คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 2238,531 ตัวอักษร

ตอนที่ 223

[อืม กำลังจะเริ่มแล้วสินะ]

[ถ้าเช่นนั้นใช้อันนี้ก็แล้วกัน]

ยูรันหยิบนำฟลูตซึ่งเคยสร้างเอาไว้ตั้งแต่การประลองศิษย์ใหม่ออกมาจากช่องเก็บของ

การปรากฏของเครื่องดนตรีกลางลานประลองทำให้ทุกคนตกตะลึงไม่น้อย

"นั่นมันอะไรหนะ เครื่องดนตรี?”

“เขาคิดจะใช้เครื่องดนตรีต่อสู้กับคนสามคนหรือ?”

“หรือมันจะเป็นอาวุธวิญญาณชนิดพิเศษ?”

หลิวรั่วหลานเองก็มองฟลูตในมือยูรันอย่างสนใจ นางเป็นนักร้องและนักดนตรี ย่อมมองออกทันทีว่าฟลูตเลานั้นถูกสร้างขึ้นอย่างประณีตเพียงใด

เว่ยเส้าเทียนขมวดคิ้ว

“พี่ชายเล่นเครื่องดนตรีเป็นด้วยหรือ?”

ไม่มีผู้ใดตอบคำถามของเขาได้

กลางลาน ยูรันยกฟลูตขึ้นพาดไว้ข้างลำตัว แต่ยังไม่เป่าและไม่กล่าวอะไร เพียงยืนนิ่งรอให้อีกฝ่ายเป็นผู้เริ่มก่อน

เฉินจื่อหาวแค่นหัวเราะ

“คิดว่าหยิบของประหลาดออกมาแล้วพวกเราจะกลัวหรือ?”

ฉู่เสวียนเทียนยกกระบี่ขึ้น ส่วนเว่ยจงเฉิงรวบรวมพลังเอาไว้กลางฝ่ามือ

“ลงมือ!”

ทั้งสามคนพุ่งเข้าโจมตีพร้อมกัน

ปราณกระบี่ของฉู่เสวียนเทียนกรีดอากาศเข้าหายูรัน เฉินจื่อหาวซัดฝ่ามือออกมาจากอีกด้าน ขณะที่พลังของเว่ยจงเฉิงกดทับลงมาจากด้านบน

ทว่าในขณะที่การโจมตีทั้งหมดกำลังจะมาถึง ยูรันกลับยกฟลูตขึ้นแตะริมฝีปาก

วิ้งงงงงง!

เสียงฟลูตเพียงหนึ่งโน้ตดังกังวานออกมา

เสียงนั้นใสกระจ่างราวระฆังแก้วถูกเคาะกลางท้องฟ้า ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นคลื่นวายุโปร่งใสกวาดผ่านทั่วทั้งลานประลอง

ตู้ม!

การโจมตีของเฉินจื่อหาวแตกกระจายเป็นอย่างแรก คลื่นเสียงกระแทกเข้ากลางอกจนเขากระอักเลือดออกมาคำใหญ่ ก่อนดวงตาเหลือกและล้มหมดสติลงกับพื้นทันที

ปราณกระบี่ของฉู่เสวียนเทียนถูกบดขยี้ตามมา แรงสะท้อนทำให้เขาถอยหลังหลายก้าวและกระอักเลือดออกมาเช่นกัน

ส่วนฝ่ามือของเว่ยจงเฉิงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ก่อนพลังที่รวบรวมเอาไว้จะสลายหายไปกลางอากาศ

ทั่วทั้งลานตกอยู่ในความเงียบชั่วขณะ

จากนั้นเสียงฮือฮาก็ระเบิดขึ้นพร้อมกัน

“หนึ่งโน้ต?!”

“เขาจัดการเฉินจื่อหาวด้วยเครื่องเป่าประหลาดนั่นเพียงโน้ตเดียว!”

“แม้แต่การโจมตีของก่อวิญญาณทารกขั้นสูงยังถูกสลายไปแล้ว!”

หลิวรั่วหลานยกมือปิดปาก ดวงตาจ้องยูรันโดยไม่กะพริบ

เว่ยเส้าเทียนเองก็สูดหายใจเข้าลึก แม้จะเคยเห็นยูรันจัดการแก่นทองคำแปดคนมาแล้ว แต่ภาพตรงหน้าก็ยังเหนือความคาดหมายของเขาอยู่ดี

ฉู่เสวียนเทียนกับเว่ยจงเฉิงสบตากัน สีหน้าของทั้งสองมืดครึ้มลงพร้อมกัน

ความหวาดกลัวเริ่มก่อตัวขึ้นภายในใจอย่างห้ามไม่อยู่

หากพ่ายแพ้ ฉู่เสวียนเทียนจะต้องสูญเสียแขนขาทั้งหมด!

เขายอมให้เรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด

ยูรันลดฟลูตลงเล็กน้อย

“อืม อ่อนแอสุด ๆ”

เขาหันไปทางเฉินจื่อหาวซึ่งนอนหมดสติอยู่บนพื้น

“คนที่อ่อนแอที่สุดถึงกับกระอักเลือดแล้วสลบไปทันที”

จากนั้นจึงหันไปทางฉู่เสวียนเทียน

“ส่วนแกยังยืนอยู่ได้ นับว่าใช้ได้กว่าที่คิดเล็กน้อย”

สุดท้ายยูรันหันไปทางเว่ยจงเฉิง

“แม้แต่ตาแก่ก็ยังรับเอาไว้ได้”

เขาหมุนฟลูตในมือหนึ่งรอบ

“น่าสนใจดีนี่ ตาแก่”

ฉู่เสวียนเทียนกับเว่ยจงเฉิงโกรธจัด ทั้งสองคำรามออกมาพร้อมกัน ก่อนระเบิดพลังทั้งหมดและพุ่งเข้าหายูรัน

“อ๊ากกก! รับนี่ไปเสีย!”

“กระบี่ทลายฟ้า!”

ฉู่เสวียนเทียนฟาดกระบี่ลงสุดกำลัง ปราณกระบี่ขนาดมหึมาพุ่งแหวกอากาศเข้าหายูรัน

เว่ยจงเฉิงประกบฝ่ามือ ก่อนคลื่นวารีจำนวนมหาศาลจะรวมตัวอยู่ด้านหลัง

“ฝ่ามือวารีถล่มสมุทร!”

ทั้งกระบี่และคลื่นวารีถาโถมเข้ามาพร้อมกัน รุนแรงจนค่ายกลรอบลานประลองสั่นสะเทือน

ยูรันยกฟลูตขึ้นอีกครั้ง

วิ้งงงงงง!

โน้ตที่สองดังออกมาอย่างแผ่วเบา

เสียงนั้นนุ่มนวลราวกับผิวน้ำอันสงบนิ่งถูกใบไม้ใบหนึ่งร่วงหล่นลงมาแตะ จนเกิดระลอกคลื่นเล็ก ๆ แผ่ขยายออกไปอย่างช้า ๆ

ผู้ชมทั่วทั้งลานพลันรู้สึกว่าจิตใจสงบลง ความตึงเครียดทั้งหมดสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย

“อะไรนะ?”

“เหตุใดข้าถึงรู้สึกผ่อนคลายเช่นนี้?”

“เสียงนี้ฟังแล้วสบายชะมัด...”

ทว่าสำหรับฉู่เสวียนเทียนกับเว่ยจงเฉิง เสียงอันอ่อนโยนนั้นกลับน่ากลัวยิ่งกว่าคลื่นกระแทกก่อนหน้านี้หลายเท่า

จังหวะการโคจรพลังของทั้งสองถูกรบกวนพร้อมกัน

ปราณกระบี่ทลายฟ้าสั่นไหว ก่อนแตกสลายกลางอากาศ

คลื่นวารีมหาศาลสูญเสียการควบคุมและพังทลายกลายเป็นละอองน้ำโปรยลงทั่วลาน

ฉู่เสวียนเทียนกระอักเลือดออกมาคำใหญ่ กระบี่หลุดจากมือ ก่อนร่างจะล้มลงกับพื้นและหมดสติไปทันที

ส่วนเว่ยจงเฉิงตัวสั่นสะท้าน พลังปราณภายในร่างปั่นป่วนจนไม่อาจยืนตรงได้

ตุบ!

เข่าทั้งสองข้างกระแทกลงกับพื้นอย่างแรง

ทั่วทั้งลานเงียบกริบ

ยูรันลดฟลูตลง ก่อนถอนหายใจยาว

“เฮ้อ ตาแก่ อ่อนแอจริง ๆ”

เขาหมุนฟลูตในมือ พลางมองเว่ยจงเฉิงซึ่งกำลังคุกเข่าอยู่ตรงหน้า

“เพียงสองโน้ตก็หมดสภาพเสียแล้ว”

“เพราะแบบนี้อย่างไรเล่า ข้าถึงได้เกลียดพวกเสพโอสถเร่งตบะ”

“ระดับพลังดูสูงส่ง แต่ข้างในกลวงจนแทบไม่มีอะไรเหลือ”

ยูรันเดินตรงไปหาฉู่เสวียนเทียนเพื่อรับเดิมพัน แต่เจียงชิงหรานรีบเข้ามาขวางเอาไว้

“หยุดนะ! เจ้าคิดจะทำอะไร?”

“อืม ก็มาเอาแขนขาอย่างไรเล่า”

ยูรันตอบราวกับเป็นเรื่องธรรมดา

“ในเมื่อลั่นวาจาเอาไว้แล้ว หากไม่ทำตามก็คงไม่ได้ ถอยไป”

เขาโบกมือเบา ๆ คลื่นลมสายหนึ่งก็พัดเจียงชิงหรานกระเด็นออกไปจากทางโดยไม่เปิดโอกาสให้นางต่อต้าน

ฉู่เสวียนเทียนซึ่งหมดสติไปเพียงชั่วครู่เพิ่งฟื้นขึ้นมา เมื่อเห็นยูรันกำลังเดินเข้าหา ใบหน้าของเขาก็ซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว

“อย่านะ! อย่าเข้ามา!”

เขาพยายามถอยหนี แต่แขนขากลับไร้เรี่ยวแรง

“ท่านแม่ ช่วยข้าด้วย!”

“ท่านแม่!”

ยูรันหยุดฝีเท้า ก่อนมองเขาด้วยสีหน้าประหลาด

“อืม เหมือนเด็กน้อยไม่มีผิด พอเกิดเรื่องก็เอาแต่ร้องเรียกหามารดา”

เขาหันไปทางหลินเยียนหรู

“ทั้งที่แกไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของนางด้วยซ้ำ”

เปรี๊ยง!

คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางลานประลอง

“อะไรนะ?!”

หลินเยียนหรูก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง

“คะ...คุณชายยู ท่านรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?”

ยูรันยกนิ้วขึ้นนับ

“สัมผัสที่หก ลางสังหรณ์ แล้วก็กลิ่น”

“……”

เขาโบกมือราวกับเรื่องนั้นไม่สำคัญ

“ช่างเถอะ เอาไว้ค่อยพูดภายหลัง”

ยูรันหันกลับไปหาฉู่เสวียนเทียน

“ในเมื่อแพ้พนันแล้วก็มอบแขนขามาเสีย ข้าจะได้เห็นสักทีว่าว่าที่ภรรยาของเจ้าจะแสดงท่าทีอย่างไร”

ฉู่เสวียนเทียนรีบคลานไปหาหลินเยียนหรู

“ท่านแม่ ช่วยข้าด้วย!”

“ท่านเป็นแม่ของข้านะ จะปล่อยให้เขาทำเช่นนี้ไม่ได้!”

หลินเยียนหรูมองบุตรชายซึ่งนางเลี้ยงดูมา ก่อนหลับตาลงอย่างเจ็บปวด

ผ่านไปครู่หนึ่ง นางจึงกล้ำกลืนฝืนตอบออกมา

“คำพูด...ย่อมเป็นคำพูด”

“เมื่อเจ้ารับเดิมพันแล้ว ก็ต้องยอมรับผลของมัน”

ฉู่เสวียนเทียนตัวแข็งค้าง

ยูรันแค่นหัวเราะเบา ๆ

“หึ”

เขาเดินเข้าไปคว้าแขนข้างหนึ่งของฉู่เสวียนเทียน ก่อนออกแรงบิดและกระชากออกมาในคราวเดียว

กร๊อบ!

“อ๊ากกกกกกกกกกกกก!”

เสียงกรีดร้องดังสะท้อนไปทั่วลานประลอง

โลหิตเพิ่งไหลออกจากบาดแผล ยูรันก็ปล่อยกลิ่นอายออกไปปิดบาดแผลทันที ทำให้ฉู่เสวียนเทียนไม่เสียเลือดจนถึงแก่ชีวิต

ผู้ชมโดยรอบต่างหน้าซีดเผือด บางคนถึงกับรีบเบือนหน้าหนี

“โหดเหี้ยมเกินไปแล้ว!”

“นี่มันทรมานยิ่งกว่าความตายเสียอีก!”

“หากจะเอาแขน เหตุใดไม่ใช้กระบี่ตัดให้จบในครั้งเดียว?”

“เขากลับใช้มือบิดแล้วกระชากออกมาตรง ๆ เลยหรือ?!”

หลิวรั่วหลานยกมือปิดปาก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ ขณะที่เจียงชิงหรานยืนตัวแข็ง มองแขนซึ่งอยู่ในมือยูรันด้วยใบหน้าไร้สีเลือด

ยูรันกลับมองฉู่เสวียนเทียนอย่างสงบ

“เหลืออีกสาม”

“ต่อไปจะเอาข้างไหนก่อนดี?”

ยูรันมองแขนในมืออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนโยนเก็บเข้าไปในช่องเก็บของ

“อืม ต่อไปเอาขาก็แล้วกัน”

ฉู่เสวียนเทียนส่ายหน้ารัว ๆ ก่อนพยายามใช้แขนข้างที่เหลือลากตัวหนี

“ไม่! อย่าเข้ามา!”

ยูรันเดินตามไปคว้าขาข้างหนึ่งของเขาเอาไว้

รอบนี้เขาไม่ได้กระชากออกในทันที แต่กลับค่อย ๆ บิดอย่างช้า ๆ

กร๊อบ! กร๊อบ!

เสียงกระดูกดังขึ้นท่ามกลางความเงียบของลานประลอง

“ม่ายยยยยยยยยย!”

“อ๊ากกกกกกกกกกกกก!”

ฉู่เสวียนเทียนดิ้นพล่านและกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด แต่ไม่อาจหลุดออกจากมือของยูรันได้

กระทั่งขาข้างนั้นถูกบิดจนหลุดออกจากร่าง ยูรันจึงปล่อยกลิ่นอายออกไปปิดบาดแผลเช่นเดิม ไม่ปล่อยให้เขาเสียเลือดจนตาย

ผู้ชมทั่วทั้งลานตกอยู่ในความตื่นตะลึง

“โหดเหี้ยมเกินไปแล้ว!”

“เขาจงใจทำอย่างช้า ๆ ด ้วย!”

“นี่มันไม่ใช่แค่รับของเดิมพันแล้ว มันคือการทรมานชัด ๆ!”

แม้แต่หลิวรั่วหลาน เว่ยเส้าเทียน และหลินเยียนหรูยังยกมือขึ้นปิดปากพร้อมกัน ใบหน้าของทุกคนซีดเผือด

สยองขวัญ

สยองเกินไปแล้ว!

คนที่ฆ่าผู้อื่นโดยไม่กะพริบตาก็นับว่าโหดเหี้ยมมากพออยู่แล้ว แต่ยูรันกลับค่อย ๆ บิดและดึงแขนขาของอีกฝ่ายออกมาต่อหน้าผู้คน

ภาพเช่นนี้น่าหวาดกลัวยิ่งกว่าการสังหารในกระบวนท่าเดียวเสียอีก

ยูรันเก็บขาข้างนั้นเข้าไปในช่องเก็บของ ก่อนมองฉู่เสวียนเทียนซึ่งกำลังนอนสั่นอยู่บนพื้น

“เหลืออีกสอง”

ยูรันมองแขนในมืออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนโยนเก็บเข้าไปในช่องเก็บของ

“อืม ต่อไปเอาขาก็แล้วกัน”

ฉู่เสวียนเทียนส่ายหน้ารัว ๆ ก่อนพยายามใช้แขนข้างที่เหลือลากตัวหนี

“ไม่! อย่าเข้ามา!”

ยูรันเดินตามไปคว้าขาข้างหนึ่งของเขาเอาไว้

รอบนี้เขาไม่ได้กระชากออกในทันที แต่กลับค่อย ๆ บิดอย่างช้า ๆ

กร๊อบ! กร๊อบ!

เสียงกระดูกดังขึ้นท่ามกลางความเงียบของลานประลอง

“ม่ายยยยยยยยยย!”

“อ๊ากกกกกกกกกกกกก!”

ฉู่เสวียนเทียนดิ้นพล่านและกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด แต่ไม่อาจหลุดออกจากมือของยูรันได้

กระทั่งขาข้างนั้นถูกบิดจนหลุดออกจากร่าง ยูรันจึงปล่อยกลิ่นอายออกไปปิดบาดแผลเช่นเดิม ไม่ปล่อยให้เขาเสียเลือดจนตาย

ผู้ชมทั่วทั้งลานตกอยู่ในความตื่นตะลึง

“โหดเหี้ยมเกินไปแล้ว!”

“เขาจงใจทำอย่างช้า ๆ ด้วย!”

“นี่มันไม่ใช่แค่รับของเดิมพันแล้ว มันคือการทรมานชัด ๆ!”

แม้แต่หลิวรั่วหลาน เว่ยเส้าเทียน และหลินเยียนหรูยังยกมือขึ้นปิดปากพร้อมกัน ใบหน้าของทุกคนซีดเผือด

สยองขวัญ

สยองเกินไปแล้ว!

คนที่ฆ่าผู้อื่นโดยไม่กะพริบตาก็นับว่าโหดเหี้ยมมากพออยู่แล้ว แต่ยูรันกลับค่อย ๆ บิดและดึงแขนขาของอีกฝ่ายออกมาต่อหน้าผู้คน

ภาพเช่นนี้น่าหวาดกลัวยิ่งกว่าการสังหารในกระบวนท่าเดียวเสียอีก

ยูรันเก็บขาข้างนั้นเข้าไปในช่องเก็บของ ก่อนมองฉู่เสวียนเทียนซึ่งกำลังนอนสั่นอยู่บนพื้น

“เหลืออีกสอง”