ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 229 แต่ไม่ว่าจะหมายถึงอย่างไหน ก็คงใช่ทั้งคู่
ช่วงเย็น
ทุกคนกลับมารวมตัวกันภายในห้องรับรองอีกครั้ง อาหารมื้อเย็นซึ่งยูรันเป็นผู้ลงมือทำถูกยกมาวางจนเต็มโต๊ะเช่นเดิม
เว่ยเส้าเทียนรับประทานไปได้หลายคำ ก่อนอดถามไม่ได้
“พี่ใหญ่ ข้าขอถามอะไรสักอย่าง”
“ปกติท่านทำอาหารเช่นนี้เป็นประจำอยู่แล้วหรือ?”
“แม้ระดับตบะของข้าจะไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหาร แต่พอได้ลิ้มรสฝีมือของท่านแล้ว ข้ากลับรู้สึกอยากกินอยู่ตลอด”
“มันอร่อยมากจริง ๆ”
“อ๋อ”
ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“ตอนอยู่บนยอดเขา ข้าทำทุกวัน วันละสามมื้อ”
ทุกคนบนโต๊ะหยุดตะเกียบพร้อมกัน
ฉู่เสวียนเทียนเงยหน้าขึ้นทันที
“วันละสามมื้อ?”
“อืม เช้า กลางวัน เย็น”
เจียงชิงหรานมองอาหารบนโต๊ะ ก่อนพึมพำ
“คนบนยอดเขาของท่านได้กินอาหารเช่นนี้ทุกวันเลยหรือ?”
“ใช่”
ฉู่เสวียนเทียนวางตะเกียบลงด้วยสีหน้าจริงจัง
“พี่ใหญ่ ข้าตัดสินใจแล้ว”
“ข้าจะย้ายไปอยู่ยอดเขาของท่านด้วย”
เว่ยเส้าเทียนพยักหน้าเห็นด้วยทันที
“ข้าเองก็เริ่มสนใจข้อเสนอนั้นแล้วเหมือนกัน”
หลินเยียนหรูกับเจียงชิงหรานสบตากัน ก่อนกล่าวพร้อมกัน
“ข้าด้วย”
หลิวรั่วหลานลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
“ยอดเขาของคุณชาย...ยังมีห้องว่างหรือไม่เจ้าคะ?”
ยูรันชะงัก ก่อนวางถ้วยข้าวลง
“เดี๋ยวก่อน”
“พวกเจ้าคิดว่ายอดเขาข้าเป็นโรงเตี๊ยมหรือ?”
“คงไม่ได้หรอก อาจารย์ของข้ารับศิษย์เพียงไม่กี่คนเท่านั้น”
หากหลิงเยวี่ยได้ยินประโยคนี้ นางคงตบโต๊ะถามเขาทันทีว่า
“เจ้ายังมีหน้าพูดเช่นนี้อีกหรือ? ตลอดเวลาที่ผ่านมาเจ้านำสตรีขึ้นยอดเขามากี่คนแล้ว!”
ฉู่เสวียนเทียนยังคงสงสัย
“พี่ใหญ่ ในเมื่อระดับตบะของพวกท่านไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหาร แล้วเหตุใดท่านถึงยังทำอาหารวันละสามมื้อ?”
ยูรันวางตะเกียบลง
“เขาเรียกว่าการกระชับความสัมพันธ์ ไอ้โง่”
“ทุกคนมานั่งรวมกัน พูดคุยกันระหว่างกินอาหาร ต่อให้แต่ละวันต้องแยกย้ายไปทำงานหรือฝึกฝน อย่างน้อยก็ยังมีเวลาพบหน้ากัน”
เขาชี้ตะเกียบไปทางฉู่เสวียนเทียน
“แกจะไปเข้าใจอะไร มัวแต่เหลวไหลอยู่ข้างนอก ไม่ยอมกลับบ้านมากินข้าวกับมารดา จึงกลายเป็นแบบนี้อย่างไรเล่า”
ฉู่เสวียนเทียนชะงัก ก่อนหันไปมองหลินเยียนหรู
นางไม่ได้กล่าวอะไร เพียงก้มหน้ารับประทานอาหารต่อ แต่รอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้ากลับปรากฏขึ้นอย่างปิดไม่มิด
ฉู่เสวียนเทียนเกาศีรษะอย่างกระอักกระอ่วน
“เอ่อ...ต่อจากนี้ข้าจะกลับมากินข้าวกับท่านแม่บ่อยขึ้นก็แล้วกัน”
สัญชาตญาณของหลิวรั่วหลานกำลังส่งเสียงเตือนนางอย่างรุนแรง
การที่บุรุษผู้หนึ่งยอมลงมือทำอาหารให้ผู้อื่นรับประทานทุกวัน วันละสามมื้อ มองอย่างไรก็ให้ความรู้สึกแปลกประหลาด
นางลังเลอยู่พักหนึ่ง ก่อนรวบรวมความกล้าถาม
“คุณชายเจ้าคะ ข้าขอถามเพิ่มอีกเรื่องได้หรือไม่?”
“ถามมาสิ”
“ศิษย์พี่กับศิษย์น้องซึ่งอาศัยอยู่บนยอดเขากับท่าน...”
หลิวรั่วหลานพยายามรักษาน้ำเสียงให้เป็นธรรมชาติที่สุด
“พวกนางเป็นสตรีทั้งหมดใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
“อืม ใช่”
ยูรันตอบโดยไม่คิดมาก
“บนยอดเขาของข้ามีแต่สตรี”
มือซึ่งถือตะเกียบของหลิวรั่วหลานหยุดนิ่ง
“แล้วคุณชายก็ทำอาหารให้พวกนางรับประทานทุกวัน?”
“ใช่ มีอะไรแปลกหรือ?”
“ไม่มีเจ้าค่ะ”
หลิวรั่วหลานตอบทันที แต่ริมฝีปากกลับเม้มเข้าหากันเล็กน้อย
เจียงชิงหรานสบตากับหลินเยียนหรู
ทั้งสองเข้าใจความหมายในแววตาของกันและกันโดยไม่ต้องกล่าวออกมา
[อาการเช่นนี้...]
[หึงหวงอย่างแน่นอน]
หลินเยียนหรูยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนแอบยิ้มอยู่ด้านหลังขอบถ้วย
หลินเยียนหรูเห็นท่าทีของหลิวรั่วหลานก็พอจะคาดเดาความคิดของนางได้ จึงเอ่ยถามขึ้นอย่างตรงไปตรงมา
“คุณชายยู ท่านมีภรรยาแล้วหรือยัง?”
ยูรันตอบโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
“มีแล้ว”
มือของหลิวรั่วหลานซึ่งกำลังถือถ้วยชาพลันชะงักค้าง รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งไปเล็กน้อย
หลินเยียนหรูเหลือบมองนาง ก่อนถามต่อ
“ไม่ทราบว่ามีกี่คนหรือ?”
“หลายคน”
“……”
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเงียบลงทันที
ฉู่เสวียนเทียนแทบสำลักอาหาร ส่วนเว่ยเส้าเทียนรีบก้มหน้ากินต่อราวกับไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น
หลิวรั่วหลานเม้มริมฝีปาก ก่อนรวบรวมความกล้าถาม
“แล้วภรรยาของท่าน...ไม่ว่าอะไรหรือเจ้าคะ ที่ท่านออกมาเดินทางเพียงลำพังเช่นนี้?”
“พวกนางเป็นคนส่งข้าออกมาเอง”
ยูรันคีบอาหารเข้าปากอย่างสบายใจ
“ก่อนออกเดินทางยังพากันแอบเข้าไปนอนเบียดบนเตียงข้าตั้งสี่คน ข้าแทบไม่มีที่ให้นอน”
กึก!
ตะเกียบในมือหลิวรั่วหลานหยุดลงอีกครั้ง
เจียงชิงหรานกับหลินเยียนหรูสบตากันเงียบ ๆ
[อาการหนักกว่าที่คิดเสียอีก]
หลิวรั่วหลานสูดหายใจเข้าเบา ๆ ก่อนพยายามถามด้วยน้ำเสียงเป็นธรรมชาติ
“เช่นนั้น...พวกนางคงงดงามมากสินะเจ้าคะ?”
ยูรันตอบอย่างเรียบเฉย
“สำหรับผู้บำเพ็ญแล้ว สตรีมีรูปลักษณ์งดงามถือเป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่หรือ?”
หลิวรั่วหลานไม่รู้ว่าควรตีความคำตอบนี้อย่างไร จึงได้แต่ก้มหน้ามองถ้วยชาในมือ
เว่ยเส้าเทียนกลับนึกสงสัยขึ้นมา
“เอ่อ พี่ใหญ่ ข้าขอถามได้หรือไม่ว่า ผู้ใดเป็นภรรยาหลวง?”
“ท่านจัดการเรื่องนี้อย่างไร?”
“ไม่มี”
เว่ยเส้าเทียนชะงัก
“ไม่มี?”
“ใช่ ไม่มี”
ยูรันวางตะเกียบลง
“ทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน หากข้ามอบตำแหน่งให้ผู้ใด อีกคนย่อมไม่พอใจ หรือหากใช้ระดับตบะตัดสิน ผู้ที่มีพลังสูงกว่าก็อาจกดขี่คนอื่นได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องมีตำแหน่งอะไรทั้งนั้น”
เจียงชิงหรานพยักหน้าเล็กน้อย
“นับว่าเป็นวิธีที่ยุติธรรม”
ยูรันกล่าวต่ออย่างไม่ทุกข์ร้อน
“ส่วนเรื่องแก่งแย่งชิงความรักก็ไม่มี ส่วนใหญ่พวกนางรักใคร่กลมเกลียวกันดี มีอะไรก็แบ่งปันกันตลอด”
ทุกคนบนโต๊ะอาหารเงียบลงพร้อมกัน
ฉู่เสวียนเทียนค่อย ๆ วางตะเกียบในมือลง
“พี่ใหญ่ คำว่าแบ่งปันของท่าน...หมายถึงทุกอย่างเลยหรือ?”
“อืม ทุกอย่าง”
“รวมถึงท่านด้วย?”
“โดยเฉพาะข้านี่แหละ”
หลินเยียนหรูกับเจียงชิงหรานสบตากัน ก่อนจะหันไปมองหลิวรั่วหลานพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
ใบหน้าของหลิวรั่วหลานแดงเรื่อขึ้นมา แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความครุ่นคิด
หลิวรั่วหลานกำชายเสื้อแน่น นางลังเลอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนรวบรวมความกล้าถามออกไปในที่สุด
“ถ้าเช่นนั้น...ข้าพอจะมีโอกาสบ้างไหมเจ้าคะ?”
ยูรันหันไปทางนางอย่างประหลาดใจ
“เจ้าชอบข้าหรือ?”
“……”
ทุกคนบนโต๊ะอาหารพร้อมใจกันวางตะเกียบลง
เว่ยเส้าเทียนยกมือขึ้นลูบหน้าตนเอง
“เอ่อ พี่ใหญ่ เรื่องนี้มองจากนอกโลกยังรู้เลยนะ”
ฉู่เสวียนเทียนพยักหน้ารัว ๆ
“ถูกต้อง ใครบ้างจะมองไม่ออก?”
เจียงชิงหรานถอนหายใจ
“ตั้งแต่แม่นางหลิวถามว่าภรรยาของท่านเป็นสตรีหรือไม่ ก็ชัดเจนมากแล้ว”
หลินเยียนหรูยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวเสริม
“นางถึงกับรีบตามมาหาท่านทันทีที่ได้ยินว่าท่านกำลังมีเรื่อง ต่อให้เป็นคนตาบอดก็ควรมองออกนะ”
ทุกคนเงียบลง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ายูรันตาบอดจริง ๆ
ยูรันเอียงศีรษะ
“อืม แต่ข้าตาบอด”
“มันไม่เกี่ยวกัน!”
เสียงตะโกนดังขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งโต๊ะ
หลิวรั่วหลานหน้าแดงจนถึงใบหู แต่เมื่อพูดออกมาแล้ว นางก็ไม่คิดหลบเลี่ยงอีก
“ใช่เจ้าค่ะ ข้าชอบคุณชาย”
“แม้พวกเราจะรู้จักกันได้ไม่นาน แต่ข้ารู้สึกสบายใจยามอยู่ใกล้ท่าน ข้าชอบฟังท่านพูด ชอบอาหารที่ท่านทำ และยังอยากพูดคุยเรื่องดนตรีกับท่านอีกมาก”
ยูรันนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ไม่ใช่เพราะเงินสองแสนเหรียญใช่ไหม?”
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ!”
หลิวรั่วหลานรีบปฏิเสธจนแทบสำลัก
“เงินนั่นข้ายังไม่ได้แตะต้องเลยแม้แต่เหรียญเดียว!”
“อ๋อ เช่นนั้นก็ดี”
“แล้วคำตอบของท่านเล่าเจ้าคะ?”
ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนตอบอย่างตรงไปตรงมา
“มีโอกาส แต่ข้าไม่แนะนำเท่าไรนัก”
หลิวรั่วหลานชะงัก
“เพราะเหตุใดหรือเจ้าคะ?”
“เจ้าเป็นเพียงคนธรรมดา จะรับมือกับพวกนางไหวหรือ?”
“……”
หลิวรั่วหลานยังไม่ทันตอบ ฉู่เสวียนเทียนก็หลุดหัวเราะออกมา
“พี่ใหญ่ ภรรยาของท่านน่ากลัวถึงเพียงนั้นเลยหรือ?”
เว่ยเส้าเทียนพลันนึกบางอย่างขึ้นได้ สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที
“ขะ ขะ ขะ...คงไม่ใช่คนที่ข้ากำลังคิดอยู่ใช่หรือไม่?”
ยูรันเอียงศีรษะ
“แล้วเจ้าคิดว่าเป็นผู้ใด?”
“อะ เอ่อ คือ...”
เจียงชิงหรานเริ่มหมดความอดทน
“รีบบอกมาเสียที อย่ามัวแต่อึกอัก!”
เว่ยเส้าเทียนสูดหายใจเข้าลึก ก่อนกล่าวออกมา
“ก่อนหน้านี้พี่ใหญ่เคยบอกว่า หนึ่งในภรรยาของเขามีนามว่าเซี่ยหลานอิง”
ฉู่เสวียนเทียนขมวดคิ้ว
“เซี่ยหลานอิงไหน?”
หลินเยียนหรูยกมือฟาดศีรษะบุตรชายทันที
เพียะ!
“ไอ้ลูกโง่! องค์รัชทายาทแห่งราชวงศ์เซี่ยองค์ปัจจุบันอย่างไรเล่า คนทั้งแผ่นดินมีผู้ใดบ้างไม่รู้จัก!”
“โอ๊ย! ท่านแม่ ข้าเพียงถามเพื่อความแน่ใจเท่านั้น!”
ฉู่เสวียนเทียนกุมศีรษะ ก่อนหันไปมองยูรันอย่างตกตะลึง
“พี่ใหญ่ ท่านกำลังบอกว่าองค์รัชทายาทเซี่ยหลานอิงเป็นภรรยาของท่านจริง ๆ หรือ?”
“อืม”
ยูรันคีบอาหารเข้าปากราวกับกำลังพูดถึงเรื่องธรรมดา
“แต่นางยังไม่เคยประกาศว่ามีพระสวามีนี่!”
“อ๋อ นางนั่นแหละเรียกข้าว่าสามีต่อหน้าคนอื่น”
ทั่วทั้งโต๊ะเงียบสนิท
หลิวรั่วหลานนิ่งค้างไปนาน ก่อนถามด้วยเสียงแผ่วเบา
“ภรรยาคนอื่นของท่าน...คงไม่ได้มีฐานะน่ากลัวเช่นนี้ทุกคนหรอกนะเจ้าคะ?”
ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“อืม ข้าไม่แน่ใจว่าคำว่า ‘น่ากลัว’ ของเจ้าหมายถึงฐานะหรือนิสัย”
“แต่ไม่ว่าจะหมายถึงอย่างไหน ก็คงใช่ทั้งคู่”
“……”
หลิวรั่วหลานพลันเข้าใจแล้วว่าเหตุใดยูรันจึงถามว่า นางจะรับมือกับพวกภรรยาของเขาไหวหรือไม่