ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 230 เขาเพิ่งจับพิณเป็นครั้งแรกจริงหรือ
หลิวรั่วหลานเม้มริมฝีปาก ก่อนถามอย่างจริงจัง
“แล้วหากข้าเริ่มบำเพ็ญเพียรเล่าเจ้าคะ?”
ยูรันตอบโดยไม่ต้องคิดนาน
“ก็ย่อมได้ ข้าไม่ได้ติดอะไรนักหรอก”
“ในหมู่พวกนางก็มีคนหนึ่งเพิ่งเริ่มบำเพ็ญเพียรเมื่อประมาณสองสามเดือนก่อน ตอนนี้นางเข้ากับคนอื่นได้ดีทีเดียว ดูใสซื่อน่ารักดีออก”
เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนแก้คำพูดของตนเอง
“อืม ไม่สิ นางใสซื่อเฉพาะเวลาอยู่ต่อหน้าข้าเท่านั้นแหละ นิสัยจริง ๆ ยังไม่เผยออกมาให้ข้าเห็น”
ฉู่เสวียนเทียนอดถามไม่ได้
“พี่ใหญ่ ท่านรู้ทั้งรู้ว่านางแสร้งทำ แต่ยังปล่อยเอาไว้หรือ?”
“แล้วจะให้ข้าทำอะไร? ไปเปิดโปงนางหรือ?”
“นางอยากทำตัวน่ารักต่อหน้าข้า ข้าก็มองว่าน่ารัก แค่นั้นก็จบแล้ว”
หลินเยียนหรูพยักหน้าเบา ๆ
“แม้จะฟังดูเรียบง่าย แต่ก็ไม่ผิด”
หลิวรั่วหลานกลับมามีความหวังอีกครั้ง
“เช่นนั้น หากข้าเริ่มบำเพ็ญเพียร ข้าก็มีโอกาสจริง ๆ ใช่ไหมเจ้าคะ?”
“ข้าก็บอกตั้งแต่แรกแล้วว่าเจ้ามีโอกาส”
“แต่การเริ่มบำเพ็ญไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะตามพวกนางทันในทันที บางคนฝึกมาหลายร้อยปีแล้ว”
หลิวรั่วหลานส่ายหน้า
“ข้าไม่ได้คิดจะแข่งขันกับพวกนางเจ้าค่ะ”
ยูรันชะงักไปเล็กน้อย
“ไม่แข่งขันหรือ?”
“เจ้าค่ะ หากทุกคนล้วนเท่าเทียมกันอย่างที่ท่านกล่าว ข้าก็เพียงต้องหาที่ของตนเองให้พบ ไม่จำเป็นต้องแย่งชิงสิ่งใดจากผู้ใด”
เจียงชิงหรานกับหลินเยียนหรูต่างพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนยกมุมปากขึ้นบาง ๆ
“อืม ความคิดไม่เลว อย่างน้อยก็น่าจะเข้ากับพวกนางได้”
ดวงตาของหลิวรั่วหลานเปล่งประกายขึ้นทันที
“เช่นนั้นคุณชายจะช่วยสอนข้าบำเพ็ญเพียรหรือไม่เจ้าคะ?”
“ไม่”
“เอ๊ะ?”
“ข้าสอนไม่เป็น”
เว่ยเส้าเทียนยกมือกุมหน้าผาก
“พี่ใหญ่ อย่างน้อยท่านก็ช่วยพูดให้ดูน่าเชื่อถือกว่านี้สักหน่อยเถอะ”
“ก็ข้าสอนไม่เป็นจริง ๆ นี่ ข้าไม่ถนัดเรื่องการเริ่มต้นบำเพ็ญเพียรนัก”
เว่ยเส้าเทียนมองเขาอย่างไม่เข้าใจ
“แล้วท่านมีตบะได้อย่างไร หากไม่ได้เริ่มบำเพ็ญเพียรเหมือนคนทั่วไป?”
ยูรันตอบด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
“ข้าถูกระเบิดจนกลายเป็นผักอยู่ครึ่งเดือน พอฟื้นขึ้นมาก็มีพลังแล้ว”
“เจ๋งหรือไม่เล่า?”
“……”
ทุกคนจ้องเขาอย่างพูดไม่ออก
ฉู่เสวียนเทียนกะพริบตาหลายครั้ง
“พี่ใหญ่ ท่านกำลังบอกว่าไม่ได้ฝึกอะไรเลย เพียงแค่ถูกระเบิดจนหมดสติ พอตื่นขึ้นมาก็กลายเป็นผู้บำเพ็ญอย่างนั้นหรือ?”
“ถูกต้อง”
“แล้วผู้ใดเป็นคนระเบิดท่าน?”
“อุบัติเหตุภายในแดนลับ”
เว่ยเส้าเทียนขมวดคิ้ว
“อุบัติเหตุแบบใดถึงทำให้ท่านหมดสติเป็นผักอยู่ครึ่งเดือน แต่พอฟื้นขึ้นมากลับมีตบะได้?”
“ถ้าข้ารู้ มันจะเรียกว่าอุบัติเหตุหรือ?”
เว่ยเส้าเทียนถึงกับพูดไม่ออก เพราะฟังดูแล้วก็เถียงไม่ได้จริง ๆ
ยูรันโบกมือปัดเรื่องนี้ทิ้ง
“เอาเถอะ จะว่าเป็นอุบัติเหตุก็ไม่เชิง แต่พวกเจ้าเข้าใจว่ามันเป็นอุบัติเหตุนั่นแหละดีแล้ว”
ทุกคนมองหน้ากัน ก่อนตัดสินใจไม่ซักถามต่อ
ยูรันหันกลับไปทางหลิวรั่วหลาน
“ส่วนเจ้าไม่ต้องกังวล หากไม่มีธุระอะไร ข้าก็อยู่บนยอดเขาจันทราตลอด ข้าไม่เคยปิดด่านด้วย”
“ตราบใดที่ข้าไม่ได้ออกเดินทาง เจ้าขึ้นไปเมื่อใดก็พบข้าเมื่อนั้น”
หลิวรั่วหลานเผยรอยยิ้มออกมา
“จริงหรือเจ้าคะ?”
“อืม แต่ข้าไม่เดินทางมารับเจ้าหรอกนะ งานของข้าเยอะ”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าจะไปหาท่านเอง”
“ระยะทางประมาณห้าพันลี้นะ”
รอยยิ้มของหลิวรั่วหลานแข็งค้างไปเล็กน้อย
“หะ ห้าพันลี้หรือเจ้าคะ?”
“ใช่ เพราะฉะนั้นเริ่มบำเพ็ญเพียรให้ได้ก่อนเถอะ ไม่เช่นนั้นกว่าจะเดินทางมาถึง ข้าอาจออกตามหาเจ้าเพราะคิดว่าเจ้าหายสาบสูญไปแล้วก็ได้”
หลิวรั่วหลานสูดหายใจเข้าลึก ก่อนพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“ข้าจะไปให้ถึงเจ้าค่ะ”
ยูรันยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“อืม เช่นนั้นข้าจะรอ”
ยูรันหันไปทางเว่ยเส้าเทียนราวกับเพิ่งนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้
“ส่วนเจ้า ลองไปเปิดสำนักดูดีหรือไม่?”
เว่ยเส้าเทียนชี้หน้าตนเองอย่างงุนงง
“ข้าหรือ?”
“ใช่ เจ้ามีกายาวารีหลอมสมุทรแล้ว ของดีระดับนี้เก็บไว้ใช้คนเดียวจะมีประโยชน์อะไร?”
ยูรันเริ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“กายาของเจ้ามีพลังปราณมหาศาล ฟื้นฟูตนเองผ่านสายน้ำได้ ทั้งยังกลั่นพลังจากภายนอกมาใช้ได้อีก หากพัฒนาจนถึงขีดสุด วันไหนฝนตก เจ้าไม่แทบเป็นอมตะเลยหรือ?”
เว่ยเส้าเทียนนิ่งคิด ก่อนพบว่าคำพูดนี้ฟังดูสมเหตุสมผลอย่างน่าประหลาด
“แต่ข้าเพิ่งได้ตบะกลับมา จะให้เปิดสำนักตอนนี้เลยหรือ?”
“ใครบอกให้เจ้าเปิดตอนนี้? ข้าหมายถึงให้เจ้าเริ่มเตรียมตัว”
ยูรันชี้ออกไปด้านนอก
“ตระกูลเว่ยก็ใกล้ล้มละลาย สำนักกระบี่ทลายฟ้าก็พังไปแล้ว ศิษย์ของพวกมันกำลังไร้ที่ไป เจ้าแค่เลือกคนที่นิสัยไม่เลวมาสักกลุ่ม หาสถานที่เหมาะสม แล้วตั้งสำนักของตนเองขึ้นมา”
ฉู่เสวียนเทียนเบิกตากว้าง
“พี่ใหญ่ ท่านถล่มสำนักของข้าเพื่อเปิดทางให้พี่รองตั้งสำนักใหม่หรือ?”
“เปล่า ข้าเพิ่งคิดได้เมื่อครู่นี้”
“……”
ยูรันหันกลับมาหาเว่ยเส้าเทียน
“อย่างไรเจ้าก็ไม่มีตระกูลให้กลับแล้ว ลองสร้างสถานที่ซึ่งเป็นของตัวเองขึ้นมาไม่ดีกว่าหรือ?”
เว่ยเส้าเทียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนดวงตาจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นมุ่งมั่น
“ข้าจะลองพิจารณาดู”
“ไม่ต้องคิดชื่อให้ยุ่งยากด้วย”
ยูรันตบไหล่เขาเบา ๆ
“สำนักวารีหลอมสมุทร ฟังดูเทพจะตาย”
เว่ยเส้าเทียนมุมปากกระตุก
“พี่ใหญ่ ท่านเพียงอยากนำชื่อกายาของข้ามาตั้งเป็นชื่อสำนักใช่หรือไม่?”
“ก็ข้าคิดชื่ออื่นไม่ออกนี่”
“แต่ท่านเคยบอกเองไม่ใช่หรือว่า พวกที่นำชื่อวิชากับชื่อสำนักมาตั้งเหมือนกันล้วนเป็นพวกกระจอก?”
“แค่ก ๆๆๆ!”
ยูรันสำลักน้ำชาทันที
ทุกคนบนโต๊ะหันมามองเขาพร้อมกัน
“นั่นมันชื่อวิชา แต่นี่เป็นชื่อกายา คนละอย่างกัน”
เว่ยเส้าเทียนถามอย่างจริงจัง
“ต่างกันตรงไหน?”
ยูรันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
“ต่างกันตรงที่ชื่อสำนักกระบี่ทลายฟ้ามันฟังดูกระจอก ส่วนชื่อที่ข้าคิดฟังดูเทพกว่า”
ฉู่เสวียนเทียนอดพึมพำไม่ได้
“ข้าว่าฟังดูไม่ได้ต่างกันเท่าไรนะ”
“แกเงียบไปเลย ศิษย์เก่าสำนักกระจอกไม่มีสิทธิ์ออกความเห็น”
ยูรันลูบคาง ก่อนครุ่นคิดใหม่อย่างจริงจัง
“เอาเป็น ‘สำนักสมุทรไร้ขอบเขต’ เป็นอย่างไร?”
เว่ยเส้าเทียนพยักหน้าเล็กน้อย
“ชื่อนี้ฟังดูดีขึ้นมาก”
ยูรันโยนแหวนมิติวงหนึ่งให้เว่ยเส้าเทียน
“เอ้า นี่เงิน ข้ายกให้ ไม่ต้องถามมาก”
เว่ยเส้าเทียนรับแหวนมาอย่างงุนงง ก่อนส่งจิตสัมผัสเข้าไปตรวจสอบ
ดวงตาของเขาพลันเบิกกว้าง ริมฝีปากสั่นระริก
“สะ สะ สะ สะ สะ สะ...”
ฉู่เสวียนเทียนเริ่มรำคาญ
“โอ๊ย! แค่เงินเท่านั้น จะตกใจอะไรนักหนา เอามานี่ ข้าดูเอง!”
เขาคว้าแหวนไปตรวจสอบ ก่อนดวงตาจะเบิกกว้างไม่ต่างกัน
“สะ สะ สะ สะ สะ สะ...”
เจียงชิงหรานขมวดคิ้ว
“เจ้าก็เป็นไปกับเขาด้วยหรือ? เอามานี่!”
นางดึงแหวนไปตรวจสอบด้วยตนเอง
ทันใดนั้น เจียงชิงหรานก็ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้
“สองล้านเหรียญ!”
เสียงตะโกนของนางดังสะท้อนไปทั่วห้อง
หลินเยียนหรูกับหลิวรั่วหลานต่างนิ่งค้าง ก่อนหันไปมองยูรันพร้อมกัน
เว่ยเส้าเทียนรีบถาม
“พี่ใหญ่ ท่านจะมอบเงินทั้งหมดนี้ให้ข้าจริง ๆ หรือ?”
“อืม เอาไปตั้งสำนัก ซื้อพื้นที่ สร้างอาคาร แล้วก็เลี้ยงศิษย์ ช่วงแรกมีค่าใช้จ่ายเยอะไม่ใช่หรือ?”
“แต่นี่มันสองล้านเหรียญนะ!”
“ข้ารู้ ข้าเป็นคนใส่เข้าไปเอง”
ยูรันคีบอาหารเข้าปากอย่างไม่ใส่ใจ
“ไม่ต้องคืน ถือว่าเป็นเงินลงทุนจากพี่ใหญ่”
เว่ยเส้าเทียนกำแหวนไว้แน่น สีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจัง
“ข้าจะไม่ทำให้เงินของท่านสูญเปล่า”
“ดี แต่จำไว้ว่าอย่ารับศิษย์จากพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว ดูนิสัยด้วย”
ยูรันชี้ไปทางฉู่เสวียนเทียน
“ไม่เช่นนั้นสำนักเจ้าอาจเต็มไปด้วยไอ้โง่แบบนี้”
ฉู่เสวียนเทียนชี้หน้าตนเอง
“เหตุใดต้องยกข้าเป็นตัวอย่างด้วย?”
“เพราะแกนั่งอยู่ใกล้ที่สุด”
หลิวรั่วหลานเก็บความตื่นตะลึงเรื่องเงินเอาไว้ ก่อนหันกลับมาหายูรัน
“หลังมื้ออาหาร ข้าอยากฟังคุณชายเล่นดนตรีอีกสักครั้ง ส่วนข้าจะร้องเพลงบรรเลงร่วมกับท่าน จะได้หรือไม่เจ้าคะ?”
ยูรันนิ่งคิดเล็กน้อย
“อืม ไม่จำเป็น เอาพิณของเจ้ามาสิ”
หลิวรั่วหลานชะงัก
“ท่านเล่นพิณเป็นด้วยหรือเจ้าคะ?”
“ไม่เป็น”
“เอ๊ะ?”
“ข้าจะลองเล่นตอนนี้แหละ”
“……”
หลิวรั่วหลานกะพริบตาหลายครั้ง
“คุณชายเจ้าคะ พิณไม่ใช่เครื่องดนตรีที่เพียงลองจับแล้วจะเล่นร่วมกับผู้อื่นได้ทันทีนะเจ้าคะ”
“ไม่ลองแล้วจะรู้ได้อย่างไร?”
ฉู่เสวียนเทียนเอนตัวเข้าไปกระซิบเว่ยเส้าเทียน
“พี่รอง ท่านคิดว่าพี่ใหญ่จะเล่นได้หรือไม่?”
เว่ยเส้าเทียนตอบโดยไม่ต้องคิด
“จากสิ่งที่ข้าเห็นมาตลอดหลายวัน ต่อให้เขาหยิบกระทะออกมาแล้วบอกว่าจะใช้บรรเลงดนตรี ข้าก็ไม่แปลกใจแล้ว”
หลังมื้ออาหาร หลิวรั่วหลานนำพิณของตนออกมาวางบนโต๊ะภายในสวน
ยูรันนั่งลงเบื้องหน้าพิณ ก่อนยื่นนิ้วไปดีดสายอย่างทดลอง
ตึง!
เสียงที่ดังออกมาบาดหูจนทุกคนต้องขมวดคิ้ว
ฉู่เสวียนเทียนพึมพำ
“ดูเหมือนคราวนี้พี่ใหญ่จะทำไม่เป็นจริง ๆ”
ยูรันไม่สนใจ เขาดีดสายพิณทีละเส้น ตั้งใจฟังเสียงสะท้อนของแต่ละสายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนปรับตำแหน่งมือใหม่
“อืม เข้าใจแล้ว”
หลิวรั่วหลานมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ
“เข้าใจแล้วหรือเจ้าคะ?”
“น่าจะนะ เจ้าลองร้องมาเถอะ”
นางลังเลเล็กน้อย ก่อนเริ่มเปล่งเสียงร้องออกมาอย่างนุ่มนวล
ยูรันวางปลายนิ้วลงบนสายพิณ จากนั้นจึงเริ่มบรรเลงตาม
ช่วงแรกเสียงพิณยังติดขัดอยู่บ้าง ทว่าเมื่อผ่านไปเพียงไม่กี่ท่วงทำนอง จังหวะทั้งหมดกลับค่อย ๆ ลื่นไหล กระทั่งสามารถประสานเข้ากับเสียงร้องของหลิวรั่วหลานได้อย่างสมบูรณ์
ฉู่เสวียนเทียนอ้าปากค้าง
“เขาเพิ่งจับพิณเป็นครั้งแรกจริงหรือ?”
เว่ยเส้าเทียนถอนหายใจ
“ข้าบอกแล้ว อย่าใช้สามัญสำนึกกับพี่ใหญ่”