ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 231 อ๋อ ข้าเองแหละ
เมื่อเสียงพิณตัวสุดท้ายจางหายไป ภายในสวนยังคงเงียบสงบอยู่ครู่หนึ่ง
เจียงชิงหรานเป็นคนแรกที่ได้สติ
“ว้าว คุณชายเล่นได้ไพเราะมากเลยเจ้าค่ะ”
“หากมีผู้ใดบอกว่าท่านฝึกพิณมานานหลายปี ข้าก็คงเชื่อโดยไม่สงสัย”
ฉู่เสวียนเทียนก้มมองพิณสลับกับยูรัน
“นี่เป็นครั้งแรกที่ท่านเล่นจริงหรือ?”
“อืม”
“ไม่ยุติธรรมเลยสักนิด”
หลิวรั่วหลานกลับไม่ได้กล่าวอะไร นางยังคงมองยูรันด้วยแววตาตกตะลึง
ในฐานะนักดนตรี นางย่อมฟังออกว่ายูรันไม่ได้เพียงจดจำทำนองแล้วเล่นตามเท่านั้น แต่เขายังปรับจังหวะพิณให้เข้ากับลมหายใจและน้ำเสียงของนางตลอดทั้งเพลง
ราวกับทั้งสองเคยบรรเลงร่วมกันมานานหลายปี
“คุณชาย...ท่านทำได้อย่างไรเจ้าคะ?”
“ก็แค่ฟังเสียงของเจ้า แล้วดีดตาม”
“เพียงเท่านั้นหรือ?”
“อืม พิณมีสายอยู่ไม่กี่เส้นเอง ไม่ได้ซับซ้อนเท่าไร”
“……”
หลิวรั่วหลานก้มมองพิณซึ่งตนเองใช้เวลาฝึกฝนมานานนับสิบปี ก่อนเริ่มสงสัยในพรสวรรค์ของตนเองเป็นครั้งแรก
ยูรันสัมผัสได้ว่านางเงียบลง จึงกล่าวเสริม
“แต่ข้าเพียงเล่นตามเจ้าเท่านั้น หากให้คิดบทเพลงขึ้นมาเอง ข้าทำไม่ได้หรอก”
หลิวรั่วหลานชะงัก ก่อนรอยยิ้มจะกลับคืนมาอีกครั้ง
“เช่นนั้นครั้งหน้า ข้าจะแต่งบทเพลงขึ้นมา แล้วให้คุณชายช่วยบรรเลงร่วมกับข้านะเจ้าคะ”
“ได้สิ”
นางยิ้มกว้างขึ้นทันที
“ตกลงแล้วนะเจ้าคะ ห้ามกลับคำเด็ดขาด”
“อืม ข้าจะรอฟัง”
ยูรันลูบสายพิณเบา ๆ ก่อนกล่าวขึ้น
“ถ้าเช่นนั้น ต่อไปข้าจะเป็นคนร้องเอง”
“ห๊ะ?”
“ห๊ะ?”
“ห๊ะ?”
“ห๊ะ?”
“ห๊ะ?”
ทุกคนส่งเสียงออกมาพร้อมกัน
หลิวรั่วหลานรีบถาม
“คุณชายร้องเพลงเป็นด้วยหรือเจ้าคะ?”
“เป็นสิ เหตุใดจะไม่เป็นเล่า?”
“……”
ยูรันเอียงศีรษะอย่างไม่เข้าใจ
“พวกเจ้าจะตกใจอะไรกันนักหนา ข้าเล่นเครื่องดนตรีได้แล้ว การร้องเพลงจะแปลกตรงไหน?”
ฉู่เสวียนเทียนพึมพำ
“ตรงที่ท่านทำได้ทุกอย่างนี่แหละแปลกที่สุด”
ยูรันทำเป็นไม่ได้ยิน ก่อนเลื่อนพิณกลับไปให้หลิวรั่วหลาน
“ข้าจะร้องเพลงหนึ่ง เจ้าช่วยบรรเลงตามแล้วกัน”
“เป็นบทเพลงใดหรือเจ้าคะ?”
ยูรันลูบสายพิณเบา ๆ ก่อนยกมุมปากขึ้น
“อืม เพลงนี้น่าจะเหมาะกับเจ้าตอนนี้ ลองฟังดูก็แล้วกัน”
“ชื่อว่าอะไรหรือเจ้าคะ?”
“ไม่แน่ใจ หลังฟังจบแล้วเจ้าค่อยลองตั้งชื่อดู”
หลิวรั่วหลานมองเขาอย่างสงสัย แต่ยังคงพยักหน้ารับ
ยูรันวางมือทั้งสองลงบนพิณ ก่อนดีดสายแรกออกมา
ตึง!
เสียงพิณหนักแน่นดังขึ้น ต่างจากบทเพลงอ่อนโยนก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
มือขวาของเขาดีดสายอย่างรวดเร็ว ส่วนมือซ้ายกดและดึงสายให้เสียงสั่นไหว บางจังหวะยังใช้ข้อนิ้วเคาะลงบนตัวพิณ เกิดเป็นท่วงทำนองแปลกใหม่ที่ไม่มีผู้ใดเคยได้ยิน
ไม่นาน ยูรันก็เริ่มขับร้อง
เสียงของเขาทุ้มต่ำในช่วงแรก ก่อนค่อย ๆ หนักแน่นและทรงพลังขึ้นตามจังหวะ
บทเพลงกล่าวถึงคนธรรมดาผู้หนึ่งซึ่งหมายปองบางสิ่งที่อยู่สูงเกินเอื้อม เขารู้ดีว่าหนทางข้างหน้าเต็มไปด้วยอุปสรรค รู้ว่าตนเองอาจต้องผิดหวัง และรู้ว่าเพียงก้าวพลาดก็อาจเจ็บปวดจนไม่เหลืออะไร
ถึงกระนั้น เขาก็ยังเลือกก้าวออกไป
ไม่ใช่เพราะมั่นใจว่าจะสมหวัง แต่เพราะไม่ต้องการใช้ชีวิตที่เหลือไปกับการเสียใจว่าครั้งหนึ่งตนเคยยอมแพ้ทั้งที่ยังไม่ได้ลอง
หลิวรั่วหลานนิ่งฟังอยู่ตรงนั้น
ยิ่งบทเพลงดำเนินต่อไป นางก็ยิ่งเข้าใจว่าเหตุใดยูรันจึงบอกว่ามันเหมาะกับนาง
นางเป็นเพียงคนธรรมดา ขณะที่สตรีซึ่งอยู่ข้างกายเขาแต่ละคนล้วนเป็นผู้บำเพ็ญที่แข็งแกร่ง หนึ่งในนั้นยังเป็นถึงองค์รัชทายาทแห่งราชวงศ์เซี่ย
หากนางยังคิดจะเดินเข้าไปหาเขา หนทางข้างหน้าย่อมไม่ง่ายดาย
ทว่าเสียงร้องของยูรันไม่ได้กำลังหัวเราะเยาะความฝันของนาง
มันกลับผลักให้นางถามตนเองว่า กล้าพอจะลองหรือไม่
เมื่อบทเพลงดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย นิ้วของยูรันพลันดีดผ่านสายพิณอย่างรวดเร็ว เสียงดนตรีพุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุดพร้อมเสียงร้องอันหนักแน่น ก่อนทุกอย่างจะหยุดลงในคราวเดียว
ตึง!
เสียงพิณสุดท้ายดังก้องอยู่ภายในสวน
ไม่มีผู้ใดกล่าวสิ่งใดอยู่ครู่ใหญ่
ยูรันยกมือออกจากสายพิณ
“เป็นอย่างไร คิดชื่อออกหรือยัง?”
หลิวรั่วหลานเม้มริมฝีปาก ก่อนเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยแววตามุ่งมั่น
“ข้าขอตั้งชื่อบทเพลงนี้ว่า ‘เอื้อมจันทร์’ ได้หรือไม่เจ้าคะ?”
“เหตุใดต้องเป็นจันทร์?”
“เพราะถึงจะอยู่สูงจนดูเหมือนไม่อาจเอื้อมถึง แต่อย่างน้อยข้าก็ยังมองเห็นมัน และสามารถเดินตามแสงของมันต่อไปได้”
ยูรันนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนพยักหน้า
“อืม ชื่อนี้ไม่เลว”
หลิวรั่วหลานเผยรอยยิ้มออกมา
“เช่นนั้นต่อให้ต้องพยายามนานเพียงใด ข้าก็จะลองดูเจ้าค่ะ”
ฉู่เสวียนเทียนพยักหน้าอย่างจริงจัง
“อืม พี่ใหญ่ บทเพลงนี้ปลุกใจได้ดีจริง ๆ”
“ข้าว่าเหมาะกับท่านแม่และเจียงชิงหรานเหมือนกัน เพราะในอนาคตพวกนางคงต้องแข่งขันกันอย่างหนัก”
“……”
หลินเยียนหรูกับเจียงชิงหรานหันไปมองเขาพร้อมกัน
ฉู่เสวียนเทียนยังคงกล่าวต่อโดยไม่สังเกตเห็นอันตราย
“คนหนึ่งเป็นมารดาของข้า อีกคนเป็นอดีตคู่หมั้นของพี่รอง หากแต่งงานกับพี่รองพร้อมกัน ผู้ใดจะเป็นภรรยาหลวงย่อมต้อง—”
เพียะ!
ป้าบ!
ฝ่ามือสองข้างฟาดลงบนศีรษะของเขาพร้อมกัน
“โอ๊ย!”
ฉู่เสวียนเทียนรีบกุมศีรษะ
“เหตุใดต้องตีข้าด้วย? ข้าเพียงวิเคราะห์ตามความจริง!”
เจียงชิงหรานถลึงตาใส่เขา
“ผู้ใดบอกว่าข้าจะแต่งงานกับเว่ยเส้าเทียน?”
หลินเยียนหรูกล่าวตามด้วยใบหน้าแดงเรื่อ
“แล้วผู้ใดบอกว่าข้าต้องแข่งขันกับนาง?”
ฉู่เสวียนเทียนหันไปหาเว่ยเส้าเทียนเพื่อขอความช่วยเหลือ
“พี่รอง ท่านพูดอะไรบ้างสิ!”
เว่ยเส้าเทียนยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนหันหน้าไปอีกทาง
“ข้าเพิ่งได้ตบะกลับมา ยังไม่อยากตายเร็วขนาดนั้น”
หลิวรั่วหลานพยายามกลั้นหัวเราะ แต่สุดท้ายก็ยังหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ
ฉู่เสวียนเทียนหันไปฟ้องยูรันแทน
“พี่ใหญ่ ข้าพูดผิดตรงไหน? พวกนางต่างก็หมายปองสิ่งเดียวกัน บทเพลงนี้จึงเหมาะกับพวกนางไม่ใช่หรือ?”
“แกเข้าใจผิดแล้ว”
ยูรันตอบอย่างจริงจัง
“บทเพลงนี้กล่าวถึงการกล้าทำสิ่งที่ยาก ไม่ได้สอนให้สตรีสองคนแย่งสามีคนเดียวกัน”
ฉู่เสวียนเทียนมองเขาอย่างประหลาดใจ
“แต่ภรรยาของท่านก็แบ่งสามีคนเดียวกันไม่ใช่หรือ?”
ยูรันส่ายหน้า
“ไม่เหมือนกัน ข้าเป็นคนแบ่งตัวเองให้พวกนางต่างหาก”
“หากพวกนางทะเลาะกัน วันนั้นก็จะไม่ได้อะไรจากข้าเลยแม้แต่น้อย เพราะฉะนั้นทุกคนจึงตกลงกันได้”
เว่ยเส้าเทียนวางถ้วยชาลงอย่างเชื่องช้า
“พี่ใหญ่ ท่านกำลังใช้ตนเองเป็นรางวัลเพื่อควบคุมความสงบภายในครอบครัวหรือ?”
“จะพูดแบบนั้นก็ได้”
“แล้วได้ผลจริงหรือ?”
“ได้ผลดีมาก”
ยูรันตอบด้วยความภาคภูมิใจ
“วันไหนใครเริ่มมีปัญหา ข้าก็ไปนอนคนเดียว พอทำเช่นนั้นทุกคนก็กลับมาสามัคคีกันทันที”
ฉู่เสวียนเทียนยกนิ้วโป้งขึ้น
“พี่ใหญ่ สมแล้วที่เป็นท่าน แม้แต่เรื่องภายในครอบครัวยังใช้ตนเองเป็นตัวประกันได้”
“ตัวประกันบ้านแกสิ”
หลิวรั่วหลานเม้มริมฝีปาก ก่อนถามเบา ๆ
“แล้วหากในอนาคต...ข้าทะเลาะกับพวกนางเล่าเจ้าคะ?”
ยูรันหันมาทางนาง
“เจ้าก็อดเหมือนกัน ทุกคนเท่าเทียม”
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนเอียงศีรษะอย่างประหลาดใจ
“เดี๋ยวก่อน นี่เจ้ารวมตัวเองเข้าไปในกลุ่มพวกนางเรียบร้อยแล้วหรือ?”
“ไม่น่าจะถูกต้องนะ”
ใบหน้าของหลิวรั่วหลานแดงก่ำขึ้นทันที
“ขะ ข้าเพียงสมมติเท่านั้นเจ้าค่ะ!”
หลินเยียนหรูยกถ้วยชาขึ้นปิดรอยยิ้ม
“เป็นการสมมติที่มองการณ์ไกลไม่น้อย”
เจียงชิงหรานพยักหน้าเห็นด้วย
“ถึงขั้นถามกฎภายในครอบครัวเอาไว้ล่วงหน้าแล้วด้วย”
ฉู่เสวียนเทียนประสานมือคารวะหลิวรั่วหลาน
“พี่สะใภ้ช่างเตรียมพร้อมยิ่งนัก”
“ใครเป็นพี่สะใภ้ของเจ้ากัน!”
หลิวรั่วหลานคว้าขนมบนโต๊ะปาใส่เขาทันที
ฉู่เสวียนเทียนรีบเอียงตัวหลบ
“เมื่อครู่ท่านยังรวมตัวเองเข้าไปอยู่เลย!”
“ข้าบอกว่าเพียงสมมติอย่างไรเล่า!”
คืนนั้น ทุกคนนั่งพูดคุยกันอย่างสนุกสนานจนดึก ก่อนแยกย้ายไปพักภายในตระกูลฉู่
เช้าวันต่อมา
ทุกคนมารวมตัวกันบริเวณหน้าเรือนเพื่อส่งยูรันออกเดินทาง
เว่ยเส้าเทียนประสานมือคารวะอย่างจริงจัง
“ขอบคุณพี่ใหญ่อีกครั้ง หากวันนั้นไม่ได้พบท่าน ข้าคงตายอยู่กลางป่าไปแล้ว”
ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“เรื่องหยุมหยิม ไม่ต้องเอ่ยถึงแล้ว”
ฉู่เสวียนเทียนรีบประสานมือบ้าง
“ข้าเองก็ต้องขอบคุณพี่ใหญ่เช่นกัน”
ยูรันหันไปทางเขาทันที
“ขอบคุณเรื่องที่ข้าค่อย ๆ บิดแขนขาของเจ้าออกมาหรือ?”
“หืมมมมมม?”
“……”
ใบหน้าของฉู่เสวียนเทียนซีดลงโดยไม่รู้ตัว
“ขะ ข้าหมายถึงเรื่องที่ท่านต่อแขนขาคืนให้ต่างหาก”
“อ๋อ เช่นนั้นก็แล้วไป”
ยูรันตบไหล่เขาเบา ๆ
“ต่อจากนี้ก็ทำตัวให้ดีหน่อย ครั้งหน้าพบกันจะได้ไม่ถูกข้าบิดออกมาอีก”
ฉู่เสวียนเทียนรีบพยักหน้ารัว ๆ
“ข้าจะจำไว้ขอรับ!”
ยูรันจึงหันไปทางเว่ยเส้าเทียน
“ส่วนเจ้าก็ระวังตัวเอาไว้ บิดาของเจ้า เว่ยอะไรสักอย่างนั่นคงกลับมาหาเรื่องอีก”
“ข้าระเบิดทรัพย์สินของตระกูลเขาจนแทบหมดแล้ว ช่วงนี้คงลำบากน่าดู”
“แต่เจ้ามีเงินจากข้าไปสองล้านเหรียญ เพราะฉะนั้นคงไม่มีปัญหาอะไรนัก”
หลิวรั่วหลานชะงัก ก่อนถามอย่างไม่อยากเชื่อ
“เดี๋ยวก่อนนะเจ้าคะ”
“สรุปแล้วคุณชายเป็นคนระเบิดคฤหาสน์ตระกูลเว่ยจริง ๆ หรือ?”
ทั่วบริเวณพลันตกอยู่ในความเงียบ
ยูรัน "อ๋อ ข้าเองแหละ ใช้ลูกเล่นนิดหน่อย"