินหน้าต่อไปเลยน้องชาย!”

“ส่วนบุตรชายของนางยังอยู่ที่สำนักและไม่ค่อยกลับมาในเมือง”

เว่ยเส้าเทียนกล่าวต่อ

“นอกนั้นไม่มีข้อมูลสำคัญแล้ว พวกเราเพียงพูดคุยเรื่องทั่วไปและถามความชอบของกันและกัน”

“อืม เอาเถอะ”

ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“รักกันชอบกันก็พอ ข้าไม่ขัด”

เขาขยับตัวนั่งตรง ก่อนเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นจริงจังขึ้นเล็กน้อย

“เอาละ ข้าจะบอกความลับหนึ่งอย่างตามที่สัญญาเอาไว้”

เว่ยเส้าเทียนนั่งตัวตรงและตั้งใจฟังทันที

ยูรันกล่าวอย่างไม่รีบร้อน

“สภาพร่างกายของเจ้าคล้ายกับภรรยาคนหนึ่งของข้า”

“ภรรยาคนหนึ่ง?”

เว่ยเส้าเทียนจับคำสำคัญได้ทันที

“พี่ชายมีภรรยาหลายคนหรือ?”

“เรื่องนั้นไม่สำคัญ”

ยูรันโบกมือ

“เอาเป็นว่าร่างกายของนางสามารถดูดซับพลังปราณจำนวนมหาศาลเข้ามา แต่กลับไม่สามารถกักเก็บเอาไว้ได้ พลังทั้งหมดจึงไหลออกจากร่างอย่างต่อเนื่อง”

“เหล่าผู้บำเพ็ญเรียกร่างกายเช่นนี้ว่า ‘กายาเตาหลอมศักดิ์สิทธิ์’”

“เมื่อเตาหลอมดูดซับพลังปราณมากขึ้นเรื่อย ๆ จนร่างกายรับไม่ไหว สุดท้ายมันก็จะระเบิดออกและทำให้เจ้าของร่างกลายเป็นเศษเนื้อ”

สีหน้าของเว่ยเส้าเทียนเปลี่ยนไป

“เช่นนั้นภรรยาของท่านจะตายหรือไม่?”

“ข้าแก้ปัญหาของนางเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องสนใจ”

ยูรันชี้มาทางเขา

“สนใจเรื่องของเจ้าก็พอ”

“ร่างกายของเจ้ามีลักษณะคล้ายกัน แต่ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด”

“หากเจ้าตั้งสมาธิและตรวจสอบตันเถียนให้ละเอียด เจ้าจะพบพลังปราณสายเล็กมากซ่อนอยู่ภายใน”

“แต่ทันทีที่พยายามดึงมันออกมาใช้ มันจะหายไปจากการรับรู้ของเจ้าทันที”

“ลองสัมผัสดู”

เว่ยเส้าเทียนหลับตาลง ก่อนรวบรวมสมาธิตรวจสอบภายในตันเถียนของตนเองอย่างละเอียด

ไม่นานเขาก็สัมผัสได้ถึงพลังปราณสายหนึ่งซึ่งริบหรี่จนแทบไม่มีอยู่จริง

ทันทีที่พยายามดึงมันออกมา พลังสายนั้นกลับถูกบางสิ่งดูดหายเข้าไปในร่างกาย

เว่ยเส้าเทียนลืมตาขึ้นอย่างตกตะลึง

“จริงด้วย!”

“ข้าคิดว่าพลังปราณของตนเองหายไปจนหมดแล้วแท้ ๆ แต่ท่านกลับตรวจพบมันได้”

เขาพลันนึกถึงสิ่งที่ยูรันเพิ่งอธิบาย

“แล้วร่างกายของข้าจะระเบิดจนกลายเป็นเศษเนื้อหรือไม่?”

“ไม่สิ ในเมื่อท่านเคยแก้ปัญหานี้มาแล้ว ย่อมต้องมีวิธีช่วยข้า—”

“ใจเย็นก่อน ไอ้โง่”

ยูรันยกมือห้าม

“ฟังให้จบเสียก่อน ข้าบอกว่าคล้าย ไม่ได้บอกว่าเหมือนกัน”

“กายาของภรรยาข้าไม่สามารถกักเก็บพลังปราณ ส่วนกายาของเจ้ากำลังดูดกลืนพลังปราณทั้งหมดไปหล่อเลี้ยงตัวมันเอง”

ยูรันยกถ้วยชาขึ้น ก่อนใช้ปลายนิ้ววาดเส้นหลายสายบนผิวน้ำ

“ลองนึกภาพลำธารสายเล็กจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังไหลลงสู่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่”

“พลังปราณของเจ้าไม่ได้หายไปไหน มันถูกเก็บสะสมอยู่ภายในกายาทั้งหมด”

“แต่เพราะสิ่งนั้นมีขนาดใหญ่ราวกับมหาสมุทร พลังซึ่งเจ้าดึงออกมาได้จึงเล็กน้อยจนแทบไม่มีความหมาย”

“จนกว่ากายาจะตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ เจ้าจึงจะสามารถสัมผัสและนำพลังทั้งหมดกลับมาใช้ได้อีกครั้ง”

เว่ยเส้าเทียนรีบถาม

“แล้วกายาของข้าจะตื่นขึ้นเมื่อใด?”

“ก็ต้องรอจนกว่าพลังปราณจะเติมมหาสมุทรนั้นจนเต็ม”

ยูรันเหลือบมองเขา

“แต่หากเจ้ายังคอยเติมพลังทีละเล็กทีละน้อยเช่นนี้ ชาติไหนมหาสมุทรถึงจะเต็มกัน?”

ใบหน้าของเว่ยเส้าเทียนแข็งค้าง

“เช่นนั้นข้าก็ไม่มีทางปลุกกายานี้ขึ้นมาได้เลยไม่ใช่หรือ?”

“อืม...”

ยูรันลูบคางอย่างครุ่นคิด

“เหมือนจะมีวิธีอยู่นะ?”

เว่ยเส้าเทียนรีบขยับเข้ามาใกล้

“วิธีอะไร? พี่ชายรีบบอกข้ามาเร็ว!”

“ข้าไม่รู้”

ยูรันตอบทันที

เว่ยเส้าเทียนตัวแข็งค้าง

“ท่านไม่รู้แล้วเมื่อครู่เหตุใดจึงบอกว่ามีวิธีเล่า?!”

“ข้าหมายถึงรู้หลักการ แต่ไม่รู้ว่าเจ้าจะไปหาสิ่งที่ต้องใช้จากที่ใด”

ยูรันกล่าวอย่างไม่รับผิดชอบ

“วิธีง่ายที่สุดคือหาพลังปราณซึ่งเข้มข้นมากพอมาเติมมหาสมุทรภายในร่างของเจ้า เมื่อพลังสะสมถึงขีดจำกัด กายาก็จะตื่นขึ้นเอง”

“แล้วข้าต้องใช้พลังปราณมากเพียงใด?”

“ไม่รู้”

“……”

ยูรันลูบคางอย่างครุ่นคิด

“ส่วนกายาของเจ้ายังไม่มีชื่อใช่ไหม?”

เว่ยเส้าเทียนส่ายหน้าอย่างมึนงง

“ไม่มี”

“อืม เช่นนั้นนับจากนี้ข้าขอเรียกมันว่า ‘กายาวารีหลอมสมุทร’”

ยูรันพยักหน้ากับตัวเองอย่างพึงพอใจ

“โคตรเท่”

เว่ยเส้าเทียนเริ่มไม่แน่ใจว่าพี่ชายผู้นี้กำลังช่วยวิเคราะห์กายาให้เขา หรือเพียงสนุกกับการตั้งชื่อกันแน่

เว่ยเส้าเทียนครุ่นคิดอย่างจริงจัง

“เช่นนั้นข้าควรตามหาสมบัติหรือของวิเศษซึ่งมีพลังปราณเข้มข้นมาเติมเต็มกายา”

“แต่ข้าจะไปหาของเช่นนั้นมาจากที่ใด?”

“เรื่องนั้นยังไม่สำคัญ”

ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“สิ่งสำคัญคือหลังตื่นขึ้นแล้วกายาของเจ้าสามารถทำอะไรได้ต่างหาก”

เขาขยับเข้าไปใกล้เว่ยเส้าเทียน ก่อนยกมุมปากขึ้นอย่างสนใจ

“หากกายาของเจ้าตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ ข้าคงต้องขอแบ่งต้นกำเนิดกายาออกมาสักหนึ่งหยด”

“ได้หรือเปล่า ๆ ๆ ๆ?”

เว่ยเส้าเทียนมองเขาด้วยสีหน้าประหลาด

“ท่านยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากายาของข้าทำสิ่งใดได้ แต่กลับคิดจะขอต้นกำเนิดของมันแล้วหรือ?”

“ก็เพราะยังไม่รู้นี่แหละถึงได้น่าสนใจ”

“……”

“ไม่ต้องกังวล ข้าจะรอจนกายาของเจ้าสมบูรณ์ก่อนค่อยเก็บ”

ยูรันตบไหล่เขาเบา ๆ

“ข้าไม่ทำให้เจ้าพิการหรอกน่า”

เว่ยเส้าเทียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจยอมแพ้

“ท่านช่วยชีวิตข้าเอาไว้ หากต้นกำเนิดเพียงหนึ่งหยดไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ข้าย่อมมอบให้ท่านได้”

ดวงตาของยูรันเป็นประกายขึ้นทันที

“ดีมาก น้องชาย ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าใจกว้าง”

ยูรันลุกขึ้น ก่อนยืดแขนบิดขี้เกียจ

“เอาละ เช่นนั้นก็รีบนอนเถอะ”

“เรื่องของกายาไม่จำเป็นต้องรีบร้อน เมื่อถึงเวลา เดี๋ยวโชคก็ลอยมาหาเจ้าเองนั่นแหละ”

เว่ยเส้าเทียนยิ้มอย่างขมขื่น

“ของวิเศษซึ่งมีพลังเพียงพอจะเติมมหาสมุทรภายในร่าง คงไม่ได้ลอยมาหาข้าง่าย ๆ หรอกกระมัง”

“เจ้าเป็นบุตรแห่งโชคชะตา อย่าได้ประเมินความไร้เหตุผลของโชคต่ำเกินไป”

ยูรันเดินไปทางประตู

“ส่วนข้าจะออกไปหาบันทึกประวัติศาสตร์ของแถบนี้อ่านสักหน่อย เผื่อพบเบาะแสของสิ่งที่กำลังตามหา”

ก่อนออกจากห้อง เขาพลันหยุดฝีเท้า

“จริงสิ เงินที่ข้าให้ไปยังเหลืออยู่ใช่ไหม?”

เว่ยเส้าเทียนตรวจสอบถุงเงิน ก่อนพยักหน้า

“ยังเหลือเกือบทั้งหมด”

“ดี พรุ่งนี้ก็เที่ยวกับแม่นางหลินให้สนุก”

ยูรันกำชับด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“อย่าให้นางเป็นฝ่ายออกเงินเด็ดขาด เสียชื่อพี่ชายหมด”

“เข้าใจแล้ว”

“อืม เช่นนั้นข้าไปละ”

กล่าวจบ ยูรันก็เปิดประตูเดินออกจากห้อง ทิ้งให้เว่ยเส้าเทียนนั่งครุ่นคิดถึงกายาวารีหลอมสมุทรและนัดหมายในเช้าวันรุ่งขึ้นเพียงลำพัง

เว่ยเส้าเทียนมองเตียงว่างอีกฝั่ง ก่อนรีบเรียกเอาไว้

“พี่ชาย ไม่ใช่ว่าห้องนี้มีเตียงอยู่สองหลังหรอกหรือ?”

ยูรันชะงักอยู่หน้าประตู

เขาหันกลับมาสัมผัสภายในห้องอีกครั้ง ก่อนพบว่ามีเตียงว่างอยู่อีกหลังจริง ๆ

“อืม จริงด้วย”

ยูรันปิดประตู ก่อนเดินกลับมาทิ้งตัวลงนอนบนเตียงทันที

“เรื่องประวัติศาสตร์เอาไว้พรุ่งนี้แล้วกัน ขี้เกียจออกไปแล้ว”

เว่ยเส้าเทียนเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดพี่ชายผู้นี้จึงหลงทางอยู่ในป่าถึงสามวัน.