ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 246
ยูรันเอนตัวกลับไปพิงเก้าอี้ ก่อนโบกมือไปทางเวที
“ต่อสิ จะหยุดทำไม?”
สตรีผู้ดำเนินการประมูลได้สติ ก่อนรีบนำสินค้าชิ้นต่อไปขึ้นมา
คราวนี้ยังคงเป็นอาวุธเก่าจากสนามรบโบราณ ทั้งเศษดาบ โล่แตก และโซ่ขึ้นสนิม
ทว่าหลังจากเห็นพลังของมีดบิน ไม่มีใครกล้ามองพวกมันเป็นขยะอีกต่อไป
“หนึ่งแสน!”
“ข้าให้สองแสน!”
“สามแสนเหรียญ!”
เศษเหล็กซึ่งเดิมควรขายได้เพียงไม่กี่พันเหรียญกลับถูกแย่งชิงกันอย่างบ้าคลั่ง
เจ้าหน้าที่ของหอประมูลต่างยิ้มจนแทบปิดปากไม่ลง
โม่ชิงเฟิงมองยูรันอย่างสงสัย
“คราวนี้เจ้าไม่แย่งกับพวกเขาหรือ?”
“ไม่เอาแล้ว ของที่ข้าซื้อมาก็ล้นห้องเก็บของแล้ว”
โม่ชิงเฟิงมองผู้คนซึ่งกำลังแย่งเสนอราคาหลายแสนเหรียญ ก่อนเริ่มรู้สึกสงสารขึ้นมาเล็กน้อย
ยูรันกลับหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
“มีแต่คนเริ่มฉลาดขึ้นนะโว้ย!”
เขาหันไปทางห้องรับรองฝั่งตรงข้าม
“แต่ศิษย์พี่เย่กลับไม่ขยับเลย”
“น่าเสียดาย ๆ ดูเหมือนครั้งนี้จะหลอกไม่ได้แล้ว”
ภายในห้องฝั่งตรงข้าม เย่อ้าวเทียนหลับตาแน่น พยายามทำเป็นไม่ได้ยิน
กร๊อบ!
ทว่าถ้วยชาในมือกลับแตกร้าวอย่างช้า ๆ
หลังจากเศษอาวุธชิ้นสุดท้ายถูกขายออกไป แท่นหยกขนาดเล็กก็ถูกนำขึ้นมาบนเวที
ภายในขวดผลึกมีโอสถสีม่วงเข้มอยู่หนึ่งเม็ด กลิ่นหอมของมันเพิ่งเล็ดลอดออกมา ผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณทารกภายในหอประมูลก็พากันนั่งตัวตรง
“สินค้าชิ้นต่อไปคือโอสถบำรุงทารกวิญญาณระดับเจ็ด คุณภาพสูง!”
“สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งให้ทารกวิญญาณ ฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ และเพิ่มโอกาสทะลวงขั้นย่อยถึงสี่สิบส่วน!”
“ราคาเริ่มต้นห้าล้านเหรียญเจ้าค่ะ!”
“เจ็ดล้าน!”
“สิบล้าน!”
“สิบห้าล้าน!”
เสียงเสนอราคาดังขึ้นแทบจะพร้อมกัน ผู้บำเพ็ญหลายคนถึงกับลุกจากที่นั่ง ดวงตาแดงก่ำและกำป้ายประมูลไว้แน่น
ราคาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กระทั่งทะลุยี่สิบล้านเหรียญภายในเวลาไม่ถึงสิบลมหายใจ
ยูรันมองเหตุการณ์ด้านล่าง ก่อนส่ายหน้า
“อืม ขายได้แพงแท้”
“มีแต่พวกชอบเสพยาทั้งนั้น”
มู่เสวี่ยหนิงหันมาทันที
“คุณชาย นั่นคือโอสถระดับเจ็ดนะเจ้าคะ ไม่ได้เรียกว่าเสพยา แต่เป็นการใช้ทรัพยากรช่วยบำเพ็ญเพียร”
ยูรันชี้ไปยังชายชราคนหนึ่งซึ่งกำลังตะโกนเพิ่มราคาอย่างบ้าคลั่ง
“เจ้าดูไอ้แก่นั่นสิ ตาแดง มือสั่น หายใจหอบ แล้วยังพร้อมจะขายสมบัติทั้งหมดเพื่อซื้อยาเพียงเม็ดเดียว”
“ไม่เรียกคนเสพยาแล้วจะเรียกว่าอะไร?”
โม่ชิงเฟิงใช้พัดปิดรอยยิ้ม
“ฟังดูแล้วก็คล้ายอยู่บ้าง”
มู่เสวี่ยหนิงรีบแย้ง
“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านไม่ควรเห็นด้วยกับเขานะเจ้าคะ!”
ยูรันเหลือบไปทางห้องของเย่อ้าวเทียน
อีกฝ่ายนั่งสงบนิ่งและไม่ได้เสนอราคาแม้แต่ครั้งเดียว
“อืม อย่างน้อยศิษย์พี่เย่ก็ไม่คิดแย่งยา”
โม่ชิงเฟิงพยักหน้า
“ดูเหมือนเขาตั้งใจจะเดินบนเส้นทางของตนเองโดยไม่พึ่งโอสถจริง ๆ”
ยูรันหยิบขนมชิ้นใหม่ขึ้นมา
“ก็ดี จะได้กระจอกเพราะความสามารถของตัวเองล้วน ๆ โทษยาไม่ได้”
ภายในห้องฝั่งตรงข้าม ถ้วยชาอีกใบแตกละเอียดคามือเย่อ้าวเทียน
ราคาโอสถระดับเจ็ดยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“สามสิบล้าน!”
“สามสิบห้าล้าน!”
ยูรันมองผู้คนด้านล่างซึ่งกำลังแย่งชิงกันอย่างบ้าคลั่ง ก่อนลูบคางครุ่นคิด
“ถ้าข้าหยิบโอสถระดับสิบออกมาสักสองเม็ด จะขายได้เท่าไรกันน้าาาาา?”
มู่เสวี่ยหนิงสำลักน้ำชาทันที
“แค่ก ๆ! คุณชาย อย่านะเจ้าคะ!”
โม่ชิงเฟิงรีบคว้าข้อมือเขาเอาไว้
“เจ้าอย่าได้คิดทำอะไรบ้า ๆ!”
“ข้าแค่สงสัยเรื่องราคา”
“โอสถระดับสิบไม่สามารถประเมินเป็นเงินได้แล้ว!”
มู่เสวี่ยหนิงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“หากนำออกมาสองเม็ดจริง สำนักใหญ่ทั่วทั้งแผ่นดินอาจส่งคนมาแย่งชิง เมืองแห่งนี้ต้องกลายเป็นสนามรบแน่นอนเจ้าค่ะ!”
ยูรันยกคิ้ว
“โอ้ เช่นนั้นน่าจะขายได้แพงมาก”
“ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ราคา!”
ระหว่างที่ทั้งสองพยายามห้าม ยูรันก็ใช้อีกมือแตะค่ายกลส่งเสียงของห้องรับรอง
“เถ้าแก่ ข้าขอถามอะไรหน่อย”
เสียงของเขาดังก้องไปทั่วทั้งหอประมูล
สตรีผู้ดำเนินการประมูลชะงัก
“คุณชายเชิญถามได้เจ้าค่ะ”
“หากข้านำโอสถระดับสิบคุณภาพสมบูรณ์แบบออกมาขายสองเม็ด พวกเจ้าจะให้ราคาเท่าไร?”
ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“อืม น้อยชิบหายเลย”
เจ้าหอหมื่นสมบัติชะงัก
“นะ น้อยหรือ?”
“โอสถระดับเจ็ดเม็ดเดียวขายได้ตั้งสามสิบกว่าล้าน แต่โอสถระดับสิบซึ่งช่วยทะลวงเข้าสู่หลอมรวมเต๋า ฟื้นฟูมรรคาที่ขาดสะบั้น และเพิ่มโอกาสก้าวสู่มหายานถึงเจ็ดสิบส่วน กลับขายได้เพียงหนึ่งพันล้าน”
ยูรันส่ายหน้าอย่างผิดหวัง
“ไม่คุ้มเลยสักนิด”
ทั่วทั้งหอประมูลตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
“โอสถที่ช่วยทะลวงเข้าสู่หลอมรวมเต๋า?”
“ยังเพิ่มโอกาสเข้าสู่มหายานอีกเจ็ดสิบส่วนด้วย?!”
“ของเช่นนั้นจะประเมินราคาเป็นเงินได้อย่างไร!”
เจ้าหอหมื่นสมบัติรีบอธิบาย
“คุณชายเข้าใจผิดแล้ว หนึ่งพันล้านเป็นเพียงราคาขั้นต่ำที่หอของเรารับรองให้เท่านั้น!”
“หากนำออกประมูลจริง ราคาสุดท้ายอาจสูงกว่าสิบเท่าหรือร้อยเท่าก็เป็นได้!”
“อ๋อ เช่นนั้นค่อยฟังดูสมเหตุสมผลหน่อย”
ยูรันล้วงมือเข้าไปในห้องเก็บของ ก่อนหยิบขวดหยกออกมา
เพียงเปิดฝาขวดเล็กน้อย กลิ่นโอสถอันบริสุทธิ์ก็แผ่กระจายไปทั่วหอประมูล ประกายอัสนีสีเงินพุ่งออกมา พร้อมแรงกดดันแห่งมรรคาซึ่งทำให้ผู้บำเพ็ญทุกคนลืมหายใจ
“ของจริง!”
“มันเป็นโอสถระดับสิบจริง ๆ!”
ผู้บำเพ็ญขอบเขตสูงหลายคนลุกพรวดขึ้น ดวงตาจับจ้องขวดหยกอย่างละโมบ
เย่อ้าวเทียนเองก็กำหมัดแน่น
เขาเพิ่งทุ่มเงินเจ็ดล้านเพื่อซื้อศิลาอัสนีเพลิง แต่ยูรันกลับถือโอสถซึ่งมีมูลค่าหลายพันเท่าราวกับกำลังถือขนมข้างทาง
เจ้าหอหมื่นสมบัติประสานมือด้วยความตื่นเต้น
“คุณชาย หากท่านยินยอมนำโอสถออกประมูล หอของเราจะ—”
ยูรันเอนตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย
“จะ?”
เจ้าหอหมื่นสมบัติกลืนน้ำลาย ก่อนกัดฟันกล่าว
“หอหมื่นสมบัติจะยกเว้นค่าธรรมเนียมทั้งหมด รับรองราคาขั้นต่ำเม็ดละหนึ่งหมื่นล้านเหรียญ และมอบบัตรหยกดำให้ท่าน!”
“ด้วยบัตรนี้ ท่านจะได้รับสิทธิ์ใช้ห้องรับรองระดับสูงสุดในหอหมื่นสมบัติทุกสาขา ซื้อสินค้าในเครือได้ในราคาลดครึ่งหนึ่ง และเข้าร่วมการประมูลลับได้โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบ!”
ยูรันยังคงเงียบ
เจ้าหอหมื่นสมบัติรีบเพิ่มข้อเสนอ
“นอกจากนั้น ท่านสามารถเลือกสมบัติจากคลังของสาขาแห่งนี้ได้อีกสามชิ้นโดยไม่เสียเงิน!”
ดวงตาของยูรันเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“โอ้ แบบนี้ค่อยน่าสนใจหน่อย”
มู่เสวี่ยหนิงยังคงมีสีหน้ากังวล
“คุณชาย ของระดับนี้ไม่ควรนำออกมาเปิดเผยง่าย ๆ นะเจ้าคะ”
ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“ไม่เป็นไร เจ้ายังไม่รู้จักข้าดีพอ”
“สำหรับข้า โอสถพวกนี้ก็งั้น ๆ แหละ เก็บเอาไว้ค่อยนำไปหลอกตาแก่เจ้าสำนักให้ทำงานแลกก็ยังได้”
โม่ชิงเฟิงมุมปากกระตุก
“เจ้าคิดจะใช้โอสถระดับสิบหลอกเจ้าสำนักทำงานหรือ?”
“อืม เขายอมแน่ แค่ระดับแปดเม็ดเดียวแทบจะเลียเท้าข้าอยู่แล้ว”
ยูรันหันกลับไปทางเจ้าหอหมื่นสมบัติ
“ส่วนเรื่องการประมูล จะนำออกขายก็ได้อยู่หรอก”
“แต่เจ้าของหอ เงินของพวกเจ้าจะพอจริงหรือ?”
“สองเม็ดก็ต้องรับรองขั้นต่ำถึงสองหมื่นล้านแล้ว”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนยกมุมปาก
“แล้วถ้าเป็นห้าเม็ดเล่า?”
ยูรันสะบัดมือ โอสถหวนคืนมรรคาห้าเม็ดพลันปรากฏขึ้นระหว่างนิ้ว
เขาโยนพวกมันขึ้น ก่อนรับกลับมาควงเล่นราวกับเป็นลูกแก้วธรรมดา
ประกายอัสนีสีเงินกับลวดลายแห่งมรรคาหลากสีสาดส่องไปทั่วห้องรับรอง
“หะ ห้าเม็ด!”
เจ้าหอหมื่นสมบัติเข่าอ่อนจนแทบทรุดลงกับพื้น
ผู้คนด้านล่างต่างเงยหน้ามองโอสถซึ่งถูกโยนเล่นด้วยหัวใจแทบหยุดเต้น
“เขากำลังโยนโอสถระดับสิบเล่น!”
“หากตกลงมาแตกสักเม็ด ข้าคงกระอักเลือดตายแทน!”
เย่อ้าวเทียนจ้องโอสถทั้งห้าเม็ดด้วยดวงตาแดงก่ำ
เมื่อครู่เขาเพิ่งทุ่มเงินเจ็ดล้านซื้อศิลาอัสนีเพลิง แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่าเงินทั้งหมดของตนไม่อาจซื้อแม้แต่เศษผงจากโอสถในมือยูรัน
เจ้าหอหมื่นสมบัติรีบประสานมือ
“หากเป็นห้าเม็ด สาขาแห่งนี้ไม่สามารถสำรองเงินห้าหมื่นล้านได้จริงขอรับ!”
ยูรันหยุดควงโอสถ
“อ้าว แล้วจะประมูลอย่างไร?”
“แต่สำนักงานใหญ่สามารถรับรองได้!”
ชายชรารีบกล่าวต่อ
“ขอเวลาให้ข้าติดต่อสำนักงานใหญ่และสาขาใหญ่โดยรอบหนึ่งวัน พวกเราจะส่งข่าวไปยังราชวงศ์ สำนักใหญ่ และตระกูลโบราณทั้งหมด”
“หากมีผู้เข้าร่วมมากพอ ราคาของโอสถแต่ละเม็ดอาจสูงกว่าหนึ่งหมื่นล้านหลายเท่า!”
ยูรันเก็บโอสถทั้งห้าเม็ดกลับ
“ต้องรอถึงหนึ่งวันเลยหรือ?”
“เพียงหนึ่งวันเท่านั้นขอรับ!”
เจ้าหอหมื่นสมบัติกัดฟัน ก่อนเสนอเพิ่ม
“หากคุณชายยอมรอ หอหมื่นสมบัติจะเพิ่มสิทธิ์เลือกของจากคลังเป็นสิบชิ้น!”
ยูรันลูบคางอย่างสนใจ
“สิบชิ้นหรือ?”
“อืม แบบนี้ค่อยน่าคิดหน่อย”
“แต่ว่าการแจ้งราชวงศ์เช่นนี้ไม่ค่อยดีเท่าไร ข้าไม่อยากเจอหลานอิงเสียด้วย”
“หากนางรู้ว่าข้าอยู่ที่นี่ คงรีบแจ้นมาแน่ ๆ นอกจากต้องรอการประมูลหนึ่งวันแล้ว ข้ายังต้องรอนางอีกหนึ่งวัน”
“อืม...เอาอย่างไรดีนะ”