ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 233 ไม่มีทางเป็นผู้อื่นได้แล้ว
หลังจากเดินหาสถานที่ขายแผนที่อยู่ครึ่งชั่วยาม ยูรันก็ยังคงวนกลับมายืนอยู่บนถนนสายเดิม
“เวรเอ๊ย แม้แต่จะซื้อแผนที่ ข้ายังหลงทาง”
“สงสัยข้าอยู่แต่บนยอดเขานานเกินไปจริง ๆ”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโชคดีหรืออย่างไร หญิงสาวผู้หนึ่งซึ่งเดินผ่านมาพอดีได้ยินคำบ่นของเขาเข้า
นางหยุดฝีเท้า ก่อนเดินเข้ามาหาด้วยท่าทางสง่างาม เสื้อคลุมยาวสีขาวสะอาดตัดเย็บอย่างประณีต ในมือถือพัดกระดาษเล่มหนึ่ง หากไม่พิจารณารูปร่างให้ดี ผู้คนคงเข้าใจว่านางเป็นบัณฑิตหนุ่มจากตระกูลใหญ่
“น้องชาย พี่สาวได้ยินว่าเจ้ากำลังตามหาแผนที่อยู่”
“บอกพี่สาวได้หรือไม่ว่าเจ้าต้องการเดินทางไปที่ใด?”
ยูรันยังไม่ได้หันกลับมา
“ข้ากำลังหาแผนที่ไปภูเขา...อืม ภูเขาอะไรนะ?”
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ภูผาเพลิงครามอะไรสักอย่างนั่นแหละ”
หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“โอ้ บังเอิญจริง พี่สาวเองก็กำลังเดินทางไปภูผาเพลิงครามพอดี”
“ในเมื่อจุดหมายเดียวกัน สนใจร่วมเดินทางไปกับข้าหรือไม่?”
ยูรันจึงหันกลับมาทางนาง
[แต่งกายเหมือนบัณฑิตทุกกระเบียดนิ้ว แก่นทองคำขั้นสูงและอยู่ห่างจากวิญญาณทารกเพียงครึ่งก้าว]
[อาจารย์เคยบอกว่าพี่ใหญ่ชอบแต่งตัวเช่นนี้ แถมยังวางท่าภูมิฐานเหมือนบัณฑิตทั้งที่นิสัยจริงไม่ได้ใกล้เคียงเลยสักนิด]
[คงไม่บังเอิญเป็นพี่ใหญ่หรอกนะ?]
[เอาเถอะ ลองดูว่านางคิดจะเล่นอะไร]
ยูรันเผยรอยยิ้มซื่อตรง
“ใช่แล้ว วันนี้ข้าโชคดีมาก”
“ข้าออกจากเมืองด่านสนเหนือเมื่อประมาณครึ่งชั่วยามก่อน ระหว่างทางไม่หลงแม้แต่ครั้งเดียว”
“ทหารเฝ้าประตูบอกว่าหากต้องการไปภูผาเพลิงคราม ข้าต้องเดินทางผ่านเมืองใหญ่อีกห้าแห่ง ข้ากลัวหลงทางจึงตั้งใจมาซื้อแผนที่”
เขาถอนหายใจยาว
“แต่สุดท้ายข้ากลับหลงอยู่ในเมืองนี้แทน”
หญิงสาวมองดวงตาซึ่งปิดสนิทของเขา ก่อนรอยยิ้มตรงมุมปากจะกว้างขึ้นเล็กน้อย
“เดินทางสามร้อยลี้โดยไม่หลง แต่กลับหลงอยู่กลางเมืองเพราะหาแผนที่ไม่พบ”
“น้องชายช่างน่าสนใจจริง ๆ”
“ไม่ได้น่าสนใจ ข้าแค่ตาบอด”
ยูรันกล่าวต่ออย่างเป็นธรรมชาติ
“หากพี่สาวกำลังไปภูผาเพลิงครามจริง ข้าย่อมยินดีร่วมทาง แต่เจ้าต้องเป็นคนนำทางนะ”
“ได้สิ”
หญิงสาวคลี่พัดออกช้า ๆ
“เพียงแต่เจ้าไม่กลัวว่าพี่สาวจะหลอกพาไปขายหรือ?”
ยูรันยกมุมปากขึ้น
“ไม่กลัว”
“เพราะเหตุใด?”
“เพราะหากเจ้าคิดทำเช่นนั้น คนที่ถูกขายอาจเป็นเจ้าแทน”
หญิงสาวชะงัก ก่อนหัวเราะออกมาเบา ๆ
“น้องชาย เจ้าช่างมีอารมณ์ขัน”
“ข้าไม่ได้ล้อเล่น”
รอยยิ้มของหญิงสาวยังคงอยู่ แต่แววตาที่มองยูรันกลับเต็มไปด้วยความสนใจมากกว่าเดิม
“ดี เช่นนั้นพวกเราก็ร่วมเดินทางกันเถอะ”
ทั้งสองเดินไปตามถนนด้วยกัน โดยหญิงสาวเป็นผู้นำทางไปยังร้านขายแผนที่
ยูรันเอ่ยถามขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ
“พี่สาว ท่านชื่ออะไร?”
หญิงสาวชะงักไปเล็กน้อย
“ข้าหรือ?”
นางคลี่พัดปิดครึ่งใบหน้า ก่อนตอบด้วยรอยยิ้ม
“ข้ามีนามว่าเหวินชิงซู”
“อ๋อออออออ”
ยูรันลากเสียงยาว
[ชื่อปลอมเห็น ๆ]
เหวินชิงซูเหลือบมองเขา
“เหตุใดต้องลากเสียงยาวขนาดนั้น? ชื่อของพี่สาวมีอะไรแปลกหรือ?”
“ไม่แปลก ชื่อไพเราะมาก ฟังดูเป็นบัณฑิตสุด ๆ”
“เหตุใดข้าจึงรู้สึกเหมือนเจ้ากำลังประชดอยู่?”
“ท่านคิดมากไปเอง”
หญิงสาวหรี่ตามองเขา แต่ไม่ได้ซักถามต่อ
“แล้วน้องชายมีนามว่าอะไร?”
“ยูรัน”
“ชื่อจริงหรือ?”
“จริง”
“เหตุใดเจ้าจึงบอกชื่อจริงกับคนแปลกหน้าง่ายเช่นนี้?”
ยูรันตอบอย่างตรงไปตรงมา
“ข้าขี้เกียจคิดชื่อปลอม”
เหวินชิงซูชะงักฝีเท้าไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะออกมาเบา ๆ
“น้องชาย เจ้าช่างเป็นคนตรงไปตรงมาจริง ๆ”
ยูรันพยักหน้า
“ใช่ ข้าก็คิดเช่นนั้น”
ยูรันเดินตามนางไปพลางถามต่อ
“แล้วท่านมาจากที่ใด อยู่สำนักอะไร?”
หญิงสาวชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนตอบอย่างเป็นธรรมชาติ
“พี่สาวมาจากแดนทางเหนือ เป็นศิษย์ของสำนักอักษรนภา”
“อ๋อออออออ”
ยูรันลากเสียงยาวกว่าเดิม
[ชื่อก็ปลอม แม้แต่สำนักยังฟังดูปลอม]
เหวินชิงซูหันมามองเขา
“คราวนี้เจ้าลากเสียงยาวกว่าเดิมอีกนะ”
“พอดีชื่อสำนักของท่านฟังดูยิ่งใหญ่มาก ข้าจึงตกใจ”
“เจ้าเคยได้ยินชื่อสำนักอักษรนภาหรือ?”
“ไม่เคย”
“……”
หญิงสาวหุบพัดลงช้า ๆ
“แล้วเจ้ามาจากสำนักใด?”
“สำนักเมฆาจันทร์ ยอดเขาจันทรา”
มือของหญิงสาวซึ่งถือพัดหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
“ยอดเขาจันทราหรือ? ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน”
“อ๋ออออออออออออออ”
“เหตุใดคราวนี้ถึงลากเสียงยาวขนาดนั้นอีก?!”
ยูรันส่ายหน้า
“ไม่มีอะไร ข้าเพียงรู้สึกว่าวันนี้ได้พบคนซึ่งไม่เคยได้ยินอะไรเหมือนข้าพอดี”
[ดูเหมือนจะยิ่งน่าสงสัยกว่าเดิมแล้วสิ]
เหวินชิงซูยังคงเดินต่อไปด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ทว่าภายในใจกลับเริ่มสับสน
[นี่มันเรื่องอะไรกัน? ชายผู้นี้มาจากยอดเขาจันทราจริงหรือ?]
[ถ้าเช่นนั้นเขาก็เป็นศิษย์น้องของข้าน่ะสิ!]
[อึก แล้วข้าดันใช้ทั้งชื่อปลอมและชื่อสำนักปลอมไปแล้ว]
[หากเปิดเผยตัวตอนนี้ เขาต้องคิดว่าข้าเป็นพวกหลอกลวงแน่]
[แต่ถ้าไม่เปิดเผย แล้วข้าจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าเขาเป็นศิษย์ของอาจารย์จริง ๆ?]
หญิงสาวเหลือบมองยูรัน ก่อนแสร้งถามอย่างไม่ใส่ใจ
“จริงสิ ยอดเขาจันทราของเจ้ามีผู้ใดเป็นเจ้าขุนเขาหรือ?”
“เมื่อครู่ท่านยังบอกว่าไม่เคยได้ยินชื่อยอดเขาจันทรา เหตุใดจึงสนใจเจ้าขุนเขาขึ้นมา?”
“พี่สาวเพียงอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น”
“อ๋อออออ”
“เลิกลากเสียงเช่นนั้นเสียที!”
ยูรันยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“เจ้าขุนเขาจันทรามีนามว่าหลิงเยวี่ย เป็นอาจารย์ของข้า”
ฝีเท้าของหญิงสาวสะดุดทันที
[เป็นอาจารย์จริง ๆ!]
[อาจารย์รับศิษย์เพิ่มตั้งแต่เมื่อใดกัน? เหตุใดไม่ส่งจดหมายมาบอกข้าแม้แต่คำเดียว?]
นางรีบปรับสีหน้าให้กลับเป็นปกติ ก่อนถามต่อ
“แล้วเจ้าเป็นศิษย์ลำดับที่เท่าใด?”
ยูรันยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
[แหม ดูสิ ยังหลอกถามไม่หยุด]
[เอาเถอะ อยากเล่นก็จะเล่นด้วยสักหน่อย]
“ช่วงหลังอาจารย์รับศิษย์เพิ่มอีกสองคน”
“ข้าเป็นศิษย์ลำดับที่แปด ส่วนอีกคนเป็นสตรี นางมีนามว่าหลานชิงอวี้ เป็นศิษย์ลำดับที่เก้า”
หญิงสาวหยุดเดินไปชั่วขณะ
[ศิษย์ลำดับที่แปดกับเก้าหรือ?]
[ข้าออกจากยอดเขาไปไม่นาน อาจารย์กลับรับศิษย์เพิ่มถึงสองคน!]
[แถมยังรับศิษย์ชายเข้ามาอีกคน นอกจากเย่อ้าวเทียนแล้ว นางไม่เคยรับศิษย์ชายอีกเลยไม่ใช่หรือ?]
นางเหลือบมองยูรันตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
[สร้างรากฐานขั้นสูง เดินทางสามร้อยลี้ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม แล้วยังคิดจะไปภูผาเพลิงครามเพียงลำพัง]
[ศิษย์น้องแปดผู้นี้ดูเหมือนจะไม่ธรรมดาเลยสักนิด]
นางเหลือบมองยูรันตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
[สร้างรากฐานขั้นสูง เดินทางสามร้อยลี้ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม แล้วยังคิดจะไปภูผาเพลิงครามเพียงลำพัง]
[ศิษย์น้องแปดผู้นี้ดูเหมือนจะไม่ธรรมดาเลยสักนิด]
เหวินชิงซูแสร้งพยักหน้า
“อ๋อ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”
ยูรันลากเสียงตอบกลับทันที
“อ๋อออออออ”
หญิงสาวมุมปากกระตุก
“คราวนี้มีอะไรอีก?”
“ไม่มีอะไร ข้าเพียงสงสัยว่าคนซึ่งไม่รู้จักยอดเขาจันทรา เหตุใดจึงดูตกใจกับจำนวนศิษย์ของอาจารย์ข้านัก”
[เจ้าศิษย์น้องนี่ช่างจับผิดเก่งเสียจริง!]
ทั้งสองเดินพูดคุยกันไปเรื่อย ๆ
ยูรันเอ่ยถามขึ้น
ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง
[พี่ใหญ่แน่ ๆ]
[พี่ใหญ่โม่ชิงเฟิงหนึ่งร้อยส่วน ไม่มีทางเป็นผู้อื่นได้แล้ว]
“พี่สาว ท่านมาที่นี่ทำไมหรือ?”
หญิงสาวใช้พัดแตะปลายคาง พลางครุ่นคิดว่าจะตอบอย่างไร
“ข้ากำลังตามหาของวิเศษสักชิ้นซึ่งสามารถช่วยให้ข้าทะลวงเข้าสู่ขอบเขตวิญญาณทารกได้”
“แล้วก็...หากมันมีรูปลักษณ์เหมาะกับบัณฑิตด้วยย่อมดีที่สุด”
ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง
[ยัยนี่สมองมีแต่เรื่องบัณฑิตหรืออย่างไร?]
[ยึดติดกับภาพลักษณ์ขนาดนี้ ไม่ต้องพิสูจน์แล้ว]
[พี่ใหญ่โม่ชิงเฟิงหนึ่งร้อยส่วน]
“ของวิเศษมีไว้ช่วยเพิ่มพลังไม่ใช่หรือ? รูปลักษณ์เกี่ยวอะไรด้วย?”
“ย่อมเกี่ยว”
หญิงสาวตอบอย่างจริงจัง
“อาวุธและของวิเศษเปรียบเสมือนภาพแทนของผู้ครอบครอง หากรูปลักษณ์หยาบกระด้างหรือไม่สง่างาม ต่อให้แข็งแกร่งเพียงใดก็ไม่เหมาะกับข้า”
“อ๋อ เช่นนั้นท่านต้องการอะไร? พัด พู่กัน แท่นฝนหมึก หรือคัมภีร์?”
ดวงตาของหญิงสาวเปล่งประกายขึ้น
“หากเป็นพู่กันวิญญาณระดับสูงย่อมดีที่สุด รองลงมาคือพัด ส่วนคัมภีร์เองก็ไม่เลว”
ยูรันชี้ไปยังพัดในมือนาง
“พัดเล่มนี้ก็ใช้ได้ไม่ใช่หรือ?”
“นี่เป็นเพียงพัดธรรมดา ใช้เสริมบุคลิกเท่านั้น”
“หมายความว่าท่านพกของไร้ประโยชน์ติดตัว เพียงเพราะมันทำให้ดูเหมือนบัณฑิต?”
หญิงสาวหุบพัดดังพึ่บ ก่อนกล่าวแก้ต่าง
“บางครั้งภาพลักษณ์ก็สำคัญไม่แพ้ประโยชน์ใช้สอย”
ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง
[พี่ใหญ่แน่ ๆ]
[พี่ใหญ่โม่ชิงเฟิงหนึ่งร้อยส่วน ไม่มีทางเป็นผู้อื่นได้แล้ว]