ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 219 จดเอาไว้ก่อนแล้วกัน
ยูรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“น่าสนใจ แต่ท่านยังเข้าใจผิดอยู่เรื่องหนึ่ง”
ทุกคนหันมองเขาพร้อมกัน
“ข้าจะบั่นคอลูกชายของท่าน ไม่ใช่เพราะเขาส่งคนไปสังหารน้องชาย”
“แต่เป็นเพราะเขามีผลึกชิ้นนั้นอยู่ต่างหาก”
บรรยากาศจริงจังเมื่อครู่พังทลายลงทันที
เว่ยเส้าเทียนอ้าปากค้าง
“พี่ชาย แล้วเรื่องทั้งหมดที่ท่านพูดมาก่อนหน้านี้เล่า?”
“ก็เป็นเรื่องจริง”
ยูรันตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“เพียงแต่ไม่เกี่ยวกับเหตุผลที่ข้าจะฆ่าเขาเท่านั้นเอง”
หลิวรั่วหลานนิ่งงัน ขณะที่หลินเยียนหรูมองยูรันด้วยสีหน้าซับซ้อน
“หมายความว่า ต่อให้ลูกชายข้าไม่เคยส่งนักฆ่าไป ท่านก็จะสังหารเขาอยู่ดีหรือ?”
ยูรันส่ายหน้า
“จะเรียกว่าสังหารก็ไม่ถูกต้องนัก”
“หากเขาหลอมรวมผลึกชิ้นนั้นเข้ากับร่างกายไปแล้ว ข้าเพียงทำลายผนึกที่คอยประคองร่างของเขาเอาไว้ ร่างกายของเขาก็จะสลายไปเองเพราะผลจากผลึก”
เขายกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสบายใจ
“อืม แต่เมื่อครู่ข้าแค่จงใจพูดให้ดูน่ากลัวเท่านั้นแหละ”
“เกิดมาชาตินี้ ข้ายังไม่เคยฆ่าคนเลยสักคน”
เว่ยเส้าเทียน หลินเยียนหรู และหลิวรั่วหลานต่างจ้องมองเขาอย่างพูดไม่ออก
ไม่ว่าจะฟังอย่างไร ประโยคเมื่อครู่ก็ไม่ได้ทำให้เขาดูอันตรายน้อยลงเลยแม้แต่นิดเดียว
หลิวรั่วหลานอดถามไม่ได้
“คุณชายยู ท่านไม่เคยฆ่าคนเลยจริงหรือเจ้าคะ?”
“ไม่เคย”
ยูรันตอบอย่างมั่นใจ
“หากเป็นการทำให้บาดเจ็บก็พอมีอยู่บ้าง แต่ข้าไม่เคยฆ่าคน คนอื่นล้วนลงมือแทนทั้งนั้น ไม่รู้จะรีบร้อนกันไปไหน”
เขาถอนหายใจอย่างเสียดาย
“ครั้งหนึ่งมีแมลงวันมาตอมข้า บอกจะหักขาข้า ศิษย์พี่ของข้าก็พุ่งเข้าไปชกอีกฝ่ายกระเด็นอัดกำแพงจนตาย ข้าห้ามเอาไว้ไม่ทันเสียด้วย”
“น่าสงสารจริง ๆ”
หลิวรั่วหลานซึ่งกำลังจะถอนหายใจอย่างโล่งอกพลันแข็งค้าง
เว่ยเส้าเทียนยกมือกุมหน้าผาก
[ถึงท่านจะไม่ได้ฆ่าด้วยมือตนเอง แต่เหตุใดเรื่องที่เล่าออกมาถึงได้น่ากลัวยิ่งกว่าเดิมอีก?]
ยูรันโบกมือ
“ช่างเถอะ เรื่องที่ข้าต้องการบอกมีเพียงเท่านี้”
จากนั้นเขาก็หันไปทางหลิวรั่วหลาน
“ส่วนเจ้า แม่นางหลิว ประโยคที่ข้าบอกว่าเพียงแค่งดงามก็อาจมีคนจ้องทำลายชีวิตนั้น ไม่ได้อยู่ไกลตัวเจ้าเลย”
หลิวรั่วหลานชะงัก
“คุณชายหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ?”
“คุณชายเฉินจื่อหาวคนนั้นอย่างไรเล่า”
ยูรันเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบา ๆ
“เมื่อคืนเขาเสียหน้าไปมาก ข้าไม่คิดว่าเขาจะยอมเลิกราง่าย ๆ หรอก”
ใบหน้าของหลิวรั่วหลานเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“แต่ข้ากับเขาไม่เคยมีความเกี่ยวข้องกันนะเจ้าคะ”
“นั่นไม่สำคัญ”
ยูรันตอบอย่างเฉยชา
“คนบางประเภทไม่สนใจว่าเจ้าเกี่ยวข้องกับเขาหรือไม่ ขอเพียงมันคิดว่าเจ้าเป็นของมัน เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว”
หลังจากพูดคุยกันอีกเล็กน้อย ยูรันก็ลุกขึ้นจากโต๊ะ
“เอาละ คำถามของข้าหมดแล้ว”
หลิวรั่วหลานเองต้องกลับไปเตรียมตัวทำงานในช่วงเย็น ส่วนหลินเยียนหรูได้รับข้อความจากคนในคฤหาสน์ จึงจำเป็นต้องกลับไปจัดการเรื่องบางอย่าง
ก่อนจากไป นางหันไปหาเว่ยเส้าเทียน
“พรุ่งนี้เช้าพวกเรายังพบกันที่เดิมใช่หรือไม่?”
เว่ยเส้าเทียนชะงักเล็กน้อย ก่อนพยักหน้า
“แน่นอน”
หลินเยียนหรูยิ้มให้เขาแล้วเดินจากไปพร้อมหลิวรั่วหลาน
ยูรันรอจนทั้งสองเดินห่างออกไป จึงยกแขนพาดไหล่เว่ยเส้าเทียน
“น้องชาย พรุ่งนี้แม่ของศัตรู วันนี้นักร้องสาว ชีวิตในเมืองนี้ช่างน่าสนใจจริง ๆ”
“พี่ชาย เรื่องแม่นางหลิวไม่เกี่ยวกับข้าเลยนะ”
“ข้ารู้ นางเกี่ยวกับข้า”
ขณะที่ทั้งสองกำลังจะหาโรงเตี๊ยม เว่ยเส้าเทียนกลับหยุดฝีเท้าลง
“จริงสิ ก่อนตะวันตกดิน ข้าต้องกลับตระกูลเว่ย”
ยูรันหันมาทางเขา
“กลับไปทำไม?”
เว่ยเส้าเทียนเงียบไปครู่หนึ่ง
“วันนี้เป็นเส้นตายที่พวกเขากำหนดให้ข้ากลับไปเก็บของออกจากเรือนพัก”
“หลังจากตบะของข้าหายไป ตำแหน่งผู้สืบทอดก็ถูกมอบให้ผู้อื่น ทรัพยากรฝึกฝนทั้งหมดถูกยึดคืน แม้แต่ชื่อของข้าก็กำลังจะถูกถอดออกจากสายหลัก”
“หากวันนี้ข้าไม่กลับไป พวกเขาจะถือว่าข้าสละทรัพย์สินทั้งหมดที่เหลืออยู่”
ยูรันนิ่งฟังจนจบ
“เรื่องสนุกขนาดนี้ เหตุใดเจ้าเพิ่งบอกข้า?”
เว่ยเส้าเทียนมุมปากกระตุก
“สำหรับข้า มันไม่ใช่เรื่องสนุกเลยสักนิด”
“ช่างเถอะ”
ยูรันตบไหล่เขาเบา ๆ
“นำทางไป ข้าจะกลับตระกูลเว่ยพร้อมเจ้า”
ครึ่งชั่วยามต่อมา ทั้งสองก็มาหยุดอยู่หน้าประตูคฤหาสน์ขนาดใหญ่ทางตะวันออกของเมือง
เมื่อยามเฝ้าประตูมองเห็นเว่ยเส้าเทียน สีหน้าของพวกเขาพลันเปลี่ยนไป
“เว่ยเส้าเทียน?”
“เจ้ายังไม่ตายอีกหรือ?!”
ยูรันหันไปทางยามทั้งสอง
“อืม พวกแกเป็นคนโง่หรืออย่างไร?”
“ก็เห็นอยู่ว่าเขายังไม่ตาย แล้วจะถามทำไม?”
ยามทั้งสองชะงัก ก่อนคนหนึ่งจะมีสีหน้าโกรธจัด
“เจ้าเป็นใคร กล้าดีอย่างไรมาด่าคนของตระกูลเว่ย!”
“ข้าชื่อยูรัน เป็นพี่ชายของเขา”
ยูรันชี้ไปทางเว่ยเส้าเทียน
“น้องชายข้ากลับมาเก็บของตามกำหนด พวกแกจะเปิดทางเอง หรืออยากให้ข้าเปิดให้?”
ยามอีกคนก้าวออกมาขวางประตู
“คุณชายเส้าเทียนถูกถอดจากตำแหน่งแล้ว คนนอกเช่นเจ้าไม่มีสิทธิ์เข้าไป!”
ยูรันหันไปถามเว่ยเส้าเทียน
“น้องชาย หากข้าพังประตู เจ้าต้องจ่ายหรือไม่?”
เว่ยเส้าเทียนมองประตูคฤหาสน์ของตนเอง ก่อนตอบอย่างเหนื่อยใจ
“น่าจะต้องจ่าย”
“อืม ช่างหัวมัน ข้ารวย”
ยูรันยกเท้าขึ้น
“แล้วข้าก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายด้วย”
ตู้มมมมมมมมมมมมมมมม!
ประตูใหญ่ของตระกูลเว่ยระเบิดกระจาย เศษไม้ปลิวเข้าไปทั่วลานด้านใน คลื่นกระแทกซัดยามทั้งสองกระเด็นกลิ้งไปกับพื้นหลายตลบ
เว่ยเส้าเทียนยืนแข็งค้าง
“น้องชาย มัวแต่ยืนทำอะไรอยู่? นี่บ้านเจ้านะ”
เสียงระฆังเตือนภัยดังขึ้นทั่วคฤหาสน์ทันที
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
“มีศัตรูบุกรุก!”
“รีบไปแจ้งผู้อาวุโส!”
ผู้คุ้มกันจำนวนมากพุ่งออกมาจากทุกทิศทาง ก่อนล้อมยูรันกับเว่ยเส้าเทียนเอาไว้
ยูรันมองคนเหล่านั้นแล้วถอนหายใจ
“เฮ้อ ข้าเพียงมาช่วยน้องชายเก็บของ เหตุใดต้องต้อนรับกันใหญ่โตถึงเพียงนี้ด้วย?”
“ผู้ใดเป็นน้องชายของเจ้า!”
เว่ยกวงไห่ ผู้อาวุโสใหญ่ของตระกูลเว่ย เดินนำคนกลุ่มใหญ่ออกมา ข้างกายมีชายหนุ่มแต่งกายหรูหราติดตามมาด้วย
ชายหนุ่มผู้นั้นคือเว่ยจื่อหาน บุตรชายของเว่ยจงเหวิน และผู้ที่เข้ามารับตำแหน่งผู้สืบทอดแทนเว่ยเส้าเทียน
เว่ยจื่อหานมองลูกพี่ลูกน้องอย่างตกตะลึง ก่อนแค่นหัวเราะ
“พี่เส้าเทียน ท่านยังมีชีวิตอยู่อีกหรือ?”
ยูรันเอียงศีรษะ
“ทำไมคนตระกูลนี้ถึงชอบถามคำถามโง่ ๆ เหมือนกันหมด เห็นเขายืนอยู่ตรงหน้าแล้วยังถามว่าเขามีชีวิตอยู่หรือไม่”
เว่ยจื่อหานตวาดทันที
“หุบปาก! เจ้าเป็นผู้ใด?”
“ยูรัน พี่ชายของเขา”
“เว่ยเส้าเทียนเป็นคนตระกูลเว่ย ตั้งแต่เมื่อใดกันที่เขามีพี่ชายแซ่ยู?”
“ตั้งแต่เมื่อวาน”
“……”
เว่ยกวงไห่มองซากประตู ก่อนหันไปหาเว่ยเส้าเทียน
“เจ้าเป็นคนพาเขามาทำลายประตูตระกูลหรือ?”
“ประตูเป็นฝีมือข้าเอง”
ยูรันยกมือยอมรับอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“พวกยามไม่ยอมเปิด ข้าก็เลยเปิดด้วยตนเอง”
เว่ยกวงไห่สูดหายใจเข้าลึก ก่อนสั่งให้ทุกคนไปยังโถงประชุม
เมื่อเข้ามาภายในโถง เว่ยจงเหวิน ผู้นำตระกูลเว่ยและอาแท้ ๆ ของเว่ยเส้าเทียน กำลังนั่งอยู่บนตำแหน่งประธาน โดยมีเหล่าผู้อาวุโสนั่งเรียงกันทั้งสองฝั่ง
ยูรันเลือกยืนพิงเสาต้นหนึ่ง ส่วนเว่ยเส้าเทียนเดินออกไปยืนกลางโถงเพียงลำพัง
เว่ยจงเหวินมองหลานชายด้วยสายตาเย็นชา
“เจ้ากลับมาทำไม?”
“พวกท่านกำหนดให้ข้ากลับมาเก็บของภายในวันนี้ ข้าจึงกลับมา”
“ของทุกชิ้นภายในตระกูลล้วนเป็นทรัพย์สินของตระกูล เจ้ามีอะไรให้เก็บ?”
เว่ยเส้าเทียนกำหมัดแน่น
“ข้าต้องการเพียงของส่วนตัว รวมถึงมรดกที่บิดามารดาทิ้งไว้ให้”
เว่ยฉางรุ่ย ผู้อาวุโสผู้ดูแลทรัพยากร แค่นเสียงออกมา
“หลายปีที่ผ่านมา ตระกูลทุ่มทรัพยากรให้เจ้ามากกว่าผู้ใด พอตบะสูญสิ้น เจ้ากลับไม่สร้างประโยชน์อะไรแม้แต่น้อย ตอนนี้ยังกล้าเรียกร้องมรดกอีกหรือ?”
“ตั้งแต่ตบะของข้าหายไป ข้าไม่เคยรับทรัพยากรจากตระกูลอีก”
เว่ยเส้าเทียนตอบโดยไม่หลบสายตา
“ส่วนทรัพยากรก่อนหน้านั้น ข้าแลกมาด้วยผลงานจากภารกิจและการประลอง สิ่งที่ข้านำกลับมาให้ตระกูลมีค่ามากกว่าทรัพยากรที่ได้รับเสียอีก”
เว่ยจงเหวินกล่าวขึ้น
“หากไม่มีตระกูลคอยเลี้ยงดู เจ้าย่อมไม่มีโอกาสสร้างผลงานเหล่านั้น”
“เพราะเหตุนั้นข้าจึงไม่เคยขอตำแหน่งผู้สืบทอดคืน และไม่คิดนำทรัพยากรของตระกูลออกไปแม้แต่ชิ้นเดียว”
“ข้าต้องการเพียงทรัพย์สินซึ่งมีชื่อของมารดาข้าระบุอยู่ในสัญญาเท่านั้น”
เว่ยจื่อหานหัวเราะเยาะ
“มารดาท่านแต่งเข้าตระกูลเว่ย ทรัพย์สินของนางย่อมกลายเป็นของตระกูลตั้งแต่วันนั้นแล้ว”
“อีกอย่าง ด้วยสภาพของท่าน ต่อให้มอบคืนไปแล้วจะรักษาเอาไว้ได้หรือ?”
เว่ยเส้าเทียนหันไปมองเว่ยจงเหวิน
“ร้านค้าสามแห่ง เรือนพักกับที่ดินนอกเมือง ข้าไม่เอาก็ได้ แต่ของส่วนตัวของมารดาข้า พวกท่านต้องคืนมา”
“โดยเฉพาะไข่มุกสมุทรคราม มันอยู่ที่ใด?”
เว่ยจื่อหานยกมุมปากขึ้น
“ถูกส่งไปให้คุณหนูเจียงแล้ว”
สีหน้าของเว่ยเส้าเทียนเปลี่ยนไปทันที
“พวกเจ้ามอบของของมารดาข้าให้เจียงชิงหราน?”
“หลังจากการหมั้นหมายล้มเหลว ตระกูลจำเป็นต้องมอบของชดเชยเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับตระกูลเจียง”
“นางเป็นฝ่ายถอนหมั้นกับข้า เหตุใดตระกูลเว่ยต้องเป็นฝ่ายชดเชย!”
เว่ยจื่อหานแค่นหัวเราะ
“หากท่านยังมีตบะ นางจะถอนหมั้นหรือ?”
ทั่วทั้งโถงตกอยู่ในความเงียบ
ยูรันหยิบผลไม้จากโต๊ะข้างเสาขึ้นมากัด ระหว่างนั้นยังคงฟังทุกฝ่ายโต้เถียงกันโดยไม่กล่าวแทรกแม้แต่คำเดียว
[อืม ถอดตำแหน่งผู้สืบทอดเพราะสูญเสียตบะ เรื่องนี้ยังพอเข้าใจได้]
[หยุดมอบทรัพยากรก็นับว่าสมเหตุสมผล]
[แต่ยึดมรดกของมารดาเขาไปมอบให้คนถอนหมั้น แล้วยังโยนความผิดกลับมาให้อีก หน้าหนาใช้ได้]
สงครามน้ำลายดำเนินต่อไปอีกพักใหญ่ กระทั่งเว่ยเส้าเทียนไม่มีอะไรจะพูดกับคนเหล่านี้อีก
ยูรันจึงกินผลไม้คำสุดท้าย ก่อนโยนแกนลงถังขยะ
“จบแล้วใช่ไหม?”
เว่ยจงเหวินหันมามองเขา
“คนนอกอย่างเจ้าไม่มีสิทธิ์ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของตระกูลเว่ย”
“อืม ข้าเองก็ไม่อยากยุ่งแล้วเหมือนกัน”
ยูรันเดินมาหยุดข้างเว่ยเส้าเทียน แล้วตบไหล่เขาเบา ๆ
“น้องชาย ปล่อยไปเถอะ พวกเราไปกันดีกว่า”
เว่ยเส้าเทียนชะงัก แต่สุดท้ายก็พยักหน้า
ขณะที่ทั้งสองกำลังเดินออกจากโถง เว่ยจงเหวินพลันกล่าวไล่หลัง
“ส่วนประตูที่เจ้าทำลาย ต้องชดใช้ภายในสามวัน”
ยูรันโบกมือโดยไม่หันกลับมา
“จดเอาไว้ก่อนแล้วกัน”