ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 220 รสตรีช่วยหนุ่มรูปงาม
คืนนั้น ภายในโรงเตี๊ยม
เว่ยเส้าเทียนนั่งอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“พี่ชาย ต่อจากนี้พวกเราจะทำอย่างไรกันดี?”
ยูรันนั่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“อืม ดูเหมือนมารดาของเจ้าจะรู้ว่าไข่มุกสมุทรครามสามารถช่วยปลุกกายาของเจ้าได้ ไม่เช่นนั้นนางคงไม่ตั้งใจทิ้งมันเอาไว้ให้เจ้าโดยเฉพาะ”
“เรื่องไข่มุกเอาไว้พรุ่งนี้ค่อยไปเอากลับมาก็ได้”
ยูรันนำดินเหนียวกองใหญ่ออกจากแหวนมิติแล้ววางลงบนโต๊ะ
“ตอนนี้พวกเรามาปั้นดินเหนียวกันก่อนดีกว่า”
เว่ยเส้าเทียนมองกองดินเหนียวด้วยความสับสน
“ปั้นดินเหนียว? ปั้นไปทำไม?”
“เอาน่า อย่าถามมาก ทำตามข้าก็พอ”
ยูรันหยิบดินเหนียวขึ้นมาก้อนหนึ่ง ก่อนปั้นเป็นนกตัวเล็กอย่างคล่องแคล่ว
“ทำแบบนี้ จะปั้นเป็นนก หนู แมลง หรืออะไรก็ได้ ขอเพียงตัวไม่ใหญ่เกินไป”
เว่ยเส้าเทียนลองหยิบดินเหนียวขึ้นมาปั้นตาม แต่สุดท้ายสิ่งที่อยู่ในมือกลับมีรูปร่างบิดเบี้ยวจนมองไม่ออกว่าเป็นตัวอะไร
ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง
“น้องชาย เจ้าปั้นตัวอะไร?”
“เสือ”
“ข้านึกว่าคางคกถูกรถม้าเหยียบเสียอีก”
เว่ยเส้าเทียนมองผลงานของตนเอง ก่อนขยำมันกลับเป็นก้อนแล้วเริ่มปั้นใหม่
ทั้งสองช่วยกันปั้นดินเหนียวอยู่เกือบหนึ่งชั่วยาม จนบนโต๊ะเต็มไปด้วยสัตว์ตัวเล็กนับร้อย
เว่ยเส้าเทียนมองผลงานเหล่านั้นด้วยความสงสัย
“สรุปแล้วพวกเราจะนำของเหล่านี้ไปทำอะไรกันแน่?”
“อืม ก็ช่วยพวกเขาใช้เงินอย่างไรเล่า”
ยูรันหยิบสัตว์ดินเหนียวขึ้นมาตรวจสอบทีละตัว
“ในเมื่อเจ้าไม่ได้ทรัพย์สินคืนแล้ว อย่างน้อยก็ควรมอบของขวัญให้พวกเขาสักหน่อย”
เขาประทับคำสั่งลงไปในสัตว์ดินเหนียวทุกตัว ให้พวกมันหลีกเลี่ยงกลิ่นอายของสิ่งมีชีวิต ก่อนโบกมือปล่อยพวกมันออกไปทางหน้าต่าง
สัตว์ดินเหนียวทั้งหมดกระโดดลงสู่พื้น ก่อนมุดหายเข้าไปใต้ดินและมุ่งตรงไปยังคฤหาสน์ตระกูลเว่ย
เว่ยเส้าเทียนยังคงไม่เข้าใจ
“พี่ชาย ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
“หมายความว่าพวกมันเอาทรัพย์สินของเจ้าไปแล้วไม่คิดจะคืนอย่างไรเล่า”
ยูรันยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“ข้าจะทำให้พวกมันรู้ว่า อยากได้ก็เอาไป”
“แต่หากบ้านหายไป เราค่อยมาดูกันว่าทรัพย์สินที่พวกมันยึดไปจะมากพอให้สร้างบ้านใหม่หรือไม่”
เว่ยเส้าเทียนอ้าปากค้าง
“เอ่อ...พี่ชายหมายถึง...”
ยูรันประสานมุทรา
“ตั้งใจฟังเสียงให้ดีก็พอ”
“คาถาดิน หน่วยระเบิด!”
สัตว์ดินเหนียวทั้งหมดซึ่งแทรกซึมเข้าไปตามเสาหลัก กำแพง คลังสมบัติ และฐานค่ายกลของตระกูลเว่ยพลันพองตัวขึ้นพร้อมกัน
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!
เสียงระเบิดดังมาจากทิศทางของตระกูลเว่ยอย่างต่อเนื่อง แสงไฟสว่างวาบขึ้นกลางความมืดจนมองเห็นได้จากทั่วเมือง
ภายในตระกูลเว่ย
“ตื่นเร็ว! มีคนลอบวางระเบิด!”
“บ้าเอ๊ย! เป็นฝีมือของผู้ใด พวกมันเข้ามาได้อย่างไร?!”
“พวกเราวางค่ายกลป้องกันเอาไว้แล้วไม่ใช่หรือ? เหตุใดยังมีคนแทรกซึมเข้ามาวางระเบิดได้อีก!”
เว่ยจงเหวินพุ่งออกมาจากเรือนพักในสภาพเสื้อผ้าไม่เรียบร้อย ก่อนมองอาคารภายในตระกูลพังถล่มลงทีละหลัง
“รีบเปิดค่ายกลป้องกัน!”
เว่ยกวงไห่ตะโกนกลับมาจากอีกด้าน
“ค่ายกลถูกระเบิดจากฐานไปแล้ว เปิดใช้งานไม่ได้!”
ทันใดนั้น เว่ยฉางรุ่ยก็วิ่งออกมาจากซากคลังสมบัติด้วยใบหน้าซีดเผือด
“แย่แล้วขอรับ ท่านผู้นำ!”
“ทรัพย์สินภายในคลังถูกแรงระเบิดทำลายไปเกือบทั้งหมด เหลืออยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น!”
เว่ยจงเหวินยืนตัวแข็ง ก่อนคำรามออกมาด้วยความโกรธ
“นี่ต้องเป็นฝีมือของเจ้านั่นแน่!”
“ยูรัน! เว่ยเส้าเทียน!”
ภายในโรงเตี๊ยม
เสียงคำรามนั้นดังแว่วมาจากระยะไกลจนยูรันได้ยินอย่างชัดเจน
เขาใช้นิ้วแคะหู ก่อนล้มตัวลงนอนอย่างสบายใจ
“อืม ดูเหมือนจะมีคนตะโกนเรียกชื่อข้าด้วย คันหูชะมัด”
เว่ยเส้าเทียนยังคงยืนมองแสงไฟกับกลุ่มควันที่ลอยขึ้นจากคฤหาสน์ตระกูลเว่ยด้วยสีหน้าว่างเปล่า
“พี่ชาย พวกเราจะนอนกันตอนนี้เลยหรือ?”
“ไม่นอนแล้วจะทำอะไร?”
ยูรันดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัว
“นอนเถอะน้องชาย พรุ่งนี้เช้าพวกเรายังต้องไปตระกูลฉู่อีก เดี๋ยวจะไปสายเอา”
เว่ยเส้าเทียนหันกลับไปมองคฤหาสน์ของตนเองซึ่งยังระเบิดดังเป็นระยะ
“แต่ตระกูลเว่ยยังระเบิดไม่เสร็จเลยนะ”
“ไม่เป็นไร”
ยูรันหลับตาลง
“พวกมันทำงานกันเองได้”
รุ่งเช้า
ยูรันกับเว่ยเส้าเทียนเดินทางมายังสถานที่นัดหมาย ก่อนพบหลินเยียนหรูยืนรออยู่ก่อนแล้ว
เมื่อเห็นทั้งสอง นางก็กล่าวด้วยสีหน้าลำบากใจ
“เดิมทีวันนี้ข้าตั้งใจจะไปเดินเล่นกับคุณชายเว่ยอีกสักหน่อย”
“แต่บังเอิญว่าฉู่เสวียนเทียนกำลังจะกลับมาถึงเมืองแล้ว ข้าจึงไม่สะดวกออกไปข้างนอกและจำเป็นต้องรออยู่ที่เรือน”
เว่ยเส้าเทียนชะงักเล็กน้อย
“หากเป็นเช่นนั้น พวกเราค่อยนัดพบกันวันหลังก็ได้”
“ไม่เป็นไร”
ยูรันกล่าวแทรกขึ้นทันที
“แม่นางหลินก็พาพวกเราไปนั่งเล่นที่เรือนของเจ้าสิ ไม่เห็นจะยาก”
หลินเยียนหรูมองเขาอย่างตกตะลึง
“คุณชายยู ท่านรู้หรือไม่ว่าลูกชายข้ากำลังจะกลับมา?”
“รู้สิ”
ยูรันพยักหน้าอย่างสบายใจ
“เพราะเขากำลังจะกลับมานั่นแหละ ข้าถึงอยากไป”
เขายกแขนพาดไหล่เว่ยเส้าเทียน
“ข้าอยากดูอะไรบางอย่างเกี่ยวกับลูกชายของเจ้าเสียหน่อย”
ยูรันเร่งเร้า
“เร็วเข้า แม่นางหลิน เรื่องสนุกกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว เหตุใดข้าต้องยืนเสียเวลาอยู่ตรงนี้ด้วย?”
หลินเยียนหรูมองยูรันสลับกับเว่ยเส้าเทียน นางเริ่มรู้สึกว่าหากพาทั้งสองกลับไปด้วย วันนี้เรือนของตนคงไม่มีทางสงบสุขอย่างแน่นอน
นางพยายามเปลี่ยนเรื่อง
“เอ่อ...แล้ววันนี้คุณชายยูไม่ต้องไปพบแม่นางหลิวหรือ?”
“ข้าไม่ได้นัดนางเอาไว้เสียหน่อย”
ยูรันตอบทันที ก่อนโบกมือเร่งอีกครั้ง
“เอาละ รีบนำทางเถอะ ลูกชายเจ้ากำลังจะกลับมาแล้วไม่ใช่หรือ?”
หลินเยียนหรูถอนหายใจอย่างจนปัญญา
“เข้าใจแล้ว พวกท่านตามข้ามาเถอะ”
เว่ยเส้าเทียนมองตามแผ่นหลังของนาง ก่อนกระซิบถามยูรัน
“พี่ชาย พวกเราไปเช่นนี้จะดีจริงหรือ?”
ยูรันตบไหล่เขาเบา ๆ
“ดีสิ”
“น้องชาย วันนี้เจ้าอาจได้เป็นพ่อเลี้ยงของศัตรูแล้วนะ”
หลินเยียนหรูพาทั้งสองมายังเรือนพักของตน ก่อนเชิญให้นั่งรอภายในห้องรับรอง
“เขาอาจเดินทางมาถึงช้าสักหน่อย”
นางมองรอบห้องด้วยท่าทางเกรงใจ
“ที่นี่อาจคับแคบไปบ้าง หวังว่าพวกท่านจะไม่ถือสา”
ยูรันโบกมือ
“โอ้ ไม่เป็นไร ที่นี่ก็ดีแล้ว”
“เช่นนั้นพวกท่านรอสักครู่ เดี๋ยวข้าจะไปยกน้ำชามาให้”
เว่ยเส้าเทียนรีบกล่าวขึ้น
“แม่นางหลิน ให้คนรับใช้จัดเตรียมก็ได้นี่”
หลินเยียนหรูส่ายหน้า
“พูดอะไรเช่นนั้น พวกท่านให้เกียรติมาเยือนถึงเรือน ข้าย่อมต้องจัดเตรียมด้วยตนเอง”
นางยิ้มให้เขาเล็กน้อย ก่อนเดินออกจากห้องไป
เว่ยเส้าเทียนมองตามแผ่นหลังของนาง กระทั่งแน่ใจว่านางเดินห่างออกไปแล้วจึงหันมาถาม
“พี่ชาย ท่านคิดว่าฉู่เสวียนเทียนกลับมาครั้งนี้เพื่อทำอะไร?”
ยูรันเอนหลังพิงเก้าอี้
“คงกลับมาตรวจสอบว่าเหตุใดเจ้าจึงยังไม่ตาย ทั้งที่ส่งนักฆ่าแก่นทองคำมาตั้งแปดคน แถมตอนนี้เจ้ายังไม่มีตบะอีกด้วย”
เขาหยิบขนมบนโต๊ะขึ้นมากิน
“นอกจากนั้นก็น่าจะเกี่ยวกับอดีตคู่หมั้นของเจ้า”
“บางทีอาจมีเรื่องประกาศหมั้นหมายหรือแต่งงานเพิ่มเข้ามาด้วยก็ได้”
เว่ยเส้าเทียนถอนหายใจ
“พี่ชาย เหตุใดท่านพูดเหมือนกำลังรอดูละครอยู่เลย?”
“ก็ข้ากำลังรอดูอยู่จริง ๆ”
ทั้งสองพูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง หลินเยียนหรูก็เดินกลับเข้ามาพร้อมถาดน้ำชา
นางวางถาดลง ก่อนรินชาให้ทั้งสองด้วยตนเอง
“ดูเหมือนคุณชายทั้งสองจะสนิทสนมกันมากเลยนะ”
“อ๋อ ไม่สนิทหรอก”
ยูรันตอบอย่างไม่ลังเล
“เจ้านี่เพียงปฏิเสธคนไม่เป็น ข้าเรียกเขาว่าน้องชาย เขาก็เลยได้แต่เออออตามไปเท่านั้น”
เว่ยเส้าเทียนมุมปากกระตุก
“พี่ชาย ท่านเป็นคนยืนยันเองไม่ใช่หรือว่าข้าคือน้องชายของท่าน?”
ยูรันหันไปทางหลินเยียนหรู
“ดูสิ ขนาดตอนนี้เขาก็ยังไม่ปฏิเสธเลย”
หลินเยียนหรูหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ ขณะที่เว่ยเส้าเทียนได้แต่นั่งพูดไม่ออกอยู่ด้านข้าง
ทั้งสามพูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง เสียงโวยวายก็ดังมาจากหน้าประตูเรือน
“เว่ยเส้าเทียน! โผล่หัวออกมาเดี๋ยวนี้!”
“เรื่องเมื่อคืนเป็นฝีมือของเจ้าใช่หรือไม่?!”
หลินเยียนหรูชะงัก ก่อนหันไปมองเว่ยเส้าเทียน
“นั่นเสียงของ...”
เว่ยเส้าเทียนวางถ้วยชาลง สีหน้าซึ่งกำลังผ่อนคลายพลันเย็นชาขึ้น
“บิดาข้าเอง”
ผู้ที่กำลังตะโกนอยู่ด้านนอกคือ เว่ยจงเฉิง บิดาของเว่ยเส้าเทียนและพี่ชายของเว่ยจงเหวิน
เมื่อวานเขาออกไปตรวจร้านค้านอกเมืองจึงไม่ได้อยู่ภายในโถงประชุม แต่หลังจากทราบว่าคฤหาสน์ถูกระเบิดจนแทบไม่เหลือซาก เขาก็รีบเดินทางกลับมาทันที
ยูรันยังคงนั่งจิบชาอย่างสบายใจ
“เสียงดังดีนี่ สมแล้วที่เป็นบิดาของเจ้า”
ปัง!
ประตูเรือนถูกผลักเปิดอย่างรุนแรง เว่ยจงเฉิงเดินเข้ามาด้วยใบหน้าโกรธจัด ก่อนชี้นิ้วไปทางบุตรชาย
“เมื่อคืนคฤหาสน์ตระกูลถูกลอบวางระเบิด เจ้าเป็นคนทำใช่หรือไม่?”
เว่ยเส้าเทียนลุกขึ้นยืน
“ท่านพ่อ เมื่อคืนข้าอยู่กับพี่ชายที่โรงเตี๊ยมตลอดทั้งคืน ไม่ได้ออกไปไหนแม้แต่ก้าวเดียว เจ้าของโรงเตี๊ยมสามารถเป็นพยานให้พวกเราได้”
เว่ยจงเฉิงแค่นเสียง
“โกหก!”
“หากไม่ใช่พวกเจ้าแล้วจะเป็นผู้ใด? เมื่อวานพวกเจ้าสองคนเพิ่งบุกเข้าไปในตระกูล พอตกดึกคฤหาสน์ทั้งหมดก็ถูกระเบิดจนวอดวาย!”
หลินเยียนหรูลุกขึ้นยืนเช่นกัน
“ท่านเว่ย หากไม่มีหลักฐาน ท่านก็ไม่ควรกล่าวหาเขาเช่นนี้”
ยูรันนั่งถือถ้วยชาด้วยสีหน้าใสซื่อ ราวกับเหตุการณ์ทั้งหมดไม่เกี่ยวข้องกับตนเองแม้แต่น้อย
[โอ้ ๆ วีรสตรีช่วยหนุ่มรูปงาม]
[แปลกชะมัด ปกติมันต้องเป็นวีรบุรุษช่วยสาวงามไม่ใช่หรือ?]
[ช่างเถอะ ดูต่อดีกว่า]