คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 254 พี่สาวไปด้วย7,343 ตัวอักษร

ตอนที่ 254 พี่สาวไปด้วย

ยูรันยืนอยู่กลางหลุมขนาดใหญ่ ก่อนถามทารกภายในร่าง

“รอบนี้ได้เท่าไร?”

ทารกน้อยยกนิ้วขึ้นนับอยู่ครู่หนึ่ง

“บู้ ๆ!”

[สามเดือนหรือ?]

[โอ้ ๆ มากกว่าเดิมนิดหน่อย นับว่าพอใช้ได้]

ยูรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนค่อย ๆ ปีนขึ้นมาจากหลุม

โม่ชิงเฟิงกับมู่เสวี่ยหนิงยืนรออยู่ด้านบน เมื่อเห็นศีรษะของเขาโผล่ขึ้นมา ทั้งสองก็รีบเดินเข้ามาหาทันที

“น้องชาย เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”

“คุณชายได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าเจ้าคะ?”

“ไม่เป็นไร”

ยูรันปีนขึ้นมาจนสำเร็จ ก่อนปัดเศษดินกับเถ้าถ่านออกจากร่างกาย

“เพียงแต่เสื้อผ้าพังหมดอีกแล้ว”

โม่ชิงเฟิงกวาดตามองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เมื่อเห็นว่านอกจากเสื้อผ้าขาดวิ่นแล้ว ร่างกายไม่ได้รับบาดเจ็บจริง ๆ จึงถอนหายใจอย่างโล่งอก

“เจ้ายืนรับนิมิตทั้งร่างเข้าไปตรง ๆ แต่กลับบ่นเพียงเรื่องเสื้อผ้าหรือ?”

“เสื้อผ้าต้องใช้เงินซื้อนะ”

“เจ้ามีเงินตั้งสองหมื่นล้านเหรียญ!”

“รวยแล้วใช้เงินสิ้นเปลืองได้หรือ?”

“……”

ยูรันหยิบเสื้อคลุมตัวใหม่ออกมาสวม ก่อนหันไปตรวจสอบพลังของหญิงสาวทั้งสอง

“อืม อาเจ๊เข้าสู่วิญญาณทารกขั้นต้น ส่วนนางก็สร้างแก่นทองคำสำเร็จ”

“ดูเหมือนวิธีของข้าจะได้ผลดีเกินคาด”

มู่เสวี่ยหนิงได้ยินคำว่า ‘วิธี’ ใบหน้าก็แดงขึ้นทันที นางรีบหันหนีโดยไม่กล้าสบตาเขา

โม่ชิงเฟิงกลับยกมุมปากขึ้นอย่างพึงพอใจ

“พี่สาวบอกแล้วว่าวิธีนี้ดีที่สุด”

ยูรันหรี่ตามองนาง

“ท่านเลิกภูมิใจเรื่องนี้เสียทีเถอะ”

“เหตุใดต้องเลิก? พี่สาวได้ทั้งทะลวงขอบเขต ทั้งรอดชีวิต และยังได้—”

“พอเลย”

ยูรันรีบยกมือห้าม

“ข้าไม่อยากฟังส่วนสุดท้าย”

ทันใดนั้น กลิ่นอายหลายสายก็ปรากฏขึ้นจากระยะไกลและกำลังมุ่งหน้ามายังภูผาเพลิงครามอย่างรวดเร็ว

ยูรันหันไปตามทิศทางนั้น ก่อนถอนหายใจ

“อืม นิมิตใหญ่เกินไปจริง ๆ ด้วย”

“ดูเหมือนพวกชอบสอดรู้กำลังแห่กันมาแล้ว”

ยูรันเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ ก่อนคว้าเอวหญิงสาวทั้งสองแล้วพุ่งออกจากภูผาเพลิงครามด้วยความเร็วสูง

ไม่นาน ทั้งสามก็มาหยุดอยู่บนยอดเขาแห่งหนึ่งซึ่งห่างออกไปหลายร้อยลี้

ทันทีที่เท้าแตะพื้น มู่เสวี่ยหนิงก็รีบวิ่งไปเกาะต้นไม้

“แหวะ!”

แม้นางจะทะลวงเข้าสู่แก่นทองคำแล้ว แต่ดูเหมือนความต้านทานต่อวิชาตัวเบาของยูรันจะไม่ได้เพิ่มขึ้นตามตบะ

โม่ชิงเฟิงมีสภาพดีกว่าเล็กน้อย นางยืนโซเซอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันมาถาม

“พวกเราจะหนีออกมาทำไม?”

ยูรันหันไปทางนางทันที

“อืม เช่นนั้นเดี๋ยวข้าพาอาเจ๊กลับไปวางไว้ที่เดิม ส่วนข้าจะเดินทางต่อ”

“ไม่เอา!”

โม่ชิงเฟิงรีบพุ่งเข้ามากอดเขาไว้แน่น ไม่ยอมให้ขยับแม้แต่ก้าวเดียว

“ข้าจะไปกับเจ้า!”

“ได้ความบริสุทธิ์ของพี่สาวไปแล้วกลับคิดจะทิ้งกันเช่นนี้ ใช้ได้ที่ไหน?”

ยูรันก้มมองแขนทั้งสองข้างซึ่งกอดเอวตนเองอยู่ ก่อนหรี่ตาลง

“อืม โคตรเก๊”

“หากท่านบอกว่าไม่บริสุทธิ์ ข้ายังจะเชื่อมากกว่า”

โม่ชิงเฟิงเงยหน้าขึ้นช้า ๆ

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

“ท่าทางยั่วยุบุรุษคล่องแคล่วขนาดนี้ ไหนจะชวนข้านอนห้องเดียวกันตั้งหลายครั้ง ท่านจะให้ข้าเชื่อจริง ๆ หรือ?”

ใบหน้าของโม่ชิงเฟิงแดงก่ำ

“เจ้าเป็นบุรุษคนแรกที่พี่สาวยอมเข้าใกล้ถึงเพียงนี้!”

“จริงหรือ?”

“จริงสิ!”

“อืม แสดงว่าเป็นพรสวรรค์ติดตัว”

“ยูรัน!”

นางกัดไหล่ของเขาทันที

“โอ๊ย! ท่านเป็นสุนัขหรืออย่างไร?”

“ผู้ใดใช้ให้เจ้าดูถูกพี่สาว!”

มู่เสวี่ยหนิงซึ่งเพิ่งเดินกลับมาชะงักเมื่อเห็นทั้งสองกอดกันอยู่ นางลังเลครู่หนึ่ง ก่อนถามด้วยเสียงแผ่วเบา

“แล้ว...ข้าควรทำอย่างไรต่อหรือเจ้าคะ?”

ยูรันกับโม่ชิงเฟิงหันมามองนางพร้อมกัน

ใบหน้าของมู่เสวี่ยหนิงแดงขึ้นเรื่อย ๆ

“เรื่องเมื่อครู่ ข้าเองก็...”

ยูรันถอนหายใจยาว

“ไปด้วยกันทั้งหมดนั่นแหละ”

มู่เสวี่ยหนิงเงยหน้าขึ้นทันที

“จริงหรือเจ้าคะ?”

“อืม จะให้ข้าทิ้งเจ้าไว้กลางป่าคนเดียวหรืออย่างไร?”

โม่ชิงเฟิงยกมุมปากขึ้น ก่อนกอดเขาแน่นกว่าเดิม

“เช่นนั้นน้องชายก็ต้องรับผิดชอบพวกเราทั้งสองคน”

“อาเจ๊ ท่านช่วยปล่อยก่อน ข้าหายใจไม่ออก”

“ไม่ปล่อย เดี๋ยวเจ้าหนี”

“อาเจ๊ ท่านช่วยปล่อยก่อน ข้าหายใจไม่ออก”

“ไม่ปล่อย เดี๋ยวเจ้าหนี”

ยูรันถอนหายใจ

“เอาละ ข้าไม่หนี แต่มีเรื่องหนึ่งต้องคุยกันก่อน”

โม่ชิงเฟิงยอมคลายแขนออกเล็กน้อย

“เรื่องอะไร?”

“เรื่องของศิษย์พี่รอง”

โม่ชิงเฟิงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“โอ๊ย ไม่เห็นเป็นอะไรเลย พวกเราเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกันทั้งนั้น น้องรองต้องเข้าใจอยู่แล้ว”

“อืม ไม่ได้มีเพียงศิษย์พี่รองคนเดียว”

ยูรันยกมือขึ้น ก่อนเริ่มนับนิ้วทีละคน

“ไป๋หลิง”

“หนานอวี้”

“เซียวซินเยวี่ย”

“หลานชิงอวี้”

“ซูเม่ยเหยา”

“เซี่ยเยว่หลี”

“เซี่ยหลานอิง”

“แล้วก็ลู่ชิงถาน”

แขนของโม่ชิงเฟิงค่อย ๆ คลายออก นางยืนมองยูรันด้วยสีหน้าว่างเปล่า

“น้องชาย...เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

ยูรันเอียงศีรษะ

“ใช่สิ จะให้หมายความว่าอะไรได้อีก?”

“ทั้งหมดเป็นภรรยาของเจ้า?!”

“ก็ประมาณนั้น”

โม่ชิงเฟิงยกนิ้วขึ้นนับรายชื่อทั้งหมดอีกครั้ง

“น้องรอง น้องสาม น้องสี่...แม้แต่น้องเก้าก็ด้วย?”

“อืม”

“เจ้ากวาดศิษย์พี่ศิษย์น้องบนยอดเขาไปเกือบหมดแล้วไม่ใช่หรือ?!”

“ทุกคนกวาดข้าต่างหาก”

โม่ชิงเฟิงสูดหายใจเข้าลึก ก่อนถามต่อ

“แล้วซูเม่ยเหยา ผู้อาวุโสแห่งตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์ นางเองก็เป็นภรรยาของเจ้าด้วย?”

“อืม”

“เซี่ยหลานอิงที่เจ้าพูดถึงก็คือองค์รัชทายาทจริง ๆ?”

“ข้าบอกไปตั้งหลายครั้งแล้ว ท่านไม่เชื่อเอง”

โม่ชิงเฟิงยกมือกุมขมับ

“แล้วเซี่ยเยว่หลีคือผู้ใด? เหตุใดนางถึงใช้แซ่เดียวกับองค์รัชทายาท?”

“หลานสาวของหลานอิง”

ดวงตาของโม่ชิงเฟิงเบิกกว้าง

“เจ้ารับทั้งอากับหลานมาเป็นภรรยาเลยหรือ?!”

“พวกนางไม่เห็นมีปัญหาอะไร”

“แน่นอนว่าพวกนางไม่มี แต่คนฟังมี!”

นางพยายามตั้งสติอีกครั้ง

“แล้วลู่ชิงถานคือใคร?”

“สตรีจากตระกูลลู่ เดี๋ยวกลับไปถึงยอดเขาท่านก็ได้รู้จักเอง”

“หมายความว่านอกจากคนที่ข้ารู้จักแล้ว ยังมีคนที่ข้าไม่เคยพบอีกสองคน?”

“อืม หากรวมอาเจ๊กับมู่เสวี่ยหนิงก็เป็นสิบคนพอดี”

มู่เสวี่ยหนิงสะดุ้ง

“คุณชายรวมข้าเข้าไปแล้วหรือเจ้าคะ?”

“เมื่อครู่บอกให้ข้ารับผิดชอบเองนี่”

“อะ เอ่อ...”

นางหน้าแดงและก้มลงมองพื้นทันที

โม่ชิงเฟิงกลับพุ่งเข้ามากอดยูรันเอาไว้อีกครั้ง

“ไม่สน อย่างไรเจ้าก็ต้องรับผิดชอบพี่สาว!”

“ท่านไม่ตกใจแล้วหรือ?”

“ตกใจ แต่ปล่อยตอนนี้ก็ขาดทุนสิ!”

ยูรันถอนหายใจ ก่อนแกะแขนของโม่ชิงเฟิงออกจากเอว

“อ่า ช่างเถอะ ข้าจะเดินทางขึ้นเหนือต่อ”

“สถานที่ถัดไปเหมือนจะชื่อหุบเขาโอสถราชันมารอะไรสักอย่าง”

มู่เสวี่ยหนิงชะงักทันที

“คุณชายหมายถึงหุบเขาราชันโอสถหรือเจ้าคะ?”

“อืม นั่นแหละ ชื่อคล้ายกันจะตาย”

“ไม่คล้ายเลยเจ้าค่ะ ท่านสลับตำแหน่งเกือบหมด แถมยังนำคำว่ามารมาต่อท้ายอีกด้วย”

ยูรันชี้กลับไปทางภูผาเพลิงคราม

“ตาแก่เมื่อครู่จับคนเป็น ๆ ไปหลอมเป็นโอสถ หากไม่เรียกว่ามารแล้วจะเรียกว่าอะไร?”

“แต่พวกเรายังไม่ทราบเลยนะเจ้าคะว่าเขาเป็นคนของหุบเขาราชันโอสถจริงหรือไม่”

“เช่นนั้นก็ไปถามคนในหุบเขาเสียเลย”

โม่ชิงเฟิงหรี่ตามองเขา

“เจ้าคิดจะถามอย่างไร?”

“เดินเข้าไปแล้วถามตามปกติ”

“หากพวกเขาไม่ตอบ?”

“ก็ค่อยถามเสียงดังขึ้น”

“หากยังไม่ตอบอีก?”

“ถล่มประตูแล้วถามใหม่”

“……”

มู่เสวี่ยหนิงรีบกล่าวเตือน

“หุบเขาราชันโอสถมีนักหลอมโอสถระดับสูงอยู่จำนวนมาก ทั้งยังมีความสัมพันธ์กับขุมอำนาจหลายแห่ง คุณชายอย่าเพิ่งสร้างเรื่องนะเจ้าคะ”

“นอกจากนี้ หุบเขาราชันโอสถยังตั้งอยู่ภายในแดนลับ ผู้ที่จะผ่านประตูเข้าไปได้จำเป็นต้องมีป้ายอนุญาตโดยเฉพาะ”

“หากไม่มีป้าย ต่อให้เป็นผู้แข็งแกร่งจากสำนักใหญ่ก็ไม่สามารถเปิดประตูแดนลับได้”

“ว่ากันว่าสถานที่แห่งนั้นเป็นมรดกซึ่งตกทอดมาจากจักรพรรดิโอสถในอดีต ค่ายกลป้องกันจึงแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่งเจ้าค่ะ”

ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“เฮ้อ ก็งั้น ๆ แหละ จักรพรรดิโอสถอะไรกัน”

“ข้าหลอมโอสถระดับสิบให้ดูต่อหน้า หากพวกมันยังไม่เทิดทูนข้า จะให้ข้าเข้าไปกราบเท้าจักรพรรดิโอสถของพวกมันหรืออย่างไร?”

มู่เสวี่ยหนิงนิ่งไปครู่หนึ่ง

“ถึงท่านจะหลอมโอสถระดับสิบได้จริง แต่ป้ายผ่านทางกับความสามารถในการหลอมโอสถเป็นคนละเรื่องกันนะเจ้าคะ”

“ส่วนป้าย...”

ยูรันชะงักไปเล็กน้อย ราวกับกำลังนึกถึงบางสิ่ง

แต่ไม่นานเขาก็ส่ายหน้า

“ช่างมัน ไม่มีป้ายก็ไม่เป็นไร”

มู่เสวี่ยหนิงกะพริบตาปริบ ๆ

ยูรันหันหน้าไปทางทิศเหนือ

“เอาละ ไปกันเถอะ ข้าเสียเวลากับภูเขาไฟลูกนี้มามากพอแล้ว”

โม่ชิงเฟิงเข้ามาเกาะแขนเขาอีกครั้ง

“พี่สาวไปด้วย”

มู่เสวี่ยหนิงลังเลเล็กน้อย ก่อนจับแขนเสื้ออีกข้างของยูรัน

“ข้าก็จะไปด้วยเจ้าค่ะ”

ยูรันถอนหายใจ

“จับให้แน่นก็แล้วกัน รอบนี้หากอาเจียนกลางทาง ข้าไม่หยุดรอนะ”

สีหน้าของหญิงสาวทั้งสองซีดลงพร้อมกัน

“เดี๋ยวก่อน—”

พรึ่บ!

ร่างของทั้งสามหายไปจากยอดเขาในพริบตา.