คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 234 กำแพงวารี7,988 ตัวอักษร

ตอนที่ 234 กำแพงวารี

ยูรันหลี่ตามองนาง ก่อนถอนหายใจ

“เอาเถอะ ข้าว่าข้าเดินหาด้วยตนเองน่าจะเร็วกว่า”

หญิงสาวหุบพัดดังพึ่บ

“นี่เจ้าไม่เชื่อใจข้าเลยหรือ?”

ยูรันเงียบไปเล็กน้อย

[ชื่อก็ปลอม สำนักก็ปลอม บัณฑิตก็ปลอม]

[ปลอมไปทั้งตัวเช่นนี้ จะให้ผู้ใดเชื่อใจได้ลง?]

“เหตุใดจึงเงียบ?”

ยูรันลากเสียงครุ่นคิด

“อืมมมมม...ช่างเถอะ ข้าเดินนำเอง”

“เดี๋ยวก่อน นี่เจ้า—”

ยูรันไม่สนใจนาง เขาหันกลับไปทางเดิมแล้วเริ่มเดินออกไปทันที

หญิงสาวยืนกำพัดแน่นอยู่ด้านหลัง

[อ๊ากกก! นี่คือศิษย์น้องของข้าจริงหรือ?]

[เหตุใดถึงได้กวนประสาทไม่หยุดเช่นนี้ แล้วท่าทางไม่แยแสนั่นมันอะไรกัน!]

กระนั้นนางก็ยังรีบเดินตามไป

ไม่นาน ทั้งสองก็มาถึงร้านขายแผนที่จริง ๆ

ยูรันซื้อแผนที่เส้นทางตอนเหนือมาหนึ่งฉบับ ก่อนนำมากางลงบนโต๊ะแล้วตรวจสอบอย่างละเอียด

เขาขมวดคิ้วขึ้นเรื่อย ๆ

“ห้าเมืองรวมกันประมาณหนึ่งพันแปดร้อยลี้”

“จากเมืองสุดท้ายยังต้องเดินทางต่ออีกสามร้อยลี้จึงจะถึงภูผา...อะไรสักอย่างนั่น”

หญิงสาวยืนมองเขาอยู่ด้านข้างด้วยสีหน้าประหลาดใจ

“น้องชาย เจ้าอ่านแผนที่ได้ด้วยหรือ?”

“อืม”

“แต่เจ้าตาบอดนะ”

“ข้าใช้จิตวิญญาณอ่านเอา”

หญิงสาวชะงัก ก่อนหรี่ตามองเขา

“เจ้าสามารถใช้จิตวิญญาณตรวจสอบรายละเอียดเล็กขนาดตัวอักษรบนแผนที่ได้เลยหรือ?”

“ได้”

“ทั้งที่อยู่เพียงขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสูง?”

“อืม”

“……”

[ศิษย์น้องผู้นี้ผิดปกติเกินไปแล้ว]

ยูรันม้วนแผนที่เก็บเข้าไป ก่อนหันมาทางนาง

“ระยะทางรวมสองพันหนึ่งร้อยลี้ หากเดินทางตรงไปคงใช้เวลาไม่นาน”

“แต่ข้าต้องแวะตรวจสอบทุกเมือง เผื่อพบเบาะแสของสิ่งที่กำลังตามหา”

หญิงสาวเลิกคิ้ว

“เจ้ากำลังตามหาของวิเศษเช่นกันหรือ?”

“ไม่แน่ใจว่าเป็นของวิเศษหรือไม่”

“แล้วมันคือสิ่งใด?”

ยูรันส่ายหน้า

“ไม่รู้”

“……”

“เจ้าไม่รู้ว่าสิ่งที่ตามหาคืออะไร แล้วจะหาเจอได้อย่างไร?”

“ข้าก็สงสัยเรื่องนั้นอยู่เหมือนกัน”

“เรื่องนั้นไม่สำคัญ ข้าไปหาอะไรกินดีกว่า”

กล่าวจบ ยูรันก็ม้วนแผนที่เก็บ แล้วเดินออกจากร้านทันที ทิ้งให้หญิงสาวยืนงุนงงอยู่ข้างหลัง

“เดี๋ยวก่อน!”

นางรีบเดินตามออกมา

“เจ้าจะไปก็ไปเลยหรือ? ไม่คิดจะชวนพี่สาวสักคำ?”

ยูรันไม่หยุดเดิน

“ท่านเองก็มีขาไม่ใช่หรือ? หากอยากมาก็ตามมา”

[นี่เขามองข้าเป็นศิษย์พี่จริงหรือไม่?]

[ไม่สิ ตอนนี้เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้าเป็นศิษย์พี่!]

หญิงสาวเร่งฝีเท้าขึ้นมาเดินข้างเขา

“แล้วเจ้ารู้หรือว่าร้านอาหารอยู่ที่ใด?”

ยูรันหยุดชะงักทันที

“ไม่รู้”

นางคลี่พัดออก ก่อนยกมุมปากอย่างเหนือกว่า

“เช่นนั้นสุดท้ายเจ้าก็ยังต้องพึ่งพาพี่สาวนำทางอยู่ดี”

ยูรันนิ่งคิดเล็กน้อย ก่อนหยิบแผนที่เมืองซึ่งเพิ่งซื้อมากางออก

“ในแผนที่มีตำแหน่งร้านอาหาร”

รอยยิ้มของหญิงสาวแข็งค้าง

“เหตุใดเจ้าถึงซื้อแผนที่เมืองมาด้วย?”

“เพราะข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านพึ่งพาไม่ได้”

“ยูรัน!”

“อืม ข้าได้ยินแล้ว ไม่ต้องเรียกเสียงดัง”

ทั้งสองมาถึงภัตตาคารแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่กลางเมือง ยูรันเลือกโต๊ะริมหน้าต่าง ก่อนสั่งอาหารมาจำนวนหนึ่ง

หญิงสาวมองเขาหยิบตะเกียบขึ้นมาอย่างคล่องแคล่ว ก่อนถามด้วยความสงสัย

“เจ้านี่แปลกจริง ๆ เป็นผู้บำเพ็ญแล้วแท้ ๆ เหตุใดยังต้องกินอาหารอีก?”

“ปกติไม่ใช่หรือ?”

ยูรันคีบอาหารเข้าปาก ก่อนกล่าวต่อ

“อาจารย์ก็กินอาหารที่ข้าทำทุกมื้อ ศิษย์พี่รอง ศิษย์พี่สาม ศิษย์พี่สี่ และน้องเก้าก็เหมือนกัน”

“หากพวกนางอยู่กับข้า ข้าก็ทำอาหารให้กินวันละสามมื้อ”

ตะเกียบในมือหญิงสาวหยุดค้าง

“อาจารย์กินอาหารที่เจ้าทำทุกมื้อเลยหรือ?”

“อืม”

“แม้แต่ศิษย์น้องรองกับศิษย์น้องสาม?”

“ใช่”

“ศิษย์น้องสี่ก็ด้วย?”

“ข้าพูดไม่ชัดหรืออย่างไร?”

“……”

หญิงสาวก้มหน้ามองอาหารบนโต๊ะ แต่ภายในใจกำลังปั่นป่วน

[เกิดอะไรขึ้นกับยอดเขาจันทรากันแน่?]

[ข้าออกเดินทางไปเพียงช่วงหนึ่ง เหตุใดทุกคนถึงเริ่มรวมตัวกินอาหารสามมื้อต่อวันเหมือนคนธรรมดาแล้ว?]

[แถมอาจารย์ยังยอมกินอาหารที่ศิษย์ทำให้ทุกมื้ออีก! เมื่อก่อนข้าชวนนางกินอาหารด้วยกัน นางยังบอกว่าเสียเวลาฝึกอยู่เลย]

นางเหลือบมองยูรัน

“อาหารที่เจ้าทำอร่อยมากหรือ?”

“อร่อยกว่าที่นี่หลายเท่า”

ยูรันตอบโดยไม่ลังเล

หญิงสาวมองอาหารซึ่งมีชื่อเสียงที่สุดของเมืองบนโต๊ะ ก่อนมองกลับไปทางเขา

“เจ้ามั่นใจเพียงนั้นเลยหรือ?”

“อืม ร้านนี้ทำรสอ่อนไป เนื้อผ่านไฟนานเกินไปเล็กน้อย ส่วนเครื่องเทศก็กลบกลิ่นวัตถุดิบจนหมด”

หญิงสาวลองชิมอีกคำ ก่อนพบว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง

“เช่นนั้นเย็นนี้เจ้าทำให้พี่สาวลองชิมบ้างสิ”

ยูรันหยุดตะเกียบ ก่อนหันมาทางนาง

“เหตุใดข้าต้องทำให้ท่านกิน?”

“พวกเรากำลังจะร่วมเดินทางกันไม่ใช่หรือ?”

“เกี่ยวกันตรงไหน?”

[เจ้าศิษย์น้องคนนี้ไม่รู้จักเอาใจศิษย์พี่บ้างเลยหรืออย่างไร!]

นางสูดหายใจเข้าลึก ก่อนคลี่พัดออก

“ถือเสียว่าเป็นค่าตอบแทนที่พี่สาวช่วยนำทางเจ้าไปภูผาเพลิงคราม”

ยูรันนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“อืม ก็ได้ แต่ท่านต้องล้างจาน”

“เหตุใดข้าต้องล้างจาน?!”

“เพราะคนทำอาหารไม่ควรต้องล้างเอง”

ทั้งสองกำลังกินอาหารอยู่ภายในร้าน ทันใดนั้นเสียงเอะอะโวยวายก็ดังมาจากถนนด้านนอก

“ปล่อยนางเดี๋ยวนี้!”

“แม่นางผู้นี้เป็นคนที่ข้าหมายปอง เจ้ามีสิทธิ์อะไรมายุ่ง?”

“นางบอกแล้วว่าไม่ต้องการไปกับเจ้า!”

ตามมาด้วยเสียงผู้หญิงตวาดอย่างโกรธจัด

“พวกเจ้าปล่อยข้า! ข้าไม่รู้จักพวกเจ้าด้วยซ้ำ!”

เสียงผู้คนมุงดูเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสนุกสนาน

ยูรันหยุดตะเกียบไปชั่วขณะ

[อืม ดูเอาเถอะ เมืองที่แล้วก็มีเรื่องปัญญาอ่อนเกี่ยวกับผู้หญิง]

[พอมาถึงเมืองนี้ยังมีอีก เหตุใดผู้คนถึงไม่รู้จักหาเรื่องอื่นทำกันบ้าง?]

หญิงสาวชะโงกมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความสนใจ

“น้องชาย พวกเราออกไปดูกันหน่อยดีหรือไม่?”

“ไม่”

ยูรันคีบเนื้อเข้าปากต่ออย่างไม่สนใจ

หญิงสาวมองออกไปด้านนอก ก่อนกล่าวเร่งเร้า

“เหตุใดเล่า? ด้านนอกมีสตรีกำลังเดือดร้อนนะ แถมนางยังงดงามมากอีกด้วย”

“อืม ข้าดูเหมือนคนเห็นแก่ความงามหรือ?”

ยูรันส่ายหน้า

“ไม่เอา ขี้เกียจ”

“หากนางมีวาสนากับข้าจริง เดี๋ยวเรื่องก็เข้ามาหาเองนั่นแหละ”

“……”

หญิงสาวมุมปากกระตุก

[ขี้เกียจแล้วยังพูดเหมือนเป็นหลักการแห่งโชคชะตาอีก]

ทันใดนั้น เสียงการต่อสู้อันรุนแรงก็ดังขึ้นจากถนนด้านนอก

“หลีกไป!”

“อย่าคิดว่าข้าจะยอมปล่อยนางให้เจ้า!”

ตูม!

ร่างของชายผู้หนึ่งกระเด็นทะลุหน้าต่างภัตตาคารเข้ามาอย่างรุนแรง

โครม!

ร่างนั้นพุ่งกระแทกโต๊ะของยูรันจนพังเป็นเสี่ยง ๆ จานอาหารทั้งหมดพลิกคว่ำ น้ำแกงกับอาหารที่ยังกินไม่หมดหกกระจายเต็มพื้น

ตะเกียบในมือของยูรันหยุดค้าง

เส้นเลือดบนขมับค่อย ๆ ปูดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

[อืม แทนที่จะกระเด็นไปทางอื่นตั้งมากมาย กลับพุ่งมาทางโต๊ะของข้าโดยเฉพาะ]

[ชัดเจนว่าโชคของนางต้องการให้ข้าออกไปช่วย]

[แต่เหตุใดต้องเอาอาหารของข้าไปเป็นเครื่องสังเวยด้วย?]

หญิงสาวมองใบหน้าของเขา ก่อนถามอย่างระมัดระวัง

“เอ่อ น้องชาย เจ้าเป็นอะไรหรือไม่?”

“เส้นเลือดบนขมับของเจ้าปูดขึ้นมาชัดมากเลยนะ”

ยูรันวางตะเกียบซึ่งเหลืออยู่เพียงครึ่งท่อนลงบนซากโต๊ะอย่างเชื่องช้า

“ข้าไม่เป็นไร”

“จริงหรือ?”

“อืม ข้าเพียงอยากรู้ว่าผู้ใดเป็นคนทำอาหารของข้าหก”

ชายซึ่งนอนอยู่บนพื้นกระอักเลือดออกมา ก่อนฝืนยกมือชี้ออกไปนอกหน้าต่าง

“ขะ เขา...”

ยูรันลุกขึ้นยืน

“ไม่ต้องพูด ข้าจะออกไปถามด้วยตนเอง”

หญิงสาวรีบลุกตาม ก่อนเหลือบมองซากโต๊ะอีกครั้ง

[ดูเหมือนคนข้างนอกจะสร้างปัญหาให้ตนเองครั้งใหญ่แล้ว]

ยูรันเดินออกจากภัตตาคาร ก่อนพบว่าถนนด้านหน้ากำลังตกอยู่ในความโกลาหล

ชายหนุ่มจากสองกลุ่มกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด โดยมีสตรีเพียงคนเดียวยืนอยู่ตรงกลาง

นางสวมชุดสีเขียวอ่อน รูปลักษณ์งดงามและมีตบะอยู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลาง สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความรำคาญ แต่กลับไม่มีผู้ใดสนใจว่านางต้องการสิ่งใด

ผู้คนโดยรอบเพียงยืนมุงดู ไม่มีใครกล้าเข้าไปห้าม เพราะชายหนุ่มทั้งสองฝ่ายต่างมาจากตระกูลใหญ่ภายในเมือง

สตรีผู้นั้นมีนามว่า มู่เสวี่ยหนิง ศิษย์อัจฉริยะจากหุบเขาแพทย์เทวะ นางเชี่ยวชาญทั้งศาสตร์การรักษาและการหลอมโอสถอย่างน่าตกตะลึง

แม้จะอยู่เพียงขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสูง แต่นางกลับสามารถหลอมโอสถระดับห้าได้สำเร็จแล้ว

พรสวรรค์เช่นนี้หาได้ยากยิ่ง

แม้แต่ผู้อาวุโสซูยังไม่สามารถหลอมโอสถระดับห้าได้ในช่วงที่มีตบะเท่ากัน ปัจจุบันนางก้าวขึ้นเป็นนักหลอมโอสถระดับหกแล้วก็จริง แต่ต้องใช้เวลาฝึกฝนอยู่นานหลายปี

ทว่ายูรันไม่ได้สนใจภูมิหลังหรือพรสวรรค์ของสตรีผู้นั้นแม้แต่น้อย

เขาสนใจเพียงสิ่งเดียว

[ไอ้พวกสารเลว]

[อาหารของข้า]

ชายหนุ่มสองฝ่ายยังคงเข้าปะทะกันโดยไม่มีท่าทีว่าจะหยุด กระบี่และฝ่ามือพุ่งเข้าหากันจนโต๊ะร้านค้าริมทางแตกกระจาย

ยูรันยกมือขึ้นประสานมุทรา

“คาถาน้ำ กำแพงวารี!”

ตูม!

ผืนถนนสั่นสะเทือน ก่อนน้ำปริมาณมหาศาลจะพวยพุ่งขึ้นมาจากพื้น กลายเป็นกำแพงวารีสูงหลายจั้งขวางกลางสนามต่อสู้

ชายหนุ่มทุกคนยังไม่ทันตอบสนอง คลื่นน้ำก็แผ่กระจายออกไปสองด้านอย่างรุนแรง

ตูม! ตูม! ตูม!

ร่างของพวกเขาถูกซัดกระเด็นไปคนละทิศละทาง บางคนกระแทกกำแพง บางคนกลิ้งไปตามถนน ส่วนผู้ที่ทำลายโต๊ะอาหารของยูรันถูกกระแสน้ำกดติดกับเสาไม้จนขยับไม่ได้

มีเพียงมู่เสวี่ยหนิงซึ่งยืนอยู่ตรงกลางเท่านั้นที่ไม่ได้รับผลกระทบแม้แต่น้อย

ถนนทั้งสายพลันเงียบสนิท

หญิงสาวผู้แต่งกายเหมือนบัณฑิตเดินตามออกมา ก่อนมองน้ำปริมาณมหาศาลซึ่งไหลท่วมพื้นถนนด้วยสีหน้าประหลาดใจ

[สร้างรากฐานขั้นสูงสามารถใช้วิชาธาตุน้ำรุนแรงถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?]