คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 247 พี่สาวจะทำอะไรได้เล่า?7,627 ตัวอักษร

ตอนที่ 247 พี่สาวจะทำอะไรได้เล่า?

เจ้าหอหมื่นสมบัติชะงักไปเล็กน้อย

“หลานอิงที่คุณชายกล่าวถึง หรือว่าจะเป็น...องค์รัชทายาทเซี่ยหลานอิง?”

“อืม นางนั่นแหละ”

ทั่วทั้งหอประมูลเงียบลงอีกครั้ง

เย่อ้าวเทียนซึ่งนั่งอยู่ภายในห้องรับรองฝั่งตรงข้ามกำหมัดแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ส่วนโม่ชิงเฟิงยกถ้วยชาขึ้นปิดบังรอยยิ้ม

เจ้าหอหมื่นสมบัติรีบประสานมือ

“คุณชายไม่ต้องกังวล หอของเราจะเก็บตัวตนของผู้ฝากขายเป็นความลับ แม้แต่ผู้เข้าร่วมประมูลก็จะไม่มีผู้ใดทราบว่าโอสถเหล่านี้มาจากท่าน”

ยูรันส่ายหน้า

“เก็บตัวตนไปก็ไม่มีประโยชน์ หลานอิงรู้ว่าข้าหลอมโอสถระดับสูงได้ นางเห็นโอสถพวกนี้ก็เดาได้ทันที”

“ยิ่งถ้ามีทัณฑ์สายฟ้าติดอยู่เช่นนี้ นางคงมั่นใจเต็มสิบส่วน”

เจ้าหอหมื่นสมบัติคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเสนอขึ้น

“เช่นนั้นคุณชายไม่จำเป็นต้องรออยู่ที่นี่ก็ได้”

“ท่านสามารถฝากโอสถไว้กับหอหมื่นสมบัติ จากนั้นเลือกสมบัติสิบชิ้นและออกเดินทางต่อได้ทันที เมื่อการประมูลสิ้นสุดลง พวกเราจะนำเงินทั้งหมดส่งไปยังสถานที่ซึ่งท่านกำหนด”

ยูรันหรี่ตาลง

“หมายความว่าข้าเอาสมบัติสิบชิ้นไปก่อน ส่วนเงินค่อยตามมาทีหลัง?”

“ถูกต้อง”

“หากพวกเจ้าหนีไปพร้อมโอสถของข้าเล่า?”

มุมปากของเจ้าหอกระตุกเล็กน้อย

“ชื่อเสียงของหอหมื่นสมบัติมีค่ามากกว่าเงินห้าหมื่นล้านเหรียญขอรับ”

ยูรันโยนโอสถเม็ดหนึ่งขึ้นกลางอากาศ ก่อนรับมันกลับอย่างสบายใจ

“ชื่อเสียงซื้อข้าวไม่ได้เสียหน่อย”

“เอ่อ...”

เจ้าหอหมื่นสมบัติไม่รู้ว่าควรตอบเช่นไร

ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเก็บโอสถกลับไปสองเม็ด เหลือเพียงสามเม็ดลอยอยู่เหนือฝ่ามือ

“เอาเถอะ สามเม็ดก็เพียงพอแล้ว”

“สองหมื่นล้านเหรียญ อีกหนึ่งเม็ดถือเป็นของแถม ข้าใจกว้างอยู่แล้ว”

“ส่วนสิทธิ์เลือกสมบัติหรือผลประโยชน์อย่างอื่น ข้าไม่เอา เอาเงินมาให้ข้าตอนนี้เลย”

เจ้าหอหมื่นสมบัติยืนนิ่งราวกับถูกสายฟ้าฟาด

“ขะ ของแถมหรือขอรับ?”

“อืม ซื้อสองแถมหนึ่ง ไม่เคยได้ยินหรือ?”

เสียงสูดลมหายใจดังขึ้นทั่วทั้งหอประมูล

โอสถระดับสิบคุณภาพสมบูรณ์แบบหนึ่งเม็ด ต่อให้มีเงินหมื่นล้านก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้ ทว่ายูรันกลับนำมันมาแจกเป็นของแถมราวกับกำลังขายผักริมทาง!

มู่เสวี่ยหนิงกุมหน้าอกด้วยความเจ็บปวด

[โอสถหวนคืนมรรคา...กลายเป็นของแถมไปแล้ว]

โม่ชิงเฟิงมองโอสถทั้งสามเม็ด ก่อนถามอย่างอดไม่ได้

“น้องชาย เจ้าไม่เสียดายเลยหรือ?”

“จะเสียดายทำไม ข้ายังเหลืออีกตั้งหลายสิบเม็ด”

“อีกอย่าง หากอยากได้เพิ่ม ข้าก็แค่หลอมใหม่”

ภายในห้องรับรองฝั่งตรงข้าม เย่อ้าวเทียนก้มมองศิลาอัสนีเพลิงราคาเจ็ดล้านในมือ ก่อนสีหน้าจะมืดมนลงทันที

เงินเจ็ดล้านที่เขาเพิ่งจ่ายออกไปแทบหมดตัวนั้น เทียบกับสองหมื่นล้านแล้วไม่ต่างจากเศษเหรียญบนพื้น

เจ้าหอหมื่นสมบัติรีบตั้งสติ ก่อนประสานมือด้วยความตื่นเต้น

“ตกลง! หอหมื่นสมบัติยินดีซื้อโอสถทั้งสามเม็ดในราคาสองหมื่นล้านเหรียญ!”

“โปรดรอสักครู่ ข้าจะระดมเงินจากทุกสาขาภายในเมืองมามอบให้ท่านเดี๋ยวนี้!”

ยูรันโยนขวดหยกให้อีกฝ่ายอย่างไม่ใส่ใจ

“รีบหน่อย ข้ายังต้องกลับไปนอน”

เจ้าหอหมื่นสมบัติรับขวดเอาไว้ด้วยสองมือ ร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน

“คุณชายไม่คิดจะตรวจสอบสัญญาก่อนหรือ?”

“ไม่จำเป็น”

ยูรันยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย

“หากพวกเจ้ากล้าโกง ข้าค่อยกลับมารื้อหอแห่งนี้ แล้วหยิบของทั้งหมดไปเป็นดอกเบี้ยก็ได้”

ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม เจ้าหอหมื่นสมบัติก็กลับมาอีกครั้งพร้อมแหวนมิติหลายวง

“คุณชาย เงินสองหมื่นล้านเหรียญอยู่ภายในนี้ โปรดตรวจสอบ”

ยูรันรับแหวนทั้งหมดมา ก่อนใช้จิตสัมผัสกวาดดูอย่างรวดเร็ว

“อืม ครบพอดี”

เขาเก็บแหวนเข้าไปในช่องเก็บของ แล้วลุกขึ้นบิดขี้เกียจ

“ดูท่าคืนนี้คงไม่มีอะไรน่าสนใจอีกแล้ว ไปหาที่นอนดีกว่า”

สายตานับไม่ถ้วนภายในหอประมูลจับจ้องมาทางเขาอย่างเร่าร้อน

เงินสองหมื่นล้านเหรียญ!

ชายหนุ่มขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสูงคนหนึ่งกลับพกทรัพย์สมบัติมหาศาลเช่นนี้ติดตัว ย่อมทำให้หลายคนเกิดความคิดชั่วร้ายขึ้นมาโดยไม่อาจห้ามได้

ยูรันเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็หยุดลง ก่อนหันกลับไปทางผู้คนภายในหอ

“ส่วนพวกที่คิดจะตามมาขโมยเงินของข้า...อืม จะลองดูก็ได้นะ”

หลายคนรีบหลบสายตาทันที

ยูรันลูบคางพลางพึมพำอย่างสนใจ

“หากหลานอิงรู้ว่ามีคนพยายามปล้นสามีของนาง พวกแกน่าจะถูกถล่มจนยับยู่ยี่”

“น่าสนใจจริง ๆ ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่านางจะโกรธขนาดไหน”

“……”

ความโลภในดวงตาของผู้คนกว่าครึ่งหายไปในทันที

“หลานอิงที่เขาพูดถึง...คงไม่ใช่องค์รัชทายาทเซี่ยหลานอิงใช่หรือไม่?”

“เมื่อครู่เจ้าหอถามไปแล้ว เขายอมรับเองเลยนะ!”

“บัดซบ ผู้ใดอยากตายก็ไปเอง อย่าลากข้าไปด้วย!”

มู่เสวี่ยหนิงรีบเดินตามออกไป ก่อนถามเสียงเบา

“คุณชาย ท่านไม่กลัวว่าคำพูดนั้นจะไปถึงพระกรรณขององค์รัชทายาทหรือเจ้าคะ?”

“กลัวสิ”

ยูรันตอบทันที

“เพราะอย่างนั้นพวกเราถึงต้องรีบหนีไปนอน ก่อนนางจะรู้ข่าวแล้วตามมาถึงอย่างไรเล่า”

โม่ชิงเฟิงมุมปากกระตุก

“น้องชาย เจ้าเพิ่งประกาศต่อหน้าคนทั้งหอว่านางเป็นภรรยาของเจ้า แล้วคิดว่าจะปิดข่าวได้จริงหรือ?”

ฝีเท้าของยูรันหยุดชะงัก

“อืม...”

“บัดซบ ข้าลืมคิดเรื่องนี้ไปเลย”

เขารีบเร่งฝีเท้าทันที

“ไปเร็ว คืนนี้รีบนอน พรุ่งนี้เช้าเผ่นออกจากเมืองก่อนฟ้าสาง!”

โรงเตี๊ยม

ยูรันวางเงินลงบนโต๊ะ

“เถ้าแก่ ขอห้องพักสามห้อง”

“ได้ขอรับ”

ขณะที่เถ้าแก่กำลังจะหยิบป้ายห้องพัก โม่ชิงเฟิงพลันยกมือห้าม

“เดี๋ยวก่อน น้องชาย”

ยูรันหันกลับมาทันที

“น้องชายอะไร นี่อาเจ๊ยังจะเล่นบทนี้อีกหรือ ไอ้บัณฑิตเก๊เอ๊ย”

“เหตุใดเล่า พี่สาวไม่งดงามตรงไหน?”

โม่ชิงเฟิงคลี่พัดปิดริมฝีปาก ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน

“เอาเพียงสองห้องเถอะนะ พี่สาวอยากนอนกับน้องชาย”

มู่เสวี่ยหนิงหันมามองทั้งสองอย่างตกตะลึง ส่วนเถ้าแก่ชะงักมือค้างอยู่กลางอากาศ ไม่รู้ว่าควรหยิบป้ายห้องออกมากี่ป้ายกันแน่

ยูรันหรี่ตามองโม่ชิงเฟิง

“อาเจ๊ ท่านเป็นศิษย์พี่ใหญ่ของข้านะ”

“แล้วอย่างไร?”

“หากอาจารย์รู้ว่าท่านพยายามล่อลวงศิษย์น้องเข้าห้องนอน ท่านคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น?”

รอยยิ้มของโม่ชิงเฟิงแข็งค้างเล็กน้อย

“พี่สาวเพียงต้องการดูแลเจ้าอย่างใกล้ชิดเท่านั้น”

“ดูแลอะไร? เมื่อคืนข้าหลับก่อนท่านอีก”

“นั่นเพราะเจ้าไม่รู้จักระวังตัวต่างหาก หากพี่สาวเป็นคนร้าย เจ้าคงถูกจับกินไปนานแล้ว”

ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนหันไปหาเถ้าแก่

“สามห้องเหมือนเดิม”

โม่ชิงเฟิงรีบจับแขนเขาเอาไว้

“สองห้อง!”

“ปล่อย”

“ไม่ปล่อย”

“ข้าจะบอกอาจารย์”

“เจ้ากล้าหรือ?”

“ข้ายังจะบอกศิษย์พี่รองด้วยว่าท่านพยายามแย่งสามีของนาง”

โม่ชิงเฟิงยกมุมปากขึ้นอย่างไม่เกรงกลัว

“ข้าไม่กลัว อยากบอกก็บอกไปสิ อย่างไรนางก็สู้ข้าไม่ได้อยู่แล้ว”

ยูรันชะงักไปเล็กน้อย

[อืม นางยังไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นบนยอดเขาสินะ]

[เรื่องนี้น่าสนใจดี เก็บไว้ให้พวกนางพบหน้ากันเองดีกว่า]

เขาหันกลับไปหาเถ้าแก่

“เถ้าแก่ สองห้องก็ได้”

โม่ชิงเฟิงกะพริบตาอย่างประหลาดใจ นางไม่คิดว่ายูรันจะยอมง่ายถึงเพียงนี้

“หืม? เปลี่ยนใจเร็วเช่นนี้เชียวหรือ?”

“อืม ข้าเพิ่งคิดได้ว่าไม่จำเป็นต้องขัดขวางคนที่กำลังเดินเข้าหาความตาย”

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

“ไม่มีอะไร”

ยูรันรับป้ายห้องทั้งสองมา ก่อนโยนป้ายหนึ่งให้มู่เสวี่ยหนิง

“เจ้านอนคนเดียว ส่วนข้าจะพักกับอาเจ๊”

มู่เสวี่ยหนิงรับป้ายเอาไว้อย่างงุนงง

“แล้วพวกท่าน...”

“ห้องมีสองเตียง ไม่ต้องคิดอะไรเหลวไหล”

โม่ชิงเฟิงคลี่พัดออกด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ

“คืนนี้พี่สาวจะดูแลน้องชายเป็นอย่างดีเอง”

ยูรันพยักหน้าอย่างจริงจัง

“อืม พูดให้เยอะเข้าไว้ เมื่อกลับถึงยอดเขา ข้าจะเล่าให้ศิษย์พี่รองฟังทุกคำ”

รอยยิ้มบนใบหน้าของโม่ชิงเฟิงแข็งค้าง

“เจ้าไม่คิดจะตัดทอนบ้างหรือ?”

“ไม่ ข้าความจำดีมาก”

“……”

[เหตุใดข้าจึงเริ่มรู้สึกว่าตนเองกำลังตกหลุมที่ขุดขึ้นมาเองกันนะ?]

เถ้าแก่ยกมือขึ้นอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ

“เอ่อ...คุณชาย สนใจห้องพิเศษหรือไม่ขอรับ?”

“ภายในมีสามเตียง ทุกท่านสามารถพักอยู่ด้วยกันได้”

“เอาห้องนั้น”

ยูรันตอบทันทีโดยไม่เสียเวลาคิด

โม่ชิงเฟิงรีบหันขวับ

“เดี๋ยวก่อน!”

“อะไรอีก? ท่านอยากนอนกับข้าไม่ใช่หรือ ห้องเดียวกันสมใจแล้วนี่”

“แต่มันมีสามเตียง!”

“ดีจะตาย ทุกคนได้นอนด้วยกัน”

ยูรันหันไปหามู่เสวี่ยหนิง

“เจ้าไม่ต้องนอนคนเดียวด้วย เอาห้องนี้แหละ”

มู่เสวี่ยหนิงมองโม่ชิงเฟิง ก่อนพยักหน้าอย่างลังเล

“ข้าอย่างไรก็ได้เจ้าค่ะ”

เถ้าแก่รีบกล่าวเสริม

“ห้องพิเศษมีห้องอาบน้ำ ห้องครัว และม่านกั้นเสียงพร้อม สะดวกสบายที่สุดในโรงเตี๊ยมของเราเลยขอรับ”

ยูรันโยนถุงเงินให้ทันที

“ดี จัดห้องนั้นมา”

โม่ชิงเฟิงมองทุกอย่างเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาโดยไม่มีโอกาสคัดค้านแม้แต่น้อย

“น้องชาย พี่สาวคิดว่าสองห้องเมื่อครู่ก็ดีอยู่แล้วนะ”

“สายไปแล้ว ข้าจ่ายเงินไปเรียบร้อย”

“แต่พี่สาวอยากอยู่กับเจ้าเพียงสองคน”

ยูรันหันไปมองนางอย่างระแวง

“ท่านคิดจะทำอะไรข้ากันแน่?”

“พี่สาวจะทำอะไรได้เล่า?”

“ไม่รู้สิ คนที่แฝงตัวเป็นบัณฑิต ใช้ชื่อปลอม ใช้สำนักปลอม แถมยังหลอกศิษย์น้องมาตลอดทางจะไว้ใจได้อย่างไร?”

“……”

ยูรันรับป้ายห้องพิเศษจากเถ้าแก่ คืนป้ายเดิม ก่อนเดินขึ้นบันได