ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 232 แต่เป็นการซื้อแผนที่
ยูรันตอบอย่างตรงไปตรงมา
“อ๋อ ข้าเองแหละ”
ทุกคนหมดคำจะพูดโดยสมบูรณ์
ยูรันไม่สนใจปฏิกิริยาของพวกเขา ก่อนหันหน้าไปทางทิศเหนือ
“ข้าไปละ เสียเวลามามากแล้ว”
ฉู่เสวียนเทียนพลันนึกบางอย่างขึ้นได้
“เดี๋ยวก่อนพี่ใหญ่!”
“ข้าเพิ่งนึกออกว่าท่านกำลังตามหาของวิเศษอยู่ใช่หรือไม่?”
ยูรันหยุดฝีเท้า
“แล้วอย่างไร?”
“หากเดินทางขึ้นเหนือไปอีกไกล ผ่านเมืองใหญ่หลายแห่ง จะมีภูเขาไฟอยู่ลูกหนึ่งชื่อว่าภูผาเพลิงคราม”
“เดิมทีมันดับสนิทมานานหลายร้อยปีแล้ว แต่เมื่อหลายเดือนก่อนกลับเริ่มปะทุขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ทุกวันนี้ยังมีเปลวไฟพวยพุ่งออกมาเป็นระยะ”
“หลายคนคาดเดาว่าอาจมีของวิเศษตกลงไปภายในภูเขา จนปลุกเส้นชีพจรเพลิงใต้ดินให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง”
ยูรันลูบคางอย่างสนใจ
“ไฟวิเศษแน่ ๆ”
“อืม หากเป็นไฟวิเศษจริง คงเป็นของไอ้พวกชอบเสพยาอย่างแน่นอน”
เว่ยเส้าเทียนขมวดคิ้ว
“พวกชอบเสพยาหรือ?”
“นักหลอมโอสถอย่างไรเล่า”
ยูรันตอบราวกับเป็นเรื่องธรรมดา
“คนพวกนั้นวัน ๆ เอาแต่หลอมยา กินยา และทดลองยา เจอของดีก็คิดแต่จะเอาไปหลอมยา ไม่เรียกพวกชอบเสพยาแล้วจะเรียกว่าอะไร?”
ก็เหมือนจะจริง
ฉู่เสวียนเทียนรีบกล่าวเสริม
“ข้าได้ยินว่าช่วงนี้หมอโอสถกับนักหลอมโอสถจำนวนมากกำลังเดินทางไปที่นั่น โดยเฉพาะคนจากหุบเขาราชันโอสถ พวกเขาปิดกั้นพื้นที่รอบภูเขาเอาไว้เกือบทั้งหมดแล้ว”
ยูรันยกมุมปากขึ้นทันที
“มีคนเฝ้า มีสถานที่ผิดปกติ แล้วยังมีไฟใต้ดินปะทุขึ้นมาเอง”
“อืม ชัดเจนแล้ว ข้างในต้องมีของดี”
เว่ยเส้าเทียนอดเตือนไม่ได้
“พี่ใหญ่ หุบเขาราชันโอสถมีผู้แข็งแกร่งอยู่ไม่น้อย ท่านอย่าเพิ่งไปหาเรื่องพวกเขานะ”
“ข้าไปเก็บของวิเศษ ไม่ได้ไปหาเรื่องใคร”
ทุกคนมองเขาอย่างไม่เชื่อแม้แต่น้อย
ยูรันหันไปทางเว่ยเส้าเทียน
“เอาเถอะ หลังจากเจ้าสร้างสำนักเสร็จแล้ว ข้าจะส่งลูกเจี๊ยบธาตุน้ำมาให้สักสองตัว”
“แน่นอนว่าต้องเป็นกรณีที่พวกมันอยากมาด้วยนะ”
เว่ยเส้าเทียนชะงัก
“ลูกเจี๊ยบธาตุน้ำ?”
“อืม พวกมันเกิดแล้ว ตอนนี้กำลังอยู่ที่ยอดเขาจันทรา”
“ให้มาเป็นสัตว์พิทักษ์สำนักก็ดี เข้ากับกายาวารีหลอมสมุทรของเจ้าและชื่อสำนักสมุทรไร้ขอบเขตพอดี”
ฉู่เสวียนเทียนอดถามไม่ได้
“เหตุใดท่านต้องถามความสมัครใจของลูกเจี๊ยบด้วย?”
ยูรันหันมาทางเขา
“เพราะพวกมันเลือกเจ้าของเองได้ ข้าจะบังคับพวกมันทำไม?”
“อีกอย่าง พวกมันฉลาดกว่าแกเสียอีก”
“……”
เว่ยเส้าเทียนถามอย่างระมัดระวัง
“พี่ใหญ่ ลูกเจี๊ยบที่ท่านกล่าวถึงคงไม่ใช่สัตว์วิเศษธรรมดาใช่หรือไม่?”
“อืม เป็นหงส์ฟ้าวารี”
เว่ยเส้าเทียนนิ่งค้างไปทันที
ยูรันกลับเริ่มนับนิ้วอย่างสบายใจ
“ที่จริงข้าสร้างหงส์ฟ้าออกมาทั้งหมดสิบยี่สิบแปดตัว มอบให้เจ้าสำนักไปสองตัว แล้วก็ให้หลานอิงอีกสองตัว จึงเหลือยี่สิบสี่ตัว”
“ภรรยาข้ามีสายเลือดฟีนิกซ์ นางจึงเลือกหงส์ฟ้าธาตุไฟไปอีกสองตัว ตอนนี้เหลือยี่สิบสองตัว”
“หากมอบหงส์ฟ้าวารีให้เจ้าสองตัว ข้าก็จะเหลืออีกยี่สิบตัวพอดี”
ทั่วบริเวณตกอยู่ในความเงียบ
ฉู่เสวียนเทียนถามด้วยเสียงสั่น
“พี่ใหญ่ ท่านกำลังพูดถึงหงส์ฟ้า สัตว์วิเศษในตำนานที่สำนักใหญ่ทั้งหลายยอมทำสงครามเพื่อแย่งชิงกันใช่หรือไม่?”
“อืม ตัวเดียวกันนั่นแหละ”
“แล้วท่านมีถึงยี่สิบแปดตัว?”
“เคยมี ตอนนี้เหลือยี่สิบสอง”
ยูรันแก้ไขตัวเลขให้อย่างจริงจัง
เว่ยเส้าเทียนกลืนน้ำลาย
“ท่านจะมอบหงส์ฟ้าวารีให้ข้าถึงสองตัวจริงหรือ?”
“ถ้าพวกมันยอมมา”
ยูรันย้ำอีกครั้ง
“พวกมันมีสติปัญญาและเลือกสถานที่อยู่เองได้ ข้าแค่จะลองถามให้เท่านั้น”
เจียงชิงหรานมองเว่ยเส้าเทียนด้วยสายตาซับซ้อน
“เงินสองล้านเหรียญ กายาวารีหลอมสมุทร และอาจได้หงส์ฟ้าวารีเป็นสัตว์พิทักษ์สำนักอีกสองตัว...”
ฉู่เสวียนเทียนตบไหล่เว่ยเส้าเทียน
“พี่รอง ท่านไม่ต้องสร้างสำนักแล้วกระมัง แค่พาหงส์ฟ้าสองตัวไปยืนหน้าประตู คนก็คงแห่มาสมัครเป็นศิษย์จนล้นภูเขาแล้ว”
เว่ยเส้าเทียนสูดหายใจเข้าลึก ก่อนประสานมือให้ยูรัน
“ข้าจะสร้างสำนักให้สมกับที่พี่ใหญ่ไว้วางใจ”
ยูรันโบกมือ
“อย่ากดดันตัวเองนัก หากสร้างไม่สำเร็จก็คืนเงินมา ส่วนหงส์ฟ้าไม่ต้องเอา”
“พี่ใหญ่ อย่างน้อยท่านช่วยให้กำลังใจข้าบ้างไม่ได้หรือ?”
ยูรันโบกมือให้ทุกคน
“เอาเถอะ ข้าเสียเวลามามากแล้ว คงต้องไปเสียที”
เขาหันไปทางเว่ยเส้าเทียน
“หากสร้างสำนักเสร็จแล้วก็ส่งจดหมายไปหาข้าที่ยอดเขาจันทรา สำนักเมฆาจันทร์ ข้าจะพาหงส์ฟ้าวารีมาดูสถานที่ด้วยตนเอง”
“ข้าจะจำไว้ขอรับ”
ยูรันพยักหน้า ก่อนเตรียมออกเดินทาง
หลิวรั่วหลานยืนอยู่ด้านหลัง นางอ้าปากเหมือนอยากกล่าวบางอย่าง แต่กลับเอาแต่อึกอักด้วยความเขินอาย
หลินเยียนหรูเห็นดังนั้นจึงใช้ศอกสะกิดเจียงชิงหราน
เจียงชิงหรานเข้าใจทันที นางเดินไปด้านหลังหลิวรั่วหลาน ก่อนออกแรงผลักเบา ๆ
“ไปสิ”
“เอ๊ะ?”
หลิวรั่วหลานเสียหลักพุ่งไปข้างหน้า
ยูรันได้ยินเสียงฝีเท้าจึงหันกลับมา ก่อนยื่นแขนรับร่างของนางไว้ตามสัญชาตญาณ
หลิวรั่วหลานชนเข้ากับอกเขาพอดี
ทั้งสองนิ่งค้างอยู่ครู่หนึ่ง
ฉู่เสวียนเทียนรีบส่งเสียงขึ้น
“กอดเลย! โอกาสมาถึงแล้ว!”
หลินเยียนหรูยกมือฟาดศีรษะเขาทันที
เพียะ!
“เจ้าหุบปากไปเลย!”
ใบหน้าของหลิวรั่วหลานแดงก่ำ แต่นางกลับไม่ได้รีบผละออกเหมือนทุกครั้ง
นางรวบรวมความกล้า ยกแขนขึ้นกอดยูรันเบา ๆ
“เดินทางให้ปลอดภัยนะเจ้าคะ”
ยูรันชะงักไปเล็กน้อย ก่อนยกมือลูบศีรษะนาง
“อืม”
“แล้วก็...อย่าลืมคำสัญญาของพวกเรานะเจ้าคะ”
“เรื่องบทเพลงหรือ?”
“ทุกเรื่องเจ้าค่ะ”
ยูรันยกมุมปากขึ้นบาง ๆ
“เข้าใจแล้ว ข้าไม่ลืมหรอก”
หลิวรั่วหลานซบอยู่กับอกเขาอีกครู่หนึ่ง ก่อนฝืนใจปล่อยมือและถอยออกมา
ยูรันหันไปมองทุกคนเป็นครั้งสุดท้าย
“เช่นนั้นไว้พบกันใหม่”
กล่าวจบ ร่างของเขาก็หายวับไปจากบริเวณหน้าเรือน
หลิวรั่วหลานยังคงยืนมองตำแหน่งเดิมอยู่นาน แม้ตรงนั้นจะไม่เหลือเงาร่างของเขาแล้วก็ตาม
เจียงชิงหรานเดินเข้ามายืนข้างนาง
“อย่างน้อยก็ได้กอดก่อนจากกัน ไม่เสียแรงที่ข้าผลักเจ้า”
หลิวรั่วหลานหน้าแดงขึ้นอีกครั้ง
“คราวหน้าช่วยเตือนข้าก่อนผลักด้วยเจ้าค่ะ!”
ฉู่เสวียนเทียนลูบศีรษะตนเองพลางบ่น
“ข้าก็ช่วยเชียร์แท้ ๆ เหตุใดมีเพียงข้าที่ถูกตี?”
“เพราะเจ้าน่ารำคาญ”
เสียงของทุกคนดังขึ้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
เว่ยเส้าเทียนยังคงมองทิศทางซึ่งยูรันจากไป ก่อนขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด
“แต่ข้าอดสงสัยไม่ได้ วิชาที่พี่ใหญ่ใช้แปลกเกินไปแล้ว”
“ทั้งวิชาตัวเบาที่เดินทางหนึ่งร้อยห้าสิบลี้ได้ภายในไม่กี่อึดใจ ทั้งยังสามารถเหาะเหินได้ตั้งแต่ขอบเขตสร้างรากฐาน”
“เขาสร้างระเบิดจากดินเหนียวได้อีกต่างหาก”
เว่ยเส้าเทียนหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ตอนถล่มสำนักกระบี่ทลายฟ้า เขาเรียกวิชานั้นว่าอะไรนะ? เพลิงพลาญอะไรสักอย่าง...”
เขาพยายามนึกอยู่พักใหญ่ ก่อนส่ายหน้า
“ช่างเถอะ ข้าจำชื่อเต็มไม่ได้”
“รู้เพียงว่าหลังพี่ใหญ่ประสานมุทราไม่กี่ครั้ง แผ่นดินทั่วทั้งสำนักก็แยกออกจากกันจนลาวาใต้พิภพไหลทะลักขึ้นมา”
เว่ยเส้าเทียนมองมือตนเอง
“ขนาดข้ามีกายาวารีหลอมสมุทรและอยู่ขอบเขตวิญญาณทารกขั้นสูง ยังทำเรื่องเช่นนั้นไม่ได้เลย”
ฉู่เสวียนเทียนพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนนึกบางอย่างขึ้นมาได้
“เดี๋ยวก่อน แล้วเหตุใดเจ้าไม่ขอให้พี่ใหญ่สอนวิชาเหล่านั้นให้เล่า?”
“ข้าจะได้เรียนด้วย”
เขากวาดตามองทุกคน
“ไม่สิ พวกเราทุกคนจะได้เรียนด้วย!”
ทุกคนหันกลับไปมองตำแหน่งซึ่งยูรันเคยยืนอยู่พร้อมกัน
ตรงนั้นว่างเปล่าไปแล้ว
เว่ยเส้าเทียนยืนแข็งค้าง
“ข้าลืม”
“เจ้าลืมเรื่องสำคัญขนาดนี้ได้อย่างไร!”
“เมื่อคืนมีเรื่องเกิดขึ้นตั้งมากมาย ข้าจะนึกออกได้อย่างไรเล่า!”
ฉู่เสวียนเทียนกุมศีรษะ
“วิชาเดินทางหนึ่งร้อยห้าสิบลี้ในไม่กี่อึดใจเลยนะ!”
เจียงชิงหรานกล่าวอย่างใจเย็น
“อย่างน้อยพวกเราก็รู้ว่าเขาอยู่ที่ใด ค่อยส่งจดหมายไปถามภายหลังก็ได้”
เว่ยเส้าเทียนถอนหายใจ
“คงต้องเป็นเช่นนั้น”
หลินเยียนหรูกลับส่ายหน้า
“ต่อให้คุณชายยูยอมสอน พวกเจ้ามั่นใจหรือว่าจะเรียนได้?”
ทุกคนพลันเงียบลงอีกครั้ง
พวกเขานึกถึงยูรันซึ่งสามารถเล่นพิณได้ทันทีหลังสัมผัสเป็นครั้งแรก ทำลายสำนักด้วยตบะขอบเขตสร้างรากฐาน และสร้างหงส์ฟ้าออกมาถึงยี่สิบแปดตัว
ฉู่เสวียนเทียนถอนหายใจยาว
“อืม...จู่ ๆ ข้าก็รู้สึกว่าไม่ได้ถามเอาไว้อาจดีกว่า”
เว่ยเส้าเทียนพยักหน้า
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น”
หลังจากออกจากตระกูลฉู่
ร่างของเขาพุ่งผ่านท้องฟ้าด้วยความเร็วสูง เทือกเขาและผืนป่าเบื้องล่างถอยห่างไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว
ระยะทางสามร้อยลี้ถูกข้ามผ่านภายในเวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูป
ไม่นาน เมืองขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นภายใต้จิตสัมผัสของเขา กำแพงเมืองสร้างจากหินสีเทา เรือสินค้าแล่นเข้าออกท่าเรืออย่างต่อเนื่อง ขณะที่บนถนนด้านนอกเต็มไปด้วยขบวนพ่อค้าจากหลายทิศทาง
เหนือประตูเมืองมีอักษรขนาดใหญ่สามตัวสลักเอาไว้
เมืองธาราคราม
ยูรันลดความเร็ว ก่อนร่อนลงบนถนนห่างจากประตูเมืองเล็กน้อย
“อืม สามร้อยลี้โดยไม่หลงทาง”
“วันนี้โชคดีไม่เบา”
เขาเดินตามผู้คนไปยังประตูเมือง ก่อนหยุดถามทหารยาม
“ขอถามทางหน่อย หากต้องการเดินทางไปภูผาเพลิงคราม ต้องไปทางใด?”
ทหารยามมองดวงตาซึ่งปิดสนิทของเขาอย่างสงสัย แต่ยังคงตอบตามตรง
“จากที่นี่ต้องเดินทางขึ้นเหนืออีกไกล ผ่านเมืองใหญ่อีกห้าแห่งเป็นอย่างน้อย”
“หากท่านไม่รีบร้อน ควรซื้อแผนที่จากหอการค้าภายในเมืองเสียก่อน เส้นทางตอนเหนือช่วงนี้มีสัตว์อสูรออกอาละวาดจำนวนมาก”
ยูรันพยักหน้า
“ขอบคุณ”
กล่าวจบ เขาก็เดินผ่านประตูเมืองเข้าไป
คราวนี้สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่หาโรงเตี๊ยม ไม่ใช่หาอาหาร และไม่ใช่เดินฟังเรื่องสนุก
แต่เป็นการซื้อแผนที่
[หากยังหลงทางอีก ข้าคงไปไม่ถึงภูผาเพลิงครามภายในสามเดือนแน่]