คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 2467,322 ตัวอักษร

ตอนที่ 246

ยูรันเอนตัวกลับไปพิงเก้าอี้ ก่อนโบกมือไปทางเวที

“ต่อสิ จะหยุดทำไม?”

สตรีผู้ดำเนินการประมูลได้สติ ก่อนรีบนำสินค้าชิ้นต่อไปขึ้นมา

คราวนี้ยังคงเป็นอาวุธเก่าจากสนามรบโบราณ ทั้งเศษดาบ โล่แตก และโซ่ขึ้นสนิม

ทว่าหลังจากเห็นพลังของมีดบิน ไม่มีใครกล้ามองพวกมันเป็นขยะอีกต่อไป

“หนึ่งแสน!”

“ข้าให้สองแสน!”

“สามแสนเหรียญ!”

เศษเหล็กซึ่งเดิมควรขายได้เพียงไม่กี่พันเหรียญกลับถูกแย่งชิงกันอย่างบ้าคลั่ง

เจ้าหน้าที่ของหอประมูลต่างยิ้มจนแทบปิดปากไม่ลง

โม่ชิงเฟิงมองยูรันอย่างสงสัย

“คราวนี้เจ้าไม่แย่งกับพวกเขาหรือ?”

“ไม่เอาแล้ว ของที่ข้าซื้อมาก็ล้นห้องเก็บของแล้ว”

โม่ชิงเฟิงมองผู้คนซึ่งกำลังแย่งเสนอราคาหลายแสนเหรียญ ก่อนเริ่มรู้สึกสงสารขึ้นมาเล็กน้อย

ยูรันกลับหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

“มีแต่คนเริ่มฉลาดขึ้นนะโว้ย!”

เขาหันไปทางห้องรับรองฝั่งตรงข้าม

“แต่ศิษย์พี่เย่กลับไม่ขยับเลย”

“น่าเสียดาย ๆ ดูเหมือนครั้งนี้จะหลอกไม่ได้แล้ว”

ภายในห้องฝั่งตรงข้าม เย่อ้าวเทียนหลับตาแน่น พยายามทำเป็นไม่ได้ยิน

กร๊อบ!

ทว่าถ้วยชาในมือกลับแตกร้าวอย่างช้า ๆ

หลังจากเศษอาวุธชิ้นสุดท้ายถูกขายออกไป แท่นหยกขนาดเล็กก็ถูกนำขึ้นมาบนเวที

ภายในขวดผลึกมีโอสถสีม่วงเข้มอยู่หนึ่งเม็ด กลิ่นหอมของมันเพิ่งเล็ดลอดออกมา ผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณทารกภายในหอประมูลก็พากันนั่งตัวตรง

“สินค้าชิ้นต่อไปคือโอสถบำรุงทารกวิญญาณระดับเจ็ด คุณภาพสูง!”

“สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งให้ทารกวิญญาณ ฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ และเพิ่มโอกาสทะลวงขั้นย่อยถึงสี่สิบส่วน!”

“ราคาเริ่มต้นห้าล้านเหรียญเจ้าค่ะ!”

“เจ็ดล้าน!”

“สิบล้าน!”

“สิบห้าล้าน!”

เสียงเสนอราคาดังขึ้นแทบจะพร้อมกัน ผู้บำเพ็ญหลายคนถึงกับลุกจากที่นั่ง ดวงตาแดงก่ำและกำป้ายประมูลไว้แน่น

ราคาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กระทั่งทะลุยี่สิบล้านเหรียญภายในเวลาไม่ถึงสิบลมหายใจ

ยูรันมองเหตุการณ์ด้านล่าง ก่อนส่ายหน้า

“อืม ขายได้แพงแท้”

“มีแต่พวกชอบเสพยาทั้งนั้น”

มู่เสวี่ยหนิงหันมาทันที

“คุณชาย นั่นคือโอสถระดับเจ็ดนะเจ้าคะ ไม่ได้เรียกว่าเสพยา แต่เป็นการใช้ทรัพยากรช่วยบำเพ็ญเพียร”

ยูรันชี้ไปยังชายชราคนหนึ่งซึ่งกำลังตะโกนเพิ่มราคาอย่างบ้าคลั่ง

“เจ้าดูไอ้แก่นั่นสิ ตาแดง มือสั่น หายใจหอบ แล้วยังพร้อมจะขายสมบัติทั้งหมดเพื่อซื้อยาเพียงเม็ดเดียว”

“ไม่เรียกคนเสพยาแล้วจะเรียกว่าอะไร?”

โม่ชิงเฟิงใช้พัดปิดรอยยิ้ม

“ฟังดูแล้วก็คล้ายอยู่บ้าง”

มู่เสวี่ยหนิงรีบแย้ง

“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านไม่ควรเห็นด้วยกับเขานะเจ้าคะ!”

ยูรันเหลือบไปทางห้องของเย่อ้าวเทียน

อีกฝ่ายนั่งสงบนิ่งและไม่ได้เสนอราคาแม้แต่ครั้งเดียว

“อืม อย่างน้อยศิษย์พี่เย่ก็ไม่คิดแย่งยา”

โม่ชิงเฟิงพยักหน้า

“ดูเหมือนเขาตั้งใจจะเดินบนเส้นทางของตนเองโดยไม่พึ่งโอสถจริง ๆ”

ยูรันหยิบขนมชิ้นใหม่ขึ้นมา

“ก็ดี จะได้กระจอกเพราะความสามารถของตัวเองล้วน ๆ โทษยาไม่ได้”

ภายในห้องฝั่งตรงข้าม ถ้วยชาอีกใบแตกละเอียดคามือเย่อ้าวเทียน

ราคาโอสถระดับเจ็ดยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“สามสิบล้าน!”

“สามสิบห้าล้าน!”

ยูรันมองผู้คนด้านล่างซึ่งกำลังแย่งชิงกันอย่างบ้าคลั่ง ก่อนลูบคางครุ่นคิด

“ถ้าข้าหยิบโอสถระดับสิบออกมาสักสองเม็ด จะขายได้เท่าไรกันน้าาาาา?”

มู่เสวี่ยหนิงสำลักน้ำชาทันที

“แค่ก ๆ! คุณชาย อย่านะเจ้าคะ!”

โม่ชิงเฟิงรีบคว้าข้อมือเขาเอาไว้

“เจ้าอย่าได้คิดทำอะไรบ้า ๆ!”

“ข้าแค่สงสัยเรื่องราคา”

“โอสถระดับสิบไม่สามารถประเมินเป็นเงินได้แล้ว!”

มู่เสวี่ยหนิงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

“หากนำออกมาสองเม็ดจริง สำนักใหญ่ทั่วทั้งแผ่นดินอาจส่งคนมาแย่งชิง เมืองแห่งนี้ต้องกลายเป็นสนามรบแน่นอนเจ้าค่ะ!”

ยูรันยกคิ้ว

“โอ้ เช่นนั้นน่าจะขายได้แพงมาก”

“ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ราคา!”

ระหว่างที่ทั้งสองพยายามห้าม ยูรันก็ใช้อีกมือแตะค่ายกลส่งเสียงของห้องรับรอง

“เถ้าแก่ ข้าขอถามอะไรหน่อย”

เสียงของเขาดังก้องไปทั่วทั้งหอประมูล

สตรีผู้ดำเนินการประมูลชะงัก

“คุณชายเชิญถามได้เจ้าค่ะ”

“หากข้านำโอสถระดับสิบคุณภาพสมบูรณ์แบบออกมาขายสองเม็ด พวกเจ้าจะให้ราคาเท่าไร?”

ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“อืม น้อยชิบหายเลย”

เจ้าหอหมื่นสมบัติชะงัก

“นะ น้อยหรือ?”

“โอสถระดับเจ็ดเม็ดเดียวขายได้ตั้งสามสิบกว่าล้าน แต่โอสถระดับสิบซึ่งช่วยทะลวงเข้าสู่หลอมรวมเต๋า ฟื้นฟูมรรคาที่ขาดสะบั้น และเพิ่มโอกาสก้าวสู่มหายานถึงเจ็ดสิบส่วน กลับขายได้เพียงหนึ่งพันล้าน”

ยูรันส่ายหน้าอย่างผิดหวัง

“ไม่คุ้มเลยสักนิด”

ทั่วทั้งหอประมูลตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง

“โอสถที่ช่วยทะลวงเข้าสู่หลอมรวมเต๋า?”

“ยังเพิ่มโอกาสเข้าสู่มหายานอีกเจ็ดสิบส่วนด้วย?!”

“ของเช่นนั้นจะประเมินราคาเป็นเงินได้อย่างไร!”

เจ้าหอหมื่นสมบัติรีบอธิบาย

“คุณชายเข้าใจผิดแล้ว หนึ่งพันล้านเป็นเพียงราคาขั้นต่ำที่หอของเรารับรองให้เท่านั้น!”

“หากนำออกประมูลจริง ราคาสุดท้ายอาจสูงกว่าสิบเท่าหรือร้อยเท่าก็เป็นได้!”

“อ๋อ เช่นนั้นค่อยฟังดูสมเหตุสมผลหน่อย”

ยูรันล้วงมือเข้าไปในห้องเก็บของ ก่อนหยิบขวดหยกออกมา

เพียงเปิดฝาขวดเล็กน้อย กลิ่นโอสถอันบริสุทธิ์ก็แผ่กระจายไปทั่วหอประมูล ประกายอัสนีสีเงินพุ่งออกมา พร้อมแรงกดดันแห่งมรรคาซึ่งทำให้ผู้บำเพ็ญทุกคนลืมหายใจ

“ของจริง!”

“มันเป็นโอสถระดับสิบจริง ๆ!”

ผู้บำเพ็ญขอบเขตสูงหลายคนลุกพรวดขึ้น ดวงตาจับจ้องขวดหยกอย่างละโมบ

เย่อ้าวเทียนเองก็กำหมัดแน่น

เขาเพิ่งทุ่มเงินเจ็ดล้านเพื่อซื้อศิลาอัสนีเพลิง แต่ยูรันกลับถือโอสถซึ่งมีมูลค่าหลายพันเท่าราวกับกำลังถือขนมข้างทาง

เจ้าหอหมื่นสมบัติประสานมือด้วยความตื่นเต้น

“คุณชาย หากท่านยินยอมนำโอสถออกประมูล หอของเราจะ—”

ยูรันเอนตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย

“จะ?”

เจ้าหอหมื่นสมบัติกลืนน้ำลาย ก่อนกัดฟันกล่าว

“หอหมื่นสมบัติจะยกเว้นค่าธรรมเนียมทั้งหมด รับรองราคาขั้นต่ำเม็ดละหนึ่งหมื่นล้านเหรียญ และมอบบัตรหยกดำให้ท่าน!”

“ด้วยบัตรนี้ ท่านจะได้รับสิทธิ์ใช้ห้องรับรองระดับสูงสุดในหอหมื่นสมบัติทุกสาขา ซื้อสินค้าในเครือได้ในราคาลดครึ่งหนึ่ง และเข้าร่วมการประมูลลับได้โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบ!”

ยูรันยังคงเงียบ

เจ้าหอหมื่นสมบัติรีบเพิ่มข้อเสนอ

“นอกจากนั้น ท่านสามารถเลือกสมบัติจากคลังของสาขาแห่งนี้ได้อีกสามชิ้นโดยไม่เสียเงิน!”

ดวงตาของยูรันเปลี่ยนไปเล็กน้อย

“โอ้ แบบนี้ค่อยน่าสนใจหน่อย”

มู่เสวี่ยหนิงยังคงมีสีหน้ากังวล

“คุณชาย ของระดับนี้ไม่ควรนำออกมาเปิดเผยง่าย ๆ นะเจ้าคะ”

ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“ไม่เป็นไร เจ้ายังไม่รู้จักข้าดีพอ”

“สำหรับข้า โอสถพวกนี้ก็งั้น ๆ แหละ เก็บเอาไว้ค่อยนำไปหลอกตาแก่เจ้าสำนักให้ทำงานแลกก็ยังได้”

โม่ชิงเฟิงมุมปากกระตุก

“เจ้าคิดจะใช้โอสถระดับสิบหลอกเจ้าสำนักทำงานหรือ?”

“อืม เขายอมแน่ แค่ระดับแปดเม็ดเดียวแทบจะเลียเท้าข้าอยู่แล้ว”

ยูรันหันกลับไปทางเจ้าหอหมื่นสมบัติ

“ส่วนเรื่องการประมูล จะนำออกขายก็ได้อยู่หรอก”

“แต่เจ้าของหอ เงินของพวกเจ้าจะพอจริงหรือ?”

“สองเม็ดก็ต้องรับรองขั้นต่ำถึงสองหมื่นล้านแล้ว”

เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนยกมุมปาก

“แล้วถ้าเป็นห้าเม็ดเล่า?”

ยูรันสะบัดมือ โอสถหวนคืนมรรคาห้าเม็ดพลันปรากฏขึ้นระหว่างนิ้ว

เขาโยนพวกมันขึ้น ก่อนรับกลับมาควงเล่นราวกับเป็นลูกแก้วธรรมดา

ประกายอัสนีสีเงินกับลวดลายแห่งมรรคาหลากสีสาดส่องไปทั่วห้องรับรอง

“หะ ห้าเม็ด!”

เจ้าหอหมื่นสมบัติเข่าอ่อนจนแทบทรุดลงกับพื้น

ผู้คนด้านล่างต่างเงยหน้ามองโอสถซึ่งถูกโยนเล่นด้วยหัวใจแทบหยุดเต้น

“เขากำลังโยนโอสถระดับสิบเล่น!”

“หากตกลงมาแตกสักเม็ด ข้าคงกระอักเลือดตายแทน!”

เย่อ้าวเทียนจ้องโอสถทั้งห้าเม็ดด้วยดวงตาแดงก่ำ

เมื่อครู่เขาเพิ่งทุ่มเงินเจ็ดล้านซื้อศิลาอัสนีเพลิง แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่าเงินทั้งหมดของตนไม่อาจซื้อแม้แต่เศษผงจากโอสถในมือยูรัน

เจ้าหอหมื่นสมบัติรีบประสานมือ

“หากเป็นห้าเม็ด สาขาแห่งนี้ไม่สามารถสำรองเงินห้าหมื่นล้านได้จริงขอรับ!”

ยูรันหยุดควงโอสถ

“อ้าว แล้วจะประมูลอย่างไร?”

“แต่สำนักงานใหญ่สามารถรับรองได้!”

ชายชรารีบกล่าวต่อ

“ขอเวลาให้ข้าติดต่อสำนักงานใหญ่และสาขาใหญ่โดยรอบหนึ่งวัน พวกเราจะส่งข่าวไปยังราชวงศ์ สำนักใหญ่ และตระกูลโบราณทั้งหมด”

“หากมีผู้เข้าร่วมมากพอ ราคาของโอสถแต่ละเม็ดอาจสูงกว่าหนึ่งหมื่นล้านหลายเท่า!”

ยูรันเก็บโอสถทั้งห้าเม็ดกลับ

“ต้องรอถึงหนึ่งวันเลยหรือ?”

“เพียงหนึ่งวันเท่านั้นขอรับ!”

เจ้าหอหมื่นสมบัติกัดฟัน ก่อนเสนอเพิ่ม

“หากคุณชายยอมรอ หอหมื่นสมบัติจะเพิ่มสิทธิ์เลือกของจากคลังเป็นสิบชิ้น!”

ยูรันลูบคางอย่างสนใจ

“สิบชิ้นหรือ?”

“อืม แบบนี้ค่อยน่าคิดหน่อย”

“แต่ว่าการแจ้งราชวงศ์เช่นนี้ไม่ค่อยดีเท่าไร ข้าไม่อยากเจอหลานอิงเสียด้วย”

“หากนางรู้ว่าข้าอยู่ที่นี่ คงรีบแจ้นมาแน่ ๆ นอกจากต้องรอการประมูลหนึ่งวันแล้ว ข้ายังต้องรอนางอีกหนึ่งวัน”

“อืม...เอาอย่างไรดีนะ”