คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 2227,432 ตัวอักษร

ตอนที่ 222

อีกด้านหนึ่ง

ภายในหอชาชมจันทร์ นักร้องสาวคนหนึ่งรีบวิ่งเข้ามาหาหลิวรั่วหลานด้วยสีหน้าตื่นเต้น

“รั่วหลาน! รั่วหลาน!”

“ข้าเพิ่งได้ข่าวมาเมื่อเช้า เมื่อวานคุณชายยูกับคุณชายเว่ยบุกไปถึงคฤหาสน์ตระกูลเว่ย!”

“พอตกดึก คฤหาสน์ตระกูลเว่ยก็ถูกลอบวางระเบิดจนแทบไม่เหลือซาก!”

หลิวรั่วหลานชะงัก

“ว่าอย่างไรนะ?”

“ยังไม่หมดนะ ตอนนี้คุณชายยูอยู่ที่ตระกูลฉู่ แถมยังเผชิญหน้ากับฉู่เสวียนเทียนและคุณชายเฉินจื่อหาว ซึ่งเคยประมูลแข่งกับเขาเมื่อสองคืนก่อนด้วย!”

“ดูเหมือนกำลังจะเกิดเรื่องใหญ่อีกแล้ว!”

หลิวรั่วหลานลุกพรวดขึ้นทันที

“อะไรนะ?!”


ฉู่เสวียนเทียนปรับสีหน้า ก่อนเดินไปยืนข้างเจียงชิงหราน

“ถูกต้อง ครั้งนี้ข้ากลับมาเพราะผู้ใหญ่ของทั้งสองตระกูลกำลังหารือเรื่องการแต่งงานของพวกเรา”

เจียงชิงหรานยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ก่อนหันไปมองเว่ยเส้าเทียน

นางคิดว่าจะเห็นความโกรธ ความเสียใจ หรืออย่างน้อยก็ความไม่พอใจบนใบหน้าของอดีตคู่หมั้น แต่เว่ยเส้าเทียนกลับนั่งหลับตาอยู่เงียบ ๆ โดยไม่สนใจนางแม้แต่น้อย

เจียงชิงหรานจึงเป็นฝ่ายกล่าวขึ้น

“เว่ยเส้าเทียน เรื่องระหว่างพวกเราจบลงแล้ว”

“ต่อให้เจ้าคัดค้าน การแต่งงานของข้ากับคุณชายฉู่ก็ไม่มีทางเปลี่ยนแปลง”

เว่ยเส้าเทียนกำลังควบคุมไข่มุกสมุทรครามให้หลอมรวมกับร่างกาย จึงตอบกลับเพียงสั้น ๆ

“อืม”

เจียงชิงหรานขมวดคิ้ว

“เจ้าคิดว่าแสร้งทำเป็นไม่สนใจแล้วจะรักษาศักดิ์ศรีของตนเองเอาไว้ได้หรือ?”

เว่ยเส้าเทียนไม่ตอบอีก

ยูรันนั่งกินขนมอยู่ข้างกาย พร้อมใช้ม่านพลังช่วยปิดบังกลิ่นอายของเขาเอาไว้อย่างแนบเนียน

ภายในร่างของเว่ยเส้าเทียน ไข่มุกสมุทรครามค่อย ๆ ละลายลงสู่ตันเถียน ก่อนเปิดผนึกมหาสมุทรซึ่งหลับใหลมานาน

พลังปราณที่หายไปเริ่มไหลกลับมาอย่างเงียบเชียบ

หลอมรวมปราณ

สร้างรากฐาน

แก่นทองคำ

กระทั่งกลับคืนสู่ก่อวิญญาณทารกขั้นต้นดังเดิม

เว่ยเส้าเทียนพยายามระงับความตื่นเต้นและเก็บซ่อนกลิ่นอายทั้งหมดเอาไว้

[พลังของข้า...กลับมาแล้ว]

ยูรันสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงได้ทันที มุมปากของเขาจึงยกขึ้นเล็กน้อย

แต่ก่อนเรื่องการแต่งงานจะดำเนินต่อ เฉินจื่อหาวก็ก้าวออกมา

“เรื่องของพวกเขาจบแล้ว ต่อไปถึงเรื่องระหว่างข้ากับเจ้า!”

ยูรันชี้เข้าหาตนเอง

“ข้าหรือ?”

“ถูกต้อง! เมื่อคืนเจ้าจงใจใช้เงินข่มข้าและทำให้ข้าต้องอับอายต่อหน้าผู้คน วันนี้ข้าจะขอท้าประลองกับเจ้า!”

“แพ้ประมูลแล้วยังตามมารังควานถึงที่นี่ แกว่างมากหรือ?”

“เจ้าไม่กล้ารับคำท้าสินะ!”

ฉู่เสวียนเทียนก้าวออกมายืนข้างเฉินจื่อหาว

“ข้าเองก็ต้องการประลองกับมันเช่นกัน”

เขามองยูรันด้วยสายตาเย็นชา

“ข้าอยากเห็นนักว่า คนที่กล้าบุกตระกูลเว่ยและเรียกตนเองว่าพี่ชายของเว่ยเส้าเทียนจะมีความสามารถสักเพียงใด”

ยูรันมองทั้งสองคน ก่อนหันไปทางเว่ยจงเฉิง

“ไอ้แก่เว่ย ไหน ๆ แกก็มีปัญหากับข้าเหมือนกันไม่ใช่หรือ?”

เว่ยจงเฉิงชะงัก

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

“ก็ขึ้นมาพร้อมกันเลยสิ”

ยูรันลุกขึ้นบิดตัวเล็กน้อย

“พวกแกสามคนประลองกับข้าคนเดียว เป็นอย่างไร?”

“สามต่อหนึ่ง?!”

ทุกคนภายในห้องต่างมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ

ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังมาจากหน้าประตู

“ไม่ได้นะ!”

หลิวรั่วหลานรีบวิ่งเข้ามาภายในเรือน ลมหายใจของนางสับสนเล็กน้อยจากการเร่งเดินทาง

“สามต่อหนึ่งอันตรายเกินไป ท่านจะรับคำท้าเช่นนั้นไม่ได้!”

เฉินจื่อหาวมองนางด้วยสีหน้ามืดครึ้ม

“รั่วหลาน เจ้ามาที่นี่เพื่อช่วยมันอย่างนั้นหรือ?”

“เรื่องนั้นไม่สำคัญ”

หลิวรั่วหลานเดินเข้ามาหายูรัน

“คุณชายยู ต่อให้ท่านแข็งแกร่งเพียงใด อีกฝ่ายก็มีถึงสามคน เหตุใดต้องยอมเสียเปรียบด้วย?”

ยูรันมองนางอย่างประหลาดใจ

“แม่นางหลิว เจ้าก็มาด้วยหรือ?”

“ข้าได้ยินว่าท่านกำลังจะมีเรื่องจึงรีบตามมา”

“อ๋อ แล้วเจ้ามาจะช่วยอะไรข้าได้?”

ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย

“เหตุใดไม่ยืนดูอยู่เฉย ๆ?”

หลิวรั่วหลานชะงัก ใบหน้าของนางปรากฏความน้อยใจขึ้นมาครู่หนึ่ง

“ข้าเพียงเป็นห่วงท่าน เมื่อได้ยินว่าท่านจะประลองสามต่อหนึ่ง ข้าก็เลย...”

“อ๋อ เข้าใจแล้ว”

ยูรันพยักหน้า

“เช่นนั้นก็ยืนดูเฉย ๆ นั่นแหละ หากเข้ามาใกล้เกินไปเดี๋ยวจะโดนลูกหลง”

หลิวรั่วหลานเม้มริมฝีปาก ก่อนถอยออกไปยืนข้างหลินเยียนหรูอย่างว่าง่าย

[คุณชายผู้นี้พูดตรงเกินไปแล้ว ข้าอุตส่าห์รีบมาหาแท้ ๆ]

เฉินจื่อหาวเห็นท่าทางเป็นห่วงของนางก็ยิ่งมีสีหน้ามืดครึ้ม

“รั่วหลาน เจ้าคอยดูให้ดีเถอะ”

“วันนี้ข้าจะทำให้เจ้าเห็นว่าคนที่เจ้ากำลังเป็นห่วงไม่ได้เก่งกาจอย่างที่คิด!”

ทุกคนเคลื่อนย้ายไปยังลานประลองใกล้คฤหาสน์ ข่าวการประลองสามต่อหนึ่งแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว จนผู้คนจำนวนมากพากันมามุงดู

เสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นจากรอบด้านไม่ขาดสาย

“ชายตาบอดคนนั้นคิดอะไรอยู่ ถึงได้กล้าประลองสามต่อหนึ่ง?”

“เขาอยู่เพียงสร้างรากฐานขั้นสูงเท่านั้นเอง!”

“ฉู่เสวียนเทียนก็อยู่สร้างรากฐานขั้นสูง ส่วนเฉินจื่อหาวอยู่หลอมรวมปราณขั้นสูง แต่เว่ยจงเฉิงอยู่ถึงก่อวิญญาณทารกขั้นสูงเลยนะ!”

“นี่ไม่เรียกว่าการประลองแล้ว เรียกว่ารนหาที่ตายชัด ๆ!”

ยูรันยืนอยู่กลางลานอย่างสงบ เขาใช้สัมผัสตรวจสอบคู่ต่อสู้ทั้งสามอีกครั้ง

[อืม สวะสามตัว]

[ส่วนไอ้แก่เว่ยนั่นก็ก่อวิญญาณทารกขั้นสูง แต่กลิ่นอายอ่อนแอชะมัด ไม่ต่างจากศิษย์พี่เย่ในตอนนั้นเลย]

[ไม่สิ ศิษย์พี่เย่ยังแข็งแกร่งกว่าเสียอีก ไอ้แก่นี่เสพโอสถเพิ่มตบะมาหรือเปล่าวะ?]

บริเวณขอบลาน หลิวรั่วหลานมองยูรันด้วยความกังวล

“ฮูหยินหลิน คุณชายยูจะไม่เป็นอะไรจริง ๆ หรือเจ้าคะ?”

หลินเยียนหรูส่ายหน้าเล็กน้อย

“ข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก แต่ท่าทางของเขาดูมั่นใจมาก”

เว่ยเส้าเทียนกล่าวขึ้น

“ข้ามั่นใจว่าพี่ชายต้องชนะ เขาเคยจัดการนักฆ่าระดับแก่นทองคำแปดคนได้อย่างสบาย ๆ”

หลิวรั่วหลานหันขวับมาหาเขา

“จริงหรือเจ้าคะ?”

“จริง ข้าเห็นกับตาตนเอง”

หลินเยียนหรูยังคงมีสีหน้ากังวล

“แต่นั่นเป็นเพียงแก่นทองคำ ต่อให้มีถึงแปดคนก็ยังเทียบกับก่อวิญญาณทารกขั้นสูงไม่ได้”

“ยิ่งไปกว่านั้นยังมีฉู่เสวียนเทียนกับเฉินจื่อหาวคอยช่วยอีก เขาจะเอาชนะได้แน่หรือ?”

เว่ยเส้าเทียนมองยูรันกลางลาน ก่อนตอบอย่างมั่นใจ

“หากเป็นผู้อื่นคงไม่ได้”

“แต่สำหรับพี่ชาย ต่อให้มองว่าแก่นทองคำขั้นสูงแปดคนรวมกันเทียบได้กับก่อวิญญาณทารกหนึ่งคน ข้าคิดว่าผลลัพธ์ก็คงไม่แตกต่างกันมากนัก”

อีกด้านหนึ่ง เฉินจื่อหาวหัวเราะเสียงดัง

“ฮ่า ๆ ๆ! เจ้าพลาดแล้วที่ยอมประลองกับพวกเราสามคน ทั้งที่ตนเองอยู่เพียงสร้างรากฐานขั้นสูง!”

เขายังคงพล่ามดูถูกยูรันไม่หยุด ขณะที่ฉู่เสวียนเทียนก้าวออกมาข้างหน้า

“เขาพูดถูก ตอนนี้เจ้าถอยยังทัน”

“ที่จริงไม่จำเป็นต้องให้พวกเราสามคนลงมือพร้อมกันด้วยซ้ำ เพียงข้าคนเดียวก็เพียงพอแล้ว”

ยูรันถอนหายใจ

“เฮ้อ เช่นนั้นมาพนันกันหน่อยไหม?”

“ข้าไม่เคยแพ้พนันเสียด้วยสิ”

ฉู่เสวียนเทียนหรี่ตาลง

“เจ้าต้องการเดิมพันอะไร?”

ยูรันลูบคางอย่างใช้ความคิด ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ

“หากข้าชนะ ข้าจะเอาแขนขาทั้งหมดของเจ้า”

ทั่วทั้งลานเงียบลงทันที

ยูรันหันหน้าไปทางเว่ยเส้าเทียน

“ข้านึกไม่ออกจริง ๆ ว่าเว่ยเส้าเทียนเพียงสูญเสียตบะ เจียงชิงหรานก็ทอดทิ้งเขาราวกับหมูหมา แม้แต่ตระกูลของตนเองยังทำเช่นเดียวกัน”

จากนั้นเขาก็หันกลับมาทางฉู่เสวียนเทียน

“หากเจ้ากลายเป็นคนพิการ ไม่มีทั้งแขนและขา ชีวิตของเจ้าจะเป็นอย่างไรนะ?”

ยูรันยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย

“น่าสนใจดีไม่ใช่หรือ?”

ยูรันกางแขนออกอย่างไม่ใส่ใจ

“ส่วนหากข้าแพ้ พวกแกจะทำอะไรกับข้าก็ได้ ข้าไม่ถือ”

เขายกมุมปากขึ้น

“เพราะอย่างไรข้าก็ไม่มีทางแพ้อยู่แล้ว”

คำพูดนั้นทำให้สีหน้าของทั้งสามคนเขียวคล้ำลงพร้อมกัน

เฉินจื่อหาวกัดฟันกรอด

“ดี! พนันก็พนัน!”

ฉู่เสวียนเทียนมองยูรันด้วยแววตาเย็นชา

“เจ้าเป็นคนพูดเอง หากแพ้แล้วอย่าคิดร้องขอชีวิตก็แล้วกัน”

เว่ยจงเฉิงเองก็แค่นเสียง

“คนหนุ่มไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ เมื่อถึงเวลาข้าจะหักแขนขาของเจ้าด้วยตนเอง!”

“ตกลงตามนั้น”

ยูรันโบกมืออย่างรำคาญ

“รีบเริ่มเสียที วันนี้ทุกคนจะต้องตกใจอย่างแน่นอน”

เขาหันหน้าไปทางบริเวณซึ่งหลิวรั่วหลานยืนอยู่

“โดยเฉพาะแม่นางหลิวรั่วหลาน”

หลิวรั่วหลานชะงัก ใบหน้าขึ้นสีเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว

ยูรันบิดคอไปมา ก่อนหันกลับมาทางคู่ต่อสู้ทั้งสาม

“อืม หวังว่าพวกแกจะทำให้ข้าออกแรงและขยับตัวได้บ้างนะ”

เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วบริเวณทันที

หลิวรั่วหลานกำชายเสื้อแน่นด้วยความกังวล ขณะที่เว่ยเส้าเทียนยังคงมองยูรันอย่างมั่นใจ

เฉินจื่อหาวเห็นยูรันจงใจกล่าวถึงหลิวรั่วหลานก็ยิ่งโกรธจัด

“ยังกล้าทำเป็นอวดดีอีก! ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะปากแข็งได้อีกนานเพียงใด!”

กลางลานประลอง ทั้งสามคนกระจายกำลังปิดทางหนีทุกด้าน

เว่ยจงเฉิงปลดปล่อยแรงกดดันของก่อวิญญาณทารกขั้นสูงออกมาอย่างเต็มกำลัง ขณะที่ฉู่เสวียนเทียนกับเฉินจื่อหาวนำอาวุธของตนออกมาเตรียมพร้อม

ครืนนนน!

พื้นลานประลองสั่นสะเทือนเล็กน้อยภายใต้แรงกดดันอันหนักหน่วง