ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 228 แล้วหากแต่งพร้อมกัน ใครจะเป็นภรรยาหลวงเล่า
กลับมาที่ตระกูลฉู่
ภายในห้องรับรอง หลินเยียนหรู เจียงชิงหราน ฉู่เสวียนเทียน และหลิวรั่วหลานกำลังรอคอยอย่างกระวนกระวาย
แม้ทั้งสองจะออกเดินทางไปได้ไม่นาน แต่ไม่มีผู้ใดสามารถนั่งอยู่กับที่ได้นานนัก
หลิวรั่วหลานเดินวนไปมา ก่อนถามขึ้นอีกครั้ง
“พวกเขาจะไม่เป็นอะไรจริง ๆ ใช่ไหมเจ้าคะ?”
ฉู่เสวียนเทียนเองก็มีสีหน้าเคร่งเครียด
“เจ้าสำนักอยู่ถึงวิญญาณทารกขั้นสูง แถมยังหลอมรวมเนตรมารบรรพกาลเอาไว้ด้วย”
เจียงชิงหรานกำชายเสื้อแน่น
“แม้ตบะของพี่เส้าเทียนจะกลับมาแล้ว แต่เขาเพิ่งปลุกกายาสำเร็จและยังไม่คุ้นเคยกับพลังใหม่เลย”
หลินเยียนหรูพยายามปลอบทุกคน
“คุณชายยูดูมั่นใจมาก เขาคงไม่พาคุณชายเว่ยไปเสี่ยงโดยไม่มีแผนรองรับหรอก”
ทันใดนั้น
พรึ่บ!
ยูรันกับเว่ยเส้าเทียนปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน
เว่ยเส้าเทียนมีสภาพเสื้อผ้าขาดวิ่น ทั่วร่างเต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้ ส่วนยูรันกลับดูเหมือนไม่ได้ออกแรงแม้แต่น้อย
ทั้งสี่คนรีบพุ่งเข้ามาหาทันที
ยูรันยกมือห้าม
“ใจเย็น พวกเรายังไม่ตาย”
เขาหันไปทางประตู
“ข้าขอตัวไปทำอาหารก่อนนะ”
กล่าวจบ ยูรันก็เดินออกจากห้องไปทันที
หลิวรั่วหลานมองตามแผ่นหลังของเขาด้วยสีหน้าตกตะลึง
“ทำอาหาร?”
“แต่คุณชายยูตาบอดไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”
ทุกคนหันไปมองเว่ยเส้าเทียนพร้อมกัน
เว่ยเส้าเทียนยักไหล่
“ดูจากที่เขาทำ การทำอาหารคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรแล้วกระมัง?”
ไม่นาน คนรับใช้ก็ทยอยยกอาหารเข้ามาภายในห้องรับรอง
กลิ่นหอมเข้มข้นลอยนำเข้ามาก่อนถาดอาหารเสียอีก ทั้งกลิ่นเนื้อตุ๋น เครื่องเทศอ่อน ๆ ปลาย่าง หนังกรอบ และน้ำแกงร้อนอบอวลไปทั่วทั้งห้อง
ทุกสายตาหันไปทางประตูพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
อาหารหลากหลายชนิดถูกวางเรียงจนเต็มโต๊ะ แต่ละจานมีสีสันงดงามและส่งกลิ่นหอมชวนหิว เพียงมองก็ทำให้ผู้คนแทบน้ำลายไหล
หลินเยียนหรูซึ่งปกติวางตัวสงบสำรวมยังเผลอกลืนน้ำลาย
“ทั้งหมดนี่...คุณชายยูเป็นคนทำหรือ?”
เจียงชิงหรานพยายามรักษาสีหน้าเรียบเฉย แต่ดวงตากลับจ้องตามอาหารทุกจานซึ่งถูกวางลงบนโต๊ะ
โครก...
เสียงท้องของนางดังขึ้นเบา ๆ
เจียงชิงหรานรีบยกมือกุมหน้าท้อง ใบหน้าแดงก่ำ
“ข้าเพียงไม่ได้รับประทานอะไรมาตั้งแต่เช้าเท่านั้น!”
ฉู่เสวียนเทียนยื่นหน้าเข้าไปสูดกลิ่นเนื้อตุ๋น ก่อนดวงตาจะเป็นประกาย
“หอมชะมัด...”
เขาหันไปทางยูรันด้วยความไม่อยากเชื่อ
“เจ้าทำอาหารได้จริงหรือ?”
“อาหารอยู่ตรงหน้าแล้วยังถามอีก สมองแกมีปัญหาหรือ?”
หลิวรั่วหลานมองอาหารสลับกับยูรัน สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
“คุณชายมองไม่เห็น แต่กลับจัดวางทุกอย่างได้งดงามถึงเพียงนี้...”
นางพึมพำออกมาเบา ๆ
“ทั้งเล่นดนตรี ต่อสู้ และยังทำอาหารได้อีกหรือ?”
เว่ยเส้าเทียนไม่สนใจปฏิกิริยาของคนอื่น เขาหยิบตะเกียบขึ้นมาก่อนใคร
“พี่ชาย ข้าเริ่มกินได้หรือยัง?”
“กินสิ จะรอให้อาหารเย็นหรืออย่างไร?”
ทันทีที่ได้รับอนุญาต เว่ยเส้าเทียนก็คีบเนื้อตุ๋นเข้าปาก
ดวงตาของเขาเบิกกว้าง ก่อนจะรีบคีบชิ้นที่สองตามเข้าไปทันที
“อร่อย!”
“พี่ชาย ท่านเปิดโรงเตี๊ยมเถอะ ข้าจะยอมทำงานให้ท่านเอง!”
เมื่อเห็นท่าทางของเขา คนอื่นก็เริ่มลงมือบ้าง
หลินเยียนหรูลองชิมน้ำแกงคำหนึ่ง ท่าทางของนางหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนวางช้อนลงอย่างสำรวม
“รสชาติกลมกล่อมมาก”
กล่าวจบ นางก็ตักคำที่สองทันที แล้วตามด้วยคำที่สามโดยไม่หยุดพัก
เจียงชิงหรานลองคีบปลาย่างชิ้นเล็กเข้าปาก
“อืม...ก็พอใช้ได้”
แม้ปากจะกล่าวเช่นนั้น แต่ตะเกียบของนางกลับรีบคีบส่วนที่เหลือในจานมาไว้ในถ้วยของตนเองเกือบทั้งหมด
ฉู่เสวียนเทียนเห็นดังนั้นก็รีบแย่ง
“ชิงหราน เหลือให้ข้าบ้างสิ!”
“เจ้ามีแขนขากลับมาแล้วก็คีบเอง!”
“เจ้าคีบไปเกือบหมดแล้ว ข้าจะคีบอะไร?!”
ด้านหลิวรั่วหลานลองชิมผักผัด ก่อนหลับตาลงอย่างเคลิบเคลิ้ม
“อร่อยมากเจ้าค่ะ...”
เมื่อนางลืมตาขึ้นอีกครั้ง สายตาที่มองยูรันก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
[นอกจากเล่นดนตรีเก่งแล้ว ยังทำอาหารอร่อยถึงเพียงนี้]
[คนเช่นนี้มีอยู่จริงด้วยหรือ?]
เหล่าคนรับใช้ซึ่งยืนรออยู่รอบห้องพากันกลืนน้ำลายไม่หยุด แต่ไม่มีผู้ใดกล้าละสายตาจากอาหารบนโต๊ะ
ยูรันนั่งลงอย่างสบายใจ ก่อนหยิบถ้วยข้าวขึ้นมา
“รีบกินกันเถอะ ข้าไม่มีเวลานั่งดูพวกเจ้าตกใจทั้งวัน”
เพียงไม่นาน บรรยากาศเคร่งเครียดก่อนหน้านี้ก็หายไปจนหมด เหลือเพียงเสียงตะเกียบกระทบจานกับเสียงโต้เถียงแย่งอาหารกันอย่างต่อเนื่อง
“จานนั้นของข้า!”
“เมื่อครู่เจ้ากินไปตั้งสามชิ้นแล้ว!”
“ใครเร็วใครได้สิ!”
หลังมื้ออาหารจบลง คนรับใช้ก็เข้ามาเก็บถ้วยชาม ก่อนถอยออกจากห้องไปจนหมด
ภายในห้องจึงเหลือเพียงยูรัน เว่ยเส้าเทียน หลินเยียนหรู เจียงชิงหราน ฉู่เสวียนเทียน และหลิวรั่วหลานเช่นเดิม
ฉู่เสวียนเทียนทิ้งตัวลงนอนอย่างหมดสภาพ ก่อนลูบหน้าท้องของตนเอง
“อ่า...อร่อยชะมัด”
“เกิดมาข้าเพิ่งรู้สึกเหมือนได้กินอาหารจริง ๆ เป็นครั้งแรก”
ทุกคนหันไปมองเขา
เจียงชิงหรานอดถามไม่ได้
“แล้วอาหารที่เจ้ากินมาตลอดยี่สิบเอ็ดปีเรียกว่าอะไร?”
ฉู่เสวียนเทียนนิ่งคิด
“อาหารสุนัขกระมัง?”
“……”
ระหว่างนั้น เว่ยเส้าเทียนลุกขึ้นจากที่นั่ง ก่อนเดินมาหยุดตรงหน้ายูรัน
“พี่ชาย ข้าตัดสินใจแล้ว”
เขาประสานมือและโค้งคำนับอย่างจริงจัง
“โปรดรับการคารวะจากข้าด้วย”
“นับจากวันนี้ ข้าขอยอมรับท่านเป็นพี่ใหญ่ของข้าอย่างเป็นทางการ”
ยูรันนิ่งไปครู่หนึ่ง
[ไร้สาระ]
“อยากทำอะไรก็ทำ”
เว่ยเส้าเทียนเงยหน้าขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“ขอบคุณพี่ใหญ่!”
ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ
“อืม ตามใจเจ้า”
“แต่ไม่ต้องฆ่าไก่ ดื่มเลือด หรือจัดพิธีอะไรทั้งนั้นนะ ข้าขี้เกียจ”
ฉู่เสวียนเทียนเห็นดังนั้นก็รีบลุกขึ้นตาม ก่อนประสานมือคารวะยูรัน
“ข้าเองก็ขอขอบคุณคุณชายที่ไว้ชีวิตและช่วยต่อแขนขาคืนให้”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนเปลี่ยนคำเรียก
“ไม่สิ ขอบคุณพี่ใหญ่!”
ยูรันพยักหน้า
“อืม แต่ถ้าเจ้านับถือข้าเป็นพี่ใหญ่ด้วย...”
เขาหันไปมองเว่ยเส้าเทียน ก่อนลูบคางอย่างใช้ความคิด
“เช่นนั้นเว่ยเส้าเทียนก็จะกลายเป็นพี่รองของเจ้า”
“ขณะเดียวกัน เขายังอาจเป็นบิดาเลี้ยงของเจ้า และเป็นอดีตคู่หมั้นของว่าที่ภรรยาเจ้าอีกด้วย”
ยูรันพยักหน้ากับตนเอง
“เท่ากับว่าเขาเป็นทั้งพี่รอง บิดา และอดีตคู่หมั้นของภรรยาเจ้าในเวลาเดียวกันสินะ”
“……”
ฉู่เสวียนเทียนยืนแข็งค้าง
เว่ยเส้าเทียนยกมือกุมหน้าผาก
“พี่ใหญ่ ท่านเลิกคำนวณความสัมพันธ์พวกนี้เสียทีเถอะ”
เจียงชิงหรานกับหลินเยียนหรูหน้าแดงขึ้นพร้อมกัน ส่วนหลิวรั่วหลานหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ
ฉู่เสวียนเทียนใช้เวลาคิดอยู่พักใหญ่ ก่อนถามอย่างจริงจัง
“แล้วข้าควรเรียกเขาว่าพี่รองหรือท่านพ่อ?”
ยูรันตอบทันที
“อยากจะเรียกอะไรก็เรียก”
หลิวรั่วหลานรวบรวมความกล้ากล่าวขึ้น
“คุณชายเจ้าคะ ช่วงบ่ายท่านพอมีเวลาหรือไม่?”
“ข้าอยากพูดคุยกับท่านเป็นการส่วนตัวสักหน่อย”
ยูรันพยักหน้า
“ได้สิ ข้าบอกเอาไว้แล้วว่าจะคุยกับเจ้าหลังจากถล่มสำนักเสร็จ”
เขาลุกขึ้นจากที่นั่ง
“เช่นนั้นไปหาสถานที่เงียบ ๆ กันเถอะ”
หลิวรั่วหลานยิ้มออกมาทันที ก่อนเดินนำยูรันออกจากห้องไปยังสวนด้านหลัง
เมื่อทั้งสองหายลับไปจากสายตา หลินเยียนหรูก็หรี่ตามองประตู
“หืมมมมม...”
นางหันไปมองอีกสามคน
“พวกเจ้าคิดว่าอย่างไร?”
ฉู่เสวียนเทียนลุกพรวดขึ้น
“ข้าคิดว่าพวกเราควรแอบตามไปดู”
เว่ยเส้าเทียน เจียงชิงหราน และหลินเยียนหรูสบตากัน ก่อนพยักหน้าพร้อมกัน
“เห็นด้วย”
ไม่นาน คนทั้งสี่ก็พากันย่องออกจากห้องรับรองและมุ่งหน้าไปทางสวนด้านหลัง
ภายในสวน ยูรันกับหลิวรั่วหลานนั่งพูดคุยกันอยู่ภายในศาลา
ทั้งสองสนทนากันอย่างสนุกสนาน ตั้งแต่เรื่องอาหารไปจนถึงเรื่องดนตรี หลิวรั่วหลานถามเกี่ยวกับการควบคุมลมหายใจและเสียงของเครื่องเป่าที่ยูรันใช้างจึงได้รู้ชื่อของมันว่ามันคือ ฟลูต ส่วนยูรันเองก็สอบถามวิธีการขับร้องของนางกลับไปบ้าง
โดยไม่รู้ตัว เวลาก็ผ่านไปนานกว่าครึ่งชั่วยาม
ด้านหลังพุ่มไม้ไม่ไกลออกไป คนทั้งสี่กำลังแอบฟังอย่างตั้งใจ
เจียงชิงหรานมองท่าทางของหลิวรั่วหลาน ก่อนกระซิบ
“ข้าว่าแม่นางหลิวต้องชอบคุณชายยูอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”
ฉู่เสวียนเทียนพยักหน้า
“อืม เช่นนั้นก็แปลว่าพวกเรากำลังจะมีพี่สะใภ้เพิ่มหรือ?”
เว่ยเส้าเทียนหันมองเขา
“หยุดคิดเรื่องความสัมพันธ์พวกนี้เสียทีเถอะ”
“อีกอย่าง ข้ากับมารดาเจ้ายังไม่ได้แต่งงานกันสักหน่อย”
ฉู่เสวียนเทียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“แปลว่าในอนาคตก็จะแต่งกันสินะ”
“ข้าไม่ได้พูดแบบนั้น!”
ฉู่เสวียนเทียนไม่สนใจคำปฏิเสธ ก่อนหันไปมองเจียงชิงหรานกับหลินเยียนหรู
“แล้วหากแต่งพร้อมกัน ใครจะเป็นภรรยาหลวงเล่า?”
เจียงชิงหรานหันไปมองหลินเยียนหรูทันที
หลินเยียนหรูเองก็หันกลับมาสบตานาง
ทั้งสองจ้องกันนิ่ง ราวกับมีประกายไฟแล่นปะทะกันกลางอากาศ
ฉู่เสวียนเทียนกะพริบตาปริบ ๆ
“อืม...”
“เหตุใดข้าถึงรู้สึกเหมือนมีประกายไฟอยู่ระหว่างพวกนางสองคน?”