คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 233 ไม่มีทางเป็นผู้อื่นได้แล้ว7,259 ตัวอักษร

ตอนที่ 233 ไม่มีทางเป็นผู้อื่นได้แล้ว

หลังจากเดินหาสถานที่ขายแผนที่อยู่ครึ่งชั่วยาม ยูรันก็ยังคงวนกลับมายืนอยู่บนถนนสายเดิม

“เวรเอ๊ย แม้แต่จะซื้อแผนที่ ข้ายังหลงทาง”

“สงสัยข้าอยู่แต่บนยอดเขานานเกินไปจริง ๆ”

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโชคดีหรืออย่างไร หญิงสาวผู้หนึ่งซึ่งเดินผ่านมาพอดีได้ยินคำบ่นของเขาเข้า

นางหยุดฝีเท้า ก่อนเดินเข้ามาหาด้วยท่าทางสง่างาม เสื้อคลุมยาวสีขาวสะอาดตัดเย็บอย่างประณีต ในมือถือพัดกระดาษเล่มหนึ่ง หากไม่พิจารณารูปร่างให้ดี ผู้คนคงเข้าใจว่านางเป็นบัณฑิตหนุ่มจากตระกูลใหญ่

“น้องชาย พี่สาวได้ยินว่าเจ้ากำลังตามหาแผนที่อยู่”

“บอกพี่สาวได้หรือไม่ว่าเจ้าต้องการเดินทางไปที่ใด?”

ยูรันยังไม่ได้หันกลับมา

“ข้ากำลังหาแผนที่ไปภูเขา...อืม ภูเขาอะไรนะ?”

เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“ภูผาเพลิงครามอะไรสักอย่างนั่นแหละ”

หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

“โอ้ บังเอิญจริง พี่สาวเองก็กำลังเดินทางไปภูผาเพลิงครามพอดี”

“ในเมื่อจุดหมายเดียวกัน สนใจร่วมเดินทางไปกับข้าหรือไม่?”

ยูรันจึงหันกลับมาทางนาง

[แต่งกายเหมือนบัณฑิตทุกกระเบียดนิ้ว แก่นทองคำขั้นสูงและอยู่ห่างจากวิญญาณทารกเพียงครึ่งก้าว]

[อาจารย์เคยบอกว่าพี่ใหญ่ชอบแต่งตัวเช่นนี้ แถมยังวางท่าภูมิฐานเหมือนบัณฑิตทั้งที่นิสัยจริงไม่ได้ใกล้เคียงเลยสักนิด]

[คงไม่บังเอิญเป็นพี่ใหญ่หรอกนะ?]

[เอาเถอะ ลองดูว่านางคิดจะเล่นอะไร]

ยูรันเผยรอยยิ้มซื่อตรง

“ใช่แล้ว วันนี้ข้าโชคดีมาก”

“ข้าออกจากเมืองด่านสนเหนือเมื่อประมาณครึ่งชั่วยามก่อน ระหว่างทางไม่หลงแม้แต่ครั้งเดียว”

“ทหารเฝ้าประตูบอกว่าหากต้องการไปภูผาเพลิงคราม ข้าต้องเดินทางผ่านเมืองใหญ่อีกห้าแห่ง ข้ากลัวหลงทางจึงตั้งใจมาซื้อแผนที่”

เขาถอนหายใจยาว

“แต่สุดท้ายข้ากลับหลงอยู่ในเมืองนี้แทน”

หญิงสาวมองดวงตาซึ่งปิดสนิทของเขา ก่อนรอยยิ้มตรงมุมปากจะกว้างขึ้นเล็กน้อย

“เดินทางสามร้อยลี้โดยไม่หลง แต่กลับหลงอยู่กลางเมืองเพราะหาแผนที่ไม่พบ”

“น้องชายช่างน่าสนใจจริง ๆ”

“ไม่ได้น่าสนใจ ข้าแค่ตาบอด”

ยูรันกล่าวต่ออย่างเป็นธรรมชาติ

“หากพี่สาวกำลังไปภูผาเพลิงครามจริง ข้าย่อมยินดีร่วมทาง แต่เจ้าต้องเป็นคนนำทางนะ”

“ได้สิ”

หญิงสาวคลี่พัดออกช้า ๆ

“เพียงแต่เจ้าไม่กลัวว่าพี่สาวจะหลอกพาไปขายหรือ?”

ยูรันยกมุมปากขึ้น

“ไม่กลัว”

“เพราะเหตุใด?”

“เพราะหากเจ้าคิดทำเช่นนั้น คนที่ถูกขายอาจเป็นเจ้าแทน”

หญิงสาวชะงัก ก่อนหัวเราะออกมาเบา ๆ

“น้องชาย เจ้าช่างมีอารมณ์ขัน”

“ข้าไม่ได้ล้อเล่น”

รอยยิ้มของหญิงสาวยังคงอยู่ แต่แววตาที่มองยูรันกลับเต็มไปด้วยความสนใจมากกว่าเดิม

“ดี เช่นนั้นพวกเราก็ร่วมเดินทางกันเถอะ”

ทั้งสองเดินไปตามถนนด้วยกัน โดยหญิงสาวเป็นผู้นำทางไปยังร้านขายแผนที่

ยูรันเอ่ยถามขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ

“พี่สาว ท่านชื่ออะไร?”

หญิงสาวชะงักไปเล็กน้อย

“ข้าหรือ?”

นางคลี่พัดปิดครึ่งใบหน้า ก่อนตอบด้วยรอยยิ้ม

“ข้ามีนามว่าเหวินชิงซู”

“อ๋อออออออ”

ยูรันลากเสียงยาว

[ชื่อปลอมเห็น ๆ]

เหวินชิงซูเหลือบมองเขา

“เหตุใดต้องลากเสียงยาวขนาดนั้น? ชื่อของพี่สาวมีอะไรแปลกหรือ?”

“ไม่แปลก ชื่อไพเราะมาก ฟังดูเป็นบัณฑิตสุด ๆ”

“เหตุใดข้าจึงรู้สึกเหมือนเจ้ากำลังประชดอยู่?”

“ท่านคิดมากไปเอง”

หญิงสาวหรี่ตามองเขา แต่ไม่ได้ซักถามต่อ

“แล้วน้องชายมีนามว่าอะไร?”

“ยูรัน”

“ชื่อจริงหรือ?”

“จริง”

“เหตุใดเจ้าจึงบอกชื่อจริงกับคนแปลกหน้าง่ายเช่นนี้?”

ยูรันตอบอย่างตรงไปตรงมา

“ข้าขี้เกียจคิดชื่อปลอม”

เหวินชิงซูชะงักฝีเท้าไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะออกมาเบา ๆ

“น้องชาย เจ้าช่างเป็นคนตรงไปตรงมาจริง ๆ”

ยูรันพยักหน้า

“ใช่ ข้าก็คิดเช่นนั้น”

ยูรันเดินตามนางไปพลางถามต่อ

“แล้วท่านมาจากที่ใด อยู่สำนักอะไร?”

หญิงสาวชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนตอบอย่างเป็นธรรมชาติ

“พี่สาวมาจากแดนทางเหนือ เป็นศิษย์ของสำนักอักษรนภา”

“อ๋อออออออ”

ยูรันลากเสียงยาวกว่าเดิม

[ชื่อก็ปลอม แม้แต่สำนักยังฟังดูปลอม]

เหวินชิงซูหันมามองเขา

“คราวนี้เจ้าลากเสียงยาวกว่าเดิมอีกนะ”

“พอดีชื่อสำนักของท่านฟังดูยิ่งใหญ่มาก ข้าจึงตกใจ”

“เจ้าเคยได้ยินชื่อสำนักอักษรนภาหรือ?”

“ไม่เคย”

“……”

หญิงสาวหุบพัดลงช้า ๆ

“แล้วเจ้ามาจากสำนักใด?”

“สำนักเมฆาจันทร์ ยอดเขาจันทรา”

มือของหญิงสาวซึ่งถือพัดหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว

“ยอดเขาจันทราหรือ? ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน”

“อ๋ออออออออออออออ”

“เหตุใดคราวนี้ถึงลากเสียงยาวขนาดนั้นอีก?!”

ยูรันส่ายหน้า

“ไม่มีอะไร ข้าเพียงรู้สึกว่าวันนี้ได้พบคนซึ่งไม่เคยได้ยินอะไรเหมือนข้าพอดี”

[ดูเหมือนจะยิ่งน่าสงสัยกว่าเดิมแล้วสิ]

เหวินชิงซูยังคงเดินต่อไปด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ทว่าภายในใจกลับเริ่มสับสน

[นี่มันเรื่องอะไรกัน? ชายผู้นี้มาจากยอดเขาจันทราจริงหรือ?]

[ถ้าเช่นนั้นเขาก็เป็นศิษย์น้องของข้าน่ะสิ!]

[อึก แล้วข้าดันใช้ทั้งชื่อปลอมและชื่อสำนักปลอมไปแล้ว]

[หากเปิดเผยตัวตอนนี้ เขาต้องคิดว่าข้าเป็นพวกหลอกลวงแน่]

[แต่ถ้าไม่เปิดเผย แล้วข้าจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าเขาเป็นศิษย์ของอาจารย์จริง ๆ?]

หญิงสาวเหลือบมองยูรัน ก่อนแสร้งถามอย่างไม่ใส่ใจ

“จริงสิ ยอดเขาจันทราของเจ้ามีผู้ใดเป็นเจ้าขุนเขาหรือ?”

“เมื่อครู่ท่านยังบอกว่าไม่เคยได้ยินชื่อยอดเขาจันทรา เหตุใดจึงสนใจเจ้าขุนเขาขึ้นมา?”

“พี่สาวเพียงอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น”

“อ๋อออออ”

“เลิกลากเสียงเช่นนั้นเสียที!”

ยูรันยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย

“เจ้าขุนเขาจันทรามีนามว่าหลิงเยวี่ย เป็นอาจารย์ของข้า”

ฝีเท้าของหญิงสาวสะดุดทันที

[เป็นอาจารย์จริง ๆ!]

[อาจารย์รับศิษย์เพิ่มตั้งแต่เมื่อใดกัน? เหตุใดไม่ส่งจดหมายมาบอกข้าแม้แต่คำเดียว?]

นางรีบปรับสีหน้าให้กลับเป็นปกติ ก่อนถามต่อ

“แล้วเจ้าเป็นศิษย์ลำดับที่เท่าใด?”

ยูรันยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย

[แหม ดูสิ ยังหลอกถามไม่หยุด]

[เอาเถอะ อยากเล่นก็จะเล่นด้วยสักหน่อย]

“ช่วงหลังอาจารย์รับศิษย์เพิ่มอีกสองคน”

“ข้าเป็นศิษย์ลำดับที่แปด ส่วนอีกคนเป็นสตรี นางมีนามว่าหลานชิงอวี้ เป็นศิษย์ลำดับที่เก้า”

หญิงสาวหยุดเดินไปชั่วขณะ

[ศิษย์ลำดับที่แปดกับเก้าหรือ?]

[ข้าออกจากยอดเขาไปไม่นาน อาจารย์กลับรับศิษย์เพิ่มถึงสองคน!]

[แถมยังรับศิษย์ชายเข้ามาอีกคน นอกจากเย่อ้าวเทียนแล้ว นางไม่เคยรับศิษย์ชายอีกเลยไม่ใช่หรือ?]

นางเหลือบมองยูรันตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

[สร้างรากฐานขั้นสูง เดินทางสามร้อยลี้ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม แล้วยังคิดจะไปภูผาเพลิงครามเพียงลำพัง]

[ศิษย์น้องแปดผู้นี้ดูเหมือนจะไม่ธรรมดาเลยสักนิด]

นางเหลือบมองยูรันตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

[สร้างรากฐานขั้นสูง เดินทางสามร้อยลี้ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม แล้วยังคิดจะไปภูผาเพลิงครามเพียงลำพัง]

[ศิษย์น้องแปดผู้นี้ดูเหมือนจะไม่ธรรมดาเลยสักนิด]

เหวินชิงซูแสร้งพยักหน้า

“อ๋อ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”

ยูรันลากเสียงตอบกลับทันที

“อ๋อออออออ”

หญิงสาวมุมปากกระตุก

“คราวนี้มีอะไรอีก?”

“ไม่มีอะไร ข้าเพียงสงสัยว่าคนซึ่งไม่รู้จักยอดเขาจันทรา เหตุใดจึงดูตกใจกับจำนวนศิษย์ของอาจารย์ข้านัก”

[เจ้าศิษย์น้องนี่ช่างจับผิดเก่งเสียจริง!]

ทั้งสองเดินพูดคุยกันไปเรื่อย ๆ

ยูรันเอ่ยถามขึ้น

ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง

[พี่ใหญ่แน่ ๆ]

[พี่ใหญ่โม่ชิงเฟิงหนึ่งร้อยส่วน ไม่มีทางเป็นผู้อื่นได้แล้ว]

“พี่สาว ท่านมาที่นี่ทำไมหรือ?”

หญิงสาวใช้พัดแตะปลายคาง พลางครุ่นคิดว่าจะตอบอย่างไร

“ข้ากำลังตามหาของวิเศษสักชิ้นซึ่งสามารถช่วยให้ข้าทะลวงเข้าสู่ขอบเขตวิญญาณทารกได้”

“แล้วก็...หากมันมีรูปลักษณ์เหมาะกับบัณฑิตด้วยย่อมดีที่สุด”

ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง

[ยัยนี่สมองมีแต่เรื่องบัณฑิตหรืออย่างไร?]

[ยึดติดกับภาพลักษณ์ขนาดนี้ ไม่ต้องพิสูจน์แล้ว]

[พี่ใหญ่โม่ชิงเฟิงหนึ่งร้อยส่วน]

“ของวิเศษมีไว้ช่วยเพิ่มพลังไม่ใช่หรือ? รูปลักษณ์เกี่ยวอะไรด้วย?”

“ย่อมเกี่ยว”

หญิงสาวตอบอย่างจริงจัง

“อาวุธและของวิเศษเปรียบเสมือนภาพแทนของผู้ครอบครอง หากรูปลักษณ์หยาบกระด้างหรือไม่สง่างาม ต่อให้แข็งแกร่งเพียงใดก็ไม่เหมาะกับข้า”

“อ๋อ เช่นนั้นท่านต้องการอะไร? พัด พู่กัน แท่นฝนหมึก หรือคัมภีร์?”

ดวงตาของหญิงสาวเปล่งประกายขึ้น

“หากเป็นพู่กันวิญญาณระดับสูงย่อมดีที่สุด รองลงมาคือพัด ส่วนคัมภีร์เองก็ไม่เลว”

ยูรันชี้ไปยังพัดในมือนาง

“พัดเล่มนี้ก็ใช้ได้ไม่ใช่หรือ?”

“นี่เป็นเพียงพัดธรรมดา ใช้เสริมบุคลิกเท่านั้น”

“หมายความว่าท่านพกของไร้ประโยชน์ติดตัว เพียงเพราะมันทำให้ดูเหมือนบัณฑิต?”

หญิงสาวหุบพัดดังพึ่บ ก่อนกล่าวแก้ต่าง

“บางครั้งภาพลักษณ์ก็สำคัญไม่แพ้ประโยชน์ใช้สอย”

ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง

[พี่ใหญ่แน่ ๆ]

[พี่ใหญ่โม่ชิงเฟิงหนึ่งร้อยส่วน ไม่มีทางเป็นผู้อื่นได้แล้ว]