คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 250 มีคนเคยมาที่นี่เจ้าค่ะ7,843 ตัวอักษร

ตอนที่ 250 มีคนเคยมาที่นี่เจ้าค่ะ

ยูรันใช้นิ้วจิ้มเปลวเพลิงบนข้อมือเบา ๆ

“นี่ แล้วลำดับสองกับลำดับหนึ่ง แกรู้จักหรือเปล่า?”

เปลวเพลิงไหววูบ

“พวกมันอยู่ที่ไหน?”

คราวนี้เพลิงบัววารีนิรันดร์นิ่งเงียบ ไม่ยอมตอบสนอง

ยูรันหรี่ตาลง

“อย่ามาแกล้งตาย ข้ารู้ว่าแกฟังอยู่”

ฟู่ว...

เปลวเพลิงหดเล็กลงกว่าเดิม ราวกับพยายามทำให้ตนเองไม่มีตัวตน

“หรือว่าแกกลัวพวกมัน?”

ฟู่ว!

เพลิงสีครามลุกโชนขึ้นทันที เห็นได้ชัดว่าคำพูดนี้แทงใจดำอย่างรุนแรง

“อ๋อ กลัวจริงด้วย”

เปลวเพลิงพุ่งขึ้นมาเผาปลายผมของยูรันไปเล็กน้อย

“อย่าพึ่งโมโห ข้ายังถามไม่จบ”

ยูรันตบเปลวเพลิงกลับลงไปบนฝ่ามือ

“หากแกหลอมรวมกับเพลิงลำดับสองและลำดับหนึ่งได้ แกจะกลายเป็นลำดับหนึ่งแทนหรือเปล่า?”

เพลิงบัววารีนิรันดร์หยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนกลีบบัวสีครามหลายชั้นจะกางออกจากใจกลางเปลวไฟ

ความคิดพร่าเลือนสายหนึ่งส่งเข้ามาในจิตของยูรัน

กลืนกิน...วิวัฒน์...เหนือกว่า...

ดวงตาของยูรันเป็นประกายทันที

“โอ้ ๆๆ หมายความว่าทำได้สินะ”

โม่ชิงเฟิงเห็นรอยยิ้มของเขาแล้วพลันรู้สึกไม่ดี

“น้องชาย เจ้าคงไม่คิดจะออกตามหาเพลิงสองอันดับแรกหรอกใช่หรือไม่?”

“ยังไม่หา ตอนนี้ข้าไม่มีเวลา”

ยูรันจิ้มเปลวเพลิงอีกครั้ง

“แต่หากบังเอิญเจอเมื่อไร ข้าจะจับพวกมันทั้งคู่มายัดให้แกกิน”

เพลิงบัววารีนิรันดร์ลุกโชนขึ้นอย่างตื่นเต้น ก่อนจะหดกลับลงบนข้อมือของเขาอย่างว่าง่าย

มู่เสวี่ยหนิงมองหนึ่งคนกับหนึ่งเปลวเพลิง ก่อนพึมพำเบา ๆ

“เมื่อครู่มันยังไม่พอใจท่านอยู่เลย เหตุใดตอนนี้ถึงดูเชื่อฟังขึ้นมาแล้วเจ้าคะ?”

“เพราะข้ามอบเป้าหมายชีวิตให้มัน”

ยูรันตอบอย่างจริงจัง

“จากเพลิงลำดับสามผู้ถูกกดขี่ สู่การกินสองอันดับแรกแล้วขึ้นเป็นที่หนึ่ง เรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจจะตายไป”

ยูรันใช้นิ้วจิ้มเปลวเพลิงบนฝ่ามืออีกครั้ง

“สรุปแล้วลำดับหนึ่งกับลำดับสองชื่ออะไรเล่า เฮ้ย!”

เพลิงบัววารีนิรันดร์ไหววูบอย่างไม่พอใจ ก่อนส่งภาพสองภาพเข้าสู่จิตของเขา

ภาพแรกคือเปลวเพลิงสีดำสนิทซึ่งกำลังลุกไหม้อยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า แม้แต่กฎเกณฑ์รอบตัวก็ถูกเผาผลาญจนสูญสลาย

ลำดับหนึ่ง เพลิงปฐมโกลาหล

ส่วนภาพที่สองคือดวงตะวันสีทองขนาดมหึมา เปลวเพลิงของมันส่องสว่างครอบคลุมท้องฟ้านับหมื่นลี้

ลำดับสอง เพลิงสุริยันเก้าสวรรค์

ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“ชื่ออลังการดีนี่”

เขาจิ้มเพลิงบัววารีนิรันดร์บนฝ่ามือเบา ๆ

“แล้วแกว่า ระหว่างเพลิงดาราสวรรค์ของข้ากับพวกมัน ชื่อใดฟังดูเท่กว่ากัน?”

โม่ชิงเฟิงชะงัก

“เพลิงดาราสวรรค์?”

มู่เสวี่ยหนิงมองเขาอย่างประหลาดใจ

“มีเปลวเพลิงเช่นนั้นอยู่ด้วยหรือเจ้าคะ?”

ยูรันไม่ตอบ เพียงจ้องเปลวเพลิงสีครามบนฝ่ามือ รอคำตอบอย่างจริงจัง

เพลิงบัววารีนิรันดร์ไหววูบเล็กน้อย

ความคิดสายหนึ่งถูกส่งออกมาอย่างลังเล

ไม่เคยได้ยิน...

“ข้าไม่ได้ถามว่าแกรู้จักหรือไม่ ข้าถามว่าชื่อใดเท่กว่า”

เปลวเพลิงนิ่งเงียบอีกครั้ง

ยูรันยกมืออีกข้างขึ้น ก่อนสร้างก้อนน้ำขนาดเล็กให้ลอยอยู่เหนือมัน

“ค่อย ๆ คิด ไม่ต้องรีบตอบนะ”

ฟู่ว!

เปลวเพลิงบัวสีครามสั่นสะท้าน ก่อนรีบส่งความคิดกลับมาทันที

เพลิงดาราสวรรค์...เท่ที่สุด...

ยูรันสลายก้อนน้ำแล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“อืม แกนี่มีสายตาใช้ได้”

มู่เสวี่ยหนิงยังคงสนใจเรื่องเดิม

“คุณชาย เพลิงดาราสวรรค์ที่ท่านกล่าวถึงมีลักษณะเช่นไรหรือเจ้าคะ?”

“อยากเห็นหรือ?”

“เจ้าค่ะ”

ยูรันยกมือขึ้นประสานมุทรา

“เตาหลอม เปิด”

วิ้งงงงง!

มิติด้านหลังของเขาสั่นไหว ก่อนรอยแยกขนาดใหญ่จะค่อย ๆ เปิดออก

สิ่งที่ปรากฏขึ้นไม่ได้มีรูปลักษณ์เหมือนเตาหลอมทั่วไปแม้แต่น้อย

ด้านหลังของยูรันกลับกลายเป็นท้องฟ้าอีกผืนหนึ่ง

ห้วงอวกาศสีดำสนิทแผ่ขยายออกไปจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด ดวงดาวนับไม่ถ้วนส่องประกายอยู่ภายใน บางดวงรวมตัวกันเป็นทางช้างเผือก บางดวงเคลื่อนหมุนรอบกันอย่างช้า ๆ ราวกับโลกอีกใบกำลังดำรงอยู่หลังร่างของเขา

ท่ามกลางทะเลดวงดาวนั้น เปลวเพลิงสีเงินอมม่วงกำลังลุกไหม้อย่างเงียบงัน

เปลวไฟไม่ได้รวมตัวอยู่เพียงจุดเดียว แต่มันแทรกอยู่ทั่วทั้งห้วงฟ้า บ้างลุกไหม้อยู่รอบดวงดาว บ้างไหลผ่านความมืดราวกับสายธารแห่งเพลิง และบางส่วนก็ก่อตัวเป็นวงแหวนขนาดมหึมาซึ่งหมุนเวียนอยู่เบื้องหลังยูรัน

ไม่มีคลื่นความร้อนแผ่ออกมาแม้แต่น้อย

กระนั้นเพียงมองเข้าไป มู่เสวี่ยหนิงกลับรู้สึกราวกับทั้งร่างกายและวิญญาณสามารถถูกเผาผลาญจนไม่เหลือสิ่งใดได้ทุกเมื่อ

นางยืนนิ่งตาค้าง

นี่ไม่ใช่เตาหลอมอย่างที่นางเคยรู้จัก

ไม่มีตัวเตา

ไม่มีฝาปิด

ไม่มีกระถางสำหรับใส่วัตถุดิบ

มีเพียงท้องฟ้า ดวงดาว และเปลวเพลิงซึ่งลุกไหม้อยู่ท่ามกลางจักรวาลอันไร้ขอบเขต

“นี่คือ...เตาหลอมของท่านหรือเจ้าคะ?”

“อืม”

ยูรันยืนอยู่เบื้องหน้าห้วงดารา โดยมีแสงจากดวงดาวนับไม่ถ้วนส่องล้อมรอบร่างกาย

“เตาหลอมดาราสวรรค์”

มู่เสวี่ยหนิงไม่อาจละสายตาจากภาพตรงหน้าได้

“มันไม่เหมือนเตาหลอมเลยสักนิด...”

“มันเหมือนท้องฟ้าอีกผืนหนึ่งมากกว่า”

โม่ชิงเฟิงเองก็มองภาพด้านหลังของยูรันด้วยแววตาประหลาดใจ

“แล้วเจ้าหลอมสิ่งของภายในนั้นอย่างไร?”

“ก็โยนเข้าไป”

“โยนเข้าไปในท้องฟ้านั่น?”

“อืม จากนั้นเพลิงดาราสวรรค์จะจัดการส่วนที่เหลือเอง”

ในจังหวะนั้น เพลิงบัววารีนิรันดร์บนฝ่ามือของยูรันพลันหยุดนิ่ง

มันสัมผัสได้ถึงเปลวเพลิงซึ่งลุกไหม้อยู่ภายในห้วงดาราอย่างชัดเจน ก่อนเปลวไฟทั้งดวงจะหดเล็กลงเรื่อย ๆ และหมอบแนบไปกับฝ่ามือของเขา

ความหวาดเกรงถูกส่งออกมาจากมันโดยไม่อาจปิดบัง

ยูรันคลายมุทรา ห้วงดาราด้านหลังจึงค่อย ๆ เลือนหายไป ก่อนมิติจะกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

“ไปสำรวจเส้นทางอื่นต่อเถอะ”

ทั้งสามย้อนกลับมายังทางแยกเดิม ยูรันยืนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“อืม ทางซ้ายร้อนกว่า ส่วนทางขวามีพลังธาตุไฟหนาแน่นที่สุด”

เขาชี้ไปทางซ้าย

“งั้นไปทางซ้าย”

โม่ชิงเฟิงขมวดคิ้ว

“เหตุใดไม่เลือกทางขวา? ของวิเศษธาตุไฟย่อมอยู่ในสถานที่ซึ่งมีพลังธาตุไฟหนาแน่นที่สุดไม่ใช่หรือ?”

“ครั้งก่อนข้าเลือกทางที่มีกลิ่นแปลกที่สุดแล้วดันพบเพลิงลำดับสาม”

“นั่นแปลว่าเจ้าเลือกถูกไม่ใช่หรือ?”

“ไม่ ข้าพบมันเพราะโมโหแล้วเทน้ำลงไปต่างหาก”

“……”

ยูรันเดินเข้าไปในอุโมงค์ฝั่งซ้าย

“คราวนี้เลือกทางที่ร้อนที่สุด หากไม่พบอะไรอีก ข้าจะถล่มภูเขาทั้งลูกแล้วค่อยค้นจากซากเอา”

มู่เสวี่ยหนิงรีบเดินตาม

“คุณชาย อย่าเพิ่งทำลายภูเขานะเจ้าคะ! ภายในอาจมีสมุนไพรล้ำค่าอยู่!”

“เช่นนั้นก็ภาวนาให้มันอย่าซ่อนตัวเก่งเกินไป”

ยิ่งเดินลึกเข้าไป อุณหภูมิรอบด้านก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ผนังหินเริ่มเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีแดงสว่าง กระทั่งบางส่วนหลอมละลายและหยดลงบนพื้น

โม่ชิงเฟิงกับมู่เสวี่ยหนิงต้องเพิ่มพลังให้ม่านป้องกันหลายครั้ง ส่วนยูรันยังคงเดินนำอย่างสบายใจโดยไม่มีแม้แต่เหงื่อสักหยด

ไม่นาน เสียงบางอย่างก็ดังมาจากส่วนลึกของอุโมงค์

ตึก...

ตึก...

ราวกับมีหัวใจขนาดมหึมากำลังเต้นอยู่ภายในภูเขา

ยูรันหยุดฟัง ก่อนยกมุมปากขึ้น

“อืม ทางนี้ดูเหมือนจะมีอะไรจริง ๆ ด้วย”

ทั้งสามเดินตามเสียงเต้นนั้นเข้าไปเรื่อย ๆ กระทั่งมาถึงสุดทาง

เบื้องหน้ามีเพียงโพรงหินแคบ ๆ แห่งหนึ่ง ลาวาจำนวนมากกำลังไหลผ่านรอยแยกเป็นจังหวะ

ตึก...

ตึก...

เสียงที่ฟังคล้ายหัวใจเต้น แท้จริงเป็นเพียงเสียงลาวากระแทกผนังหินเท่านั้น

นอกจากนั้นแล้ว ไม่มีอะไรเลย

ไม่มีของวิเศษ

ไม่มีสัตว์อสูร

แม้แต่สมุนไพรสักต้นก็ไม่มี

ยูรันยืนนิ่งอยู่หน้ารอยแยก เส้นเลือดบนขมับค่อย ๆ ปูดขึ้นอีกครั้ง

โม่ชิงเฟิงมองเข้าไปด้านใน ก่อนกล่าวอย่างระมัดระวัง

“น้องชาย ดูเหมือนทางนี้จะไม่มีอะไรนะ”

“อาเจ๊ ข้าเห็นแล้ว”

“เช่นนั้นพวกเรากลับไปเลือกทางขวาเถอะ”

“เดี๋ยวก่อน”

ยูรันยกเท้าขึ้น ก่อนถีบก้อนหินซึ่งส่งเสียงดังอยู่ตรงหน้า

ตู้ม!

ผนังหินแตกกระจายและถล่มลงมาปิดรอยแยกจนสนิท เสียงเต้นน่ารำคาญพลันหายไปทันที

“เอาละ ทีนี้ค่อยเงียบหน่อย”

มู่เสวี่ยหนิงมองซากหินตาปริบ ๆ

“คุณชายทุบมันทิ้งเพียงเพราะไม่มีของวิเศษหรือเจ้าคะ?”

“เปล่า ข้าเพียงไม่ชอบถูกหลอกให้คาดหวัง”

ทั้งสามย้อนกลับมายังทางแยกเดิมอีกครั้ง

ยูรันมองอุโมงค์เส้นสุดท้ายซึ่งมีพลังธาตุไฟหนาแน่นที่สุด ก่อนชี้เข้าไปด้านใน

“เหลือทางขวาแล้วสินะ”

โม่ชิงเฟิงคลี่พัดออก

“คราวนี้อย่างน้อยก็เป็นเส้นทางที่สมเหตุสมผลที่สุด”

“อืม เพราะเหลืออยู่เส้นเดียวต่างหาก”

ยูรันเดินนำเข้าไปในอุโมงค์ทางขวา

ยิ่งเดินลึกเข้าไป ร่องรอยตามผนังก็ยิ่งผิดธรรมชาติขึ้นเรื่อย ๆ พื้นหินบางส่วนถูกตัดจนเรียบ และยังมีเศษสมุนไพรไหม้เกรียมกระจายอยู่ตามทาง

มู่เสวี่ยหนิงหยิบเศษใบไม้ขึ้นมาตรวจสอบ ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย

“มีคนเคยมาที่นี่เจ้าค่ะ”

“เศษสมุนไพรเหล่านี้ใช้สำหรับสร้างค่ายกลหล่อเลี้ยงเพลิง ผู้วางค่ายกลน่าจะเป็นนักหลอมโอสถระดับสูง”

ยูรันก้มมองเพลิงบัววารีนิรันดร์บนฝ่ามือ

“อ๋อ แปลว่าแกเคยถูกคนเลี้ยงเอาไว้สินะ”

เปลวเพลิงสีครามสั่นไหว ก่อนส่งอารมณ์รังเกียจออกมาอย่างชัดเจน

“ไม่ชอบเขา?”

มันไหววูบตอบรับทันที

“เช่นนั้นก็ไม่มีปัญหา ข้าไม่ได้ขโมย แกหนีตามข้ามาเอง”

ยูรันเก็บเพลิงกลับไปบนข้อมือ ก่อนเดินลึกเข้าไปในอุโมงค์ต่อ

โดยไม่รู้เลยว่าในเวลานั้นเอง ชายชราผู้หนึ่งกำลังมุ่งหน้ามายังภูผาเพลิงครามด้วยความเร็วสูง

และทันทีที่สัมผัสได้ว่าสายสัมพันธ์ระหว่างค่ายกลกับเพลิงวิเศษขาดสะบั้น สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นโกรธเกรี้ยว

“ผู้ใดบังอาจแตะต้องเพลิงของข้า!”