คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 245 ข้าไม่เคยขาดทุนอยู่แล้7,451 ตัวอักษร

ตอนที่ 245 ข้าไม่เคยขาดทุนอยู่แล้

มู่เสวี่ยหนิงมองไปยังห้องรับรองฝั่งตรงข้ามอย่างระมัดระวัง

“ข้าว่าไม่น่าใช่นะเจ้าคะ เขาน่าจะกำลังโกรธมากกว่า”

ยูรันเลิกคิ้ว

“อย่างนั้นหรือ?”

“อืม พวกกระจอกหัดแก้แค้นก็เป็นเช่นนี้แหละ”

“อยากเอาคืนผู้อื่น แต่กลับไม่รู้เสียก่อนว่าของชิ้นนั้นสำคัญจริงหรือไม่ สุดท้ายจึงหาเรื่องเสียเงินเอง”

โม่ชิงเฟิงใช้พัดเคาะโต๊ะเบา ๆ

“เจ้านี่ก็ร้ายไม่เบา รู้ว่าเขาคิดปั่นราคา แต่จงใจเสนอเพียงครั้งเดียวเพื่อให้เขาติดกับ”

“ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย”

ยูรันตอบด้วยสีหน้าซื่อตรง

“ศิษย์พี่เย่เป็นคนเสนอหนึ่งแสนเอง ข้ายังยอมถอยให้เขาด้วยซ้ำ”

“แต่เจ้ารู้อยู่แล้วว่าเขาจะเสนอราคา”

“ข้าจะห้ามคนโง่ใช้เงินได้อย่างไร?”

“……”

มู่เสวี่ยหนิงอดถามไม่ได้

“เขาเป็นศิษย์พี่ของคุณชายจริงหรือเจ้าคะ?”

“จริง”

“แต่ดูเหมือนพวกท่านไม่ค่อยถูกกันเลยนะเจ้าคะ”

ยูรันหยิบขนมชิ้นสุดท้ายขึ้นมา

“การเป็นศิษย์ร่วมสำนักไม่ได้หมายความว่าต้องชอบหน้ากันนี่”

โม่ชิงเฟิงเหลือบมองห้องของเย่อ้าวเทียน ก่อนแววตาจะเย็นลงเล็กน้อย

“เรื่องนี้เขาพูดไม่ผิด”

ไม่นาน สินค้าชิ้นต่อไปก็ถูกนำขึ้นมาบนเวที

พนักงานสองคนช่วยกันยกกล่องเหล็กขนาดยาวออกมาวาง ก่อนเปิดฝาออกอย่างระมัดระวัง

ภายในเป็นหอกสีดำซึ่งหักออกเป็นสองส่วน ปลายหอกเต็มไปด้วยรอยบิ่น ส่วนด้ามมีรอยแตกร้าวทอดยาวเกือบตลอดทั้งชิ้น กลิ่นอายพลังแทบไม่หลงเหลืออยู่แล้ว

สตรีผู้ดำเนินการประมูลกล่าวขึ้น

“หอกหักเล่มนี้ถูกขุดพบจากสนามรบโบราณ”

“แม้ได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่ไม่สามารถหลอม ทำลาย หรือแยกส่วนประกอบได้ คาดว่าเมื่อครั้งยังสมบูรณ์อาจเป็นอาวุธระดับสูง”

“ราคาเริ่มต้นห้าพันเหรียญเจ้าค่ะ!”

ผู้คนภายในหอประมูลมองมันด้วยความสนใจอยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่มีผู้ใดเสนอราคา

ต่อให้หอกเคยเป็นอาวุธระดับสูง ทว่าสภาพปัจจุบันไม่ต่างจากเศษเหล็ก การซ่อมแซมอาจต้องใช้ทรัพยากรมากกว่าการสร้างอาวุธใหม่เสียอีก

ยูรันกลับนั่งตัวตรงขึ้น

[โอ้ ๆๆ อันนี้ก็น่าสนใจ]

[ตัวหอกแทบพังหมดแล้ว แต่จิตวิญญาณอาวุธยังไม่สลาย]

[มันกำลังดูดซับพลังรอบด้านทีละน้อยเพื่อซ่อมแซมตนเองด้วย]

เขายกมือขึ้น

“หนึ่งหมื่น”

โม่ชิงเฟิงหันมามองทันที

“คราวนี้เจ้าจะซื้ออะไรอีก?”

“หอกหัก”

“เรื่องนั้นข้ามองเห็น แล้วเจ้าจะซื้อไปทำไม?”

“เก็บเอาไว้ก่อน”

ยูรันตอบอย่างไม่รีบร้อน

“จิตวิญญาณของมันยังมีชีวิต หากหาโลหะกับวัตถุดิบที่เหมาะสมมาให้ดูดกลืน มันอาจซ่อมแซมตนเองได้”

มู่เสวี่ยหนิงมองหอกบนเวทีอย่างตกตะลึง

“อาวุธที่สามารถซ่อมแซมตนเองได้หรือเจ้าคะ?”

“อืม และดูเหมือนจะวิวัฒนาการต่อได้ด้วย”

ยูรันหันไปทางห้องรับรองของเย่อ้าวเทียน

“ศิษย์พี่เย่ ไม่คิดเสนอราคาแข่งหรือ?”

เย่อ้าวเทียนมองด้ามพู่กันหักราคาแสนเหรียญซึ่งวางอยู่ตรงหน้า ก่อนกัดฟันแน่น

[คิดว่าข้าจะติดกับซ้ำอีกหรือ?]

ภายในห้องฝั่งตรงข้ามยังคงเงียบสนิท

ไม่มีผู้ใดเสนอราคาเพิ่ม หอกหักจึงตกเป็นของยูรันในราคาเพียงหนึ่งหมื่นเหรียญ

ยูรันพยักหน้าเล็กน้อย

“อืม ดูเหมือนศิษย์พี่เย่จะฉลาดขึ้นมาบ้างแล้ว”

หลังจากหอกหักถูกนำลงจากเวที สินค้าชิ้นต่อไปก็ถูกยกขึ้นมาแทน

มันเป็นปลอกแขนหนังสีเทาซึ่งขาดวิ่นจนแทบไม่เหลือสภาพเดิม สายรัดหายไปข้างหนึ่ง ส่วนพื้นผิวเต็มไปด้วยรอยไหม้และคราบเลือดแห้งกรัง

“ปลอกแขนชิ้นนี้ถูกค้นพบในสนามรบโบราณแห่งเดียวกับหอกเมื่อครู่”

“แม้ไม่สามารถใช้ป้องกันการโจมตีได้แล้ว แต่ตัวปลอกแขนไม่สามารถถูกเผาหรือฉีกทำลายด้วยอาวุธทั่วไป”

“ราคาเริ่มต้นหนึ่งพันเหรียญเจ้าค่ะ”

ทั่วทั้งหอประมูลเงียบกริบอีกครั้ง

ยูรันกลับยกมือทันที

“สองพัน”

โม่ชิงเฟิงหันมามองเขา

“เจ้าเอาอีกแล้วหรือ?”

“อืม ของดี”

“มันขาดจนแทบใช้เช็ดโต๊ะไม่ได้แล้วนะ”

“ท่านไม่รู้อะไร”

ไม่นาน ปลอกแขนขาดวิ่นก็ตกเป็นของยูรันในราคาสองพันเหรียญ

สินค้าชิ้นต่อไปเป็นมีดบินขึ้นสนิมสิบสองเล่ม บางเล่มปลายหัก บางเล่มบิดงอ และไม่มีแม้แต่กลิ่นอายของอาวุธวิญญาณ

“มีดบินชุดนี้ราคาเริ่มต้นสามพันเหรียญเจ้าค่ะ”

“ห้าพัน”

เสียงของยูรันดังขึ้นทันที

“……”

ผู้คนเริ่มหันมามองห้องรับรองของเขาด้วยสีหน้าประหลาด

“คุณชายผู้นั้นกำลังสะสมเศษขยะหรือ?”

“เมื่อครู่ยังใช้เงินปั่นราคาคุณชายเย่ ตอนนี้คงเหลือเงินไม่มาก จึงซื้อได้เพียงของพวกนี้กระมัง”

เย่อ้าวเทียนได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย แต่คราวนี้ไม่กล้าเสนอราคาแข่งอีก

ยูรันกลับยิ้มกว้างขึ้นเรื่อย ๆ

[หอกหักมีจิตวิญญาณอาวุธ ปลอกแขนสร้างจากหนังสัตว์วิเศษโบราณ ส่วนมีดบินพวกนี้หลอมจากโลหะซึ่งตอบสนองต่อพลังวิญญาณ]

[มีแต่ของดีทั้งนั้น]

[หากนำมาผสมกับกระดูก หนัง และเส้นเอ็นจากกายเทพของข้า แล้วหลอมขึ้นใหม่...]

[โอ้ ๆๆๆ อาจให้กำเนิดศาสตราเทพได้เลยนะนี่!]

[ต้องเอาให้หมด ไอ้พวกโง่เหล่านี้ไม่รู้จักของดีเสียเลย]

หลังจากนั้น สินค้าเก่าชำรุดจากสนามรบโบราณถูกนำออกมาประมูลอีกหลายชิ้น

ดาบบิ่น โล่แตกร้าว โซ่ซึ่งขาดออกเป็นท่อน และหัวลูกศรที่เหลือเพียงเศษเดียว ล้วนถูกยูรันกว้านซื้อด้วยราคาไม่กี่พันเหรียญ

ไม่มีผู้ใดคิดแย่งชิงกับเขาแม้แต่คนเดียว

มู่เสวี่ยหนิงมองสิ่งของซึ่งถูกส่งเข้ามากองเต็มห้อง ก่อนถามอย่างระมัดระวัง

“คุณชายกำลังคิดจะเปิดร้านรับซื้อของเก่าหรือเจ้าคะ?”

“เปล่า ข้าจะนำพวกมันกลับไปสร้างอาวุธ”

โม่ชิงเฟิงหยิบปลอกแขนขาดขึ้นมาดู

“ของเหล่านี้ยังซ่อมได้จริงหรือ?”

“ไม่ต้องซ่อม”

ยูรันยกมุมปาก

“ข้าจะหลอมพวกมันทิ้งทั้งหมด แล้วให้กำเนิดขึ้นมาใหม่”

หญิงสาวทั้งสองมองกองเศษอาวุธตรงหน้า ก่อนรู้สึกขึ้นมาพร้อมกันว่า สิ่งซึ่งยูรันเรียกว่า ‘ให้กำเนิดขึ้นมาใหม่’ คงไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่นอน.

ยูรันมองสีหน้าสงสัยของโม่ชิงเฟิง ก่อนถอนหายใจอย่างผิดหวัง

“เฮ้อ แม้แต่อาเจ๊ก็ยังไม่เชื่อข้าหรือ?”

“น่าผิดหวังจริง ๆ”

โม่ชิงเฟิงขมวดคิ้ว

“ข้าไม่ได้บอกว่าไม่เชื่อ เพียงแต่ของพวกนี้ดู—”

“ไม่ต้องแก้ตัว เดี๋ยวข้าจะแสดงให้ดูเอง”

ยูรันลุกขึ้น ก่อนเปิดหน้าต่างห้องรับรองแล้วตะโกนลงไปด้านล่าง

“เฮ้ย! เมื่อครู่หมาตัวไหนบอกว่าข้ากำลังสะสมเศษขยะวะ?”

ทั่วทั้งหอประมูลเงียบลงทันที

ชายวัยกลางคนคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ด้านล่างลุกขึ้นด้วยสีหน้าไม่พอใจ

“ข้าเป็นคนพูด!”

“ของที่เจ้าซื้อมาล้วนหักพังจนใช้งานไม่ได้ หากไม่เรียกขยะแล้วจะเรียกว่าอะไร?”

“ดี”

ยูรันหยิบมีดบินเก่า ๆ สามเล่มออกมา ก่อนผิวปากเบา ๆ

ฟิ้ว!

มีดบินทั้งสามเล่มลอยขึ้นมาตรงหน้า แม้พื้นผิวจะเต็มไปด้วยสนิมและรอยบิ่น แต่กลับหมุนวนกลางอากาศอย่างมั่นคง

ยูรันชี้ไปยังชายวัยกลางคนด้านล่าง

“เอ้า รับเศษขยะพวกนี้ให้ดีนะ”

“อย่าปล่อยให้มันทะลุร่างเข้าเสียล่ะ”

ชายวัยกลางคนชะงัก

“อะไรนะ?”

ยูรันผิวปากอีกครั้ง

ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!

มีดบินทั้งสามเล่มพุ่งลงจากชั้นสามด้วยความเร็วสูง ทิ้งเส้นแสงสีดำเอาไว้เบื้องหลัง

ชายวัยกลางคนหน้าถอดสี เขารีบสร้างเกราะพลังขึ้นมาป้องกัน

“เกราะปราณปฐพี!”

ตูมมมมม!

ทันทีที่มีดบินกระแทก เกราะปราณก็แตกกระจาย ร่างของชายผู้นั้นปลิวกระเด็นข้ามเก้าอี้หลายแถว ก่อนกระแทกกำแพงอย่างรุนแรง

มีดบินทั้งสามหยุดอยู่ห่างจากลำคอของเขาเพียงปลายนิ้ว

ชายวัยกลางคนนั่งตัวแข็ง เหงื่อเย็นไหลลงมาตามใบหน้า ไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย

ยูรันผิวปากเป็นครั้งที่สาม

ฟิ้ว!

มีดบินทั้งหมดหมุนกลับมา ก่อนลอยลงบนฝ่ามือของเขาอย่างว่าง่าย

ทั่วทั้งหอประมูลตกอยู่ในความเงียบ

แม้ผ่านการปะทะกับเกราะปราณอย่างรุนแรง มีดบินทั้งสามกลับไม่มีความเสียหายเพิ่มขึ้นแม้แต่น้อย

ยูรันเก็บพวกมันลง ก่อนแค่นเสียง

“เหอะ มีดบินเก่า ๆ เพียงสามเล่มยังรับเอาไว้ไม่ได้”

“พวกแกมันยิ่งกว่าขยะเสียอีก”

ผู้คนซึ่งเคยหัวเราะเยาะกองอาวุธเก่าต่างรีบหลบสายตา ไม่มีใครกล้าพูดคำว่าเศษขยะออกมาอีก

โม่ชิงเฟิงมองยูรันอย่างสนใจ

“เจ้ายังไม่ได้หลอมใหม่ แต่สามารถควบคุมพวกมันได้ถึงเพียงนี้แล้วหรือ?”

“อืม เดิมทีพวกมันก็แข็งแกร่งอยู่แล้ว”

ยูรันหยิบมีดบินเล่มหนึ่งขึ้นมาหมุนเล่นระหว่างนิ้ว

“ยิ่งตกอยู่ในมือของคนที่ใช้เป็น พลังของมันก็ยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก”

จากนั้นเขาก็ชี้ไปยังชายวัยกลางคนซึ่งยังนั่งหน้าซีดอยู่ข้างกำแพง

“แต่สำหรับพวกขยะที่ใช้ไม่เป็น ต่อให้มีของดีอยู่ตรงหน้าก็มองไม่ออก”

“ไม่ต่างจากไอ้โง่นั่นหรอก”

ชายวัยกลางคนกัดฟันแน่น แต่ไม่กล้าโต้แย้งแม้แต่คำเดียว

ผู้ประเมินสินค้าของหอประมูลเองก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วน เพราะพวกเขาเป็นผู้ตีราคามีดบินเหล่านั้นไว้เพียงไม่กี่พันเหรียญ

มู่เสวี่ยหนิงมองกองอาวุธเก่าในห้องอีกครั้ง

“ถ้าเช่นนั้น ของทุกชิ้นที่คุณชายซื้อมาอาจเป็นสมบัติล้ำค่าทั้งหมดเลยหรือเจ้าคะ?”

“อืม ถึงได้บอกว่าไอ้พวกนี้ไม่รู้จักของดี”

ยูรันเก็บมีดบินกลับเข้าไป

“แต่ก็ดีแล้ว หากพวกมันมองออก ข้าคงซื้อไม่ได้ในราคาถูกขนาดนี้”

โม่ชิงเฟิงยกมุมปาก

“ดูเหมือนคนที่ได้กำไรมากที่สุดในการประมูลคืนนี้จะไม่ใช่หอหมื่นสมบัติ แต่เป็นเจ้าเสียมากกว่า”

“แน่นอน”

ยูรันตอบอย่างภาคภูมิใจ

“ข้าไม่เคยขาดทุนอยู่แล้ว”