คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 236 นี่อาจารย์รับตัวประหลาดชนิดใดเข้ามาเป็นศิษย์กันแน่8,044 ตัวอักษร

ตอนที่ 236 นี่อาจารย์รับตัวประหลาดชนิดใดเข้ามาเป็นศิษย์กันแน่

ช่วงเย็น ต้นยามโหย่ว

ยูรันลืมตาตื่นขึ้นหลังจากนอนหลับมาตลอดทั้งบ่าย

เขานั่งนิ่งอยู่บนเตียงครู่หนึ่ง ก่อนลุกขึ้นยืดตัว

“อืม ประมาณห้าโมงแล้วหรือ?”

“ลงไปหาอะไรกินข้างล่างดีกว่า”

ยูรันกำลังจะเปิดประตูห้อง เสียงของหญิงสาวก็ดังมาจากอีกเตียง

“หืม น้องชาย ตื่นแล้วหรือ?”

นางเก็บหนังสือในมือ ก่อนถามต่อ

“เจ้าจะไปไหน?”

“หาอะไรกิน”

หญิงสาวเลิกคิ้ว

“เจ้าไม่ได้สัญญาว่าจะทำอาหารให้พี่สาวลองชิมหรือ?”

ฝีเท้าของยูรันหยุดชะงัก

เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจออกมา

“อืม ข้าลืม”

“……”

หญิงสาวมุมปากกระตุก

“พี่สาวอุตส่าห์เตรียมวัตถุดิบและเช่าห้องครัวของโรงเตี๊ยมเอาไว้แล้ว เจ้ากลับคิดจะลงไปสั่งอาหารกินอย่างหน้าตาเฉย?”

หญิงสาวมุมปากกระตุก

“พี่สาวอุตส่าห์เตรียมวัตถุดิบและเช่าห้องครัวของโรงเตี๊ยมเอาไว้แล้ว เจ้ากลับคิดจะลงไปสั่งอาหารกินอย่างหน้าตาเฉย?”

ยูรันหันกลับมาทางนาง

“จิ๊ ก็ได้ อย่าลืมล้างจานแล้วกัน”

กล่าวจบ เขาก็เดินลงไปยังห้องครัวชั้นล่าง

ไม่นาน เสียงมีดกระทบเขียงก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามมาด้วยเสียงน้ำมันเดือดและเปลวไฟลุกโชน

กลิ่นหอมเข้มข้นค่อย ๆ ลอยออกจากห้องครัว ก่อนแผ่กระจายไปทั่วทั้งโรงเตี๊ยม

แขกคนหนึ่งซึ่งกำลังคีบเนื้อเข้าปากพลันหยุดมือ

“กลิ่นอะไร?”

ชายอีกคนวางถ้วยสุราลง ก่อนสูดกลิ่นเข้าเต็มปอด

“หอมเหลือเกิน! ทางโรงเตี๊ยมเปลี่ยนพ่อครัวใหม่หรือ?”

กลิ่นเครื่องเทศผสมกับเนื้อย่างหอมกรุ่นลอยออกมา ตามมาด้วยกลิ่นน้ำแกงร้อน ๆ และปลาทอดกรอบซึ่งทำให้ผู้คนทั่วทั้งโถงเริ่มน้ำลายสอ

บางคนถึงกับวางอาหารบนโต๊ะของตนเองลง

“เถ้าแก่! ข้าต้องการสั่งอาหารแบบเดียวกับในครัว!”

“ข้าด้วย ไม่ว่าจะราคาเท่าใดก็เอามาให้ข้าหนึ่งชุด!”

“ของข้าสองชุด!”

เจ้าของโรงเตี๊ยมรีบยกมือห้าม

“ทุกท่าน อาหารเหล่านั้นไม่ได้เป็นฝีมือพ่อครัวของโรงเตี๊ยม แต่เป็นแขกท่านหนึ่งยืมห้องครัวทำอาหารขอรับ!”

“เช่นนั้นก็ไปถามเขาว่ายอมขายหรือไม่!”

“ข้าจ่ายสองเท่า!”

“ข้าจ่ายห้าเท่า!”

สถานการณ์ภายในโถงเริ่มวุ่นวายขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่พ่อครัวประจำโรงเตี๊ยมยังเดินออกมาจากครัวของตนเพื่อสูดกลิ่นด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ

มู่เสวี่ยหนิงซึ่งกำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่มุมหนึ่งก็วางตะเกียบลงเช่นกัน

“ผู้ใดกำลังทำอาหารอยู่หรือเจ้าคะ?”

เจ้าของโรงเตี๊ยมตอบทันที

“เป็นคุณชายตาบอดซึ่งเข้าพักเมื่อช่วงบ่ายขอรับ”

มู่เสวี่ยหนิงชะงัก

“คุณชายตาบอด?”

นางหันไปมองหญิงสาวผู้แต่งกายเหมือนบัณฑิตซึ่งกำลังนั่งรออยู่ด้านนอกห้องครัว

[เป็นเขาอีกแล้วหรือ?]

หญิงสาวนั่งหลังตรง พยายามรักษาท่าทางสง่างามของบัณฑิตเอาไว้ กระนั้นสายตากลับจับจ้องประตูห้องครัวตลอดเวลา

กลิ่นหอมระลอกใหม่ลอยออกมาอีกครั้ง

จ๊อก...

เสียงท้องของนางดังขึ้นเบา ๆ

หญิงสาวรีบกางพัดปิดใบหน้า ก่อนกวาดตามองรอบด้าน

[คงไม่มีผู้ใดได้ยินกระมัง]

มู่เสวี่ยหนิงซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลกะพริบตา ก่อนแสร้งทำเป็นมองไปทางอื่นอย่างมีมารยาท

ไม่นาน ยูรันก็เดินออกมาจากห้องครัวพร้อมอาหารหลายจาน

“เสร็จแล้ว”

หญิงสาวเก็บพัดแทบไม่ทัน

“อืม พี่สาวกำลังรออยู่พอดี”

ยูรันวางอาหารลงบนโต๊ะ ก่อนเอียงศีรษะ

“เมื่อครู่ท้องท่านร้องหรือ?”

“เจ้าได้ยินผิดแล้ว!”

หญิงสาวคีบเนื้อชิ้นหนึ่งขึ้นมาอย่างสง่างาม ก่อนนำเข้าปากช้า ๆ

ทันทีที่รสชาติแผ่กระจาย ดวงตาของนางก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย

เนื้อด้านนอกถูกย่างจนหอมกรุ่น ขณะที่ด้านในยังคงนุ่มชุ่มฉ่ำ รสชาติของเครื่องเทศซึมเข้าเนื้ออย่างพอดี แต่กลับไม่กลบกลิ่นของวัตถุดิบแม้แต่น้อย

นางรีบคีบชิ้นที่สองตามเข้าไปทันที

ยูรันนั่งลงฝั่งตรงข้าม

“เป็นอย่างไร?”

หญิงสาวหยุดตะเกียบ ก่อนรีบปรับสีหน้าให้กลับมาสงบนิ่ง

“อืม...พอใช้ได้”

กล่าวจบ นางก็คีบเนื้ออีกสามชิ้นลงในถ้วยของตนเอง

ยูรันเอียงศีรษะ

“พอใช้ได้?”

“ถูกต้อง ยังมีบางส่วนที่ควรปรับปรุง”

นางตักน้ำแกงขึ้นดื่ม ก่อนดวงตาจะเปล่งประกายขึ้นอีกครั้ง

“เช่นส่วนใด?”

“เอ่อ...”

หญิงสาวนิ่งคิด ขณะที่มือยังคงคีบอาหารไม่หยุด

“ส่วนที่ควรปรับปรุงก็คือปริมาณน้อยเกินไป”

ยูรันหลี่ตามองนาง

“ไหนท่านบอกว่าพอใช้ได้?”

“พอใช้ได้ไม่ได้หมายความว่ากินต่อไม่ได้”

ความเร็วของตะเกียบในมือนางเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากท่วงท่าสง่างามของบัณฑิต ค่อย ๆ กลายเป็นการแย่งอาหารอย่างเปิดเผย

ยูรันรีบคีบเนื้อชิ้นสุดท้ายขึ้นมา

ฉับ!

ตะเกียบของหญิงสาวพุ่งเข้ามาคีบอีกด้านของเนื้อชิ้นเดียวกัน

ทั้งสองหยุดมือพร้อมกัน

“ปล่อย”

“น้องชายควรรู้จักเสียสละให้พี่สาว”

“คนที่บอกว่าอาหารพอใช้ได้ไม่มีสิทธิ์กินชิ้นสุดท้าย”

“เมื่อครู่ข้าประเมินผิด ตอนนี้มันอร่อยแล้ว”

“อาหารจานเดิมจะเปลี่ยนรสชาติเองได้อย่างไร?”

“เพราะมันเย็นลงเล็กน้อย รสชาติจึงดีขึ้น”

“ตอแหล”

ทั้งสองออกแรงดึงพร้อมกัน จนเนื้อชิ้นนั้นขาดออกเป็นสองส่วน

หญิงสาวรีบนำส่วนของตนเองเข้าปาก ก่อนพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

ยูรันถอนหายใจ

“ภาพลักษณ์บัณฑิตของท่านหายไปหมดแล้ว”

มือของหญิงสาวหยุดชะงัก

นางกวาดตามองผู้คนรอบด้านซึ่งกำลังจ้องมา ก่อนรีบวางตะเกียบและนั่งหลังตรง

“เมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

ยูรันมองท่าทางสง่างามซึ่งนางพยายามกอบกู้กลับคืนมา ก่อนส่ายหน้าอยู่ภายในใจ

[ไอ้บัณฑิตเก๊เอ๊ย]

[ไม่รู้ว่าหลงใหลอะไรในความเป็นบัณฑิตนักหนา ทั้งที่นิสัยจริงไม่ใกล้เคียงเลยสักนิด]

หญิงสาวสัมผัสได้ถึงท่าทีของเขาจึงขมวดคิ้ว

“เจ้ากำลังคิดอะไรเสียมารยาทเกี่ยวกับพี่สาวอีกแล้วใช่หรือไม่?”

"เปล่า สักหน่อย"

หลังจากเห็นว่าทั้งสองรับประทานอาหารเสร็จแล้ว มู่เสวี่ยหนิงจึงลุกจากโต๊ะ ก่อนเดินเข้ามาประสานมือคารวะ

“เรื่องเมื่อกลางวัน ขอบคุณคุณชายมากเจ้าค่ะ”

ยูรันหันมาทางนาง

“เจ้าเป็นใคร?”

มู่เสวี่ยหนิงนิ่งค้าง ขณะที่หญิงสาวผู้แต่งกายเหมือนบัณฑิตหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ

“น้องชาย นางก็คือสตรีที่เจ้ายื่นมือช่วยเมื่อกลางวันอย่างไรเล่า”

“อ๋อ”

มู่เสวี่ยหนิงสูดหายใจเข้าลึก ก่อนประสานมืออีกครั้ง

“ข้ามีนามว่ามู่เสวี่ยหนิง เป็นศิษย์จากหุบเขาแพทย์เทวะ ไม่ทราบว่าคุณชายมีนามว่าอะไรหรือเจ้าคะ?”

“ยูรัน”

“คุณชายยู เพื่อเป็นการขอบคุณที่ท่านช่วยข้าเอาไว้ โปรดรับสิ่งนี้ด้วยเถอะเจ้าค่ะ”

นางนำขวดหยกใบหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะ

“ภายในคือโอสถฟื้นชีพระดับห้า สามารถรักษาบาดแผลและฟื้นฟูพลังปราณได้อย่างรวดเร็ว”

หญิงสาวผู้แต่งกายเหมือนบัณฑิตเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

โอสถระดับห้ามีมูลค่าสูงไม่น้อย ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตแก่นทองคำก็ยังต้องเก็บไว้อย่างระมัดระวัง

ยูรันหยิบขวดขึ้นมาเปิด ก่อนสูดกลิ่นเบา ๆ

ยูรันหยิบขวดหยกขึ้นมาเปิด ก่อนสูดกลิ่นโอสถภายในเบา ๆ

“อืม ระดับห้าหรือ?”

มู่เสวี่ยหนิงพยักหน้าด้วยความภาคภูมิใจ

“ใช่เจ้าค่ะ นี่คือโอสถฟื้นชีพระดับห้าที่ข้าหลอมขึ้นด้วยตนเอง”

ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนปิดฝาขวด

“อืม หากเทียบกับโอสถระดับแปดซึ่งถือว่าพอยัดเข้าปากได้แล้ว...”

“ของสิ่งนี้ก็นับเป็นขยะโดยแท้”

“……”

ทั่วทั้งโรงเตี๊ยมพลันเงียบสนิท

เคร้ง!

ตะเกียบในมือของแขกคนหนึ่งหล่นกระแทกพื้น

“เขาพูดว่าอะไรนะ?”

“โอสถระดับแปดยังแค่พอยัดเข้าปากได้?”

“ถ้าโอสถระดับห้าเป็นขยะ แล้วโอสถที่พวกเรากินอยู่ทุกวันนี้เรียกว่าอะไร?”

“เศษดินกระมัง...”

แม้แต่หญิงสาวผู้แต่งกายเหมือนบัณฑิตยังมองยูรันอย่างตกตะลึง

[โอสถระดับแปดพอยัดเข้าปากได้?]

[บนยอดเขาจันทรามีของระดับนั้นตั้งแต่เมื่อใดกัน เหตุใดข้าถึงไม่รู้เรื่องเลย?!]

รอยยิ้มบนใบหน้าของมู่เสวี่ยหนิงแข็งค้าง

“คุณชายเคยเห็นโอสถระดับแปดจริงหรือเจ้าคะ?”

“อืม ข้าเคยลองหลอมด้วยตนเอง”

ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ

“ครั้งแรกก็ได้มาสิบเม็ด เหมือนจะเป็นโอสถสีรุ้งและมีลวดลายสมบูรณ์แบบอะไรทำนองนั้น”

มู่เสวี่ยหนิงแข็งค้าง

“สิบเม็ด...จากเตาเดียวหรือเจ้าคะ?”

“ใช่”

“แล้วมันคือโอสถอะไร?”

ยูรันลูบคาง พยายามนึกชื่ออยู่ครู่หนึ่ง

“โอสถเกราะเต๋าห่าอะไรสักอย่างนี่แหละ ข้าจำชื่อเต็มไม่ได้”

“ได้ยินว่ามันช่วยให้ผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณทารกทะลวงขึ้นสู่ขอบเขตแปลงเทพได้สำเร็จหนึ่งร้อยส่วน”

ตึง!

มู่เสวี่ยหนิงทรุดตัวกลับลงบนเก้าอี้ทันที

“โอสถเกราะเต๋าสวรรค์...”

นางกล่าวชื่อออกมาด้วยเสียงสั่น

“ท่านหลอมโอสถเกราะเต๋าสวรรค์ระดับแปดออกมาถึงสิบเม็ดในการหลอมครั้งแรกหรือ?”

“น่าจะชื่อนั้นแหละ”

ยูรันพยักหน้า

“ตอนนั้นผู้อาวุโสจากตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์แทบจะเลียเท้าขอจากข้า”

“แต่ข้าว่ามันก็งั้น ๆ นับเป็นขยะเหมือนกัน”

คนทั้งโรงเตี๊ยมไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดัง

ยูรันยังคงกล่าวต่อ

“แถมตอนออกจากเตา พวกมันยังเปล่งแสงเจิดจ้าจนน่ารำคาญ แสบตาชะมัด”

ทุกคนเหลือบมองดวงตาซึ่งปิดสนิทของเขา แต่ไม่มีผู้ใดกล้าทักท้วง

“แล้วก็มีทัณฑ์สวรรค์กระจอก ๆ ผ่าลงมาอีกหนึ่งสาย”

ยูรันแค่นเสียง

“กระจอกเหมือนโอสถไม่มีผิด”

แขกคนหนึ่งยกมือขึ้นกุมหน้าอก เขารู้สึกเหมือนโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรที่ตนรู้จักกำลังพังทลายลงต่อหน้าต่อตา

“โอสถซึ่งช่วยทะลวงสู่ขอบเขตแปลงเทพได้แน่นอน...เป็นขยะ?”

“ทัณฑ์โอสถจากสวรรค์...กระจอก?”

“แล้วพวกเราที่แย่งชิงโอสถระดับสามกันแทบตายเป็นตัวอะไรกัน?”

มู่เสวี่ยหนิงจ้องยูรันโดยไม่กะพริบตา

นางเคยได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะด้านโอสถที่หาได้ยากในรอบพันปี แต่จนถึงวันนี้ยังหลอมได้เพียงโอสถระดับห้า

ส่วนชายตรงหน้ากลับหลอมโอสถระดับแปดคุณภาพสมบูรณ์แบบสิบเม็ดจากการลองครั้งแรก แล้วยังเรียกผลงานนั้นว่าขยะ

หญิงสาวผู้แต่งกายเหมือนบัณฑิตเองก็นิ่งค้างไปไม่ต่างกัน

[นี่อาจารย์รับตัวประหลาดชนิดใดเข้ามาเป็นศิษย์กันแน่?]

มู่เสวี่ยหนิงสูดหายใจเข้าลึก ก่อนถามด้วยน้ำเสียงจริงจังกว่าเดิม

“คุณชายยู ท่านรับศิษย์หรือไม่เจ้าคะ?”