ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 221 เรื่องนี้น่าสนใจกว่าผลึกเสียอีก
เว่ยจงเฉิงหันไปมองหลินเยียนหรู
“หลักฐานหรือ? เมื่อวานพวกมันเพิ่งบุกเข้าไปทำลายประตูตระกูล พอตกดึกคฤหาสน์ก็ถูกระเบิด นี่ยังไม่ชัดเจนพออีกหรือ?”
หลินเยียนหรูตอบอย่างใจเย็น
“นั่นเป็นเพียงความสงสัย ไม่ใช่หลักฐาน”
“ภายในเมืองมีผู้คนตั้งมากมาย ผู้ใดจะรู้ว่าเป็นฝีมือของใคร?”
เว่ยจงเฉิงหันกลับไปหาบุตรชาย
“ตระกูลไม่เคยมีศัตรูที่ใด นอกจากเจ้ากับคนนอกผู้นี้แล้ว ยังจะมีใครคิดทำเรื่องเช่นนั้นอีก!”
เว่ยเส้าเทียนไม่ยอมถอย
“ข้าไม่มีตบะ ส่วนพี่ชายอยู่กับข้าภายในโรงเตี๊ยมตลอดทั้งคืน”
“หากท่านยืนยันว่าเป็นฝีมือพวกเรา ก็จงนำหลักฐานออกมา”
“พยานจากโรงเตี๊ยมเชื่อถือได้หรือ? หากพวกเจ้าจ่ายเงินให้พวกมันโกหกเล่า?”
“เช่นนั้นคนของตระกูลเว่ยก็เชื่อถือไม่ได้เช่นกัน เพราะพวกเขาล้วนเป็นคนของท่าน”
“เจ้า!”
เว่ยจงเฉิงชี้หน้าบุตรชายด้วยมือสั่นเทา
“นอกจากพวกเจ้าแล้ว ไม่มีผู้ใดมีเหตุผลต้องทำลายตระกูล!”
เว่ยเส้าเทียนแค่นหัวเราะ
“เมื่อคืนคฤหาสน์ถูกค่ายกลป้องกันครอบคลุมเอาไว้ไม่ใช่หรือ?”
“ข้าไม่มีพลังแม้แต่น้อย แล้วจะผ่านค่ายกลเข้าไปวางระเบิดได้อย่างไร?”
“ก็ต้องเป็นฝีมือของคนที่เจ้าเรียกว่าพี่ชายนั่นอย่างไรเล่า!”
ทุกสายตาหันไปทางยูรันพร้อมกัน
ยูรันกำลังถือขนมชิ้นหนึ่งค้างอยู่กลางอากาศ เมื่อรู้ว่าทุกคนมองตนเอง เขาก็เอียงศีรษะอย่างไร้เดียงสา
“มองข้าทำไม?”
เว่ยจงเฉิงตวาด
“เมื่อคืนเจ้าอยู่ที่ใด?”
“โรงเตี๊ยม”
“ผู้ใดเป็นพยาน?”
“น้องชาย”
“พวกเจ้าเป็นพวกเดียวกัน คำพูดของเขาจะนับเป็นพยานได้อย่างไร!”
ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“อ๋อ เช่นนั้นคำพูดของท่านก็นับไม่ได้เหมือนกัน เพราะท่านเป็นคนตระกูลเว่ย”
“……”
หลินเยียนหรูเกือบหลุดหัวเราะ แต่รีบเก็บสีหน้าเอาไว้
เว่ยจงเฉิงกัดฟันแน่น
“ไม่ว่าอย่างไร เรื่องนี้ก็ต้องเป็นฝีมือของพวกเจ้า!”
เว่ยเส้าเทียนตอบทันที
“ไม่ว่าอย่างไร หากท่านไม่มีหลักฐาน พวกเราก็ไม่ยอมรับ!”
“ดี! เช่นนั้นกลับไปตระกูลกับข้า แล้วให้เหล่าผู้อาวุโสเป็นผู้สอบสวน!”
เว่ยเส้าเทียนมองบิดาด้วยสายตาเย็นชา
“เมื่อวานพวกท่านเพิ่งยืนยันว่าข้าไม่ใช่คนของตระกูลอีกต่อไป”
“ในเมื่อข้าไม่ใช่คนตระกูลเว่ย กฎของตระกูลก็ไม่มีสิทธิ์ใช้กับข้า”
เว่ยจงเฉิงชะงักค้างทันที
ยูรันกัดขนมคำหนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
[โอ้ น้องชายสวนกลับได้ดีนี่]
[ดูเหมือนข้าไม่ต้องช่วยอะไรเลย นั่งดูก็สนุกพอแล้ว]
เว่ยจงเฉิงโต้เถียงกับเว่ยเส้าเทียนต่อ ขณะที่หลินเยียนหรูคอยย้ำคำเดิมทุกครั้ง
“หากท่านมั่นใจว่าเป็นฝีมือพวกเขา ก็จงนำหลักฐานออกมา”
ส่วนเว่ยจงเฉิงเองก็ยืนยันไม่เปลี่ยนแปลง
“ยังต้องการหลักฐานอะไรอีก! นอกจากพวกมันแล้วจะเป็นผู้ใดได้!”
สงครามน้ำลายดำเนินไปอยู่นาน โดยไม่มีฝ่ายใดยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว
ระหว่างที่สงครามน้ำลายภายในเรือนยังคงดำเนินต่อไป คนอีกกลุ่มหนึ่งก็มาถึงหน้าคฤหาสน์ตระกูลฉู่
ผู้นำกลุ่มคือฉู่เสวียนเทียน เขาเพิ่งเดินทางกลับจากสำนักกระบี่ทลายฟ้า โดยมีเจียงชิงหรานเดินอยู่ข้างกาย
เฉินจื่อหาวซึ่งทราบข่าวการกลับมาของฉู่เสวียนเทียนก็มารอต้อนรับเช่นกัน แต่ก่อนทั้งสามจะเข้าไปด้านใน คนรับใช้ผู้หนึ่งกลับรีบวิ่งเข้ามารายงาน
“คุณชาย เกิดเรื่องขึ้นที่เรือนของฮูหยินขอรับ!”
ฉู่เสวียนเทียนขมวดคิ้ว
“เกิดอะไรขึ้น?”
“เว่ยเส้าเทียนกับชายตาบอดผู้หนึ่งกำลังอยู่ภายในเรือน ตอนนี้บิดาของคุณชายเว่ยกำลังโต้เถียงกับพวกเขาเรื่องที่ตระกูลเว่ยถูกระเบิดเมื่อคืนขอรับ”
สีหน้าของฉู่เสวียนเทียนเปลี่ยนไปทันที
“เว่ยเส้าเทียนยังมีชีวิตอยู่?”
เจียงชิงหรานเองก็ชะงัก
“เป็นไปไม่ได้...”
เฉินจื่อหาวกลับสนใจอีกเรื่องหนึ่ง
“เมื่อครู่เจ้าบอกว่ามีชายตาบอดอยู่ด้วยหรือ?”
“ขอรับ”
“เขาอายุไม่มาก รูปร่างสูงและหน้าตาหล่อเหลาหรือไม่?”
คนรับใช้พยักหน้า
“ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นขอรับ”
ใบหน้าของเฉินจื่อหาวพลันมืดลง
“เป็นมันจริง ๆ ด้วย!”
ฉู่เสวียนเทียนหันไปมอง
“เจ้ารู้จักชายผู้นั้นหรือ?”
“เมื่อคืนมันทำให้ข้าต้องเสียหน้าในหอชาชมจันทร์ แถมยังใช้เงินกดราคาข้าต่อหน้าผู้คนมากมาย”
เฉินจื่อหาวกัดฟัน
“ข้ากำลังตามหามันอยู่พอดี!”
ฉู่เสวียนเทียนไม่มีเวลาสนใจเรื่องของเขา รีบเดินตรงไปยังเรือนของมารดาทันที เจียงชิงหรานกับเฉินจื่อหาวจึงตามเข้าไปด้วย
ภายในห้องรับรอง เว่ยจงเฉิงยังคงตวาดไม่หยุด
“ไม่ว่าเจ้าจะแก้ตัวอย่างไร เรื่องเมื่อคืนก็ต้องเป็นฝีมือของพวกเจ้า!”
เว่ยเส้าเทียนตอบกลับ
“หากท่านไม่มีหลักฐานก็เลิกกล่าวหาเสียที!”
“ท่านแม่!”
เสียงหนึ่งดังแทรกเข้ามาจากหน้าประตู
ทุกคนภายในห้องหันไปมองพร้อมกัน
ฉู่เสวียนเทียนเดินเข้ามาเป็นคนแรก เมื่อเห็นมารดาของตนยืนอยู่ข้างเว่ยเส้าเทียน สีหน้าของเขาก็เย็นชาลงทันที
ด้านหลังเขา เจียงชิงหรานยืนมองอดีตคู่หมั้นด้วยความตกตะลึง
“เว่ยเส้าเทียน...เจ้ายังไม่ตาย?”
เว่ยเส้าเทียนมองนางด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ดูเหมือนทุกคนจะผิดหวังมากที่เห็นข้ายังมีชีวิตอยู่”
ขณะเดียวกัน เฉินจื่อหาวก็มองเห็นยูรันซึ่งกำลังนั่งกินขนมอยู่ด้านใน
เขาชี้นิ้วออกไปทันที
“เป็นเจ้าจริง ๆ ด้วย!”
ยูรันหยุดเคี้ยว ก่อนหันหน้าไปตามเสียง
“ใครอีกวะ?”
เขาชี้นิ้วออกไปทันที
“เป็นเจ้าจริง ๆ ด้วย!”
ยูรันหยุดเคี้ยว ก่อนหันหน้าไปตามเสียง
“แกเป็นใคร?”
“……”
เฉินจื่อหาวยืนแข็งค้าง ใบหน้าค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงด้วยความอับอาย
“เจ้าจำข้าไม่ได้หรือ?!”
“ข้าจำเป็นต้องจำแกด้วยหรือ?”
“ข้าคือเฉินจื่อหาว! เมื่อสองคืนก่อนที่หอชาชมจันทร์ พวกเรายังประมูลแข่งกันอยู่เลย!”
ยูรันขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“เฉินจื่อหาว...”
เฉินจื่อหาวยกมุมปาก คิดว่าอีกฝ่ายคงจำตนเองได้แล้ว
แต่ยูรันกลับส่ายหน้า
“ไม่รู้จัก”
“เจ้า!”
เว่ยเส้าเทียนโน้มตัวเข้าไปกระซิบ
“พี่ชาย เขาคือคุณชายที่ประมูลฟังเพลงแข่งกับท่านเมื่อสองคืนก่อน”
“อ๋อ”
ยูรันตบมือเบา ๆ
“ไอ้คนที่มีเงินไม่พอจ่ายหนึ่งแสนนั่นเอง”
ฉึก!
คำพูดนั้นแทงเข้าไปกลางใจของเฉินจื่อหาวอย่างแม่นยำ
“ข้าไม่ได้มีเงินไม่พอ!”
“ข้าเพียงเห็นว่าการจ่ายหนึ่งแสนเพื่อฟังเพลงเดียวเป็นเรื่องโง่เขลา!”
ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“อืม แพ้ประมูลแล้วจึงหาเหตุผลปลอบใจตนเองสินะ”
“บัดซบ!”
เฉินจื่อหาวโกรธจนตัวสั่น ขณะที่เจียงชิงหรานมองเขาด้วยสีหน้าประหลาด แม้แต่ฉู่เสวียนเทียนยังขมวดคิ้วด้วยความรำคาญ
ยูรันหยิบขนมอีกชิ้นขึ้นมากิน
“มีอะไรอีกไหม? หากไม่มีก็หลบไปก่อน”
“ตรงนี้กำลังเถียงกันเรื่องระเบิดบ้านอยู่ เรื่องของแกยังไม่สำคัญเท่าไร ข้าอยู่ตรงนี้มาตั้งนานยังไม่ได้พูดอะไร แกมาถึงก็เสนอหน้าซะแล้ว”
ยูรันหยิบขนมอีกชิ้นขึ้นมากิน
“มีอะไรอีกไหม? หากไม่มีก็หลบไปก่อน”
เขาโบกมืออย่างรำคาญ
“เรื่องของแกยังไม่สำคัญเท่าไร จนแล้วยังเสนอหน้าเข้ามาอีก”
“……”
ใบหน้าของเฉินจื่อหาวเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียว ก่อนจะมืดคล้ำลงอย่างรวดเร็ว
“ข้าเป็นถึงคุณชายตระกูลเฉิน เจ้ากล้ากล่าวหาว่าข้าจนหรือ?!”
“คนมีเงินที่ไหนแพ้ประมูลแล้วมายืนโวยวายข้ามวันกัน?”
ยูรันถามกลับอย่างจริงจัง
“หากแกไม่จน ก็แสดงว่าใจแคบ”
“เลือกเอาเองแล้วกันว่าอยากเป็นอย่างไหน”
“เจ้า...เจ้า!”
เฉินจื่อหาวชี้หน้ายูรัน มือสั่นจนพูดไม่ออก
เว่ยเส้าเทียนหลบสายตาไปอีกทาง
[พี่ชายปากร้ายเกินไปแล้ว เพียงไม่กี่ประโยคก็แทบทำให้คนผู้หนึ่งกระอักเลือดได้]
ฉู่เสวียนเทียนเริ่มหมดความอดทน
“พอได้แล้ว!”
“พวกเจ้าคิดว่าที่นี่เป็นสถานที่ใดกัน?”
ยูรันหันหน้าไปทางฉู่เสวียนเทียน
“บ้านแม่แกหรือบ้านแกกันแน่?”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งราวกับกำลังพิจารณาอย่างจริงจัง
“ดูจากสภาพแล้วน่าจะเป็นอย่างแรก”
“……”
มุมปากของหลินเยียนหรูยกขึ้นเล็กน้อย นางรีบยกถ้วยชาขึ้นปิดบังรอยยิ้ม แต่ไหล่ที่สั่นเบา ๆ กลับเปิดเผยทุกอย่าง
ฉู่เสวียนเทียนมองมารดาด้วยความไม่อยากเชื่อ
“ท่านแม่ ท่านกำลังหัวเราะหรือ?”
หลินเยียนหรูรีบปรับสีหน้า
“เปล่า ข้าเพียงสำลักชาเล็กน้อย”
ฉู่เสวียนเทียนกำหมัดแน่น
“ไม่ว่าจะเป็นเรือนของผู้ใด ที่นี่ก็ยังอยู่ภายในตระกูลฉู่!”
หลินเยียนหรูวางถ้วยชาลง
“แต่เรือนหลังนี้เป็นของข้า และคุณชายทั้งสองก็เป็นแขกที่ข้าเชิญมา”
“เจ้ามาถึงแล้วส่งเสียงเอะอะทันที เช่นนี้เหมาะสมแล้วหรือ?”
ฉู่เสวียนเทียนชะงักไปทันที
“ข้า...ข้า...”
เว่ยจงเฉิงเห็นบรรยากาศเริ่มไม่ดีจึงรีบเข้ามาประจบ
“เอาเถอะ เรื่องของข้าเอาไว้จัดการภายหลังก็ได้”
เขาหันไปทางฉู่เสวียนเทียนกับเจียงชิงหราน ก่อนเผยรอยยิ้มประจบประแจง
“ตอนนี้เรื่องของคุณชายฉู่สำคัญกว่า โดยเฉพาะเรื่องการแต่งงานระหว่างคุณชายกับคุณหนูเจียง”
เว่ยเส้าเทียนมองบิดาของตนเองด้วยสายตาเย็นชา
เมื่อครู่เว่ยจงเฉิงยังตะโกนกล่าวหาบุตรชายแท้ ๆ ของตนไม่หยุด แต่พอฉู่เสวียนเทียนปรากฏตัวกลับโยนเรื่องทั้งหมดทิ้งและรีบเข้าไปประจบอีกฝ่ายทันที
หลินเยียนหรูเองก็มองภาพนั้นด้วยความไม่พอใจ
[นี่คือบิดาแท้ ๆ ของคุณชายเว่ยจริงหรือ? ปฏิบัติต่อบุตรของตนเองเช่นนี้ได้อย่างไร]
ด้านยูรันกลับไม่ได้สนใจเรื่องการแต่งงานมากนัก เขากำลังใช้ตรวจสอบฉู่เสวียนเทียนตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
[แปลก...บนตัวของฉู่เสวียนเทียนไม่มีกลิ่นอายของผลึกแม้แต่น้อย]
[ดูเหมือนเขายังไม่ได้หลอมรวมมันเข้ากับร่างกาย โชคดีไปนะ]
แต่ไม่นานยูรันก็ตรวจพบสิ่งผิดปกติอีกอย่างหนึ่ง
เขาหันไปทางหลินเยียนหรู ก่อนเปรียบเทียบกลิ่นอายสายเลือดของทั้งสองอีกครั้ง
[เดี๋ยวก่อน ฉู่เสวียนเทียนไม่ใช่บุตรสายเลือดแท้ ๆ ของนางนี่]
[อืม เรื่องนี้น่าสนใจกว่าผลึกเสียอีก]
ยูรันเก็บความสงสัยเรื่องสายเลือดเอาไว้ก่อน แล้วหันไปตรวจสอบเจียงชิงหรานแทน
[อืม เรื่องนั้นเอาไว้ทีหลัง]
[สตรีผู้นี้คือเจียงชิงหรานสินะ ดูเหมือนนางจะเก็บไข่มุกสมุทรครามเอาไว้ในถุงมิติของตนเองด้วย]
[เข้าทางพอดี]
ยูรันเปิดใช้ทัศนะศูนย์และทัศนะบูรณาพร้อมกัน ก่อนอาศัยช่วงเวลาซึ่งทุกคนกำลังสนใจเรื่องการแต่งงาน แอบนำไข่มุกสมุทรครามออกจากถุงมิติของเจียงชิงหรานโดยไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น
จากนั้นเขาก็ขยับเข้าไปใกล้เว่ยเส้าเทียน ก่อนแอบยัดไข่มุกใส่มืออีกฝ่ายใต้โต๊ะ
“น้องชาย หันมาทางนี้”
เว่ยเส้าเทียนก้มมองสิ่งที่อยู่ในมือ ก่อนดวงตาจะเบิกกว้าง
“นะ...นี่มันไข่มุกสมุทรคราม!”
“ท่านเอามาได้อย่างไร?”
ยูรันยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปาก
“ไม่สำคัญ รีบลองหลอมรวมมันดู เผื่อจะช่วยกระตุ้นกายาของเจ้าได้”
“ตอนนี้เลยหรือ?”
“ตอนนี้แหละ ทำตัวให้เป็นธรรมชาติด้วย อย่าให้ผู้ใดจับได้”
เว่ยเส้าเทียนมองไข่มุกในมือสลับกับเจียงชิงหราน ก่อนรีบกำมันเอาไว้แน่น
“เข้าใจแล้ว”
เขานั่งลงตามเดิมและแอบโคจรพลังอย่างเงียบเชียบ