คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 232 แต่เป็นการซื้อแผนที่8,071 ตัวอักษร

ตอนที่ 232 แต่เป็นการซื้อแผนที่

ยูรันตอบอย่างตรงไปตรงมา

“อ๋อ ข้าเองแหละ”

ทุกคนหมดคำจะพูดโดยสมบูรณ์

ยูรันไม่สนใจปฏิกิริยาของพวกเขา ก่อนหันหน้าไปทางทิศเหนือ

“ข้าไปละ เสียเวลามามากแล้ว”

ฉู่เสวียนเทียนพลันนึกบางอย่างขึ้นได้

“เดี๋ยวก่อนพี่ใหญ่!”

“ข้าเพิ่งนึกออกว่าท่านกำลังตามหาของวิเศษอยู่ใช่หรือไม่?”

ยูรันหยุดฝีเท้า

“แล้วอย่างไร?”

“หากเดินทางขึ้นเหนือไปอีกไกล ผ่านเมืองใหญ่หลายแห่ง จะมีภูเขาไฟอยู่ลูกหนึ่งชื่อว่าภูผาเพลิงคราม”

“เดิมทีมันดับสนิทมานานหลายร้อยปีแล้ว แต่เมื่อหลายเดือนก่อนกลับเริ่มปะทุขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ทุกวันนี้ยังมีเปลวไฟพวยพุ่งออกมาเป็นระยะ”

“หลายคนคาดเดาว่าอาจมีของวิเศษตกลงไปภายในภูเขา จนปลุกเส้นชีพจรเพลิงใต้ดินให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง”

ยูรันลูบคางอย่างสนใจ

“ไฟวิเศษแน่ ๆ”

“อืม หากเป็นไฟวิเศษจริง คงเป็นของไอ้พวกชอบเสพยาอย่างแน่นอน”

เว่ยเส้าเทียนขมวดคิ้ว

“พวกชอบเสพยาหรือ?”

“นักหลอมโอสถอย่างไรเล่า”

ยูรันตอบราวกับเป็นเรื่องธรรมดา

“คนพวกนั้นวัน ๆ เอาแต่หลอมยา กินยา และทดลองยา เจอของดีก็คิดแต่จะเอาไปหลอมยา ไม่เรียกพวกชอบเสพยาแล้วจะเรียกว่าอะไร?”

ก็เหมือนจะจริง

ฉู่เสวียนเทียนรีบกล่าวเสริม

“ข้าได้ยินว่าช่วงนี้หมอโอสถกับนักหลอมโอสถจำนวนมากกำลังเดินทางไปที่นั่น โดยเฉพาะคนจากหุบเขาราชันโอสถ พวกเขาปิดกั้นพื้นที่รอบภูเขาเอาไว้เกือบทั้งหมดแล้ว”

ยูรันยกมุมปากขึ้นทันที

“มีคนเฝ้า มีสถานที่ผิดปกติ แล้วยังมีไฟใต้ดินปะทุขึ้นมาเอง”

“อืม ชัดเจนแล้ว ข้างในต้องมีของดี”

เว่ยเส้าเทียนอดเตือนไม่ได้

“พี่ใหญ่ หุบเขาราชันโอสถมีผู้แข็งแกร่งอยู่ไม่น้อย ท่านอย่าเพิ่งไปหาเรื่องพวกเขานะ”

“ข้าไปเก็บของวิเศษ ไม่ได้ไปหาเรื่องใคร”

ทุกคนมองเขาอย่างไม่เชื่อแม้แต่น้อย

ยูรันหันไปทางเว่ยเส้าเทียน

“เอาเถอะ หลังจากเจ้าสร้างสำนักเสร็จแล้ว ข้าจะส่งลูกเจี๊ยบธาตุน้ำมาให้สักสองตัว”

“แน่นอนว่าต้องเป็นกรณีที่พวกมันอยากมาด้วยนะ”

เว่ยเส้าเทียนชะงัก

“ลูกเจี๊ยบธาตุน้ำ?”

“อืม พวกมันเกิดแล้ว ตอนนี้กำลังอยู่ที่ยอดเขาจันทรา”

“ให้มาเป็นสัตว์พิทักษ์สำนักก็ดี เข้ากับกายาวารีหลอมสมุทรของเจ้าและชื่อสำนักสมุทรไร้ขอบเขตพอดี”

ฉู่เสวียนเทียนอดถามไม่ได้

“เหตุใดท่านต้องถามความสมัครใจของลูกเจี๊ยบด้วย?”

ยูรันหันมาทางเขา

“เพราะพวกมันเลือกเจ้าของเองได้ ข้าจะบังคับพวกมันทำไม?”

“อีกอย่าง พวกมันฉลาดกว่าแกเสียอีก”

“……”

เว่ยเส้าเทียนถามอย่างระมัดระวัง

“พี่ใหญ่ ลูกเจี๊ยบที่ท่านกล่าวถึงคงไม่ใช่สัตว์วิเศษธรรมดาใช่หรือไม่?”

“อืม เป็นหงส์ฟ้าวารี”

เว่ยเส้าเทียนนิ่งค้างไปทันที

ยูรันกลับเริ่มนับนิ้วอย่างสบายใจ

“ที่จริงข้าสร้างหงส์ฟ้าออกมาทั้งหมดสิบยี่สิบแปดตัว มอบให้เจ้าสำนักไปสองตัว แล้วก็ให้หลานอิงอีกสองตัว จึงเหลือยี่สิบสี่ตัว”

“ภรรยาข้ามีสายเลือดฟีนิกซ์ นางจึงเลือกหงส์ฟ้าธาตุไฟไปอีกสองตัว ตอนนี้เหลือยี่สิบสองตัว”

“หากมอบหงส์ฟ้าวารีให้เจ้าสองตัว ข้าก็จะเหลืออีกยี่สิบตัวพอดี”

ทั่วบริเวณตกอยู่ในความเงียบ

ฉู่เสวียนเทียนถามด้วยเสียงสั่น

“พี่ใหญ่ ท่านกำลังพูดถึงหงส์ฟ้า สัตว์วิเศษในตำนานที่สำนักใหญ่ทั้งหลายยอมทำสงครามเพื่อแย่งชิงกันใช่หรือไม่?”

“อืม ตัวเดียวกันนั่นแหละ”

“แล้วท่านมีถึงยี่สิบแปดตัว?”

“เคยมี ตอนนี้เหลือยี่สิบสอง”

ยูรันแก้ไขตัวเลขให้อย่างจริงจัง

เว่ยเส้าเทียนกลืนน้ำลาย

“ท่านจะมอบหงส์ฟ้าวารีให้ข้าถึงสองตัวจริงหรือ?”

“ถ้าพวกมันยอมมา”

ยูรันย้ำอีกครั้ง

“พวกมันมีสติปัญญาและเลือกสถานที่อยู่เองได้ ข้าแค่จะลองถามให้เท่านั้น”

เจียงชิงหรานมองเว่ยเส้าเทียนด้วยสายตาซับซ้อน

“เงินสองล้านเหรียญ กายาวารีหลอมสมุทร และอาจได้หงส์ฟ้าวารีเป็นสัตว์พิทักษ์สำนักอีกสองตัว...”

ฉู่เสวียนเทียนตบไหล่เว่ยเส้าเทียน

“พี่รอง ท่านไม่ต้องสร้างสำนักแล้วกระมัง แค่พาหงส์ฟ้าสองตัวไปยืนหน้าประตู คนก็คงแห่มาสมัครเป็นศิษย์จนล้นภูเขาแล้ว”

เว่ยเส้าเทียนสูดหายใจเข้าลึก ก่อนประสานมือให้ยูรัน

“ข้าจะสร้างสำนักให้สมกับที่พี่ใหญ่ไว้วางใจ”

ยูรันโบกมือ

“อย่ากดดันตัวเองนัก หากสร้างไม่สำเร็จก็คืนเงินมา ส่วนหงส์ฟ้าไม่ต้องเอา”

“พี่ใหญ่ อย่างน้อยท่านช่วยให้กำลังใจข้าบ้างไม่ได้หรือ?”

ยูรันโบกมือให้ทุกคน

“เอาเถอะ ข้าเสียเวลามามากแล้ว คงต้องไปเสียที”

เขาหันไปทางเว่ยเส้าเทียน

“หากสร้างสำนักเสร็จแล้วก็ส่งจดหมายไปหาข้าที่ยอดเขาจันทรา สำนักเมฆาจันทร์ ข้าจะพาหงส์ฟ้าวารีมาดูสถานที่ด้วยตนเอง”

“ข้าจะจำไว้ขอรับ”

ยูรันพยักหน้า ก่อนเตรียมออกเดินทาง

หลิวรั่วหลานยืนอยู่ด้านหลัง นางอ้าปากเหมือนอยากกล่าวบางอย่าง แต่กลับเอาแต่อึกอักด้วยความเขินอาย

หลินเยียนหรูเห็นดังนั้นจึงใช้ศอกสะกิดเจียงชิงหราน

เจียงชิงหรานเข้าใจทันที นางเดินไปด้านหลังหลิวรั่วหลาน ก่อนออกแรงผลักเบา ๆ

“ไปสิ”

“เอ๊ะ?”

หลิวรั่วหลานเสียหลักพุ่งไปข้างหน้า

ยูรันได้ยินเสียงฝีเท้าจึงหันกลับมา ก่อนยื่นแขนรับร่างของนางไว้ตามสัญชาตญาณ

หลิวรั่วหลานชนเข้ากับอกเขาพอดี

ทั้งสองนิ่งค้างอยู่ครู่หนึ่ง

ฉู่เสวียนเทียนรีบส่งเสียงขึ้น

“กอดเลย! โอกาสมาถึงแล้ว!”

หลินเยียนหรูยกมือฟาดศีรษะเขาทันที

เพียะ!

“เจ้าหุบปากไปเลย!”

ใบหน้าของหลิวรั่วหลานแดงก่ำ แต่นางกลับไม่ได้รีบผละออกเหมือนทุกครั้ง

นางรวบรวมความกล้า ยกแขนขึ้นกอดยูรันเบา ๆ

“เดินทางให้ปลอดภัยนะเจ้าคะ”

ยูรันชะงักไปเล็กน้อย ก่อนยกมือลูบศีรษะนาง

“อืม”

“แล้วก็...อย่าลืมคำสัญญาของพวกเรานะเจ้าคะ”

“เรื่องบทเพลงหรือ?”

“ทุกเรื่องเจ้าค่ะ”

ยูรันยกมุมปากขึ้นบาง ๆ

“เข้าใจแล้ว ข้าไม่ลืมหรอก”

หลิวรั่วหลานซบอยู่กับอกเขาอีกครู่หนึ่ง ก่อนฝืนใจปล่อยมือและถอยออกมา

ยูรันหันไปมองทุกคนเป็นครั้งสุดท้าย

“เช่นนั้นไว้พบกันใหม่”

กล่าวจบ ร่างของเขาก็หายวับไปจากบริเวณหน้าเรือน

หลิวรั่วหลานยังคงยืนมองตำแหน่งเดิมอยู่นาน แม้ตรงนั้นจะไม่เหลือเงาร่างของเขาแล้วก็ตาม

เจียงชิงหรานเดินเข้ามายืนข้างนาง

“อย่างน้อยก็ได้กอดก่อนจากกัน ไม่เสียแรงที่ข้าผลักเจ้า”

หลิวรั่วหลานหน้าแดงขึ้นอีกครั้ง

“คราวหน้าช่วยเตือนข้าก่อนผลักด้วยเจ้าค่ะ!”

ฉู่เสวียนเทียนลูบศีรษะตนเองพลางบ่น

“ข้าก็ช่วยเชียร์แท้ ๆ เหตุใดมีเพียงข้าที่ถูกตี?”

“เพราะเจ้าน่ารำคาญ”

เสียงของทุกคนดังขึ้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

เว่ยเส้าเทียนยังคงมองทิศทางซึ่งยูรันจากไป ก่อนขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด

“แต่ข้าอดสงสัยไม่ได้ วิชาที่พี่ใหญ่ใช้แปลกเกินไปแล้ว”

“ทั้งวิชาตัวเบาที่เดินทางหนึ่งร้อยห้าสิบลี้ได้ภายในไม่กี่อึดใจ ทั้งยังสามารถเหาะเหินได้ตั้งแต่ขอบเขตสร้างรากฐาน”

“เขาสร้างระเบิดจากดินเหนียวได้อีกต่างหาก”

เว่ยเส้าเทียนหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“ตอนถล่มสำนักกระบี่ทลายฟ้า เขาเรียกวิชานั้นว่าอะไรนะ? เพลิงพลาญอะไรสักอย่าง...”

เขาพยายามนึกอยู่พักใหญ่ ก่อนส่ายหน้า

“ช่างเถอะ ข้าจำชื่อเต็มไม่ได้”

“รู้เพียงว่าหลังพี่ใหญ่ประสานมุทราไม่กี่ครั้ง แผ่นดินทั่วทั้งสำนักก็แยกออกจากกันจนลาวาใต้พิภพไหลทะลักขึ้นมา”

เว่ยเส้าเทียนมองมือตนเอง

“ขนาดข้ามีกายาวารีหลอมสมุทรและอยู่ขอบเขตวิญญาณทารกขั้นสูง ยังทำเรื่องเช่นนั้นไม่ได้เลย”

ฉู่เสวียนเทียนพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนนึกบางอย่างขึ้นมาได้

“เดี๋ยวก่อน แล้วเหตุใดเจ้าไม่ขอให้พี่ใหญ่สอนวิชาเหล่านั้นให้เล่า?”

“ข้าจะได้เรียนด้วย”

เขากวาดตามองทุกคน

“ไม่สิ พวกเราทุกคนจะได้เรียนด้วย!”

ทุกคนหันกลับไปมองตำแหน่งซึ่งยูรันเคยยืนอยู่พร้อมกัน

ตรงนั้นว่างเปล่าไปแล้ว

เว่ยเส้าเทียนยืนแข็งค้าง

“ข้าลืม”

“เจ้าลืมเรื่องสำคัญขนาดนี้ได้อย่างไร!”

“เมื่อคืนมีเรื่องเกิดขึ้นตั้งมากมาย ข้าจะนึกออกได้อย่างไรเล่า!”

ฉู่เสวียนเทียนกุมศีรษะ

“วิชาเดินทางหนึ่งร้อยห้าสิบลี้ในไม่กี่อึดใจเลยนะ!”

เจียงชิงหรานกล่าวอย่างใจเย็น

“อย่างน้อยพวกเราก็รู้ว่าเขาอยู่ที่ใด ค่อยส่งจดหมายไปถามภายหลังก็ได้”

เว่ยเส้าเทียนถอนหายใจ

“คงต้องเป็นเช่นนั้น”

หลินเยียนหรูกลับส่ายหน้า

“ต่อให้คุณชายยูยอมสอน พวกเจ้ามั่นใจหรือว่าจะเรียนได้?”

ทุกคนพลันเงียบลงอีกครั้ง

พวกเขานึกถึงยูรันซึ่งสามารถเล่นพิณได้ทันทีหลังสัมผัสเป็นครั้งแรก ทำลายสำนักด้วยตบะขอบเขตสร้างรากฐาน และสร้างหงส์ฟ้าออกมาถึงยี่สิบแปดตัว

ฉู่เสวียนเทียนถอนหายใจยาว

“อืม...จู่ ๆ ข้าก็รู้สึกว่าไม่ได้ถามเอาไว้อาจดีกว่า”

เว่ยเส้าเทียนพยักหน้า

“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น”

หลังจากออกจากตระกูลฉู่

ร่างของเขาพุ่งผ่านท้องฟ้าด้วยความเร็วสูง เทือกเขาและผืนป่าเบื้องล่างถอยห่างไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว

ระยะทางสามร้อยลี้ถูกข้ามผ่านภายในเวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูป

ไม่นาน เมืองขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นภายใต้จิตสัมผัสของเขา กำแพงเมืองสร้างจากหินสีเทา เรือสินค้าแล่นเข้าออกท่าเรืออย่างต่อเนื่อง ขณะที่บนถนนด้านนอกเต็มไปด้วยขบวนพ่อค้าจากหลายทิศทาง

เหนือประตูเมืองมีอักษรขนาดใหญ่สามตัวสลักเอาไว้

เมืองธาราคราม

ยูรันลดความเร็ว ก่อนร่อนลงบนถนนห่างจากประตูเมืองเล็กน้อย

“อืม สามร้อยลี้โดยไม่หลงทาง”

“วันนี้โชคดีไม่เบา”

เขาเดินตามผู้คนไปยังประตูเมือง ก่อนหยุดถามทหารยาม

“ขอถามทางหน่อย หากต้องการเดินทางไปภูผาเพลิงคราม ต้องไปทางใด?”

ทหารยามมองดวงตาซึ่งปิดสนิทของเขาอย่างสงสัย แต่ยังคงตอบตามตรง

“จากที่นี่ต้องเดินทางขึ้นเหนืออีกไกล ผ่านเมืองใหญ่อีกห้าแห่งเป็นอย่างน้อย”

“หากท่านไม่รีบร้อน ควรซื้อแผนที่จากหอการค้าภายในเมืองเสียก่อน เส้นทางตอนเหนือช่วงนี้มีสัตว์อสูรออกอาละวาดจำนวนมาก”

ยูรันพยักหน้า

“ขอบคุณ”

กล่าวจบ เขาก็เดินผ่านประตูเมืองเข้าไป

คราวนี้สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่หาโรงเตี๊ยม ไม่ใช่หาอาหาร และไม่ใช่เดินฟังเรื่องสนุก

แต่เป็นการซื้อแผนที่

[หากยังหลงทางอีก ข้าคงไปไม่ถึงภูผาเพลิงครามภายในสามเดือนแน่]