คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 226 ข้าไม่ได้ถามชื่อ7,665 ตัวอักษร

ตอนที่ 226 ข้าไม่ได้ถามชื่อ

ยูรันลุกขึ้น ก่อนเดินไปตบไหล่เว่ยเส้าเทียน

“เอาละน้องชาย ปัญหาของเจ้าหมดไปแล้ว”

“ตระกูลเว่ยก็ล้มละลายไปเรียบร้อย อืม...แถมเจ้ายังได้ภรรยาเพิ่มอีกสองคนด้วย”

“คุณชาย!”

หลินเยียนหรูกับเจียงชิงหรานตะโกนขึ้นพร้อมกัน

ยูรันไม่สนใจและกล่าวต่อ

“ตบะของเจ้ากลับมาแล้ว แถมยังสูงขึ้นจากเดิมอีกสองระดับ”

เขาตบไหล่เว่ยเส้าเทียนซ้ำ

“แหม เจ้านี่ช่างโชคดีจริง ๆ”

“อะไรนะ?!”

ทุกคนภายในห้องหันไปมองเว่ยเส้าเทียนพร้อมกัน

เจียงชิงหรานลุกขึ้นทันที

“ตบะของเจ้ากลับมาแล้วหรือ?”

หลินเยียนหรูเองก็มีสีหน้าตกตะลึง

“แถมยังสูงขึ้นอีกสองระดับ?”

เว่ยเส้าเทียนมุมปากกระตุก ก่อนหันไปกระซิบกับยูรัน

“พี่ชาย ไหนท่านบอกให้ข้าเก็บเรื่องนี้เป็นความลับก่อนอย่างไรเล่า?”

“อ๋อ ข้าลืม”

“……”

เมื่อไม่มีประโยชน์ต้องปิดบังอีก เว่ยเส้าเทียนจึงถอนหายใจและปลดปล่อยกลิ่นอายออกมาเพียงเล็กน้อย

ครืนนนน!

แรงกดดันของก่อวิญญาณทารกขั้นสูงแผ่กระจายไปทั่วห้อง ก่อนถูกเขาเก็บกลับเข้าไปอย่างรวดเร็ว

ทุกคนยืนแข็งค้าง

เจียงชิงหรานยกมือปิดปาก ดวงตาค่อย ๆ แดงขึ้น

ฉู่เสวียนเทียนเองก็อ้าปากค้าง

“ก่อวิญญาณทารกขั้นสูง...”

ยูรันปรบมือเบา ๆ

“เอาละ เรื่องที่ข้าต้องจัดการก็หมดแล้ว”

เขาหันไปทางเว่ยเส้าเทียน

“เอาต้นกำเนิดกายาของเจ้ามาแบ่งให้ข้าหนึ่งหยด นิดเดียวก็พอ”

เว่ยเส้าเทียนตอบโดยไม่ลังเล

“ได้สิ ท่านช่วยเหลือข้ามากถึงเพียงนี้ ต่อให้ต้องการมากกว่าหนึ่งหยดข้าก็ยินดี”

“หยดเดียวพอ มากกว่านั้นอาจทำให้กายาเจ้าเสียหาย”

ยูรันยกนิ้วขึ้นแตะกลางอกของเว่ยเส้าเทียน ก่อนใช้พลังเจาะเข้าไปในมหาสมุทรภายในกายาอย่างแม่นยำ

ไม่นาน หยดน้ำสีฟ้าใสราวกับอัญมณีก็ลอยออกมาจากร่างของเว่ยเส้าเทียน

ยูรันเก็บมันลงในภาชนะทันที

“เสร็จแล้ว”

เว่ยเส้าเทียนก้มมองร่างกายตนเอง

“ห๊ะ? เหตุใดข้าถึงไม่รู้สึกอะไรเลย?”

“ถ้าเจ้ารู้สึก แสดงว่าฝีมือข้าห่วยแตกแล้ว”

ยูรันเก็บภาชนะลงในช่องเก็บของ

“ว่าแต่กายาของเจ้าทำอะไรได้? มันเกี่ยวข้องกับวิชาสายน้ำหรือไม่?”

เว่ยเส้าเทียนหลับตาตรวจสอบร่างกาย ก่อนอธิบาย

“ตันเถียนของข้ากลายเป็นมหาสมุทร สามารถกักเก็บพลังปราณได้มากกว่าผู้บำเพ็ญระดับเดียวกันหลายเท่า”

“วิชาสายน้ำทั้งหมดจะแข็งแกร่งขึ้น อีกทั้งข้ายังสามารถดูดซับพลังจากสายน้ำเพื่อฟื้นฟูพลังปราณและบาดแผลได้อย่างรวดเร็ว”

“พลังแปลกปลอมซึ่งเข้าสู่ร่างกายจะถูกมหาสมุทรภายในหลอมและเปลี่ยนให้กลายเป็นพลังของข้าเอง”

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง

“ส่วนความสามารถอื่น ข้ายังต้องใช้เวลาศึกษาเพิ่มเติม”

ยูรันพยักหน้ารัว ๆ

“ของดีจัด ๆ”

“ของดีสุด ๆ”

“ของดีโคตร ๆ”

“ของโคตรของโคตรดี!”

เว่ยเส้าเทียนมองเขาด้วยสีหน้าว่างเปล่า

“เอ่อ...ท่านกล่าวซ้ำหลายชั้นเกินไปแล้วกระมัง?”

“ช่างเถอะ”

ยูรันโบกมือ ก่อนเดินไปทางประตู

“ต่อไปข้าจะไปถล่มสำนักกระบี่ทลายฟ้ากระจอก ๆ นั่น แล้วก็ออกเดินทางต่อเสียที”

ทุกคนภายในห้องชะงักพร้อมกัน

ยูรันนับนิ้วอย่างหงุดหงิด

“ข้าหลงทางไปสามวัน แล้วยังเสียเวลาอยู่ในเมืองนี้อีกสี่วัน”

“เวลาเหลือไม่มากแล้ว”

เขาถอนหายใจ

“รีบไปถล่มให้เสร็จแล้วค่อยเดินทางต่อดีกว่า”

หลิวรั่วหลานรีบกล่าวขึ้น

“คุณชายกำลังจะไปแล้วหรือเจ้าคะ?”

“คือว่า...ข้ายังอยากพูดคุยกับท่านเรื่องดนตรี”

นางมองไปทางฟลูตในมือยูรัน

“เมื่อครู่ข้าเห็นคุณชายใช้เครื่องเป่าในการต่อสู้แล้วรู้สึกสนใจมาก ข้าอยากทราบว่าท่านควบคุมเสียงให้กลายเป็นพลังได้อย่างไร”

ยูรันพยักหน้า

“ได้สิ เอาไว้หลังจากข้ากลับมาจากสำนักกระบี่ทลายฟ้าแล้ว พวกเราค่อยมาคุยกัน”

“เจ้าค่ะ!”

หลิวรั่วหลานตอบด้วยรอยยิ้มทันที

เว่ยเส้าเทียน เจียงชิงหราน และฉู่เสวียนเทียนมองหน้ากัน ก่อนพยักหน้าเหมือนเข้าใจอะไรบางอย่าง

หลินเยียนหรูยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวด้วยรอยยิ้มบาง ๆ

“อืม ดูเหมือนจะไม่ใช่เพียงพวกเจ้าที่มีบิดาเพิ่มหนึ่งคนและภรรยาเพิ่มอีกสองคนเสียแล้ว”

นางเหลือบมองยูรันกับหลิวรั่วหลาน

“ยังมีอีกคนที่ดูเหมือนกำลังจะได้ภรรยาเพิ่มอีกหนึ่งคนเหมือนกัน”

“อืม ๆ”

ทุกคนพยักหน้าพร้อมกัน

ใบหน้าของหลิวรั่วหลานแดงก่ำในทันที

ส่วนยูรันกลับเอียงศีรษะอย่างไม่เข้าใจ

“พวกเจ้าพยักหน้าหาอะไรกัน?”

ยูรันโบกมือ

“เอาละ ข้ารีบอยู่ สำนักกระบี่ทลายฟ้าอยู่ไกลจากที่นี่หรือไม่?”

ฉู่เสวียนเทียนตอบทันที

“อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ห่างออกไปประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบลี้”

“หนึ่งร้อยห้าสิบลี้?”

ยูรันพยักหน้า

“โคตรใกล้ เดี๋ยวข้ากลับมา”

เขาหันไปคว้าไหล่เว่ยเส้าเทียน

“น้องชาย ไปกันเถอะ”

เว่ยเส้าเทียนยังไม่ทันตั้งตัว

“เดี๋ยวก่อนพี่ชาย ข้ายังไม่ได้—”

พรึ่บ!

ร่างของทั้งสองหายไปจากห้องทันที

ทุกคนมองพื้นที่ว่างเปล่าตรงหน้าด้วยสีหน้าว่างเปล่า

ฉู่เสวียนเทียนมุมปากกระตุก

“เขารู้หรือว่าต้องไปทางไหน?”

หลินเยียนหรูนิ่งไปครู่หนึ่ง

“เจ้าเพียงบอกทิศทาง แต่ยังไม่ได้บอกตำแหน่งอย่างละเอียดเลยนี่”

เจียงชิงหรานถอนหายใจ

“พวกเขาจะหลงทางหรือไม่?”

หลิวรั่วหลานนึกถึงคำพูดของยูรันที่ว่าเขาหลงทางมาสามวัน ก่อนตอบอย่างไม่มั่นใจ

“ข้าคิดว่า...มีโอกาสสูงมากเจ้าค่ะ”

เพียงไม่กี่อึดใจ ทั้งสองก็มาปรากฏตัวอยู่เหนือสำนักกระบี่ทลายฟ้า

เว่ยเส้าเทียนยังไม่ทันมองเห็นสิ่งใดก็รีบยกมือปิดปาก

“แหวะ! แหวะ! แหวะ!”

ร่างของเขาโคลงเคลงกลางอากาศจนแทบทรงตัวไม่อยู่

ยูรันส่ายหน้าอย่างผิดหวัง

“จิ๊ ๆ อ่อนแอจริง ๆ”

เว่ยเส้าเทียนหอบหายใจ ก่อนหันมามองเขาด้วยใบหน้าซีดเผือด

“พี่ชาย คราวหน้าท่านช่วยบอกข้าก่อนเร่งความเร็วได้หรือไม่?”

“ข้าเพิ่งได้พลังกลับมานะ!”

“ก่อวิญญาณทารกขั้นสูงแท้ ๆ แค่เดินทางหนึ่งร้อยห้าสิบลี้ยังอาเจียน”

เว่ยเส้าเทียนมุมปากกระตุก

“ท่านต่างหากที่ผิดปกติ!”

“อยู่เพียงสร้างรากฐานขั้นสูงแท้ ๆ แต่กลับเหาะเหินได้ แถมวิชาตัวเบายังรวดเร็วเสียจนข้ามองตามแทบไม่ทัน”

“ถูกท่านลากมาด้วยความเร็วเช่นนั้น ใครจะตั้งตัวทันกัน?”

ยูรันชี้ลงไปด้านล่าง

“ไม่สำคัญ ตอนนี้พวกเรามาถึงแล้ว”

เว่ยเส้าเทียนก้มมองสำนักกระบี่ทลายฟ้าซึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางเทือกเขา ก่อนสูดหายใจเข้าลึก

“พี่ชาย ท่านคิดจะเข้าไปอย่างไร?”

ยูรันเริ่มประสานมุทรา

“ใครบอกเราจะเข้าไป?”

ยูรันก้มมองสำนักด้านล่าง พลางลูบคางอย่างใช้ความคิด

[อืม จะใช้อะไรดีนะ]

[เอาเป็นอันนี้ก็แล้วกัน]

เขาประสานมุทรา ก่อนยกฝ่ามือขึ้น

“คาถาดินหลอมละลาย”

“เพลิงพลาญปฐพีวิปโยค!”

ครืนนนนนนนนนนนนนนนน!

เทือกเขาทั้งลูกสั่นสะเทือนราวกับกำลังถูกยักษ์บรรพกาลเขย่าจากใต้พิภพ

ท้องฟ้าเหนือสำนักเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ฝุ่นควันและไอความร้อนพวยพุ่งขึ้นสูงจนแสงอาทิตย์ถูกบดบัง

ระฆังเตือนภัยของสำนักดังขึ้นเองเก้าครั้งติดต่อกัน

เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!

“เกิดอะไรขึ้น?!”

“มีศัตรูบุกสำนัก!”

“ไม่ใช่ นี่มันแผ่นดินวิปโยค!”

รอยแยกขนาดมหึมาปรากฏขึ้นจากประตูภูเขา ก่อนพุ่งผ่านลานฝึกและแยกออกไปทั่วทั้งสิบสองยอดเขา

เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!

พื้นดินแยกออกเป็นเสี่ยง ๆ อาคารนับร้อยเริ่มเอียงและพังถล่มลงพร้อมกัน

ทันใดนั้น ลาวาสีแดงฉานก็ระเบิดขึ้นจากรอยแยก

ตู้มมมมมมมมมม!

เสาลาวาหลายสิบสายพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนบิดตัวกลายเป็นมังกรเพลิงขนาดมหึมา บินวนอยู่เหนือสำนักพร้อมส่งเสียงคำรามจนผืนฟ้าสั่นสะเทือน

รูปสลักกระบี่ขนาดยักษ์ซึ่งตั้งอยู่กลางลานสำนักถูกลาวากลืนกิน ก่อนละลายลงต่อหน้าศิษย์นับพัน

ค่ายกลพิทักษ์สำนักเปิดใช้งานโดยอัตโนมัติ ม่านพลังขนาดใหญ่ครอบคลุมทั้งเทือกเขาเอาไว้

ทว่ามันกลับต้านทานได้ไม่ถึงสามลมหายใจ

เพล้งงงงงง!

ม่านค่ายกลแตกร้าวราวกับกระจก ก่อนระเบิดกลายเป็นเศษแสงเต็มท้องฟ้า

คลื่นกระแทกซัดเหล่าผู้อาวุโสซึ่งเพิ่งทะยานขึ้นมาจนกระเด็นกลับลงไปด้านล่าง

“ค่ายกลพิทักษ์ถูกทำลายแล้ว!”

“เป็นไปไม่ได้! นั่นคือค่ายกลที่ต้านวิญญาณทารกได้หลายคนพร้อมกันนะ!”

“หนีเร็ว! ยอดเขากำลังถล่ม!”

ทั้งศิษย์ชั้นใน ศิษย์ชั้นนอก ศิษย์รับใช้ และเหล่าผู้อาวุโสวิ่งหนีตายกันอย่างจ้าละหวั่น

สัตว์พาหนะหลุดออกจากคอกและพากันวิ่งลงจากภูเขา ฝูงวิหคแตกกระจายเต็มท้องฟ้า แม่น้ำซึ่งไหลผ่านสำนักเดือดพล่านจนกลายเป็นไอสีขาวบดบังพื้นที่หลายสิบลี้

แม้ลาวาจะหลีกเลี่ยงผู้คนอย่างแม่นยำ แต่มันกลับไม่ละเว้นสิ่งปลูกสร้างแม้แต่หลังเดียว

ตำหนักโอสถถูกกลืนหาย

หอคัมภีร์เอียงกระแทกยอดเขาข้างเคียง

เว่ยเส้าเทียนมองภาพตรงหน้าด้วยดวงตาเบิกกว้าง

“พี่ชาย นี่มันวิชาอะไรกัน?!”

“ก็เพิ่งบอกชื่อไปเมื่อครู่ เจ้าไม่ได้ยินหรือ?”

“ข้าไม่ได้ถามชื่อ!”

เว่ยเส้าเทียนชี้ไปยังสำนักซึ่งกำลังถูกลาวากลืนกิน

“ข้าถามว่าท่านไปเรียนวิชาระดับนี้มาจากที่ใดต่างหาก!”

ทันใดนั้น ยอดเขาหลักของสำนักก็ระเบิดออกจากภายใน

ตู้มมมมมม!

เงาร่างหนึ่งพุ่งทะลุซากตำหนักขึ้นสู่ท้องฟ้า กลิ่นอายวิญญาณทารกขั้นสูงระเบิดออกมาอย่างเต็มกำลัง จนมังกรลาวารอบด้านสั่นสะเทือน

ผู้ที่ปรากฏตัวคือ ต้วนชางเฟิง เจ้าสำนักกระบี่ทลายฟ้า

เส้นผมของเขายุ่งเหยิง เสื้อคลุมปิดด่านขาดวิ่น และใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธแค้น

เมื่อมองเห็นสำนักกำลังพังทลายต่อหน้าต่อตา ดวงตาของเขาก็แดงก่ำแทบหลั่งโลหิต

“ใคร!”

“ผู้ใดบังอาจทำลายสำนักของข้า!”

เสียงคำรามของเขาดังก้องออกไปหลายสิบลี้

“ข้าจะฉีกมันออกเป็นหมื่นชิ้น!”