คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 228 แล้วหากแต่งพร้อมกัน ใครจะเป็นภรรยาหลวงเล่า7,397 ตัวอักษร

ตอนที่ 228 แล้วหากแต่งพร้อมกัน ใครจะเป็นภรรยาหลวงเล่า

กลับมาที่ตระกูลฉู่

ภายในห้องรับรอง หลินเยียนหรู เจียงชิงหราน ฉู่เสวียนเทียน และหลิวรั่วหลานกำลังรอคอยอย่างกระวนกระวาย

แม้ทั้งสองจะออกเดินทางไปได้ไม่นาน แต่ไม่มีผู้ใดสามารถนั่งอยู่กับที่ได้นานนัก

หลิวรั่วหลานเดินวนไปมา ก่อนถามขึ้นอีกครั้ง

“พวกเขาจะไม่เป็นอะไรจริง ๆ ใช่ไหมเจ้าคะ?”

ฉู่เสวียนเทียนเองก็มีสีหน้าเคร่งเครียด

“เจ้าสำนักอยู่ถึงวิญญาณทารกขั้นสูง แถมยังหลอมรวมเนตรมารบรรพกาลเอาไว้ด้วย”

เจียงชิงหรานกำชายเสื้อแน่น

“แม้ตบะของพี่เส้าเทียนจะกลับมาแล้ว แต่เขาเพิ่งปลุกกายาสำเร็จและยังไม่คุ้นเคยกับพลังใหม่เลย”

หลินเยียนหรูพยายามปลอบทุกคน

“คุณชายยูดูมั่นใจมาก เขาคงไม่พาคุณชายเว่ยไปเสี่ยงโดยไม่มีแผนรองรับหรอก”

ทันใดนั้น

พรึ่บ!

ยูรันกับเว่ยเส้าเทียนปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน

เว่ยเส้าเทียนมีสภาพเสื้อผ้าขาดวิ่น ทั่วร่างเต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้ ส่วนยูรันกลับดูเหมือนไม่ได้ออกแรงแม้แต่น้อย

ทั้งสี่คนรีบพุ่งเข้ามาหาทันที

ยูรันยกมือห้าม

“ใจเย็น พวกเรายังไม่ตาย”

เขาหันไปทางประตู

“ข้าขอตัวไปทำอาหารก่อนนะ”

กล่าวจบ ยูรันก็เดินออกจากห้องไปทันที

หลิวรั่วหลานมองตามแผ่นหลังของเขาด้วยสีหน้าตกตะลึง

“ทำอาหาร?”

“แต่คุณชายยูตาบอดไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”

ทุกคนหันไปมองเว่ยเส้าเทียนพร้อมกัน

เว่ยเส้าเทียนยักไหล่

“ดูจากที่เขาทำ การทำอาหารคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรแล้วกระมัง?”

ไม่นาน คนรับใช้ก็ทยอยยกอาหารเข้ามาภายในห้องรับรอง

กลิ่นหอมเข้มข้นลอยนำเข้ามาก่อนถาดอาหารเสียอีก ทั้งกลิ่นเนื้อตุ๋น เครื่องเทศอ่อน ๆ ปลาย่าง หนังกรอบ และน้ำแกงร้อนอบอวลไปทั่วทั้งห้อง

ทุกสายตาหันไปทางประตูพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

อาหารหลากหลายชนิดถูกวางเรียงจนเต็มโต๊ะ แต่ละจานมีสีสันงดงามและส่งกลิ่นหอมชวนหิว เพียงมองก็ทำให้ผู้คนแทบน้ำลายไหล

หลินเยียนหรูซึ่งปกติวางตัวสงบสำรวมยังเผลอกลืนน้ำลาย

“ทั้งหมดนี่...คุณชายยูเป็นคนทำหรือ?”

เจียงชิงหรานพยายามรักษาสีหน้าเรียบเฉย แต่ดวงตากลับจ้องตามอาหารทุกจานซึ่งถูกวางลงบนโต๊ะ

โครก...

เสียงท้องของนางดังขึ้นเบา ๆ

เจียงชิงหรานรีบยกมือกุมหน้าท้อง ใบหน้าแดงก่ำ

“ข้าเพียงไม่ได้รับประทานอะไรมาตั้งแต่เช้าเท่านั้น!”

ฉู่เสวียนเทียนยื่นหน้าเข้าไปสูดกลิ่นเนื้อตุ๋น ก่อนดวงตาจะเป็นประกาย

“หอมชะมัด...”

เขาหันไปทางยูรันด้วยความไม่อยากเชื่อ

“เจ้าทำอาหารได้จริงหรือ?”

“อาหารอยู่ตรงหน้าแล้วยังถามอีก สมองแกมีปัญหาหรือ?”

หลิวรั่วหลานมองอาหารสลับกับยูรัน สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความประหลาดใจ

“คุณชายมองไม่เห็น แต่กลับจัดวางทุกอย่างได้งดงามถึงเพียงนี้...”

นางพึมพำออกมาเบา ๆ

“ทั้งเล่นดนตรี ต่อสู้ และยังทำอาหารได้อีกหรือ?”

เว่ยเส้าเทียนไม่สนใจปฏิกิริยาของคนอื่น เขาหยิบตะเกียบขึ้นมาก่อนใคร

“พี่ชาย ข้าเริ่มกินได้หรือยัง?”

“กินสิ จะรอให้อาหารเย็นหรืออย่างไร?”

ทันทีที่ได้รับอนุญาต เว่ยเส้าเทียนก็คีบเนื้อตุ๋นเข้าปาก

ดวงตาของเขาเบิกกว้าง ก่อนจะรีบคีบชิ้นที่สองตามเข้าไปทันที

“อร่อย!”

“พี่ชาย ท่านเปิดโรงเตี๊ยมเถอะ ข้าจะยอมทำงานให้ท่านเอง!”

เมื่อเห็นท่าทางของเขา คนอื่นก็เริ่มลงมือบ้าง

หลินเยียนหรูลองชิมน้ำแกงคำหนึ่ง ท่าทางของนางหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนวางช้อนลงอย่างสำรวม

“รสชาติกลมกล่อมมาก”

กล่าวจบ นางก็ตักคำที่สองทันที แล้วตามด้วยคำที่สามโดยไม่หยุดพัก

เจียงชิงหรานลองคีบปลาย่างชิ้นเล็กเข้าปาก

“อืม...ก็พอใช้ได้”

แม้ปากจะกล่าวเช่นนั้น แต่ตะเกียบของนางกลับรีบคีบส่วนที่เหลือในจานมาไว้ในถ้วยของตนเองเกือบทั้งหมด

ฉู่เสวียนเทียนเห็นดังนั้นก็รีบแย่ง

“ชิงหราน เหลือให้ข้าบ้างสิ!”

“เจ้ามีแขนขากลับมาแล้วก็คีบเอง!”

“เจ้าคีบไปเกือบหมดแล้ว ข้าจะคีบอะไร?!”

ด้านหลิวรั่วหลานลองชิมผักผัด ก่อนหลับตาลงอย่างเคลิบเคลิ้ม

“อร่อยมากเจ้าค่ะ...”

เมื่อนางลืมตาขึ้นอีกครั้ง สายตาที่มองยูรันก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

[นอกจากเล่นดนตรีเก่งแล้ว ยังทำอาหารอร่อยถึงเพียงนี้]

[คนเช่นนี้มีอยู่จริงด้วยหรือ?]

เหล่าคนรับใช้ซึ่งยืนรออยู่รอบห้องพากันกลืนน้ำลายไม่หยุด แต่ไม่มีผู้ใดกล้าละสายตาจากอาหารบนโต๊ะ

ยูรันนั่งลงอย่างสบายใจ ก่อนหยิบถ้วยข้าวขึ้นมา

“รีบกินกันเถอะ ข้าไม่มีเวลานั่งดูพวกเจ้าตกใจทั้งวัน”

เพียงไม่นาน บรรยากาศเคร่งเครียดก่อนหน้านี้ก็หายไปจนหมด เหลือเพียงเสียงตะเกียบกระทบจานกับเสียงโต้เถียงแย่งอาหารกันอย่างต่อเนื่อง

“จานนั้นของข้า!”

“เมื่อครู่เจ้ากินไปตั้งสามชิ้นแล้ว!”

“ใครเร็วใครได้สิ!”

หลังมื้ออาหารจบลง คนรับใช้ก็เข้ามาเก็บถ้วยชาม ก่อนถอยออกจากห้องไปจนหมด

ภายในห้องจึงเหลือเพียงยูรัน เว่ยเส้าเทียน หลินเยียนหรู เจียงชิงหราน ฉู่เสวียนเทียน และหลิวรั่วหลานเช่นเดิม

ฉู่เสวียนเทียนทิ้งตัวลงนอนอย่างหมดสภาพ ก่อนลูบหน้าท้องของตนเอง

“อ่า...อร่อยชะมัด”

“เกิดมาข้าเพิ่งรู้สึกเหมือนได้กินอาหารจริง ๆ เป็นครั้งแรก”

ทุกคนหันไปมองเขา

เจียงชิงหรานอดถามไม่ได้

“แล้วอาหารที่เจ้ากินมาตลอดยี่สิบเอ็ดปีเรียกว่าอะไร?”

ฉู่เสวียนเทียนนิ่งคิด

“อาหารสุนัขกระมัง?”

“……”

ระหว่างนั้น เว่ยเส้าเทียนลุกขึ้นจากที่นั่ง ก่อนเดินมาหยุดตรงหน้ายูรัน

“พี่ชาย ข้าตัดสินใจแล้ว”

เขาประสานมือและโค้งคำนับอย่างจริงจัง

“โปรดรับการคารวะจากข้าด้วย”

“นับจากวันนี้ ข้าขอยอมรับท่านเป็นพี่ใหญ่ของข้าอย่างเป็นทางการ”

ยูรันนิ่งไปครู่หนึ่ง

[ไร้สาระ]

“อยากทำอะไรก็ทำ”

เว่ยเส้าเทียนเงยหน้าขึ้นด้วยรอยยิ้ม

“ขอบคุณพี่ใหญ่!”

ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ

“อืม ตามใจเจ้า”

“แต่ไม่ต้องฆ่าไก่ ดื่มเลือด หรือจัดพิธีอะไรทั้งนั้นนะ ข้าขี้เกียจ”

ฉู่เสวียนเทียนเห็นดังนั้นก็รีบลุกขึ้นตาม ก่อนประสานมือคารวะยูรัน

“ข้าเองก็ขอขอบคุณคุณชายที่ไว้ชีวิตและช่วยต่อแขนขาคืนให้”

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนเปลี่ยนคำเรียก

“ไม่สิ ขอบคุณพี่ใหญ่!”

ยูรันพยักหน้า

“อืม แต่ถ้าเจ้านับถือข้าเป็นพี่ใหญ่ด้วย...”

เขาหันไปมองเว่ยเส้าเทียน ก่อนลูบคางอย่างใช้ความคิด

“เช่นนั้นเว่ยเส้าเทียนก็จะกลายเป็นพี่รองของเจ้า”

“ขณะเดียวกัน เขายังอาจเป็นบิดาเลี้ยงของเจ้า และเป็นอดีตคู่หมั้นของว่าที่ภรรยาเจ้าอีกด้วย”

ยูรันพยักหน้ากับตนเอง

“เท่ากับว่าเขาเป็นทั้งพี่รอง บิดา และอดีตคู่หมั้นของภรรยาเจ้าในเวลาเดียวกันสินะ”

“……”

ฉู่เสวียนเทียนยืนแข็งค้าง

เว่ยเส้าเทียนยกมือกุมหน้าผาก

“พี่ใหญ่ ท่านเลิกคำนวณความสัมพันธ์พวกนี้เสียทีเถอะ”

เจียงชิงหรานกับหลินเยียนหรูหน้าแดงขึ้นพร้อมกัน ส่วนหลิวรั่วหลานหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ

ฉู่เสวียนเทียนใช้เวลาคิดอยู่พักใหญ่ ก่อนถามอย่างจริงจัง

“แล้วข้าควรเรียกเขาว่าพี่รองหรือท่านพ่อ?”

ยูรันตอบทันที

“อยากจะเรียกอะไรก็เรียก”

หลิวรั่วหลานรวบรวมความกล้ากล่าวขึ้น

“คุณชายเจ้าคะ ช่วงบ่ายท่านพอมีเวลาหรือไม่?”

“ข้าอยากพูดคุยกับท่านเป็นการส่วนตัวสักหน่อย”

ยูรันพยักหน้า

“ได้สิ ข้าบอกเอาไว้แล้วว่าจะคุยกับเจ้าหลังจากถล่มสำนักเสร็จ”

เขาลุกขึ้นจากที่นั่ง

“เช่นนั้นไปหาสถานที่เงียบ ๆ กันเถอะ”

หลิวรั่วหลานยิ้มออกมาทันที ก่อนเดินนำยูรันออกจากห้องไปยังสวนด้านหลัง

เมื่อทั้งสองหายลับไปจากสายตา หลินเยียนหรูก็หรี่ตามองประตู

“หืมมมมม...”

นางหันไปมองอีกสามคน

“พวกเจ้าคิดว่าอย่างไร?”

ฉู่เสวียนเทียนลุกพรวดขึ้น

“ข้าคิดว่าพวกเราควรแอบตามไปดู”

เว่ยเส้าเทียน เจียงชิงหราน และหลินเยียนหรูสบตากัน ก่อนพยักหน้าพร้อมกัน

“เห็นด้วย”

ไม่นาน คนทั้งสี่ก็พากันย่องออกจากห้องรับรองและมุ่งหน้าไปทางสวนด้านหลัง

ภายในสวน ยูรันกับหลิวรั่วหลานนั่งพูดคุยกันอยู่ภายในศาลา

ทั้งสองสนทนากันอย่างสนุกสนาน ตั้งแต่เรื่องอาหารไปจนถึงเรื่องดนตรี หลิวรั่วหลานถามเกี่ยวกับการควบคุมลมหายใจและเสียงของเครื่องเป่าที่ยูรันใช้างจึงได้รู้ชื่อของมันว่ามันคือ ฟลูต ส่วนยูรันเองก็สอบถามวิธีการขับร้องของนางกลับไปบ้าง

โดยไม่รู้ตัว เวลาก็ผ่านไปนานกว่าครึ่งชั่วยาม

ด้านหลังพุ่มไม้ไม่ไกลออกไป คนทั้งสี่กำลังแอบฟังอย่างตั้งใจ

เจียงชิงหรานมองท่าทางของหลิวรั่วหลาน ก่อนกระซิบ

“ข้าว่าแม่นางหลิวต้องชอบคุณชายยูอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”

ฉู่เสวียนเทียนพยักหน้า

“อืม เช่นนั้นก็แปลว่าพวกเรากำลังจะมีพี่สะใภ้เพิ่มหรือ?”

เว่ยเส้าเทียนหันมองเขา

“หยุดคิดเรื่องความสัมพันธ์พวกนี้เสียทีเถอะ”

“อีกอย่าง ข้ากับมารดาเจ้ายังไม่ได้แต่งงานกันสักหน่อย”

ฉู่เสวียนเทียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“แปลว่าในอนาคตก็จะแต่งกันสินะ”

“ข้าไม่ได้พูดแบบนั้น!”

ฉู่เสวียนเทียนไม่สนใจคำปฏิเสธ ก่อนหันไปมองเจียงชิงหรานกับหลินเยียนหรู

“แล้วหากแต่งพร้อมกัน ใครจะเป็นภรรยาหลวงเล่า?”

เจียงชิงหรานหันไปมองหลินเยียนหรูทันที

หลินเยียนหรูเองก็หันกลับมาสบตานาง

ทั้งสองจ้องกันนิ่ง ราวกับมีประกายไฟแล่นปะทะกันกลางอากาศ

ฉู่เสวียนเทียนกะพริบตาปริบ ๆ

“อืม...”

“เหตุใดข้าถึงรู้สึกเหมือนมีประกายไฟอยู่ระหว่างพวกนางสองคน?”