ตอนที่ 235 นี่อาจารย์รับตัวประหลาดชนิดใดเข้ามาเป็นศิษย์กันแน่
ช่วงเย็น ต้นยามโหย่ว
ยูรันลืมตาตื่นขึ้นหลังจากนอนหลับมาตลอดทั้งบ่าย
เขานั่งนิ่งอยู่บนเตียงครู่หนึ่ง ก่อนลุกขึ้นยืดตัว
“อืม ประมาณห้าโมงแล้วหรือ?”
“ลงไปหาอะไรกินข้างล่างดีกว่า”
ยูรันกำลังจะเปิดประตูห้อง เสียงของหญิงสาวก็ดังมาจากอีกเตียง
“หืม น้องชาย ตื่นแล้วหรือ?”
นางเก็บหนังสือในมือ ก่อนถามต่อ
“เจ้าจะไปไหน?”
“หาอะไรกิน”
หญิงสาวเลิกคิ้ว
“เจ้าไม่ได้สัญญาว่าจะทำอาหารให้พี่สาวลองชิมหรือ?”
ฝีเท้าของยูรันหยุดชะงัก
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจออกมา
“อืม ข้าลืม”
“……”
หญิงสาวมุมปากกระตุก
“พี่สาวอุตส่าห์เตรียมวัตถุดิบและเช่าห้องครัวของโรงเตี๊ยมเอาไว้แล้ว เจ้ากลับคิดจะลงไปสั่งอาหารกินอย่างหน้าตาเฉย?”
ยูรันหันกลับมาทางนาง
“จิ๊ ก็ได้ อย่าลืมล้างจานแล้วกัน”
กล่าวจบ เขาก็เดินลงไปยังห้องครัวชั้นล่าง
ไม่นาน เสียงมีดกระทบเขียงก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามมาด้วยเสียงน้ำมันเดือดและเปลวไฟลุกโชน
กลิ่นหอมเข้มข้นค่อย ๆ ลอยออกจากห้องครัว ก่อนแผ่กระจายไปทั่วทั้งโรงเตี๊ยม
แขกคนหนึ่งซึ่งกำลังคีบเนื้อเข้าปากพลันหยุดมือ
“กลิ่นอะไร?”
ชายอีกคนวางถ้วยสุราลง ก่อนสูดกลิ่นเข้าเต็มปอด
“หอมเหลือเกิน! ทางโรงเตี๊ยมเปลี่ยนพ่อครัวใหม่หรือ?”
กลิ่นเครื่องเทศผสมกับเนื้อย่างหอมกรุ่นลอยออกมา ตามมาด้วยกลิ่นน้ำแกงร้อน ๆ และปลาทอดกรอบซึ่งทำให้ผู้คนทั่วทั้งโถงเริ่มน้ำลายสอ
บางคนถึงกับวางอาหารบนโต๊ะของตนเองลง
“เถ้าแก่! ข้าต้องการสั่งอาหารแบบเดียวกับในครัว!”
“ข้าด้วย ไม่ว่าจะราคาเท่าใดก็เอามาให้ข้าหนึ่งชุด!”
“ของข้าสองชุด!”
เจ้าของโรงเตี๊ยมรีบยกมือห้าม
“ทุกท่าน อาหารเหล่านั้นไม่ได้เป็นฝีมือพ่อครัวของโรงเตี๊ยม แต่เป็นแขกท่านหนึ่งยืมห้องครัวทำอาหารขอรับ!”
“เช่นนั้นก็ไปถามเขาว่ายอมขายหรือไม่!”
“ข้าจ่ายสองเท่า!”
“ข้าจ่ายห้าเท่า!”
สถานการณ์ภายในโถงเริ่มวุ่นวายขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่พ่อครัวประจำโรงเตี๊ยมยังเดินออกมาจากครัวของตนเพื่อสูดกลิ่นด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
มู่เสวี่ยหนิงซึ่งกำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่มุมหนึ่งก็วางตะเกียบลงเช่นกัน
“ผู้ใดกำลังทำอาหารอยู่หรือเจ้าคะ?”
เจ้าของโรงเตี๊ยมตอบทันที
“เป็นคุณชายตาบอดซึ่งเข้าพักเมื่อช่วงบ่ายขอรับ”
มู่เสวี่ยหนิงชะงัก
“คุณชายตาบอด?”
นางหันไปมองหญิงสาวผู้แต่งกายเหมือนบัณฑิตซึ่งกำลังนั่งรออยู่ด้านนอกห้องครัว
[เป็นเขาอีกแล้วหรือ?]
หญิงสาวนั่งหลังตรง พยายามรักษาท่าทางสง่างามของบัณฑิตเอาไว้ กระนั้นสายตากลับจับจ้องประตูห้องครัวตลอดเวลา
กลิ่นหอมระลอกใหม่ลอยออกมาอีกครั้ง
จ๊อก...
เสียงท้องของนางดังขึ้นเบา ๆ
หญิงสาวรีบกางพัดปิดใบหน้า ก่อนกวาดตามองรอบด้าน
[คงไม่มีผู้ใดได้ยินกระมัง]
มู่เสวี่ยหนิงซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลกะพริบตา ก่อนแสร้งทำเป็นมองไปทางอื่นอย่างมีมารยาท
ไม่นาน ยูรันก็เดินออกมาจากห้องครัวพร้อมอาหารหลายจาน
“เสร็จแล้ว”
หญิงสาวเก็บพัดแทบไม่ทัน
“อืม พี่สาวกำลังรออยู่พอดี”
ยูรันวางอาหารลงบนโต๊ะ ก่อนเอียงศีรษะ
“เมื่อครู่ท้องท่านร้องหรือ?”
“เจ้าได้ยินผิดแล้ว!”
หญิงสาวคีบเนื้อชิ้นหนึ่งขึ้นมาอย่างสง่างาม ก่อนนำเข้าปากช้า ๆ
ทันทีที่รสชาติแผ่กระจาย ดวงตาของนางก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
เนื้อด้านนอกถูกย่างจนหอมกรุ่น ขณะที่ด้านในยังคงนุ่มชุ่มฉ่ำ รสชาติของเครื่องเทศซึมเข้าเนื้ออย่างพอดี แต่กลับไม่กลบกลิ่นของวัตถุดิบแม้แต่น้อย
นางรีบคีบชิ้นที่สองตามเข้าไปทันที
ยูรันนั่งลงฝั่งตรงข้าม
“เป็นอย่างไร?”
หญิงสาวหยุดตะเกียบ ก่อนรีบปรับสีหน้าให้กลับมาสงบนิ่ง
“อืม...พอใช้ได้”
กล่าวจบ นางก็คีบเนื้ออีกสามชิ้นลงในถ้วยของตนเอง
ยูรันเอียงศีรษะ
“พอใช้ได้?”
“ถูกต้อง ยังมีบางส่วนที่ควรปรับปรุง”
นางตักน้ำแกงขึ้นดื่ม ก่อนดวงตาจะเปล่งประกายขึ้นอีกครั้ง
“เช่นส่วนใด?”
“เอ่อ...”
หญิงสาวนิ่งคิด ขณะที่มือยังคงคีบอาหารไม่หยุด
“ส่วนที่ควรปรับปรุงก็คือปริมาณน้อยเกินไป”
ยูรันหลี่ตามองนาง
“ไหนท่านบอกว่าพอใช้ได้?”
“พอใช้ได้ไม่ได้หมายความว่ากินต่อไม่ได้”
ความเร็วของตะเกียบในมือนางเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากท่วงท่าสง่างามของบัณฑิต ค่อย ๆ กลายเป็นการแย่งอาหารอย่างเปิดเผย
ยูรันรีบคีบเนื้อชิ้นสุดท้ายขึ้นมา
ฉับ!
ตะเกียบของหญิงสาวพุ่งเข้ามาคีบอีกด้านของเนื้อชิ้นเดียวกัน
ทั้งสองหยุดมือพร้อมกัน
“ปล่อย”
“น้องชายควรรู้จักเสียสละให้พี่สาว”
“คนที่บอกว่าอาหารพอใช้ได้ไม่มีสิทธิ์กินชิ้นสุดท้าย”
“เมื่อครู่ข้าประเมินผิด ตอนนี้มันอร่อยแล้ว”
“อาหารจานเดิมจะเปลี่ยนรสชาติเองได้อย่างไร?”
“เพราะมันเย็นลงเล็กน้อย รสชาติจึงดีขึ้น”
“ตอแหล”
ทั้งสองออกแรงดึงพร้อมกัน จนเนื้อชิ้นนั้นขาดออกเป็นสองส่วน
หญิงสาวรีบนำส่วนของตนเองเข้าปาก ก่อนพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
ยูรันถอนหายใจ
“ภาพลักษณ์บัณฑิตของท่านหายไปหมดแล้ว”
มือของหญิงสาวหยุดชะงัก
นางกวาดตามองผู้คนรอบด้านซึ่งกำลังจ้องมา ก่อนรีบวางตะเกียบและนั่งหลังตรง
“เมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
ยูรันมองท่าทางสง่างามซึ่งนางพยายามกอบกู้กลับคืนมา ก่อนส่ายหน้าอยู่ภายในใจ
[ไอ้บัณฑิตเก๊เอ๊ย]
[ไม่รู้ว่าหลงใหลอะไรในความเป็นบัณฑิตนักหนา ทั้งที่นิสัยจริงไม่ใกล้เคียงเลยสักนิด]
หญิงสาวสัมผัสได้ถึงท่าทีของเขาจึงขมวดคิ้ว
“เจ้ากำลังคิดอะไรเสียมารยาทเกี่ยวกับพี่สาวอีกแล้วใช่หรือไม่?”
"เปล่า สักหน่อย"
หลังจากเห็นว่าทั้งสองรับประทานอาหารเสร็จแล้ว มู่เสวี่ยหนิงจึงลุกจากโต๊ะ ก่อนเดินเข้ามาประสานมือคารวะ
“เรื่องเมื่อกลางวัน ขอบคุณคุณชายมากเจ้าค่ะ”
ยูรันหันมาทางนาง
“เจ้าเป็นใคร?”
มู่เสวี่ยหนิงนิ่งค้าง ขณะที่หญิงสาวผู้แต่งกายเหมือนบัณฑิตหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ
“น้องชาย นางก็คือสตรีที่เจ้ายื่นมือช่วยเมื่อกลางวันอย่างไรเล่า”
“อ๋อ”
มู่เสวี่ยหนิงสูดหายใจเข้าลึก ก่อนประสานมืออีกครั้ง
“ข้ามีนามว่ามู่เสวี่ยหนิง เป็นศิษย์จากหุบเขาแพทย์เทวะ ไม่ทราบว่าคุณชายมีนามว่าอะไรหรือเจ้าคะ?”
“ยูรัน”
“คุณชายยู เพื่อเป็นการขอบคุณที่ท่านช่วยข้าเอาไว้ โปรดรับสิ่งนี้ด้วยเถอะเจ้าค่ะ”
นางนำขวดหยกใบหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะ
“ภายในคือโอสถฟื้นชีพระดับห้า สามารถรักษาบาดแผลและฟื้นฟูพลังปราณได้อย่างรวดเร็ว”
หญิงสาวผู้แต่งกายเหมือนบัณฑิตเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
โอสถระดับห้ามีมูลค่าสูงไม่น้อย ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตแก่นทองคำก็ยังต้องเก็บไว้อย่างระมัดระวัง
ยูรันหยิบขวดขึ้นมาเปิด ก่อนสูดกลิ่นเบา ๆ
ยูรันหยิบขวดหยกขึ้นมาเปิด ก่อนสูดกลิ่นโอสถภายในเบา ๆ
“อืม ระดับห้าหรือ?”
มู่เสวี่ยหนิงพยักหน้าด้วยความภาคภูมิใจ
“ใช่เจ้าค่ะ นี่คือโอสถฟื้นชีพระดับห้าที่ข้าหลอมขึ้นด้วยตนเอง”
ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนปิดฝาขวด
“อืม หากเทียบกับโอสถระดับแปดซึ่งถือว่าพอยัดเข้าปากได้แล้ว...”
“ของสิ่งนี้ก็นับเป็นขยะโดยแท้”
“……”
ทั่วทั้งโรงเตี๊ยมพลันเงียบสนิท
เคร้ง!
ตะเกียบในมือของแขกคนหนึ่งหล่นกระแทกพื้น
“เขาพูดว่าอะไรนะ?”
“โอสถระดับแปดยังแค่พอยัดเข้าปากได้?”
“ถ้าโอสถระดับห้าเป็นขยะ แล้วโอสถที่พวกเรากินอยู่ทุกวันนี้เรียกว่าอะไร?”
“เศษดินกระมัง...”
แม้แต่หญิงสาวผู้แต่งกายเหมือนบัณฑิตยังมองยูรันอย่างตกตะลึง
[โอสถระดับแปดพอยัดเข้าปากได้?]
[บนยอดเขาจันทรามีของระดับนั้นตั้งแต่เมื่อใดกัน เหตุใดข้าถึงไม่รู้เรื่องเลย?!]
รอยยิ้มบนใบหน้าของมู่เสวี่ยหนิงแข็งค้าง
“คุณชายเคยเห็นโอสถระดับแปดจริงหรือเจ้าคะ?”
“อืม ข้าเคยลองหลอมด้วยตนเอง”
ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“ครั้งแรกก็ได้มาสิบเม็ด เหมือนจะเป็นโอสถสีรุ้งและมีลวดลายสมบูรณ์แบบอะไรทำนองนั้น”
มู่เสวี่ยหนิงแข็งค้าง
“สิบเม็ด...จากเตาเดียวหรือเจ้าคะ?”
“ใช่”
“แล้วมันคือโอสถอะไร?”
ยูรันลูบคาง พยายามนึกชื่ออยู่ครู่หนึ่ง
“โอสถเกราะเต๋าห่าอะไรสักอย่างนี่แหละ ข้าจำชื่อเต็มไม่ได้”
“ได้ยินว่ามันช่วยให้ผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณทารกทะลวงขึ้นสู่ขอบเขตแปลงเทพได้สำเร็จหนึ่งร้อยส่วน”
ตึง!
มู่เสวี่ยหนิงทรุดตัวกลับลงบนเก้าอี้ทันที
“โอสถเกราะเต๋าสวรรค์...”
นางกล่าวชื่อออกมาด้วยเสียงสั่น
“ท่านหลอมโอสถเกราะเต๋าสวรรค์ระดับแปดออกมาถึงสิบเม็ดในการหลอมครั้งแรกหรือ?”
“น่าจะชื่อนั้นแหละ”
ยูรันพยักหน้า
“ตอนนั้นผู้อาวุโสจากตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์แทบจะเลียเท้าขอจากข้า”
“แต่ข้าว่ามันก็งั้น ๆ นับเป็นขยะเหมือนกัน”
คนทั้งโรงเตี๊ยมไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดัง
ยูรันยังคงกล่าวต่อ
“แถมตอนออกจากเตา พวกมันยังเปล่งแสงเจิดจ้าจนน่ารำคาญ แสบตาชะมัด”
ทุกคนเหลือบมองดวงตาซึ่งปิดสนิทของเขา แต่ไม่มีผู้ใดกล้าทักท้วง
“แล้วก็มีทัณฑ์สวรรค์กระจอก ๆ ผ่าลงมาอีกหนึ่งสาย”
ยูรันแค่นเสียง
“กระจอกเหมือนโอสถไม่มีผิด”
แขกคนหนึ่งยกมือขึ้นกุมหน้าอก เขารู้สึกเหมือนโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรที่ตนรู้จักกำลังพังทลายลงต่อหน้าต่อตา
“โอสถซึ่งช่วยทะลวงสู่ขอบเขตแปลงเทพได้แน่นอน...เป็นขยะ?”
“ทัณฑ์โอสถจากสวรรค์...กระจอก?”
“แล้วพวกเราที่แย่งชิงโอสถระดับสามกันแทบตายเป็นตัวอะไรกัน?”
มู่เสวี่ยหนิงจ้องยูรันโดยไม่กะพริบตา
นางเคยได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะด้านโอสถที่หาได้ยากในรอบพันปี แต่จนถึงวันนี้ยังหลอมได้เพียงโอสถระดับห้า
ส่วนชายตรงหน้ากลับหลอมโอสถระดับแปดคุณภาพสมบูรณ์แบบสิบเม็ดจากการลองครั้งแรก แล้วยังเรียกผลงานนั้นว่าขยะ
หญิงสาวผู้แต่งกายเหมือนบัณฑิตเองก็นิ่งค้างไปไม่ต่างกัน
[นี่อาจารย์รับตัวประหลาดชนิดใดเข้ามาเป็นศิษย์กันแน่?]
มู่เสวี่ยหนิงสูดหายใจเข้าลึก ก่อนถามด้วยน้ำเสียงจริงจังกว่าเดิม
“คุณชายยู ท่านรับศิษย์หรือไม่เจ้าคะ?”