คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 242 คนกระจอกมักมีข้ออ้างเยอะ8,317 ตัวอักษร

ตอนที่ 242 คนกระจอกมักมีข้ออ้างเยอะ

ยูรันลากเสียงครุ่นคิด

“อืมมมมมม...”

“เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่า เจ้าอยากเดินทางไปกับพวกเรา หรืออยากให้พวกเราเดินทางไปกับเจ้า?”

มู่เสวี่ยหนิงมีท่าทางอึกอัก

“อะ เอ่อ คือว่า...ข้าเพียงคิดว่าการเดินทางพร้อมคนจำนวนมากจะปลอดภัยกว่าเจ้าค่ะ”

“ข้าจึงอยากชวนพวกท่านร่วมเดินทางไปกับขบวนของหุบเขาแพทย์เทวะ”

ยูรันถามทันที

“ใช้เวลากี่วัน?”

“หากไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝัน น่าจะประมาณสิบวันเจ้าค่ะ”

“สิบวัน?”

ยูรันวางตะเกียบลง

“ช้าเกินไป”

เขาหันไปทางหญิงสาวผู้แต่งกายเหมือนบัณฑิต

“ถ้าเช่นนั้นให้อาเจ๊เดินทางไปกับพวกเจ้าก็แล้วกัน ส่วนข้าจะไปคนเดียว เร็วกว่าเยอะ”

หญิงสาวชะงัก

“เดี๋ยวก่อน เหตุใดเจ้าจึงตัดสินใจแทนข้า?”

“ท่านต้องการไปภูผาเพลิงครามเหมือนกันไม่ใช่หรือ? ไปกับขบวนนี้ย่อมไม่หลงทาง”

“แล้วเจ้าจะไปไหน?”

“ก็ไปภูผาเพลิงคราม”

“เช่นนั้นเหตุใดข้าต้องแยกไปกับพวกนาง?”

ยูรันตอบอย่างจริงจัง

“เพราะท่านชอบพาหลง”

“……”

หญิงสาวกำพัดในมือแน่น

“พี่สาวไม่ไปกับขบวน ข้าจะไปกับเจ้า!”

“ท่านตามความเร็วข้าทันหรือ?”

“เจ้าอย่าดูถูกผู้บำเพ็ญขอบเขตแก่นทองคำขั้นสูงนัก!”

“อืม คนขอบเขตวิญญาณทารกขั้นสูงยังอาเจียนหลังตามข้ามาหนึ่งร้อยห้าสิบลี้เลยนะ”

“……”

มู่เสวี่ยหนิงมองทั้งสองโต้เถียงกัน ก่อนถามอย่างระมัดระวัง

“คุณชายรีบร้อนถึงเพียงนั้นเลยหรือเจ้าคะ?”

“อืม ข้ามีเวลาไม่ถึงสามเดือน และยังต้องแวะตรวจสอบเมืองระหว่างทางอีกหลายแห่ง”

ยูรันลุกขึ้นจากโต๊ะ

“ข้าจะออกเดินทางหลังอาหารมื้อนี้ หากพวกเจ้าต้องการตามมาก็ตามเอาเอง”

หญิงสาวผู้แต่งกายเหมือนบัณฑิตยกมุมปาก

“ดี พี่สาวก็อยากเห็นเหมือนกันว่าเจ้าจะเร็วสักเพียงใด”

มู่เสวี่ยหนิงมองทั้งสองคน ก่อนตัดสินใจบางอย่างอยู่ภายในใจเงียบ ๆ

บริเวณประตูเมืองทางทิศเหนือ ยูรันกับหญิงสาวผู้แต่งกายเหมือนบัณฑิตกำลังเตรียมออกเดินทาง

ทันใดนั้น เสียงของมู่เสวี่ยหนิงก็ดังมาจากด้านหลัง

“เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะ!”

ทั้งสองหันกลับมา พบว่านางกำลังเร่งฝีเท้าวิ่งเข้ามาหา

“ข้าขอร่วมเดินทางไปกับพวกท่านด้วยเจ้าค่ะ”

ยูรันสูดหายใจเข้าลึก

“เฮ้ออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออ!”

มู่เสวี่ยหนิงสะดุ้ง

“คุณชายไม่อยากให้ข้าไปด้วยถึงเพียงนั้นเลยหรือเจ้าคะ?”

“ข้าแค่ไม่เข้าใจ เหตุใดพวกเจ้าถึงชอบตามข้านัก?”

หญิงสาวผู้แต่งกายเหมือนบัณฑิตคลี่พัดออก

“เพราะเจ้าดูน่าสงสัยและไปที่ใดก็ก่อเรื่องสนุกกระมัง”

“ข้าไม่ได้ถามท่าน”

มู่เสวี่ยหนิงรีบอธิบาย

“ขบวนของหุบเขาใช้เวลาเดินทางถึงสิบวัน แต่หากร่วมทางกับพวกท่านย่อมไปถึงได้เร็วกว่า”

“อีกอย่าง ข้ารู้เส้นทางและรายละเอียดเกี่ยวกับภูผาเพลิงครามมากกว่าคนทั่วไป ข้าจะไม่เป็นภาระแน่นอนเจ้าค่ะ”

ยูรันนิ่งไปครู่หนึ่ง

“เจ้าตามความเร็วพวกเราทันหรือ?”

มู่เสวี่ยหนิงนำเรือเหาะขนาดเล็กออกมาจากแหวนมิติ

“ข้ามีเรือเหาะวายุ สามารถเดินทางได้วันละหลายร้อยลี้เจ้าค่ะ”

“ช้า”

“……”

รอยยิ้มของมู่เสวี่ยหนิงแข็งค้าง

หญิงสาวผู้แต่งกายเหมือนบัณฑิตถามขึ้น

“แล้วเจ้าคิดจะเดินทางเร็วเพียงใด?”

“ไม่รู้ ข้าต้องแวะทุกเมืองเพื่อตรวจสอบเบาะแส แต่ระหว่างเมืองไม่ควรเสียเวลาเกินครึ่งชั่วยาม”

มู่เสวี่ยหนิงมองเรือเหาะในมือตนเอง ก่อนเก็บกลับไปอย่างเงียบ ๆ

“เช่นนั้น...ข้าจะพยายามตามให้ทันเจ้าค่ะ”

ยูรันถอนหายใจอีกครั้ง

“เฮ้อ ไม่จำเป็น”

“ข้าจะแบกทั้งเจ้ากับอาเจ๊ไปเอง”

หญิงสาวผู้แต่งกายเหมือนบัณฑิตขมวดคิ้ว

“ผู้ใดอนุญาตให้เจ้าแบกข้า?”

“หากได้เห็นความเร็วของข้าสักครั้งแล้วยังคิดว่าตามด้วยตนเองทัน ข้าก็จะไม่ว่าอะไร”

ยูรันเดินเข้าไปหาทั้งสองคน

มู่เสวี่ยหนิงถามอย่างระมัดระวัง

“คุณชายคิดจะแบกพวกเราอย่างไรหรือเจ้าคะ?”

“แบบนี้”

ยูรันคว้าเอวหญิงสาวทั้งสอง ก่อนยกขึ้นพาดไหล่คนละข้างราวกับกำลังแบกกระสอบ

“เดี๋ยวก่อน!”

หญิงสาวผู้แต่งกายเหมือนบัณฑิตดิ้นทันที

“นี่เรียกว่าแบกสตรีงดงามหรือ? เจ้ากำลังแบกกระสอบข้าวชัด ๆ!”

“ท่านบอกให้ข้ารอ ข้าก็แบกแล้ว จะเอาอะไรอีก?”

“อย่างน้อยก็ควรอุ้มให้สง่างามกว่านี้!”

“สองคนพร้อมกันจะให้อุ้มอย่างไร?”

มู่เสวี่ยหนิงหน้าแดงก่ำ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร ยูรันก็ย่อตัวลงเล็กน้อย

“จับให้แน่น”

“เอ๊ะ?”

พรึ่บ!

พื้นดินใต้เท้าของยูรันแตกร้าว ร่างของเขาพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยความเร็วมหาศาล

“กรี๊ดดดดดดดด!”

เสียงของหญิงสาวทั้งสองดังลั่นเหนือประตูเมือง

ภูเขา ป่าไม้ และแม่น้ำเบื้องล่างถอยหลังไปอย่างรวดเร็วจนมองเห็นเพียงเงาพร่ามัว กระแสลมกระแทกร่างของพวกนางอย่างต่อเนื่อง แม้แต่หญิงสาวขอบเขตแก่นทองคำขั้นสูงยังต้องรีบสร้างเกราะพลังป้องกันตนเอง

[นี่มันความเร็วอะไรกัน?!]

[หากให้ข้าตามด้วยตนเอง ต่อให้ใช้พลังทั้งหมดก็ถูกทิ้งห่างตั้งแต่สิบลมหายใจแรกแล้ว!]

ไม่กี่อึดใจต่อมา ยูรันก็ลดความเร็วลง ก่อนร่อนลงบนถนนนอกเมืองถัดไป

เขาวางหญิงสาวทั้งสองลงกับพื้น

“ถึงแล้ว”

มู่เสวี่ยหนิงยืนโซเซ ใบหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด

“แหวะ! แหวะ! แหวะ!”

นางรีบหันไปอาเจียนข้างทางทันที

หญิงสาวผู้แต่งกายเหมือนบัณฑิตเองก็ต้องใช้มือจับต้นไม้เอาไว้

“ขะ ข้าไม่เป็น—แหวะ!”

สุดท้ายนางก็อาเจียนออกมาไม่ต่างกัน

ยูรันยืนกอดอกมองทั้งสองคน ก่อนส่ายหน้าอย่างผิดหวัง

“จิ๊ ๆ อ่อนแอจริง ๆ”

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นทั้งที่ใบหน้ายังซีดเผือด

“เจ้า...เรียกความเร็วเมื่อครู่ว่าการเดินทางหรือ?”

“อืม ข้ายังไม่ได้ใช้ความเร็วเต็มที่เลย”

“นั่นยังไม่เต็มที่อีกหรือ?!”

“หากใช้เต็มที่ พวกท่านอาจหมดสติระหว่างทาง ข้าขี้เกียจแบกร่างไร้สติเข้าเมือง”

มู่เสวี่ยหนิงพยายามสูดหายใจให้เป็นปกติ

“คุณชาย คราวหน้าช้าลงอีกหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ?”

“พวกเจ้าบอกเองว่าจะตามข้าให้ทัน”

“พวกข้าไม่รู้ว่าความเร็วของท่านผิดปกติถึงเพียงนี้นี่เจ้าคะ!”

ยูรันถอนหายใจ ก่อนหยิบน้ำสะอาดออกมายื่นให้ทั้งสองคน

“เอ้า ล้างปากเสีย”

หญิงสาวรับน้ำไป ก่อนถามอย่างไม่พอใจ

“คราวต่อไปเจ้าจะยังแบกพวกเราเหมือนกระสอบอีกหรือ?”

“อืม”

“ข้าขอให้อุ้มดี ๆ ไม่ได้หรือ?”

“ได้ แต่ข้ามีสองแขน”

ยูรันชี้ไปยังพวกนางคนละคน

“พวกเจ้าตกลงกันเองแล้วกันว่าใครจะอยู่แขนซ้าย ใครจะอยู่แขนขวา”

หญิงสาวทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนรีบหันหนีไปคนละทาง

ยูรันเดินมุ่งหน้าเข้าประตูเมือง

“รีบตามมาเถอะ”

หลังจากเดินสำรวจเมืองอยู่ครึ่งชั่วยาม ยูรันก็ไม่พบเบาะแสของสิ่งที่กำลังตามหาแม้แต่น้อย

ไม่มีของวิเศษ ไม่มีแดนลับ ไม่มีข่าวลือประหลาด และไม่มีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้นเลย

เขาหยุดอยู่หน้าประตูเมืองทางทิศเหนือ ก่อนถอนหายใจอย่างผิดหวัง

“เมืองนี้ไม่มีห่าอะไรเลย”

“แม้แต่เหตุการณ์แบบเมื่อเช้ายังไม่มี น่าเบื่อชะมัด”

มู่เสวี่ยหนิงมองเขาอย่างไม่เข้าใจ

“การที่ไม่มีผู้ใดสร้างปัญหา นับว่าเป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”

“ไม่ดี ข้าเสียเวลาเดินตั้งครึ่งชั่วยาม แต่ไม่ได้อะไรกลับมาเลย”

หญิงสาวผู้แต่งกายเหมือนบัณฑิตคลี่พัดออก

“เมืองซึ่งสงบสุขต่างหากจึงจะเรียกว่าเมืองปกติ”

“เมืองที่ไม่มีเรื่องสนุกจะสร้างขึ้นมาทำไม?”

“ให้ผู้คนอยู่อาศัยอย่างสงบสุขอย่างไรเล่า!”

“อ๋อ น่าเบื่อ”

ยูรันกางแผนที่ออกมาตรวจสอบ

“เมืองถัดไปอยู่ห่างออกไปประมาณสี่ร้อยลี้ ไปกันเถอะ”

มู่เสวี่ยหนิงกับหญิงสาวอีกคนถอยหลังพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

ยูรันหันมาทางพวกนาง

“ถอยทำไม?”

“คราวนี้คุณชายช่วยเดินทางช้าลงหน่อยนะเจ้าคะ”

“ใช่ หากใช้ความเร็วเหมือนครั้งก่อน ข้าไม่ยอมให้เจ้าแบกแล้ว!”

ยูรันเก็บแผนที่ ก่อนเดินเข้าหาทั้งสองคน

“วางใจเถอะ คราวนี้ข้าจะลดความเร็วลงครึ่งหนึ่ง”

หญิงสาวผู้แต่งกายเหมือนบัณฑิตหน้าซีด

“เดี๋ยวก่อน เมื่อครู่เจ้ายังบอกว่าครั้งก่อนใช้ความเร็วไม่เต็มที่!”

“อืม ข้าจะใช้ครึ่งหนึ่งของความเร็วครั้งก่อน”

“เช่นนั้นก็ค่อยยังชั่ว”

ยูรันยกมุมปาก

“แต่ระยะทางรอบนี้ไกลขึ้นหนึ่งร้อยลี้”

ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้ปฏิเสธ ยูรันก็คว้าตัวพวกนางขึ้นมาอีกครั้ง

“ออกเดินทาง!”

การเดินทางเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกหลายรอบ

ทุกครั้งที่ออกจากเมือง ยูรันจะแบกหญิงสาวทั้งสองพุ่งไปด้วยความเร็วสูง และทุกครั้งที่มาถึงเมืองใหม่ พวกนางก็ต้องหาสถานที่อาเจียนก่อนเป็นอันดับแรก

กระทั่งช่วงเย็น ทั้งสามก็มาถึงเมืองแห่งที่ห้า

ยูรันวางหญิงสาวทั้งสองลง ก่อนกางแผนที่ตรวจสอบ

“ห่าเอ๊ย นี่เมืองที่ห้าแล้ว แถมยังเย็นแล้วด้วย”

“หลายเมืองที่ผ่านมาไม่มีอะไรเลย หวังว่าเมืองนี้จะมีเรื่องสนุกบ้างนะ”

หญิงสาวผู้แต่งกายเหมือนบัณฑิตจับกำแพงเมืองไว้แน่น

“แหวะ...พี่สาวหวังเพียงว่าคืนนี้จะได้นอนอย่างสงบ”

มู่เสวี่ยหนิงพยักหน้าด้วยใบหน้าซีดเผือด

“ข้าเองก็ไม่ต้องการพบเหตุการณ์อะไรแล้วเจ้าค่ะ”

ยูรันส่ายหน้าอย่างผิดหวัง

“จิ๊ ๆๆ อาเจ๊ ท่านนี่อ่อนแอชะมัด รู้หรือไม่ว่ามีผู้ใดใช้วิชานี้ได้แล้วบ้าง?”

เขายกมือขึ้นนับนิ้ว

“อาจารย์ ศิษย์พี่รอง ศิษย์พี่สาม ศิษย์พี่สี่ น้องเก้า แล้วก็ผู้อาวุโสซูเม่ยเหยา”

“ยังมีเพื่อนของศิษย์พี่รองที่เมืองหลอมศิลา เซี่ยหลานอิง แล้วก็หลานสาวของนาง เซี่ยเยว่หลี”

ยูรันเก็บมือลง ก่อนส่ายหน้า

“พวกนางล้วนใช้วิชานี้ได้แล้วทั้งนั้น”

“ส่วนท่านเพียงถูกแบกเดินทางไม่กี่ร้อยลี้ก็อาเจียนเสียแล้ว”

“กระจอกแท้”

หญิงสาวลืมอาการคลื่นไส้ไปชั่วขณะ

“เดี๋ยวก่อน อาจารย์กับศิษย์น้องทุกคนเรียนวิชานี้แล้วหรือ?!”

ยูรันหันมาทางนางช้า ๆ

“หืม?”

“อาจารย์กับศิษย์น้องของผู้ใดนะ?”

หญิงสาวแข็งค้าง

[ข้าพลาดอีกแล้ว]

“ขะ ข้าหมายถึงอาจารย์กับศิษย์พี่ศิษย์น้องที่เจ้าพูดถึงต่างหาก!”

หญิงสาวรีบเปลี่ยนเรื่อง

“แล้วการใช้วิชาด้วยตนเองกับการถูกเจ้าแบกเหมือนกระสอบจะเหมือนกันได้อย่างไร?”

“ผู้ใช้วิชาย่อมควบคุมทิศทางและเตรียมรับความเร็วได้ แต่พวกข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าจะเลี้ยวตอนไหน!”

ยูรันนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“อืม ฟังดูเหมือนข้ออ้าง”

“มันไม่ใช่ข้ออ้าง!”

“คนกระจอกมักมีข้ออ้างเยอะ”

“ยูรัน!”

มู่เสวี่ยหนิงยืนพิงกำแพงมองทั้งสองคนเถียงกัน ก่อนถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า

“พวกท่านยังมีแรงทะเลาะกันอีกหรือเจ้าคะ?”