คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 220 รสตรีช่วยหนุ่มรูปงาม7,881 ตัวอักษร

ตอนที่ 220 รสตรีช่วยหนุ่มรูปงาม

คืนนั้น ภายในโรงเตี๊ยม

เว่ยเส้าเทียนนั่งอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“พี่ชาย ต่อจากนี้พวกเราจะทำอย่างไรกันดี?”

ยูรันนั่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“อืม ดูเหมือนมารดาของเจ้าจะรู้ว่าไข่มุกสมุทรครามสามารถช่วยปลุกกายาของเจ้าได้ ไม่เช่นนั้นนางคงไม่ตั้งใจทิ้งมันเอาไว้ให้เจ้าโดยเฉพาะ”

“เรื่องไข่มุกเอาไว้พรุ่งนี้ค่อยไปเอากลับมาก็ได้”

ยูรันนำดินเหนียวกองใหญ่ออกจากแหวนมิติแล้ววางลงบนโต๊ะ

“ตอนนี้พวกเรามาปั้นดินเหนียวกันก่อนดีกว่า”

เว่ยเส้าเทียนมองกองดินเหนียวด้วยความสับสน

“ปั้นดินเหนียว? ปั้นไปทำไม?”

“เอาน่า อย่าถามมาก ทำตามข้าก็พอ”

ยูรันหยิบดินเหนียวขึ้นมาก้อนหนึ่ง ก่อนปั้นเป็นนกตัวเล็กอย่างคล่องแคล่ว

“ทำแบบนี้ จะปั้นเป็นนก หนู แมลง หรืออะไรก็ได้ ขอเพียงตัวไม่ใหญ่เกินไป”

เว่ยเส้าเทียนลองหยิบดินเหนียวขึ้นมาปั้นตาม แต่สุดท้ายสิ่งที่อยู่ในมือกลับมีรูปร่างบิดเบี้ยวจนมองไม่ออกว่าเป็นตัวอะไร

ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง

“น้องชาย เจ้าปั้นตัวอะไร?”

“เสือ”

“ข้านึกว่าคางคกถูกรถม้าเหยียบเสียอีก”

เว่ยเส้าเทียนมองผลงานของตนเอง ก่อนขยำมันกลับเป็นก้อนแล้วเริ่มปั้นใหม่

ทั้งสองช่วยกันปั้นดินเหนียวอยู่เกือบหนึ่งชั่วยาม จนบนโต๊ะเต็มไปด้วยสัตว์ตัวเล็กนับร้อย

เว่ยเส้าเทียนมองผลงานเหล่านั้นด้วยความสงสัย

“สรุปแล้วพวกเราจะนำของเหล่านี้ไปทำอะไรกันแน่?”

“อืม ก็ช่วยพวกเขาใช้เงินอย่างไรเล่า”

ยูรันหยิบสัตว์ดินเหนียวขึ้นมาตรวจสอบทีละตัว

“ในเมื่อเจ้าไม่ได้ทรัพย์สินคืนแล้ว อย่างน้อยก็ควรมอบของขวัญให้พวกเขาสักหน่อย”

เขาประทับคำสั่งลงไปในสัตว์ดินเหนียวทุกตัว ให้พวกมันหลีกเลี่ยงกลิ่นอายของสิ่งมีชีวิต ก่อนโบกมือปล่อยพวกมันออกไปทางหน้าต่าง

สัตว์ดินเหนียวทั้งหมดกระโดดลงสู่พื้น ก่อนมุดหายเข้าไปใต้ดินและมุ่งตรงไปยังคฤหาสน์ตระกูลเว่ย

เว่ยเส้าเทียนยังคงไม่เข้าใจ

“พี่ชาย ท่านหมายความว่าอย่างไร?”

“หมายความว่าพวกมันเอาทรัพย์สินของเจ้าไปแล้วไม่คิดจะคืนอย่างไรเล่า”

ยูรันยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย

“ข้าจะทำให้พวกมันรู้ว่า อยากได้ก็เอาไป”

“แต่หากบ้านหายไป เราค่อยมาดูกันว่าทรัพย์สินที่พวกมันยึดไปจะมากพอให้สร้างบ้านใหม่หรือไม่”

เว่ยเส้าเทียนอ้าปากค้าง

“เอ่อ...พี่ชายหมายถึง...”

ยูรันประสานมุทรา

“ตั้งใจฟังเสียงให้ดีก็พอ”

“คาถาดิน หน่วยระเบิด!”

สัตว์ดินเหนียวทั้งหมดซึ่งแทรกซึมเข้าไปตามเสาหลัก กำแพง คลังสมบัติ และฐานค่ายกลของตระกูลเว่ยพลันพองตัวขึ้นพร้อมกัน

ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!

เสียงระเบิดดังมาจากทิศทางของตระกูลเว่ยอย่างต่อเนื่อง แสงไฟสว่างวาบขึ้นกลางความมืดจนมองเห็นได้จากทั่วเมือง

ภายในตระกูลเว่ย

“ตื่นเร็ว! มีคนลอบวางระเบิด!”

“บ้าเอ๊ย! เป็นฝีมือของผู้ใด พวกมันเข้ามาได้อย่างไร?!”

“พวกเราวางค่ายกลป้องกันเอาไว้แล้วไม่ใช่หรือ? เหตุใดยังมีคนแทรกซึมเข้ามาวางระเบิดได้อีก!”

เว่ยจงเหวินพุ่งออกมาจากเรือนพักในสภาพเสื้อผ้าไม่เรียบร้อย ก่อนมองอาคารภายในตระกูลพังถล่มลงทีละหลัง

“รีบเปิดค่ายกลป้องกัน!”

เว่ยกวงไห่ตะโกนกลับมาจากอีกด้าน

“ค่ายกลถูกระเบิดจากฐานไปแล้ว เปิดใช้งานไม่ได้!”

ทันใดนั้น เว่ยฉางรุ่ยก็วิ่งออกมาจากซากคลังสมบัติด้วยใบหน้าซีดเผือด

“แย่แล้วขอรับ ท่านผู้นำ!”

“ทรัพย์สินภายในคลังถูกแรงระเบิดทำลายไปเกือบทั้งหมด เหลืออยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น!”

เว่ยจงเหวินยืนตัวแข็ง ก่อนคำรามออกมาด้วยความโกรธ

“นี่ต้องเป็นฝีมือของเจ้านั่นแน่!”

“ยูรัน! เว่ยเส้าเทียน!”

ภายในโรงเตี๊ยม

เสียงคำรามนั้นดังแว่วมาจากระยะไกลจนยูรันได้ยินอย่างชัดเจน

เขาใช้นิ้วแคะหู ก่อนล้มตัวลงนอนอย่างสบายใจ

“อืม ดูเหมือนจะมีคนตะโกนเรียกชื่อข้าด้วย คันหูชะมัด”

เว่ยเส้าเทียนยังคงยืนมองแสงไฟกับกลุ่มควันที่ลอยขึ้นจากคฤหาสน์ตระกูลเว่ยด้วยสีหน้าว่างเปล่า

“พี่ชาย พวกเราจะนอนกันตอนนี้เลยหรือ?”

“ไม่นอนแล้วจะทำอะไร?”

ยูรันดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัว

“นอนเถอะน้องชาย พรุ่งนี้เช้าพวกเรายังต้องไปตระกูลฉู่อีก เดี๋ยวจะไปสายเอา”

เว่ยเส้าเทียนหันกลับไปมองคฤหาสน์ของตนเองซึ่งยังระเบิดดังเป็นระยะ

“แต่ตระกูลเว่ยยังระเบิดไม่เสร็จเลยนะ”

“ไม่เป็นไร”

ยูรันหลับตาลง

“พวกมันทำงานกันเองได้”

รุ่งเช้า

ยูรันกับเว่ยเส้าเทียนเดินทางมายังสถานที่นัดหมาย ก่อนพบหลินเยียนหรูยืนรออยู่ก่อนแล้ว

เมื่อเห็นทั้งสอง นางก็กล่าวด้วยสีหน้าลำบากใจ

“เดิมทีวันนี้ข้าตั้งใจจะไปเดินเล่นกับคุณชายเว่ยอีกสักหน่อย”

“แต่บังเอิญว่าฉู่เสวียนเทียนกำลังจะกลับมาถึงเมืองแล้ว ข้าจึงไม่สะดวกออกไปข้างนอกและจำเป็นต้องรออยู่ที่เรือน”

เว่ยเส้าเทียนชะงักเล็กน้อย

“หากเป็นเช่นนั้น พวกเราค่อยนัดพบกันวันหลังก็ได้”

“ไม่เป็นไร”

ยูรันกล่าวแทรกขึ้นทันที

“แม่นางหลินก็พาพวกเราไปนั่งเล่นที่เรือนของเจ้าสิ ไม่เห็นจะยาก”

หลินเยียนหรูมองเขาอย่างตกตะลึง

“คุณชายยู ท่านรู้หรือไม่ว่าลูกชายข้ากำลังจะกลับมา?”

“รู้สิ”

ยูรันพยักหน้าอย่างสบายใจ

“เพราะเขากำลังจะกลับมานั่นแหละ ข้าถึงอยากไป”

เขายกแขนพาดไหล่เว่ยเส้าเทียน

“ข้าอยากดูอะไรบางอย่างเกี่ยวกับลูกชายของเจ้าเสียหน่อย”

ยูรันเร่งเร้า

“เร็วเข้า แม่นางหลิน เรื่องสนุกกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว เหตุใดข้าต้องยืนเสียเวลาอยู่ตรงนี้ด้วย?”

หลินเยียนหรูมองยูรันสลับกับเว่ยเส้าเทียน นางเริ่มรู้สึกว่าหากพาทั้งสองกลับไปด้วย วันนี้เรือนของตนคงไม่มีทางสงบสุขอย่างแน่นอน

นางพยายามเปลี่ยนเรื่อง

“เอ่อ...แล้ววันนี้คุณชายยูไม่ต้องไปพบแม่นางหลิวหรือ?”

“ข้าไม่ได้นัดนางเอาไว้เสียหน่อย”

ยูรันตอบทันที ก่อนโบกมือเร่งอีกครั้ง

“เอาละ รีบนำทางเถอะ ลูกชายเจ้ากำลังจะกลับมาแล้วไม่ใช่หรือ?”

หลินเยียนหรูถอนหายใจอย่างจนปัญญา

“เข้าใจแล้ว พวกท่านตามข้ามาเถอะ”

เว่ยเส้าเทียนมองตามแผ่นหลังของนาง ก่อนกระซิบถามยูรัน

“พี่ชาย พวกเราไปเช่นนี้จะดีจริงหรือ?”

ยูรันตบไหล่เขาเบา ๆ

“ดีสิ”

“น้องชาย วันนี้เจ้าอาจได้เป็นพ่อเลี้ยงของศัตรูแล้วนะ”

หลินเยียนหรูพาทั้งสองมายังเรือนพักของตน ก่อนเชิญให้นั่งรอภายในห้องรับรอง

“เขาอาจเดินทางมาถึงช้าสักหน่อย”

นางมองรอบห้องด้วยท่าทางเกรงใจ

“ที่นี่อาจคับแคบไปบ้าง หวังว่าพวกท่านจะไม่ถือสา”

ยูรันโบกมือ

“โอ้ ไม่เป็นไร ที่นี่ก็ดีแล้ว”

“เช่นนั้นพวกท่านรอสักครู่ เดี๋ยวข้าจะไปยกน้ำชามาให้”

เว่ยเส้าเทียนรีบกล่าวขึ้น

“แม่นางหลิน ให้คนรับใช้จัดเตรียมก็ได้นี่”

หลินเยียนหรูส่ายหน้า

“พูดอะไรเช่นนั้น พวกท่านให้เกียรติมาเยือนถึงเรือน ข้าย่อมต้องจัดเตรียมด้วยตนเอง”

นางยิ้มให้เขาเล็กน้อย ก่อนเดินออกจากห้องไป

เว่ยเส้าเทียนมองตามแผ่นหลังของนาง กระทั่งแน่ใจว่านางเดินห่างออกไปแล้วจึงหันมาถาม

“พี่ชาย ท่านคิดว่าฉู่เสวียนเทียนกลับมาครั้งนี้เพื่อทำอะไร?”

ยูรันเอนหลังพิงเก้าอี้

“คงกลับมาตรวจสอบว่าเหตุใดเจ้าจึงยังไม่ตาย ทั้งที่ส่งนักฆ่าแก่นทองคำมาตั้งแปดคน แถมตอนนี้เจ้ายังไม่มีตบะอีกด้วย”

เขาหยิบขนมบนโต๊ะขึ้นมากิน

“นอกจากนั้นก็น่าจะเกี่ยวกับอดีตคู่หมั้นของเจ้า”

“บางทีอาจมีเรื่องประกาศหมั้นหมายหรือแต่งงานเพิ่มเข้ามาด้วยก็ได้”

เว่ยเส้าเทียนถอนหายใจ

“พี่ชาย เหตุใดท่านพูดเหมือนกำลังรอดูละครอยู่เลย?”

“ก็ข้ากำลังรอดูอยู่จริง ๆ”

ทั้งสองพูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง หลินเยียนหรูก็เดินกลับเข้ามาพร้อมถาดน้ำชา

นางวางถาดลง ก่อนรินชาให้ทั้งสองด้วยตนเอง

“ดูเหมือนคุณชายทั้งสองจะสนิทสนมกันมากเลยนะ”

“อ๋อ ไม่สนิทหรอก”

ยูรันตอบอย่างไม่ลังเล

“เจ้านี่เพียงปฏิเสธคนไม่เป็น ข้าเรียกเขาว่าน้องชาย เขาก็เลยได้แต่เออออตามไปเท่านั้น”

เว่ยเส้าเทียนมุมปากกระตุก

“พี่ชาย ท่านเป็นคนยืนยันเองไม่ใช่หรือว่าข้าคือน้องชายของท่าน?”

ยูรันหันไปทางหลินเยียนหรู

“ดูสิ ขนาดตอนนี้เขาก็ยังไม่ปฏิเสธเลย”

หลินเยียนหรูหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ ขณะที่เว่ยเส้าเทียนได้แต่นั่งพูดไม่ออกอยู่ด้านข้าง

ทั้งสามพูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง เสียงโวยวายก็ดังมาจากหน้าประตูเรือน

“เว่ยเส้าเทียน! โผล่หัวออกมาเดี๋ยวนี้!”

“เรื่องเมื่อคืนเป็นฝีมือของเจ้าใช่หรือไม่?!”

หลินเยียนหรูชะงัก ก่อนหันไปมองเว่ยเส้าเทียน

“นั่นเสียงของ...”

เว่ยเส้าเทียนวางถ้วยชาลง สีหน้าซึ่งกำลังผ่อนคลายพลันเย็นชาขึ้น

“บิดาข้าเอง”

ผู้ที่กำลังตะโกนอยู่ด้านนอกคือ เว่ยจงเฉิง บิดาของเว่ยเส้าเทียนและพี่ชายของเว่ยจงเหวิน

เมื่อวานเขาออกไปตรวจร้านค้านอกเมืองจึงไม่ได้อยู่ภายในโถงประชุม แต่หลังจากทราบว่าคฤหาสน์ถูกระเบิดจนแทบไม่เหลือซาก เขาก็รีบเดินทางกลับมาทันที

ยูรันยังคงนั่งจิบชาอย่างสบายใจ

“เสียงดังดีนี่ สมแล้วที่เป็นบิดาของเจ้า”

ปัง!

ประตูเรือนถูกผลักเปิดอย่างรุนแรง เว่ยจงเฉิงเดินเข้ามาด้วยใบหน้าโกรธจัด ก่อนชี้นิ้วไปทางบุตรชาย

“เมื่อคืนคฤหาสน์ตระกูลถูกลอบวางระเบิด เจ้าเป็นคนทำใช่หรือไม่?”

เว่ยเส้าเทียนลุกขึ้นยืน

“ท่านพ่อ เมื่อคืนข้าอยู่กับพี่ชายที่โรงเตี๊ยมตลอดทั้งคืน ไม่ได้ออกไปไหนแม้แต่ก้าวเดียว เจ้าของโรงเตี๊ยมสามารถเป็นพยานให้พวกเราได้”

เว่ยจงเฉิงแค่นเสียง

“โกหก!”

“หากไม่ใช่พวกเจ้าแล้วจะเป็นผู้ใด? เมื่อวานพวกเจ้าสองคนเพิ่งบุกเข้าไปในตระกูล พอตกดึกคฤหาสน์ทั้งหมดก็ถูกระเบิดจนวอดวาย!”

หลินเยียนหรูลุกขึ้นยืนเช่นกัน

“ท่านเว่ย หากไม่มีหลักฐาน ท่านก็ไม่ควรกล่าวหาเขาเช่นนี้”

ยูรันนั่งถือถ้วยชาด้วยสีหน้าใสซื่อ ราวกับเหตุการณ์ทั้งหมดไม่เกี่ยวข้องกับตนเองแม้แต่น้อย

[โอ้ ๆ วีรสตรีช่วยหนุ่มรูปงาม]

[แปลกชะมัด ปกติมันต้องเป็นวีรบุรุษช่วยสาวงามไม่ใช่หรือ?]

[ช่างเถอะ ดูต่อดีกว่า]