ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 240 ข้ายังมีเดิมพันต้องเก็บอยู่น
“เริ่มการแข่งขันได้!”
ทันทีที่เสียงประกาศดังขึ้น หลัวจิ้งเฉินก็แยกวัตถุดิบออกเป็นสัดส่วน ก่อนเริ่มสกัดสมุนไพรทีละชนิดอย่างระมัดระวัง
ส่วนยูรันกลับนำวัตถุดิบกองใหญ่ออกมาจากแหวนมิติ
สมุนไพรจำนวนมหาศาลปรากฏขึ้นจนสูงเกือบท่วมหัว
“เขานำวัตถุดิบออกมามากขนาดนั้นทำไม?”
“อย่าบอกนะว่าจะหลอมทั้งหมดพร้อมกัน?”
ภายใต้สายตาตกตะลึงของทุกคน ยูรันยกมือขึ้น ก่อนโยนวัตถุดิบทั้งหมดเข้าไปในเตาหลอมคราวเดียว
ตูม!
เตาหลอมสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เปลวเพลิงพวยพุ่งออกจากช่องระบายจนสูงหลายฉื่อ
ทั่วทั้งสนามเงียบลงครู่หนึ่ง ก่อนเสียงหัวเราะจะดังขึ้นรอบด้าน
“ไอ้โง่นั่นโยนวัตถุดิบทั้งหมดเข้าไปจริง ๆ!”
“วัตถุดิบแต่ละชนิดต้องใช้อุณหภูมิและระยะเวลาสกัดแตกต่างกัน ทำเช่นนั้นมีแต่จะทำให้เตาระเบิด!”
มู่เสวี่ยหนิงกำชายเสื้อแน่น แม้นางจะเชื่อว่ายูรันมีความสามารถ แต่ภาพตรงหน้าก็ขัดกับหลักการหลอมโอสถทุกอย่างที่นางเคยเรียนรู้มา
มีเพียงยูรันเท่านั้นที่ยังคงนั่งอยู่หน้าเตาด้วยท่าทางสบายใจ
เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม
กลิ่นโอสถเข้มข้นพลันลอยออกมาจากเตาของหลัวจิ้งเฉิน
“เปิดเตา!”
ปัง!
ฝาเตาหลอมเปิดออก ก่อนโอสถสามเม็ดจะพุ่งขึ้นมากลางอากาศ
ผู้อาวุโสผู้ตัดสินรีบตรวจสอบ แล้วประกาศด้วยเสียงตื่นเต้น
“โอสถรวมวิญญาณระดับห้า สามเม็ด!”
“สองเม็ดคุณภาพสูง หนึ่งเม็ดคุณภาพกลาง!”
เสียงโห่ร้องดังกึกก้องไปทั่วสนาม
หลัวจิ้งเฉินเก็บโอสถทั้งสามเม็ดลงในขวดหยก ก่อนหันไปมองยูรัน
เตาหลอมของอีกฝ่ายยังคงสั่นไม่หยุด เสียงกระแทกดังออกมาจากด้านในเป็นระยะ ราวกับพร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ
[ฮ่า ๆๆๆ! ไอ้โง่นั่นยังหลอมไม่เสร็จเลย]
[โยนวัตถุดิบกองใหญ่เข้าไปพร้อมกันเช่นนั้น เตาของมันต้องระเบิดแน่นอน!]
หลัวจิ้งเฉินลุกขึ้น ก่อนกล่าวกับผู้ตัดสิน
“ข้าหลอมเสร็จแล้ว ส่วนมันยังไม่มีแม้แต่โอสถสักเม็ด ผลการแข่งขันชัดเจนแล้วไม่ใช่หรือ?”
ผู้อาวุโสกำลังจะตอบ แต่ยูรันกลับยกนิ้วขึ้น
“จุ๊ ๆ ใจเย็นหน่อย”
“ของดีย่อมต้องใช้เวลา”
หลัวจิ้งเฉินแค่นหัวเราะ
“เตาของเจ้าใกล้ระเบิดแล้ว ยังกล้าปากดีอีกหรือ?”
ยูรันเอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อย
“ใกล้ระเบิดจริง”
“แต่ไม่ใช่เพราะหลอมล้มเหลวหรอกนะ”
ทันใดนั้น พลังมหาศาลก็ปะทุออกจากเตาหลอม
ครืนนนน!
ท้องฟ้าเหนือเมืองธาราครามพลันมืดลงอย่างรวดเร็ว เมฆดำจำนวนมหาศาลก่อตัวขึ้นเหนือสนามแข่งขัน พร้อมเสียงสายฟ้าคำรามสะเทือนไปทั่วทั้งเมือง
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลัวจิ้งเฉินค่อย ๆ แข็งค้าง
“นะ นั่นมัน...”
มู่เสวี่ยหนิงเงยหน้ามองท้องฟ้า ก่อนกล่าวด้วยเสียงสั่น
“ทัณฑ์โอสถ...”
ทันใดนั้น เตาหลอมของยูรันก็เปล่งแสงเจิดจ้าออกมา
วิ้งงงงงง!
เส้นแสงนับร้อยสายพุ่งออกจากรอยต่อและช่องระบายของเตา ก่อนสาดส่องไปทั่วทั้งสนามแข่งขันจนทุกสิ่งกลายเป็นสีขาว
ผู้ชมจำนวนมากรีบยกมือขึ้นปิดตา
“อ๊าก! แสงอะไรเนี่ย!”
“ตาข้า! ข้ามองไม่เห็นแล้ว!”
แม้แต่ผู้อาวุโสบนแท่นตัดสินยังต้องหันหน้าหนี
ยูรันยกมือขึ้นปรับแว่นกันแดด
[แม่งเอ๊ย ข้าตาบอดแท้ ๆ แถมใส่แว่นกันแดดเลยนะโว้ย! แสบตาชิบหายเลย]
หญิงสาวผู้แต่งกายเหมือนบัณฑิตกับมู่เสวี่ยหนิงพลันเข้าใจแล้วว่าเหตุใดยูรันจึงบังคับให้พวกนางสวมของประหลาดนี้เอาไว้
“ที่แท้เขารู้อยู่แล้วว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้!”
ควันสีขาวปริมาณมหาศาลพวยพุ่งออกจากเตาหลอม ก่อนแผ่กระจายปกคลุมไปทั่วสนาม
กลิ่นโอสถอันบริสุทธิ์ลอยไปตามสายลม เพียงสูดดมเข้าไปเล็กน้อย ผู้บำเพ็ญหลายคนก็รู้สึกว่าพลังปราณภายในร่างกำลังเคลื่อนไหวเร็วกว่าปกติ
เมื่อควันค่อย ๆ จางลง ภาพตรงหน้าก็ทำให้คนทั้งสนามแข็งค้าง
โอสถสีขาวห้าสิบเม็ดกำลังลอยอยู่เหนือเตาหลอม
พวกมันดูคล้ายโปร่งแสง แต่เมื่อมองอย่างละเอียดกลับไม่สามารถมองทะลุเข้าไปภายในได้
บนพื้นผิวของโอสถแต่ละเม็ดเต็มไปด้วยลวดลายอันวิจิตร ลายเส้นแห่งมรรคาหลากสีไหลเวียนอยู่ภายในอย่างต่อเนื่อง ราวกับรวบรวมกฎเกณฑ์บางอย่างของฟ้าดินเอาไว้
มู่เสวี่ยหนิงถอดแว่นออกช้า ๆ มือของนางสั่นจนแทบควบคุมไม่ได้
“หะ ห้าสิบเม็ด...”
“โอสถระดับสิบคุณภาพสมบูรณ์แบบทั้งห้าสิบเม็ด!”
เสียงของนางดังก้องไปทั่วสนาม
ผู้อาวุโสผู้ตัดสินทรุดกลับลงบนเก้าอี้
“ระดับสิบ...เป็นไปไม่ได้...”
หลัวจิ้งเฉินจ้องโอสถเหล่านั้นด้วยใบหน้าซีดเผือด
โอสถรวมวิญญาณระดับห้าสามเม็ดซึ่งเขาเพิ่งภาคภูมิใจ บัดนี้ดูไม่ต่างจากเศษดินเมื่ออยู่ต่อหน้าโอสถหวนคืนมรรคา
“ไม่จริง...”
“มันต้องเป็นภาพลวงตา!”
ยูรันไม่สนใจเขา เพียงเงยหน้าขึ้นไปยังเมฆดำซึ่งรวมตัวหนาแน่นเหนือสนาม
สายฟ้านับไม่ถ้วนกำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายในก้อนเมฆ ราวกับสวรรค์กำลังโกรธเกรี้ยวต่อการกำเนิดของโอสถซึ่งฝืนกฎเกณฑ์มากเกินไป
ยูรันยกมือขึ้น โอสถทั้งห้าสิบเม็ดพลันลอยสูงขึ้นและเรียงตัวเป็นวงกลมเหนือศีรษะ
“อืม เหลือขั้นตอนสุดท้าย”
เขายกมุมปากขึ้นอย่างตื่นเต้น
“หลอมด้วยทัณฑ์สวรรค์”
ยูรันรวบรวมโอสถทั้งห้าสิบเม็ดเข้ามาไว้รอบตัว ก่อนพุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า
“อืม อย่าทำให้ข้าผิดหวังล่ะ รอบนี้ควรรุนแรงให้สมกับเป็นโอสถระดับสิบหน่อย!”
เมฆทัณฑ์เหนือเมืองพลันเดือดพล่าน
ครืนนนน!
สายฟ้าขนาดมหึมาห้าสิบสายก่อตัวขึ้นพร้อมกัน แต่ละสายเชื่อมโยงกับโอสถหวนคืนมรรคาหนึ่งเม็ดอย่างแม่นยำ
ผู้คนด้านล่างต่างหน้าซีดเผือด
“ทัณฑ์สวรรค์ห้าสิบสาย!”
“มันคิดจะรับทั้งหมดพร้อมกันหรือ?!”
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
สายฟ้าทั้งห้าสิบสายผ่าลงมาพร้อมกันจนท้องฟ้ากลายเป็นสีขาวโพลน
แทนที่จะหลบ ยูรันกลับควบคุมโอสถแต่ละเม็ดให้พุ่งเข้ารับสายฟ้าของตนเองโดยตรง
ตูมมมมม!
โอสถทั้งห้าสิบเม็ดถูกห่อหุ้มด้วยประกายอัสนี ลวดลายแห่งมรรคาบนพื้นผิวเปล่งแสงหลากสี ขณะที่พลังทัณฑ์สวรรค์ค่อย ๆ หลอมรวมเข้าไปภายใน
ยูรันจับจ้องการเปลี่ยนแปลงของพวกมันอย่างสงบนิ่ง
เมื่อโอสถได้รับการหลอมด้วยทัณฑ์สวรรค์จนถึงขีดจำกัด เขาก็สะบัดมือเก็บพวกมันเข้าไปทั้งหมด
แต่สายฟ้าซึ่งเหลืออยู่ไม่ได้สลายตามไปด้วย
พลังอัสนีทั้งห้าสิบสายเปลี่ยนเป้าหมาย ก่อนถาโถมเข้าใส่ยูรันซึ่งลอยอยู่กลางอากาศแทน
มู่เสวี่ยหนิงหน้าซีดเผือด
“คุณชายยู ระวัง!”
หญิงสาวผู้แต่งกายเหมือนบัณฑิตเตรียมพุ่งขึ้นไปช่วย แต่ภาพต่อมากลับทำให้นางหยุดชะงัก
ยูรันกางแขนออก ก่อนเริ่มดูดกลืนสายฟ้าทั้งหมดเข้าสู่ร่างกาย
ครืนนนน!
พลังทัณฑ์สวรรค์ไหลเข้าสู่ร่างของเขาอย่างต่อเนื่อง กระแสอัสนีซึ่งควรทำลายทุกสิ่งกลับค่อย ๆ อ่อนกำลังลงราวกับกำลังถูกบางสิ่งกลืนกิน
หญิงสาวจ้องภาพนั้นด้วยความตกตะลึง
[นั่นมันอะไรกัน?]
[ศิษย์น้องใช้ทัณฑ์สวรรค์หลอมโอสถ แล้วยังรับพลังส่วนที่เหลือมาดูดกลืนต่อด้วยหรือ?!]
[ร่างกายของเขาสร้างจากอะไรกันแน่?]
หลัวจิ้งเฉินทรุดลงนั่งกับพื้น
“เป็นไปไม่ได้...”
“นั่นคือทัณฑ์สวรรค์นะ เหตุใดมันถึงกินเข้าไปได้?!”
ไม่นาน สายฟ้าทั้งห้าสิบสายก็ถูกดูดกลืนจนหมด เมฆทัณฑ์ซึ่งปกคลุมทั่วเมืองค่อย ๆ แตกสลาย แสงแดดกลับมาสาดส่องอีกครั้ง
ยูรันลอยอยู่บนท้องฟ้าโดยไม่มีแม้แต่รอยไหม้บนเสื้อผ้า
ยูรันยังคงลอยอยู่กลางอากาศ ก่อนถามขึ้นภายในใจ
[รอบนี้ได้เพิ่มเท่าไร?]
เสียงของทารกดังตอบกลับมาอย่างร่าเริง
[บู่!]
ยูรันเข้าใจความหมายทันที
[สองเดือน?]
[ไอ้ห่าเอ๊ย นี่มันโอสถระดับสิบถึงห้าสิบเม็ดนะโว้ย!]
[ทัณฑ์สวรรค์พวกนี้โง่หรืออย่างไร เหตุใดถึงให้พลังมาเพียงเท่านี้?]
[สงสัยว่าต่อจากนี้ต้องเป็นทัณฑ์สวรรค์ระดับนิมิตเท่านั้นถึงจะมีประโยชน์]
[ไม่ก็ต้องเป็นตอนหลอมอาวุธหรือทะลวงระดับสินะ]
ยูรันถอนหายใจอย่างผิดหวัง ก่อนร่อนลงมายังสนามแข่งขัน
เขาสะบัดมือ นำโอสถหวนคืนมรรคาทั้งห้าสิบเม็ดออกมาอีกครั้ง
หลังผ่านการหลอมด้วยทัณฑ์สวรรค์ รูปลักษณ์ของพวกมันยิ่งงดงามกว่าเดิม ลวดลายแห่งมรรคาหลากสีไหลเวียนอยู่ภายใน ขณะที่ประกายอัสนีสีเงินแล่นวนรอบโอสถแต่ละเม็ดอย่างต่อเนื่อง
เพียงนำออกมา กลิ่นโอสถอันบริสุทธิ์ก็แผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งสนาม
ยูรันหยิบโอสถเม็ดหนึ่งขึ้นมาตรวจสอบ ก่อนพยักหน้า
“อืม ดูเหมือนจะดีกว่าขยะระดับแปดที่ข้าหลอมคราวก่อนตั้งเยอะ”
“แต่สุดท้ายขยะก็คือขยะอยู่ดี”
“……”
คนทั้งสนามเงียบกริบ
ผู้อาวุโสผู้ตัดสินมองโอสถระดับห้าสามเม็ดของหลัวจิ้งเฉิน ก่อนมองโอสถระดับสิบห้าสิบเม็ดตรงหน้า
จู่ ๆ เขาก็รู้สึกว่าสิ่งซึ่งตนเรียกว่าโอสถมาตลอดทั้งชีวิตดูไม่ต่างจากก้อนดินจริง ๆ
มู่เสวี่ยหนิงเดินเข้ามาใกล้อย่างระมัดระวัง
“คุณชาย ข้าขอตรวจสอบสักเม็ดได้หรือไม่เจ้าคะ?”
“เอาสิ”
ยูรันโยนโอสถให้นางเหมือนกำลังโยนลูกกวาด
มู่เสวี่ยหนิงรีบใช้สองมือรับเอาไว้ ใบหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ
“เบา ๆ หน่อยสิเจ้าคะ! นี่เป็นโอสถระดับสิบนะ!”
“ก็แค่ขยะหนึ่งเม็ด จะตกใจอะไรนักหนา?”
“……”
นางตรวจสอบโอสถในมืออย่างละเอียด ก่อนเสียงจะเริ่มสั่น
“โอสถระดับสิบ คุณภาพสมบูรณ์แบบ ลวดลายแห่งมรรคาครบถ้วน และยังผ่านการหลอมด้วยทัณฑ์สวรรค์โดยไม่มีความเสียหายแม้แต่น้อย...”
มู่เสวี่ยหนิงเงยหน้าขึ้น
“มันเป็นโอสถหวนคืนมรรคาของแท้เจ้าค่ะ”
เสียงฮือฮาระเบิดขึ้นทั่วทั้งสนาม
ยูรันหันไปทางผู้อาวุโสผู้ตัดสิน
“เอาละ ตัดสินได้หรือยัง?”
จากนั้นเขาก็หันไปทางหลัวจิ้งเฉินซึ่งกำลังนั่งหน้าซีดอยู่ข้างเตาหลอม
“ข้ายังมีเดิมพันต้องเก็บอยู่นะ”