ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 248 พี่สาวเพียงนั่งเฝ้าให้เท่านั้นนะ
ภายในห้องพิเศษ
ยูรันเลือกเตียงซึ่งอยู่ใกล้หน้าต่างที่สุด ก่อนทิ้งตัวลงนอนอย่างไม่สนใจผู้ใด
โม่ชิงเฟิงรีบเดินตามมาหยุดข้างเตียง
“เดี๋ยวก่อนน้องชาย อย่าเพิ่งนอน”
“มีอะไรอีก?”
“เจ้ากับน้องรองไปลงเอยกันได้อย่างไร?”
ยูรันดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัว
“นางชอบข้า ข้าก็ชอบนาง จากนั้นก็ลงเอยกัน ไม่เห็นจะซับซ้อนตรงไหน”
“เป็นไปไม่ได้”
“อะไรเป็นไปไม่ได้?”
“น้องรองน่ะหรือจะยอมรับบุรุษง่าย ๆ? เมื่อก่อนมีคนตามเกี้ยวนางตั้งมากมาย แต่นางไม่เคยสนใจผู้ใดเลย”
“อืม แปลว่าข้าดีกว่าคนพวกนั้น”
“……”
โม่ชิงเฟิงก้มมองใบหน้าอันสงบนิ่งของเขา ก่อนมุมปากจะกระตุก
“เจ้าหลงตัวเองเช่นนี้มาตั้งแต่เมื่อใด?”
“เกิดมาก็เป็นแล้ว”
มู่เสวี่ยหนิงซึ่งกำลังจัดที่นอนของตนเองเผลอหลุดหัวเราะออกมา ก่อนรีบยกมือปิดปาก
โม่ชิงเฟิงนั่งลงบนขอบเตียงของยูรัน
“ตอบพี่สาวมาตามตรง น้องรองบังคับเจ้าหรือไม่?”
“นางจะบังคับข้าทำไม?”
“หรือเจ้าใช้วิธีไม่ชอบธรรมกับนาง?”
ยูรันดึงผ้าห่มลงเล็กน้อย ก่อนหันหน้ามาทางศิษย์พี่ใหญ่
“อาเจ๊ ในหัวท่านมีแต่เรื่องอะไร?”
“พี่สาวเพียงเป็นห่วงศิษย์น้องทั้งสองคน”
“สีหน้าท่านไม่ได้บอกแบบนั้นเลยสักนิด”
โม่ชิงเฟิงคลี่พัดออกปิดบังใบหน้าครึ่งล่าง
“แล้วพวกเจ้าคิดจะแต่งงานกันจริงหรือ?”
“ก็ต้องไม่จริงสิ ข้าแค่กวนประสาทศิษย์พี่เย่เท่านั้นแหละ”
ยูรันพลิกตัวนอนตะแคงอย่างเกียจคร้าน
“คราวก่อนข้าพูดเรื่องนี้แล้วเขาถึงกับกระอักเลือด รอบนี้เหมือนจะเริ่มมีภูมิต้านทานขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยก็ไม่กระอักเลือดแล้ว”
โม่ชิงเฟิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหุบพัดดังฉับ
“หมายความว่าเรื่องที่น้องรองเป็นภรรยาของเจ้า也是เรื่องโกหกด้วย?”
“อันนั้นเรื่องจริง”
“แล้วเหตุใดเรื่องแต่งงานจึงไม่จริง?”
“เป็นภรรยาก็ส่วนเป็นภรรยา เรื่องแต่งงานก็ส่วนแต่งงาน พวกเรายังไม่เคยคุยเรื่องพิธีกันเสียหน่อย”
“เช่นนั้นเจ้าก็เอาชื่อนางไปยั่วโมโหศิษย์พี่เย่ตามใจชอบ?”
“อืม ใช้ได้ผลดีมาก”
มู่เสวี่ยหนิงซึ่งกำลังนั่งฟังอยู่บนเตียงอีกฝั่งถามขึ้นอย่างระมัดระวัง
“ศิษย์พี่เย่ผู้นั้น...ชอบศิษย์พี่รองของคุณชายหรือเจ้าคะ?”
โม่ชิงเฟิงแค่นเสียง
“มันไม่ได้ชอบน้องรองเพียงคนเดียวหรอก”
“หืม?”
“สตรีบนยอดเขาจันทราแทบทุกคนล้วนเคยถูกมันหมายตา”
มู่เสวี่ยหนิงกอดผ้าห่มแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“เช่นนั้นเขาก็เป็นคนอันตรายมากเลยนะเจ้าคะ”
มู่เสวี่ยหนิงกอดผ้าห่มแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“เช่นนั้นเขาก็เป็นคนอันตรายมากเลยนะเจ้าคะ”
ยูรันหันไปทางโม่ชิงเฟิง
“ดูเหมือนอาเจ๊จะเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่ชอบเขานะ ท่านรู้ได้อย่างไรว่าศิษย์พี่เย่เป็นคนเช่นนั้น?”
โม่ชิงเฟิงแค่นเสียงเบา ๆ
“หึ เพียงมองแววตาก็รู้แล้ว ปากของเขาอ่อนหวานก็จริง แต่ดวงตากลับแสดงความต้องการออกมาชัดเจนถึงเพียงนั้น”
“คนอื่นถูกคำพูดหลอกจนมองไม่เห็น แต่ข้าไม่ใช่”
นางขยับเข้ามาใกล้เตียงของยูรันอีกเล็กน้อย
“อย่าเปลี่ยนเรื่อง สรุปแล้วเจ้าลงเอยกับน้องรองได้อย่างไร?”
ยูรันถอนหายใจ
“ข้าจะเล่าอย่างสั้น ๆ นะ”
“ข้าไปช่วยศิษย์พี่รองเอาไว้ จากนั้นท่านยายของนางซึ่งใกล้สิ้นอายุขัยเห็นข้าแล้วเกิดชอบใจ จึงฝากฝังให้ข้าแต่งงานกับศิษย์พี่รองให้ได้”
“ท่านยายยังบอกด้วยว่า หากข้าไม่ทำตาม นางจะคลานออกมาจากหลุมศพเพื่อตามหลอกหลอนข้า”
“พอคิดแล้วก็รู้สึกเสียววูบวาบไปทั้งตัว ข้าเลยต้องตอบตกลง”
โม่ชิงเฟิงอ้าปากค้าง
“เดี๋ยวก่อน ยายของน้องรองกล่าวเช่นนั้นจริงหรือ?”
“อืม ประมาณนั้น”
“คำว่าประมาณนั้นของเจ้าทำให้ข้ารู้สึกว่าเรื่องจริงอาจไม่เหมือนที่เล่าเลยสักนิด”
ยูรันไม่สนใจคำทักท้วงและเล่าต่อ
“ส่วนเรื่องที่ท่านยายเกือบตายก็เป็นฝีมือศิษย์พี่เย่นั่นแหละ เขาร่วมมือกับหลายตระกูลในเมืองเพื่อเล่นงานตระกูลไป๋กับตระกูลลู่”
“ข้าจึงระเบิดโกดังสินค้าของทุกตระกูลที่ร่วมมือกับเขาทิ้งทั้งหมด”
มู่เสวี่ยหนิงกะพริบตาปริบ ๆ
“ระเบิด...ทั้งหมดเลยหรือเจ้าคะ?”
“อืม พอไม่มีสินค้ากับเงินทุนหมุนเวียน ตระกูลเหล่านั้นก็ล้มละลาย ตระกูลไป๋กับตระกูลลู่จึงถือโอกาสเก็บกิจการและทรัพย์สินทั้งหมดไป”
ยูรันยกมือขึ้นเล็กน้อย
“มีเพียงเท่านี้แหละ”
ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบเป็นเวลานาน
โม่ชิงเฟิงยกมือขึ้นนวดขมับ
“นี่คือเรื่องราวแบบสั้น ๆ ของเจ้าหรือ?”
“อืม ตัดรายละเอียดออกไปเยอะแล้ว”
“แล้วตรงไหนคือช่วงที่เจ้ากับน้องรองรักกัน?”
“ไม่รู้สิ ข้าไม่ได้สังเกต พอรู้ตัวอีกทีนางก็กลายเป็นภรรยาข้าไปแล้ว”
มู่เสวี่ยหนิงพึมพำออกมาเบา ๆ
“ช่วยคนใกล้ตาย ระเบิดโกดัง ทำลายหลายตระกูล แล้วก็ได้ภรรยา...”
“เหตุใดเรื่องรักของคุณชายจึงฟังดูเหมือนสงครามระหว่างตระกูลมากกว่าเรื่องรักกันเจ้าคะ?”
ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“อืม เพราะระหว่างนั้นมันมีสงครามจริง ๆ ละมั้ง”
ยูรันดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัว
“ช่างเถอะ ข้านอนแล้ว”
โม่ชิงเฟิงรีบถาม
“เดี๋ยวก่อน เจ้าหลับหนีเช่นนี้เลยหรือ? พี่สาวยังถามไม่จบ!”
“พรุ่งนี้ค่อยถาม”
“แต่พรุ่งนี้พวกเราต้องออกเดินทางแต่เช้าไม่ใช่หรือ?”
“เช่นนั้นก็ไม่ต้องถาม”
ยูรันพลิกตัวหันหลังให้นาง เพียงไม่กี่อึดใจ ลมหายใจก็กลับมาสม่ำเสมอราวกับหลับไปแล้วจริง ๆ
โม่ชิงเฟิงถอนหายใจ ก่อนเดินกลับไปยังเตียงของตนเอง
“ศิษย์น้องอะไรกัน ปล่อยให้พี่สาวค้างคาใจแล้วหนีไปนอนหน้าตาเฉย”
เช้าวันต่อมา
ฟ้ายังไม่ทันสว่างเต็มที่ ยูรันก็ปลุกหญิงสาวทั้งสองให้เตรียมออกเดินทาง
โม่ชิงเฟิงเดินลงมาจากโรงเตี๊ยมด้วยสีหน้าง่วงงุน
“เหตุใดต้องรีบออกมาตั้งแต่เช้าด้วย?”
“ข้าไม่อยากให้หลานอิงตามมาทัน”
ยูรันหันไปทางมู่เสวี่ยหนิง
“จากเมืองนี้ไปถึงภูผาเพลิงครามอีกไกลเท่าไร?”
“ประมาณสามร้อยลี้เจ้าค่ะ หากใช้เรือเหาะน่าจะ—”
“ไม่ต้อง เสียเวลา”
มู่เสวี่ยหนิงชะงัก ก่อนสีหน้าจะซีดลงเมื่อนึกได้ว่ายูรันกำลังจะทำอะไร
“คุณชาย พวกเราค่อย ๆ เดินทางไม่ได้หรือเจ้าคะ?”
“ไม่ได้ ข้าเสียเวลาอยู่ตามเมืองต่าง ๆ มาหลายวันแล้ว”
ยูรันย่อตัวลงเล็กน้อย
“ขึ้นมา”
โม่ชิงเฟิงถอยหลังไปครึ่งก้าว
“พี่สาวคิดว่าใช้เรือเหาะก็ดีนะ อย่างน้อยยังได้ชมทิวทัศน์ระหว่างทาง”
“เมื่อวานใครหัวเราะข้าว่ามีวิชาตัวเบาอยู่แล้วกลับคิดใช้เรือเหาะ?”
“เมื่อวานคือเมื่อวาน วันนี้พี่สาวเปลี่ยนใจแล้ว”
“สายไป”
ยูรันคว้าเอวหญิงสาวทั้งสอง ก่อนพุ่งออกไปจากหน้าโรงเตี๊ยมทันที
พรึ่บ!
แรงลมมหาศาลระเบิดออกจนฝุ่นบนถนนฟุ้งกระจาย ร่างของทั้งสามหายลับไปจากเมืองในพริบตา
“ช้าลงหน่อยยยยย!”
“คุณชาย! ข้าหายใจไม่ออกเจ้าค่ะ!”
“อดทนหน่อย อีกไม่นานก็ถึงแล้ว!”
เวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูป ทั้งสามก็มาหยุดอยู่บนเนินเขาแห่งหนึ่ง
เบื้องหน้าคือเทือกเขาสีดำทอดยาวสุดสายตา ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยกลุ่มควันหนาทึบ ส่วนยอดภูเขาไฟที่อยู่ไกลออกไปกำลังพ่นเปลวเพลิงสีครามขึ้นสู่ฟ้าเป็นระยะ
อากาศบริเวณนี้ร้อนระอุจนพื้นดินแตกระแหง พลังธาตุไฟหนาแน่นผิดธรรมชาติ แม้ยืนอยู่ห่างหลายสิบลี้ยังสัมผัสได้ถึงคลื่นความร้อนซึ่งพัดมากระทบร่างกาย
ยูรันวางหญิงสาวทั้งสองลง
“ถึงแล้ว ภูผาเพลิงคราม”
ด้านหลังของเขา โม่ชิงเฟิงกับมู่เสวี่ยหนิงรีบพุ่งไปเกาะต้นไม้ต้นเดียวกัน
“แหวะ!”
“แหวะ!”
ยูรันส่ายหน้าอย่างผิดหวัง
“เฮ้อ ตั้งหลายรอบแล้วยังไม่ชินอีก แย่ ๆๆๆ”
โม่ชิงเฟิงหันกลับมามองเขาด้วยใบหน้าซีดเผือด
“เรื่องเช่นนี้มันชินกันได้ด้วยหรือ?!”
“ได้สิ พวกท่านต้องฝึกให้มากกว่านี้”
โม่ชิงเฟิงหันกลับมามองเขาด้วยใบหน้าซีดเผือด
“น้องชาย เจ้าลองให้ผู้อื่นจับแบกแล้วพุ่งด้วยความเร็วเช่นนั้นบ้างดีหรือไม่?”
ยูรันเอียงศีรษะอย่างประหลาดใจ
“อาเจ๊ ท่านหวังให้ข้าอาเจียนหรือ? นี่กำลังฝันอยู่หรืออย่างไร?”
“ข้าเป็นคนคิดค้นวิชานี้ขึ้นมาเอง จะอาเจียนได้อย่างไร?”
“เกี่ยวอะไรกับการที่เจ้าเป็นคนคิดค้นด้วย?”
“ก็ข้าย่อมรู้จังหวะการเคลื่อนพลังทั้งหมด ต่อให้มีคนแบกข้าแล้วใช้วิชาเดียวกัน ข้าก็ไม่อาเจียน”
ยูรันส่ายหน้า ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงผิดหวัง
“คิดจะเห็นข้าอาเจียนทั้งที อย่างน้อยก็ควรคิดวิธีที่เป็นไปได้กว่านี้นะอาเจ๊”
โม่ชิงเฟิงกำพัดในมือแน่น
[ใจเย็นไว้ เขาเป็นศิษย์น้อง...]
[เป็นศิษย์น้องที่น่าตีอย่างยิ่ง!]
ยูรันหัวเราะเบา ๆ ก่อนเดินนำไปทางภูผาเพลิงคราม
“ไปกันเถอะ”
ทั้งสามเดินทางมาถึงบริเวณเชิงภูผาเพลิงครามในเวลาต่อมา
ยูรันกวาดจิตสัมผัสไปรอบบริเวณ ก่อนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“อืม ยังไม่มีผู้ใดมาถึง”
“เช่นนั้นตั้งค่ายทำอาหารก่อนดีกว่า”
โม่ชิงเฟิงชะงัก
“พวกเราเพิ่งมาถึงภูเขาไฟซึ่งอาจมีของวิเศษซ่อนอยู่ แต่สิ่งแรกที่เจ้าคิดจะทำคือทำอาหารหรือ?”
“ใช่ จะรีบทำไม”
ยูรันเลือกพื้นที่ราบซึ่งอยู่ไม่ไกลจากธารลาวา ก่อนนำโต๊ะ เก้าอี้ เตา และวัตถุดิบจำนวนมากออกมาจากช่องเก็บของ
มู่เสวี่ยหนิงมองไปรอบด้านอย่างกังวล
“คุณชาย ตั้งค่ายใกล้ภูเขาไฟเช่นนี้จะปลอดภัยหรือเจ้าคะ?”
“ปลอดภัยสิ หากลาวาไหลมาทางนี้ก็ค่อยย้ายโต๊ะ”
“ข้าหมายถึงพวกเราต่างหากเจ้าค่ะ”
“อ๋อ พวกเจ้าก็ย้ายตามโต๊ะมาสิ”
ไม่นาน กลิ่นหอมของอาหารก็เริ่มลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ กลิ่นเนื้อย่างผสมเครื่องเทศตัดกับกลิ่นกำมะถันของภูเขาไฟอย่างประหลาด
โม่ชิงเฟิงนั่งลงข้างโต๊ะโดยไม่ต้องให้ผู้ใดเชิญ
“พี่สาวเพียงนั่งเฝ้าให้เท่านั้นนะ”
มู่เสวี่ยหนิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนนั่งลงอีกฝั่งพร้อมนำชามของตนเองออกมาเงียบ ๆ
ยูรันมองหญิงสาวทั้งสอง ก่อนถอนหายใจ