คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 237 ครั้งเดียว7,633 ตัวอักษร

ตอนที่ 237 ครั้งเดียว

ยูรันตอบทันที

“ไม่รับ ข้าสอนไม่เป็น”

มู่เสวี่ยหนิงไม่ยอมแพ้

“แต่ข้ายอมเป็นคนรับใช้ก็ได้เจ้าค่ะ!”

“ไม่เอา ข้ามีเบ๊เยอะแล้ว”

ยูรันโบกมือปฏิเสธ

“ที่ยอดเขามีสมุนอยู่จนล้น ข้าไม่สนใจรับคนใช้เพิ่มหรอก”

หญิงสาวผู้แต่งกายเหมือนบัณฑิตชะงักไปอีกครั้ง

[สมุนบนยอดเขาหรือ?]

[ยอดเขาจันทราเปลี่ยนไปขนาดไหนกันแน่ ถึงได้มีสมุนโผล่ออกมาจนล้นยอดเขาเช่นนี้?]

ยูรันถอนหายใจ ก่อนมองผู้คนรอบด้านอย่างผิดหวัง

“แล้วอีกอย่าง ข้าไม่ชอบเลยเวลาตนเองพูดโอ้อวดแล้วทุกคนดันเชื่อกันหมด”

มู่เสวี่ยหนิงกะพริบตา

“เหตุใดหรือเจ้าคะ?”

“มันไม่สนุกน่ะสิ”

ยูรันเอนหลังพิงเก้าอี้ ก่อนเลียนเสียงท้าทายอย่างออกรส

“ตามปกติมันต้องมีคนจำพวกที่เดินออกมาแล้วตะโกนว่า...”

“ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะหลอมโอสถระดับแปดได้!”

“ไอ้ขยะขอบเขตสร้างรากฐานอย่างแกน่ะหรือจะทำได้?”

“หากแน่จริงก็มาแข่งขันหลอมโอสถกับข้า!”

ยูรันกางมือออก

“จากนั้นก็ค่อยวางเดิมพัน แข่งขัน แล้วตบหน้ามันกลับไปต่อหน้าทุกคน แบบนั้นถึงจะน่าสนุก”

ทั่วทั้งโรงเตี๊ยมเงียบสนิท

มู่เสวี่ยหนิงมองเขาราวกับกำลังมองคนประหลาด

“หมายความว่าคุณชายกำลังหวังให้มีคนดูถูกท่านหรือเจ้าคะ?”

“ถูกต้อง”

“เหตุใดท่านต้องหาเรื่องยุ่งยากใส่ตัวด้วย?”

“เพราะข้าชอบเรื่องสนุก”

หญิงสาวผู้แต่งกายเหมือนบัณฑิตยกมือกุมหน้าผาก

[ศิษย์น้องผู้นี้ไม่ได้เพียงผิดปกติ แต่ยังจงใจตามหาเรื่องวุ่นวายด้วยตนเองอีกต่างหาก]

ทันใดนั้น เสียงแค่นหัวเราะก็ดังมาจากโต๊ะด้านในสุด

“หึ! ข้าเองก็ไม่เชื่อว่าผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานเช่นเจ้าจะสามารถหลอมโอสถระดับแปดได้!”

ยูรันชะงัก ก่อนใบหน้าจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มยินดี

“โอ้ มาแล้ว”

“ในที่สุดก็มีคนเล่นตามบทเสียที!”

ชายที่นั่งข้างผู้ท้าทายรีบดึงชายเสื้อของเขา ก่อนกระซิบอย่างร้อนรน

“เอ่อ พี่ชาย แล้วท่านจะบ้าจี้ทำตามที่เขาพูดทำไมเล่า?”

“หากเขาหลอมโอสถระดับแปดได้จริง ท่านก็หน้าแหกต่อหน้าทุกคนน่ะสิ!”

ชายผู้ลุกขึ้นท้าทายพลันแข็งค้าง

เขาหันไปมองมู่เสวี่ยหนิงซึ่งเป็นนักหลอมโอสถระดับห้า

เมื่อเห็นว่านางไม่ได้แสดงท่าทีสงสัยยูรันแม้แต่น้อย หัวใจของเขาก็เริ่มสั่นไหว

[จริงด้วย หากเรื่องทั้งหมดเป็นความจริง ข้าไม่ได้กำลังกระโดดลงไปในหลุมที่มันขุดรอไว้หรือ?]

ชายผู้นั้นกระแอม ก่อนค่อย ๆ นั่งลง

“อะแฮ่ม เมื่อครู่ข้าเพียงพูดเล่นเท่านั้น”

ยูรันรีบลุกขึ้นทันที

“เดี๋ยวก่อนสิพี่ชาย!”

ชายผู้นั้นสะดุ้ง

“มะ มีอะไร?”

“เมื่อครู่ท่านบอกว่าไม่เชื่อไม่ใช่หรือ? ลุกขึ้นมาท้าประลองเร็วเข้า!”

“ไม่ต้องแล้ว ตอนนี้ข้าเชื่อเจ้า”

“เชื่อง่ายเกินไปแล้ว!”

“ข้าเป็นคนเปิดใจกว้าง เมื่อพบว่าตนเองอาจเข้าใจผิดก็พร้อมเปลี่ยนความคิดเห็นทันที”

“ตอแหล!”

ยูรันเดินเข้าไปใกล้ด้วยสีหน้าคาดหวัง

“เอาเช่นนี้ ข้าต่อให้ท่านก่อนก็ได้ ท่านหลอมโอสถระดับใดได้สูงสุด?”

“ระดับสี่...”

“ดี เช่นนั้นพวกเราหลอมโอสถระดับสี่แข่งกัน ผู้ใดแพ้จ่ายหนึ่งแสนเหรียญ เป็นอย่างไร?”

ชายผู้นั้นหน้าซีดเผือด

“ข้าไม่มีเงินหนึ่งแสนเหรียญ!”

“หนึ่งหมื่น?”

“ไม่มี!”

“หนึ่งพัน?”

“ก็ไม่มี!”

ยูรันมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนถอนหายใจอย่างผิดหวัง

“จนแล้วยังกล้าออกมาท้าทายผู้อื่นอีก”

“ข้าไม่ได้ท้าประลอง เจ้าเป็นคนพยายามลากข้าไปประลองต่างหาก!”

“ช่างเถอะ น่าเบื่อ”

ยูรันกลับมานั่งที่โต๊ะด้วยสีหน้าหมดอาลัย

หญิงสาวผู้แต่งกายเหมือนบัณฑิตมองเขาอย่างจนปัญญา

[ข้าเพิ่งเคยเห็นคนที่ผิดหวังเพราะไม่มีใครยอมออกมาหาเรื่องเป็นครั้งแรกนี่แหละ]

ทันใดนั้น เสียงแค่นหัวเราะก็ดังลงมาจากชั้นสอง

“หึ! ไอ้สวะนั่นไม่กล้า แต่ข้ากล้า!”

“ข้าจะประลองกับเจ้าเอง ข้าเองก็ไม่เชื่อว่าขยะขอบเขตสร้างรากฐานอย่างเจ้าจะสามารถหลอมโอสถระดับแปดได้!”

ทุกคนภายในโรงเตี๊ยมเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน

ชายหนุ่มในชุดนักหลอมโอสถสีขาวเดินลงมาจากชั้นสอง ใบหน้าของเขานับว่าหล่อเหลา ตรงหน้าอกติดตรานักหลอมโอสถระดับห้าเอาไว้อย่างโดดเด่น ส่วนตบะอยู่ขอบเขตแก่นทองคำขั้นต้น

เมื่อเห็นเขา สีหน้าของมู่เสวี่ยหนิงก็เย็นชาลงทันที

ชายผู้นี้มีนามว่า หลัวจิ้งเฉิน เป็นศิษย์พี่ร่วมสำนักจากหุบเขาแพทย์เทวะ

เขาตามตื้อนางมานานหลายปี แม้นางจะปฏิเสธไปแล้วหลายครั้งก็ยังไม่ยอมเลิกรา

มู่เสวี่ยหนิงถึงกับสงสัยว่าเหตุการณ์ต่อสู้เมื่อกลางวันอาจเป็นแผนของเขา ชายเหล่านั้นคงถูกจ้างมาเพื่อสร้างความวุ่นวาย แล้วเปิดโอกาสให้หลัวจิ้งเฉินปรากฏตัวช่วยสาวงาม

เพียงแต่ยูรันดันลงมือเสียก่อน แผนทั้งหมดจึงพังไม่เป็นท่า

ยูรันกลับยิ้มกว้างทันที

“วู้ฮู! คิดว่าวันนี้จะไม่มีเสียแล้ว!”

เขาลุกขึ้น ก่อนมองหลัวจิ้งเฉินด้วยความสนใจ

“เอาละ พวกเราจะเดิมพันอะไรกันดี?”

หลัวจิ้งเฉินแค่นเสียง

“เจ้าต้องการสิ่งใด?”

ยูรันลูบคางอย่างครุ่นคิด

“ไอ้โง่คนก่อนพนันแพ้ข้า ข้าจึงค่อย ๆ บิดแขนขาของมันออกมาทีละข้าง”

“เสียงร้องดังไม่เบาเลยทีเดียว”

ผู้คนทั่วทั้งโรงเตี๊ยมรู้สึกเย็นวาบไปทั่วร่าง

ยูรันชี้ไปทางปากของหลัวจิ้งเฉิน

“แต่แขนขาซ้ำกับคนก่อนแล้ว คราวนี้เอาเป็นลิ้นดีหรือไม่?”

สีหน้าของหลัวจิ้งเฉินเปลี่ยนไปเล็กน้อย

“ลิ้น?”

“อืม หากเจ้าแพ้ ข้าจะดึงลิ้นเจ้าออกมา”

“เจ้าจะได้ไม่มีลิ้นไว้พูดจาดูถูกผู้อื่นอีก จนกว่าจะหาโอสถที่สามารถงอกอวัยวะขึ้นมาใหม่ได้”

ยูรันยกมุมปาก

“เป็นแรงกระตุ้นที่ดีไม่ใช่หรือ? หลังจากเสียลิ้นไป เจ้าจะต้องตั้งใจศึกษาศาสตร์โอสถมากกว่าเดิมอย่างแน่นอน”

ทั่วทั้งโรงเตี๊ยมเงียบกริบ

มู่เสวี่ยหนิงมองยูรันอย่างตกตะลึง

[คนผู้นี้กำลังให้กำลังใจหรือกำลังข่มขู่กันแน่?]

หลัวจิ้งเฉินกำหมัดแน่น

“แล้วหากเจ้าแพ้เล่า?”

“เจ้าก็ดึงลิ้นข้าไปได้เหมือนกัน”

ยูรันตอบอย่างไม่ลังเล

“ดี ยุติธรรม”

หญิงสาวผู้แต่งกายเหมือนบัณฑิตวางพัดลงบนโต๊ะ

“น้องชาย เดิมพันหนักเกินไปหรือไม่?”

“ไม่หนักหรอก ลิ้นขาดไม่ตายเสียหน่อย”

“ปัญหาไม่ได้อยู่ตรงนั้น!”

หลัวจิ้งเฉินเห็นมู่เสวี่ยหนิงมองยูรันไม่วางตา ความหึงหวงก็ยิ่งปะทุขึ้นในใจ

“ได้! ข้ารับเดิมพัน!”

ยูรันตบมือด้วยความพอใจ

“ดีมาก ในที่สุดก็มีคนรู้จักเล่นตามบท”

“เช่นนั้นพรุ่งนี้ พวกเรามาแข่งขันหลอมโอสถกัน!”

หลังตกลงเรื่องการแข่งขันเสร็จ ยูรันก็เดินออกจากโรงเตี๊ยมไปอย่างสบายอารมณ์

หลังจากต้องรับมือกับศิษย์พี่จอมเสแสร้งมาตลอดทั้งวัน ในที่สุดเขาก็หาเรื่องสนุกทำได้เสียที

หญิงสาวผู้แต่งกายเหมือนบัณฑิตรีบลุกตาม

“เดี๋ยวก่อน รอข้าด้วย!”

นางเร่งฝีเท้าจนตามมาทัน ก่อนบ่นอย่างไม่พอใจ

“เหตุใดเจ้าถึงไม่ชอบรอพี่สาวนัก?”

ยูรันไม่แม้แต่จะหันกลับมา

“ท่านมีขา ข้าจะรอทำไม?”

“น้องชายที่ดีควรเดินรอพี่สาวไม่ใช่หรือ?”

"ข้าไม่สน"

มู่เสวี่ยหนิงเห็นทั้งสองเดินออกไปจึงรีบตามมาด้วยอีกคน

“คุณชายยู โปรดรอก่อนเจ้าค่ะ!”

ยูรันหยุดเดิน ก่อนหันกลับมา

“เจ้าก็ตามมาทำไม?”

“ข้ามีเรื่องเกี่ยวกับการแข่งขันพรุ่งนี้ต้องเตือนท่านเจ้าค่ะ”

ทั้งสามเดินห่างออกไปเรื่อย ๆ ทิ้งให้หลัวจิ้งเฉินยืนมองอยู่ภายในโรงเตี๊ยม

กรอด!

เขากัดฟันแน่นจนใบหน้าบิดเบี้ยว

“ไอ้เด็กเมื่อวานซืน...”

“พรุ่งนี้ข้าจะทำให้เจ้าอับอายขายขี้หน้าต่อหน้าเสวี่ยหนิงและคนทั้งเมือง!”

ผู้คนภายในโรงเตี๊ยมมองหน้ากัน ก่อนรีบกระจายข่าวเรื่องการแข่งขันออกไปอย่างตื่นเต้น

ยังไม่ทันถึงค่ำ ข่าวที่ว่านักหลอมโอสถระดับห้าจะประลองกับผู้บำเพ็ญตาบอดขอบเขตสร้างรากฐาน ก็แพร่ไปทั่วทั้งเมืองธาราครามแล้ว

ยูรันหยุดฝีเท้า ก่อนหันกลับมาทางมู่เสวี่ยหนิง

“สรุปแล้วเจ้าจะเตือนข้าเรื่องอะไร?”

“เกี่ยวกับศิษย์พี่หลัวเจ้าค่ะ”

มู่เสวี่ยหนิงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

“แม้เขาจะเป็นนักหลอมโอสถระดับห้า แต่ฝีมืออยู่ใกล้ระดับหกมากแล้ว ที่สำคัญคือเขาครอบครองเพลิงวิเศษชนิดหนึ่ง มีนามว่าเพลิงชีพจรพฤกษา”

“เปลวเพลิงนั้นช่วยควบคุมอุณหภูมิและรักษาพลังของสมุนไพรเอาไว้ได้ดีมาก หากแข่งขันหลอมโอสถระดับห้า คนทั่วไปแทบไม่มีโอกาสเอาชนะเขาเลย”

ยูรันพยักหน้า

“อ๋อ แล้วอย่างไรต่อ?”

“ยังมีอีกเจ้าค่ะ เขาไม่ใช่คนที่จะยอมรับการเดิมพันโดยไม่มีความมั่นใจ อาจารย์ของเขาเป็นสหายกับเจ้าหอหลอมโอสถประจำเมืองแห่งนี้”

“หากการแข่งขันจัดขึ้นที่นั่น กฎ วัตถุดิบ และผู้ตัดสินอาจเข้าข้างเขาทั้งหมด”

หญิงสาวผู้แต่งกายเหมือนบัณฑิตขมวดคิ้ว

“ฟังดูแล้วการแข่งขันนี้ไม่ยุติธรรมเลยสักนิด”

“ถูกต้องเจ้าค่ะ เพราะฉะนั้นคุณชายควรยกเลิกการเดิมพันเสียก่อน”

ยูรันกลับยกมุมปากขึ้น

“มีเพลิงวิเศษ มีคนหนุนหลัง และอาจโกงการแข่งขันด้วย”

“อืม น่าสนุกกว่าเดิมอีก”

มู่เสวี่ยหนิงมองเขาอย่างเหลือเชื่อ

“คุณชายไม่ได้ฟังสิ่งที่ข้าพูดเลยหรือเจ้าคะ?”

“ฟังอยู่ เจ้าเพิ่งบอกว่าพรุ่งนี้ข้าจะได้ทั้งตบหน้าเขา เหยียบหน้าคนหนุนหลัง และเปิดโปงการโกงภายในวันเดียว”

“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น!”

ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“ไม่ต้องกังวล ข้าไม่แพ้หรอก”

หญิงสาวผู้แต่งกายเหมือนบัณฑิตถามขึ้น

“เจ้ามั่นใจเพียงนั้นเลยหรือ?”

“อืม”

“แต่เจ้าเคยหลอมโอสถจริง ๆ กี่ครั้ง?”

“ครั้งเดียว”

ทั้งสองคนหยุดเดินพร้อมกัน

“ครั้งเดียว?!”

ยูรันหันกลับมาอย่างไม่เข้าใจ

“ครั้งเดียวแล้วได้โอสถระดับแปดสิบเม็ด ยังไม่พอพิสูจน์อีกหรือ?”

มู่เสวี่ยหนิงยกมือกุมขมับ