คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 241 เจ้าไปทำไม7,422 ตัวอักษร

ตอนที่ 241 เจ้าไปทำไม

หลัวจิ้งเฉินหน้าซีดเผือด ก่อนรีบถอยหลัง

“ไม่...การแข่งขันครั้งนี้มีปัญหา!”

“เตาหลอมของเจ้า วัตถุดิบของเจ้า ทุกอย่างล้วนแตกต่างจากกติกา ข้าไม่ยอมรับผลการตัดสิน!”

ยูรันเอียงศีรษะ

“ตอนตกลงเดิมพันไม่เห็นเจ้าพูดเรื่องนี้เลย”

“ตอนนี้แพ้แล้วถึงได้คิดหาข้ออ้างหรือ?”

“ข้าไม่ได้แพ้! เจ้าต้องโกงแน่ ๆ!”

หลัวจิ้งเฉินหันหลังเตรียมหลบหนี

ยูรันเพียงยกมือขึ้น ร่างของเขาก็หยุดนิ่งกลางอากาศ ก่อนถูกพลังที่มองไม่เห็นลากกลับมา

“จะรีบไปไหน?”

“การเดิมพันยังไม่จบเลย”

หลัวจิ้งเฉินดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง

“ปล่อยข้า! อาจารย์ข้าเป็นผู้อาวุโสของหุบเขาแพทย์เทวะ หากเจ้ากล้าแตะต้องข้า—”

“อ๋อ จริงสิ ข้าเกือบลืมดอกเบี้ยไปแล้ว”

ยูรันเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าเขา

“ลิ้นคือของเดิมพัน ส่วนดอกเบี้ยคือเรื่องที่เจ้าทำรอยร้าวเอาไว้ในเตาหลอมของข้า”

สีหน้าของผู้อาวุโสผู้ตัดสินเปลี่ยนไปทันที

หลัวจิ้งเฉินรีบส่ายหน้า

“ข้าไม่รู้เรื่อง!”

“อืม ข้าเองก็ขี้เกียจฟังคำแก้ตัว”

ยูรันยื่นมือออกไป ก่อนใช้พลังบังคับให้หลัวจิ้งเฉินอ้าปาก

จากนั้นลิ้นของเขาก็ค่อย ๆ ถูกดึงยืดออกมา

“อื้อออออ!”

ดวงตาของหลัวจิ้งเฉินเบิกกว้าง เขาพยายามยกมือปิดปาก แต่ร่างกายกลับขยับไม่ได้แม้แต่น้อย

ยูรันหมุนนิ้วช้า ๆ

ลิ้นซึ่งถูกพลังพันธนาการเริ่มบิดไปทีละน้อย

“อ๊ากกกกกกกกกกก!”

เสียงร้องโหยหวนดังก้องไปทั่วสนาม

ผู้ชมจำนวนมากหน้าซีดและรีบเบือนหน้าหนี แม้แต่มู่เสวี่ยหนิงยังต้องเม้มริมฝีปากแน่น

ยูรันออกแรงดึงเป็นครั้งสุดท้าย

ฉึก!

ลิ้นถูกกระชากหลุดออกมา ทิ้งให้หลัวจิ้งเฉินดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้น

ยูรันสะบัดมือ ส่งพลังเข้าไปปิดบาดแผลและหยุดเลือดเพื่อไม่ให้เขาตาย

“เอาละ ต่อจากนี้ก็ตั้งใจศึกษาแล้วหลอมโอสถที่ทำให้ลิ้นงอกขึ้นมาใหม่ให้ได้”

“เจ้าจะได้มีกำลังใจในการหลอมมากกว่าเดิม”

หลัวจิ้งเฉินกุมปาก ส่งเสียงได้เพียงอู้อี้

ยูรันกลับยิ้มอย่างอารมณ์ดี

“ฮี่ ๆ วันนี้อารมณ์ดีจริง ๆ!”

“นอกจากชนะเดิมพันแล้ว ยังได้ขยะเพิ่มมาอีกห้าสิบเม็ด”

เขาถอนหายใจ ก่อนเก็บโอสถทั้งหมดเข้าไป

“เฮ้อ อย่างน้อยก็ไม่ขาดทุน”

คนทั้งสนามมองเขาด้วยสายตาหวาดกลัว

โอสถระดับสิบห้าสิบเม็ดกับชัยชนะเหนืออัจฉริยะนักหลอมโอสถระดับห้า สำหรับยูรันกลับเป็นเพียงคำว่า ‘ไม่ขาดทุน’ เท่านั้น

ยูรันเดินผ่านหลัวจิ้งเฉินไปสองก้าว ก่อนนึกบางอย่างขึ้นได้แล้วหันกลับมา

“โอ้ เมื่อครู่เจ้าเหมือนจะบอกว่าจะไปฟ้องอาจารย์สินะ?”

หลัวจิ้งเฉินกุมปากแน่น ก่อนส่งเสียงอู้อี้ด้วยความโกรธแค้น

“อื้อ! อื้ออออ!”

“ไปฟ้องสิวะ ข้าหลอมโอสถระดับสิบได้ แล้วอาจารย์ของเจ้าหลอมได้หรือไม่เล่า?”

หลัวจิ้งเฉินนิ่งค้าง

“หากเขาหลอมไม่ได้ พอเห็นโอสถของข้าแล้วแทนที่จะมาล้างแค้น ไม่ใช่ว่าเขาจะรีบคุกเข่าขอให้ข้ารับเป็นศิษย์หรือ?”

“ไอ้โง่เอ๊ย ก่อนข่มขู่ผู้อื่นก็รู้จักใช้สมองบ้าง”

ผู้อาวุโสจากหุบเขาแพทย์เทวะซึ่งแฝงตัวอยู่ท่ามกลางผู้ชมต่างก้มหน้าลงเงียบ ๆ

พวกเขาไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า หากบรรพชนของหุบเขาเห็นโอสถระดับสิบห้าสิบเม็ด บางทีอาจยอมคุกเข่าขอคำชี้แนะจริง ๆ

ยูรันโบกมืออย่างหมดความสนใจ

“ไปดีกว่า เสียเวลามามากแล้ว”

กล่าวจบ เขาก็สะบัดชายเสื้อแล้วเดินออกจากสนามอย่างสบายอารมณ์

“ไปหาอะไรกินดีกว่า”

หญิงสาวผู้แต่งกายเหมือนบัณฑิตได้สติ ก่อนรีบเดินตามไป

“น้องชาย รอพี่สาวด้วย!”

มู่เสวี่ยหนิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรีบตามทั้งสองคนไปเช่นกัน

ทิ้งให้หลัวจิ้งเฉินนั่งกุมปากอยู่กลางสนาม ท่ามกลางสายตาสมเพชของผู้คนทั่วทั้งเมือง

ภายในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ยูรันเลือกโต๊ะซึ่งอยู่ห่างจากหน้าต่างมากที่สุด ก่อนสั่งอาหารมาจำนวนมากเหมือนเดิม

เขามองไปรอบด้านอย่างระแวดระวัง

“เฮ้อ เอาละ หวังว่าวันนี้คงไม่มีผู้ใดถูกตามรังควานอยู่ข้างร้าน แล้วถูกชกจนปลิวมากระแทกโต๊ะอาหารของข้าอีกนะ”

หญิงสาวผู้แต่งกายเหมือนบัณฑิตนั่งลงฝั่งตรงข้าม

“เจ้าจะระแวงเกินไปแล้ว เหตุการณ์เช่นนั้นจะเกิดซ้ำกันได้อย่างไร?”

มู่เสวี่ยหนิงซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างกระแอมเบา ๆ

“เรื่องเมื่อวานต้องขออภัยด้วยเจ้าค่ะ”

“ไม่เกี่ยวกับเจ้า ไอ้พวกโง่นั่นเป็นคนทำ”

ยูรันใช้นิ้วเคาะโต๊ะ

“แต่หากวันนี้มีใครทำอาหารข้าหกอีก ข้าจะฝังมันลงไปใต้ถนนจริง ๆ แล้ว”

โครม!

เสียงดังสนั่นพลันเกิดขึ้นจากด้านนอก

ยูรันลุกพรวดทันที เส้นเลือดบนขมับปูดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“ใครอีกวะ?!”

พนักงานของร้านรีบวิ่งเข้ามา

“คุณชายโปรดใจเย็น! เพียงล้อเกวียนสินค้าหักอยู่ด้านนอก ไม่มีผู้ใดต่อสู้กันขอรับ!”

ยูรันค่อย ๆ นั่งลงตามเดิม

“อืม เช่นนั้นก็แล้วไป”

หญิงสาวผู้แต่งกายเหมือนบัณฑิตพยายามกลั้นหัวเราะ

“ดูเหมือนเรื่องเมื่อวานจะสร้างบาดแผลในใจให้เจ้าไม่น้อย”

“ท่านไม่เข้าใจหรอก”

หลังจากกินอาหารไปได้สักพัก ยูรันก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้

เขาวางตะเกียบ ก่อนหยิบโอสถหวนคืนมรรคาออกมาหนึ่งเม็ด

โอสถสีขาวเปล่งประกายอยู่บนฝ่ามือ ลวดลายแห่งมรรคาหลากสีหมุนเวียนอยู่ภายใน ขณะที่ประกายอัสนีสีเงินแล่นวนรอบพื้นผิวเป็นระยะ

ยูรันยื่นมันไปทางหญิงสาวผู้แต่งกายเหมือนบัณฑิต

“เอ้า อาเจ๊ เอาไปสิ”

หญิงสาวมองโอสถตรงหน้า ก่อนร่างกายจะแข็งค้าง

“จะ เจ้าให้ข้าหรือ?”

“อืม เหลืออีกเพียงครึ่งก้าวไม่ใช่หรือ?”

“รับไปเถอะ เผื่อเกิดปัญหาระหว่างทะลวงจนจิตเต๋าหรือทารกวิญญาณเสียหาย มันจะได้ช่วยฟื้นฟู”

เคร้ง!

ตะเกียบในมือของมู่เสวี่ยหนิงหล่นกระแทกโต๊ะ

“คุณชาย นั่นคือโอสถหวนคืนมรรคาระดับสิบนะเจ้าคะ!”

“ข้ารู้ ข้าเป็นคนหลอมเอง”

“แต่ท่านกำลังมอบให้นางง่าย ๆ เช่นนี้เลยหรือ?”

“อืม ข้ามีตั้งห้าสิบเม็ด ให้ไปหนึ่งเม็ดก็ยังเหลือสี่สิบเก้า”

“……”

หญิงสาวยังคงไม่กล้ายื่นมือไปรับ

“น้องชาย เจ้ารู้หรือไม่ว่าโอสถเม็ดนี้สามารถทำให้สำนักใหญ่ทั่วทั้งแผ่นดินเปิดสงครามกันได้?”

“รู้”

“แล้วเหตุใดจึงมอบให้ข้า?”

ยูรันเอียงศีรษะอย่างไม่เข้าใจ

“ท่านกำลังหาของวิเศษเพื่อช่วยทะลวงไม่ใช่หรือ?”

“ข้ามีของดีกว่าอยู่ในมือ แล้วจะปล่อยให้ท่านเดินหาไปทั่วทำไม?”

“รับไปเถอะ ข้าเมื่อยแขนแล้ว”

หญิงสาวมองใบหน้าของเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยื่นสองมือออกไปรับโอสถอย่างระมัดระวัง

[เขามอบโอสถระดับสิบให้ข้าโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย...]

[หรือว่าเขารู้แล้วจริง ๆ ว่าข้าเป็นศิษย์พี่ใหญ่?]

[แต่ต่อให้รู้ ของสิ่งนี้ก็มีค่ามากเกินไปอยู่ดี]

นางเก็บโอสถลงในขวดหยก ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ขอบใจนะ น้องชาย บุญคุณครั้งนี้พี่สาวจะไม่มีวันลืม”

ยูรันแค่นเสียง

“หึ ไม่จำเป็นต้องขอบคุณ”

“หากอาจารย์มาเห็น นางก็คงพูดเหมือนข้านั่นแหละว่าเป็นเพียงขยะ”

เขานิ่งคิดเล็กน้อย

“ไม่สิ ทุกคนบนยอดเขาก็คงพูดเหมือนกัน”

หญิงสาวชะงัก

“ห๊ะ?”

นางก้มมองขวดหยกในมือ

“เจ้ากำลังบอกว่า ทุกคนบนยอดเขาจันทรามองโอสถระดับสิบเป็นขยะหรือ?”

“ตอนแรกคงตกใจกันอยู่บ้าง”

ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ

“แต่พอข้าบอกว่ามันเป็นขยะ พวกนางก็คงเห็นด้วยเองนั่นแหละ”

“เหตุใดทุกคนต้องเห็นด้วยกับเจ้าด้วย?”

“เพราะข้าเ)้น”

หญิงสาวค่อย ๆ วางขวดหยกลงบนโต๊ะ

“น้องชาย ระหว่างที่ข้าไม่อยู่ ยอดเขาจันทราเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

ยูรันหยุดตะเกียบ ก่อนหันมาทางนางช้า ๆ

“หืม?”

“ระหว่างที่ท่านไม่อยู่?”

หญิงสาวแข็งค้างทันที

[ชะอุ้ย พลาดแล้ว]

ยูรันเอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย

“ท่านบอกว่าไม่เคยได้ยินชื่อยอดเขาจันทรามาก่อนไม่ใช่หรือ?”

“เหตุใดจึงใช้คำว่า ‘ระหว่างที่ข้าไม่อยู่’ เล่า?”

“ขะ ข้าหมายถึงระหว่างที่ข้าไม่ได้อยู่แถวนี้ต่างหาก!”

“อ๋อออออออ”

“ห้ามลากเสียง!”

“ข้ายังไม่ได้พูดอะไรเลย”

“แต่ท่าทางเจ้าบอกว่ากำลังจับผิดข้าอยู่!”

ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“ถ้าเช่นนั้นพี่สาวเหวินชิงซู ผู้มาจากสำนักอักษรนภา ซึ่งไม่เคยได้ยินชื่อยอดเขาจันทรามาก่อน อยากรู้เรื่องที่เกิดขึ้นบนยอดเขาจันทราไปทำไมหรือ?”

หญิงสาวกำพัดในมือแน่น

“พี่สาวเพียงอยากรู้อยากเห็นไม่ได้หรือ?”

“ได้สิ”

ยูรันตอบอย่างว่าง่าย ก่อนกลับไปกินอาหารต่อ

“เชิญอยากรู้ต่อไปเถอะ ข้าไม่เล่าแล้ว”

“เดี๋ยวก่อน!”

“ไหนท่านบอกว่าเพียงอยากรู้อยากเห็น?”

[เจ้าศิษย์น้องบ้านี่จงใจแกล้งข้าชัด ๆ!]

มู่เสวี่ยหนิงมองทั้งสองคนสลับกัน ก่อนถามขึ้นด้วยความสงสัย

“พวกท่านกำลังจะเดินทางไปที่ใดหรือเจ้าคะ?”

“ภูผาไฟ”

หญิงสาวผู้แต่งกายเหมือนบัณฑิตรีบแก้ให้

“ภูผาเพลิงคราม”

ยูรันโบกมือ

“นั่นแหละ ไฟเหมือนกัน”

“ชื่อสถานที่ไม่ควรเรียกผิดตามใจชอบนะ!”

“อย่างไรก็มีภูเขาและไฟเหมือนกันไม่ใช่หรือ?”

มู่เสวี่ยหนิงชะงักไปเล็กน้อย

“พวกท่านกำลังจะไปภูผาเพลิงครามจริงหรือเจ้าคะ?”

“อืม”

“บังเอิญเหลือเกิน ข้าเองก็กำลังจะเดินทางไปที่นั่นเช่นกัน”

ยูรันหยุดตะเกียบ

“เจ้าไปทำไม?”

“ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ภูผาเพลิงครามซึ่งดับสนิทมานานกลับปะทุขึ้นอีกครั้ง ทำให้สมุนไพรหลายชนิดในบริเวณนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลง”

“หุบเขาแพทย์เทวะจึงส่งศิษย์ออกไปตรวจสอบ ข้าเดินทางมาที่เมืองนี้เพื่อรวบรวมวัตถุดิบ ก่อนจะมุ่งหน้าไปสมทบกับผู้อาวุโสเจ้าค่ะ”