ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 217 ในเมื่อบังเอิญพบกันแล้ว ก็มานั่งด้วยกันเถอะ
เช้าวันรุ่งขึ้น
เว่ยเส้าเทียนตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง เขาจัดเสื้อผ้าและเส้นผมของตนเองจนเรียบร้อย ก่อนออกจากโรงเตี๊ยมไปยังสถานที่นัดหมายแต่เช้าตรู่
เขาจดจำคำสอนของยูรันเอาไว้อย่างขึ้นใจ
บุรุษที่ดีไม่ควรปล่อยให้สตรีเป็นฝ่ายรอ
ส่วนยูรันตื่นสายกว่าเล็กน้อย
หลังรับประทานอาหารเช้าเสร็จ เขาไม่ได้ไปค้นหาบันทึกประวัติศาสตร์อย่างที่กล่าวไว้เมื่อคืนแม้แต่น้อย
ยูรันเพียงเดินทอดน่องไปตามถนน แวะดูร้านค้า ซื้อของกิน และฟังผู้คนพูดคุยกันไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีจุดหมายชัดเจน
“เรื่องประวัติศาสตร์เอาไว้ทีหลังก็ได้”
เขาหยิบขนมเข้าปาก ก่อนเดินต่ออย่างสบายใจ
“ลองเดินเล่นดูก่อน เผื่อพบเรื่องสนุก ๆ”
จนกระทั่งถึงช่วงบ่าย ยูรันมาหยุดอยู่หน้าร้านวาดภาพแห่งหนึ่ง
ภายในร้านแขวนภาพเอาไว้หลายร้อยชิ้น มีทั้งภาพทิวทัศน์ ภูเขา สายน้ำ สัตว์อสูร และภาพหญิงงามจากทั่วทุกสารทิศ
แต่ยูรันกลับยืนอยู่หน้าภาพเก่า ๆ ภาพหนึ่งมาเป็นเวลานานแล้ว
แม้ดวงตาจะถูกปิดด้วยผ้าสีดำ แต่ท่าทางของเขากลับเหมือนกำลังจ้องมองบางสิ่งภายในภาพอย่างตั้งใจ
ในเวลาเดียวกัน หลิวรั่วหลานกำลังเดินเลือกซื้อของอยู่กับนักขับร้องอีกสองคนจากหอชาชมจันทร์
หญิงสาวคนหนึ่งมองเห็นยูรันก่อนใคร จึงรีบสะกิดแขนหลิวรั่วหลาน
“นี่ ๆ แม่นางหลิว”
“นั่นไม่ใช่คุณชายยูหรอกหรือ?”
หลิวรั่วหลานหันไปมองตาม ก่อนชะงักฝีเท้า
ชายหนุ่มผู้มอบเงินสองแสนเหรียญให้นางเมื่อคืนกำลังยืนอยู่หน้าร้านวาดภาพเพียงลำพังจริง ๆ
หญิงสาวข้างกายรีบผลักหลังนางเบา ๆ
“เจ้ายังรออะไรอยู่? รีบเข้าไปทักทายเขาสิ”
“แต่เขากำลังดูภาพอยู่นะ”
“เขาตาบอด จะดูภาพได้อย่างไร?”
“……”
หลิวรั่วหลานไม่อาจตอบคำถามนั้นได้
นางรวบรวมความกล้า ก่อนเดินเข้าไปหยุดอยู่ข้างยูรัน ก่อนประสานมือคารวะ
“คุณชายยู ไม่คิดว่าจะได้พบคุณชายที่นี่อีกเจ้าค่ะ”
ยูรันสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที
[บัดซบ ข้าเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อใดกัน?]
[โชคดีที่แม่นางผู้นี้เข้ามาทัก ไม่เช่นนั้นข้าคงยืนหลับอยู่ตรงนี้ทั้งวันแน่]
[หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ข้าคงหาของวิเศษไม่พบภายในสามเดือนแน่ ๆ]
เขาหันหน้าไปทางหญิงสาว ก่อนถามอย่างสงสัย
“เจ้าเป็นใครนะ?”
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลิวรั่วหลานแข็งค้างทันที
สหายทั้งสองซึ่งยืนมองอยู่ไม่ไกลรีบยกมือปิดปาก พยายามกลั้นเสียงหัวเราะอย่างสุดความสามารถ
หลิวรั่วหลานเม้มริมฝีปาก ก่อนแนะนำตัวอีกครั้ง
“ข้าหลิวรั่วหลานเจ้าค่ะ”
“เมื่อคืนข้าเป็นผู้ขับร้องเพลงให้คุณชายฟังที่หอชาชมจันทร์”
“อ๋อ”
ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“นักร้องเมื่อคืนนี้เอง”
หลิวรั่วหลานถอนหายใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยเขาก็ยังจำเหตุการณ์เมื่อคืนได้ แม้จะลืมชื่อของนางไปแล้วก็ตาม
ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย
“เจ้ามีธุระอะไรกับข้าหรือเปล่า?”
หลิวรั่วหลานมองภาพวาดตรงหน้าเขา ก่อนถามอย่างสงสัย
“ไม่ทราบว่าคุณชายกำลังชมภาพอยู่หรือเจ้าคะ?”
“เปล่า”
ยูรันตอบอย่างเป็นธรรมชาติ
“ข้าเพียงยืนคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่ตรงนี้พอดี”
หลิวรั่วหลานกะพริบตาปริบ ๆ
“คุณชายยืนคิดอยู่นานเพียงใดแล้วเจ้าคะ?”
“ไม่รู้สิ น่าจะหลายชั่วยามแล้วมั้ง?”
หลิวรั่วหลานมองเขาด้วยสีหน้าซับซ้อน
คนปกติมีใครยืนคิดเรื่องเรื่อยเปื่อยอยู่หน้าร้านวาดภาพนานหลายชั่วยามกันบ้าง?
หลิวรั่วหลานรวบรวมความกล้า ก่อนเอ่ยชวนด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ
“หากคุณชายไม่รังเกียจ ไปเดินเล่นเป็นเพื่อนข้าสักหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ?”
“ข้าไม่รังเกียจ”
ยูรันตอบทันที
ดวงตาของหลิวรั่วหลานเป็นประกายขึ้น
“เช่นนั้น—”
“แต่ข้าไม่ว่างน่ะสิ”
รอยยิ้มของหลิวรั่วหลานแข็งค้าง
สหายทั้งสองซึ่งยืนแอบฟังอยู่ด้านหลังแทบสะดุดขาตัวเองล้ม
“ไม่ทราบว่าคุณชายมีธุระใดหรือเจ้าคะ?”
“ข้าต้องเดินเล่นไปทั่วเมือง เผื่อจะพบเรื่องน่าสนใจ”
หลิวรั่วหลานกะพริบตาปริบ ๆ
“แต่นั่นก็คือสิ่งที่ข้ากำลังชวนคุณชายทำอยู่ไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”
ยูรันนิ่งไปครู่หนึ่ง
“อืม จริงด้วย เช่นนั้นไปกันเถอะ”
ทั้งสองเดินเที่ยวไปตามถนนด้วยกันอยู่นาน แต่ตลอดทางมีเพียงหลิวรั่วหลานเป็นฝ่ายชวนพูดคุย
“คุณชายเดินทางมาจากที่ใดหรือเจ้าคะ?”
“ทางใต้ ห่างออกไปประมาณห้าพันลี้”
“แล้วคุณชายเดินทางมายังเมืองด่านสนเหนือเพื่อทำสิ่งใด?”
“ตามหาของบางอย่าง”
“เป็นของสำคัญหรือเจ้าคะ?”
“สำคัญมาก”
“แล้วคุณชายพักอยู่ที่ใด?”
“โรงเตี๊ยมสักแห่ง ข้าจำชื่อไม่ได้”
ไม่ว่านางจะถามสิ่งใด ยูรันก็ยอมตอบทุกคำถาม แต่กลับไม่เคยเป็นฝ่ายถามเรื่องของนางเลยแม้แต่ครั้งเดียว
หลิวรั่วหลานลอบมองใบหน้าด้านข้างของเขา ความมั่นใจซึ่งรวบรวมมาตั้งแต่เมื่อคืนเริ่มลดลงทีละน้อย
[หรือว่าคุณชายจะไม่ชอบข้ากันนะ?]
[เขาไม่ถามเรื่องของข้าเลยแม้แต่คำเดียว]
[หรือเมื่อคืนเขาเพียงเห็นข้าน่าสงสาร จึงมอบเงินให้เท่านั้น?]
เมื่อคิดเช่นนั้น นางก็ค่อย ๆ เงียบเสียงลง
ทั้งสองเดินต่อไปอีกระยะหนึ่งโดยไม่มีผู้ใดพูดอะไร
ยูรันเป็นฝ่ายสังเกตเห็นความผิดปกติก่อน
“เจ้ากำลังคิดอยู่ว่าเหตุใดข้าถึงไม่ถามเรื่องของเจ้าบ้างใช่หรือไม่?”
หลิวรั่วหลานชะงัก ก่อนมองเขาด้วยความประหลาดใจ
“คุณชายอ่านใจได้หรือเจ้าคะ?”
“เปล่า เดาเอา”
ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“ข้าเพียงกำลังคิดเรื่องบางอย่างอยู่ เจ้าไม่ต้องใส่ใจมากนัก”
เขาถอนหายใจยาว
“ความจริงข้ากำลังรีบ แต่กลับมาเดินเอื่อยเฉื่อยอยู่ในเมืองนี้เสียได้”
“ไหนจะคุณชายฉินอะไรนั่นอีก แล้วก็สำนักกระบี่...สำนักกระบี่อะไรนะ?”
ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“อ้อ สำนักกระบี่ทลายฟ้า”
หลิวรั่วหลานรีบช่วยแก้ไข
“คุณชายเฉินเจ้าค่ะ ไม่ใช่คุณชายฉิน”
“อืม นั่นแหละ คล้ายกัน”
“ไม่คล้ายเลยสักนิดเจ้าค่ะ”
“เอาเถอะ ชื่อของเขาไม่ได้สำคัญขนาดนั้น”
หลิวรั่วหลานมองสีหน้าเอื่อยเฉื่อยของยูรัน ก่อนลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
[ที่แท้เขาเพียงกำลังครุ่นคิดเรื่องอื่น ไม่ได้รังเกียจข้า]
หลิวรั่วหลานลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรวบรวมความกล้าถาม
“ข้าขอถามได้หรือไม่เจ้าคะ ว่าคุณชายกำลังตามหาสิ่งใด?”
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ”
ยูรันถอนหายใจ
“รู้เพียงว่ามันเป็นของบางอย่างซึ่งสามารถหลอมรวมกับร่างกายและทำให้ดวงตาของข้ากลับคืนมาได้”
หลิวรั่วหลานมองผ้าปิดตาของเขาทันที
“แล้วคุณชายไม่มีเบาะแสเลยหรือเจ้าคะ?”
“มีเพียงความรู้สึกว่ามันกำลังเรียกหาข้าอยู่ห่าง ๆ แต่ไม่สามารถระบุทิศทางหรือสถานที่ได้อย่างชัดเจน”
ยูรันยกมือขึ้นลูบคาง
“ไม่ต่างจากการงมเข็มในมหาสมุทรเท่าไร”
“แล้วข้าดันหลงทาง จนบังเอิญไปพบน้องชายคนเมื่อวานเข้า จากนั้นเขาก็พาข้ามายังเมืองนี้”
เขาหันหน้าไปทางทิศเหนือ
“ปัญหาคือทางเหนือมีทั้งเมือง แดนลับ หุบเขา และสถานที่ซ่อนเร้นอีกนับไม่ถ้วน”
“นี่ยังไม่รวมความเป็นไปได้ว่ามันอาจอยู่ทางใต้ ตะวันออก หรือตะวันตกอีกนะ”
ยูรันถอนหายใจยาว
“ข้าจะไปหาพบภายในสามเดือนได้อย่างไรกัน?”
หลิวรั่วหลานนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ข้าอาจช่วยคุณชายตามหาของสิ่งนั้นไม่ได้โดยตรง แต่หอชาชมจันทร์มีแขกเดินทางมาจากหลายพื้นที่”
“ผู้คนมักพูดคุยเรื่องแดนลับ สมบัติ หรือข่าวลือระหว่างดื่มสุราและฟังเพลง”
นางมองยูรันด้วยแววตาจริงจัง
“หากคุณชายบอกรายละเอียดเพิ่มเติม ข้าจะช่วยสอบถามข่าวให้ได้เจ้าค่ะ”
“ไม่เป็นไร”
ยูรันส่ายหน้าเบา ๆ
“ตอนนี้ข้ากำลังฟังผู้คนพูดคุยกันอยู่ เผื่อจะพบข่าวที่เกี่ยวข้อง”
“แต่น่าเสียดาย ข้าฟังมารอบเมืองแล้วก็ยังไม่พบเบาะแสอะไร”
เขาหยุดเล็กน้อย
“อีกไม่กี่วันข้าก็คงออกเดินทางต่อแล้ว”
หลิวรั่วหลานชะงักฝีเท้า
“เจ้าคะ?”
นางเม้มริมฝีปาก ก่อนถามเสียงเบาลง
“แล้วคุณชายจะกลับมายังเมืองนี้อีกหรือไม่เจ้าคะ?”
“น่าจะไม่”
“……”
หัวใจของหลิวรั่วหลานหนักอึ้งขึ้นมาเล็กน้อย
[อึก...]
“เช่นนั้นหลังจากแยกกันแล้ว ข้าสามารถไปพบคุณชายได้ที่ใดหรือเจ้าคะ?”
นางรีบอธิบายเพิ่มเติม
“เผื่อในอนาคตข้าอยากส่งจดหมายไปพูดคุย หรือบังเอิญได้ยินข่าวเกี่ยวกับสิ่งที่คุณชายกำลังตามหา”
“จริงสิ ข้ายังไม่ได้ถามชื่อของคุณชายเลย”
หลิวรั่วหลานมองเขาอย่างคาดหวัง
“ไม่ทราบว่าคุณชายมีนามว่าอะไรหรือเจ้าคะ?”
ยูรันตอบอย่างไม่คิดปิดบัง
“ยูรัน”
“ศิษย์แห่งยอดเขาจันทรา สำนักเมฆาจันทร์”
ยูรันสัมผัสได้ถึงความคาดหวังและความอาลัยอาวรณ์จากน้ำเสียงของนาง จึงถอนหายใจอยู่ภายในใจ
[อืม ดูจากท่าทางแล้ว แม่นางผู้นี้คงชอบข้าแน่นอน]
[เฮ้อ ปัญหาเริ่มมาอีกแล้วสิ]
[ช่างเถอะ]
ให้หลิวรั่วหลานชวนยูรันไปซื้อ ขนมดอกเหมยเคลือบน้ำผึ้ง ซึ่งเป็นของขึ้นชื่อประจำเมือง แล้วบังเอิญพบเว่ยเส้าเทียนกับหลินเยียนหรูซึ่งออกเที่ยวกันมาตั้งแต่เช้า กลายเป็นการนั่งร่วมโต๊ะแบบคู่ต่อคู่
หลิวรั่วหลานชี้ไปยังร้านขนมขนาดเล็กตรงหัวมุมถนน
“คุณชายเคยลองขนมดอกเหมยเคลือบน้ำผึ้งหรือยังเจ้าคะ?”
“ยังไม่เคย”
“ร้านนี้เป็นร้านเก่าแก่ของเมืองด่านสนเหนือ รสชาติไม่หวานมาก หากคุณชายไม่รังเกียจ ข้าอยากพาไปลองเจ้าค่ะ”
“อืม ไปสิ”
ทั้งสองเดินเข้าไปภายในร้าน กลิ่นหอมของน้ำผึ้งและดอกเหมยลอยอบอวลอยู่ทั่วบริเวณ
แต่ยังไม่ทันได้หาโต๊ะนั่ง เสียงคุ้นเคยก็ดังมาจากด้านใน
“พี่ชาย?”
ยูรันหันไปตามเสียง ก่อนพบเว่ยเส้าเทียนกำลังนั่งอยู่กับหลินเยียนหรู บนโต๊ะมีขนมหลายจานและของที่ซื้อจากตลาดวางกองอยู่จำนวนมาก
ยูรันเลิกคิ้ว
“น้องชาย?”
เขาหันหน้าไปทางหลินเยียนหรู
“พวกเจ้าออกจากโรงเตี๊ยมตั้งแต่เช้าตรู่ไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงยังอยู่ด้วยกันจนถึงตอนบ่าย?”
ใบหน้าของเว่ยเส้าเทียนแดงขึ้นทันที
“พวกเราเพียงเดินเที่ยวและพูดคุยกันเท่านั้น!”
“ข้ายังไม่ได้ถามเลยว่าพวกเจ้าทำอะไร”
“……”
หลินเยียนหรูยกมือปิดริมฝีปากและหัวเราะเบา ๆ ก่อนหันไปทักทายหลิวรั่วหลาน
“แม่นางหลิว บังเอิญจริง ๆ ไม่คิดว่าจะพบเจ้าที่นี่”
“คารวะฮูหยินหลินเจ้าค่ะ”
หลิวรั่วหลานมองนางกับเว่ยเส้าเทียนสลับกัน ก่อนเผยรอยยิ้มรู้ทัน
“ดูเหมือนการดื่มชาเมื่อคืนจะเป็นไปด้วยดีนะเจ้าคะ”
คราวนี้เป็นหลินเยียนหรูที่ใบหน้าแดงขึ้นเล็กน้อย
เว่ยเส้าเทียนรีบเปลี่ยนเรื่อง
“แล้วเหตุใดพี่ชายถึงมากับแม่นางหลิวได้?”
ยูรันตอบอย่างสบาย ๆ
“พวกเราบังเอิญพบกันหน้าร้านวาดภาพ นางจึงชวนข้ามาเดินเล่น”
เว่ยเส้าเทียนมองยูรันด้วยสีหน้าซับซ้อน
“เมื่อคืนท่านเพิ่งใช้เงินไปสองแสนเจ็ดหมื่นเหรียญ วันนี้ก็ออกมาเดินเที่ยวด้วยกันแล้ว”
ยูรันตบไหล่เขา
“เจ้าก็ทำได้ดีเหมือนกัน เพิ่งรู้จักแม่นางหลินเมื่อวาน วันนี้กลับอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เช้าจนถึงบ่าย”
“น้องชาย พวกเราต่างก้าวหน้ากันทั้งคู่”
“พี่ชายอย่าพูดเหมือนพวกเรากำลังแข่งขันกันสิ!”
หลินเยียนหรูขยับเก้าอี้ ก่อนเชิญทั้งสอง
“ในเมื่อบังเอิญพบกันแล้ว ก็มานั่งด้วยกันเถอะ”
ยูรันพยักหน้า
“อืม ดีเหมือนกัน ข้าจะได้ถามน้องชายด้วยว่าภายในครึ่งวันนี้คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว”
“พี่ชาย!”
เว่ยเส้าเทียนรีบลุกขึ้นห้าม ขณะที่หญิงสาวทั้งสองหัวเราะออกมาพร้อมกัน.